avatar
(mistiest-at-hotmail-dot-com)


user image


ผู้ตั้งกระทู้ (mistiest-at-hotmail-dot-com) กระทู้ตั้งโดยสมาชิก โพสต์และแสดงความเห็นเฉพาะสมาชิกเท่านั้น :: วันที่ลงประกาศ 2013-08-06 00:40:18 IP : 171.4.144.119


1

ความคิดเห็นที่ 1 (2980692)
avatar
หมาป่าดำ

 ถ้อยคำน่าสนใจจากหนังสือ

 
เอลิช ลูเดนดอร์ฟ นายพลแห่งกองทัพเยอรมัน กล่าวว่าการแต่งตั้งฮิตเลอร์เป็นนายกรัฐมนตรีคือการส่งมอบปิตุภูมิเยอรมันอันศักดิ์สิทธิ์ให้แก่นักปลุกปั่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคสมัยซึ่งบุคคลชัวร้ายคนนี้จะนำจักรวรรดิไรค์ไปสู่อเวจีละนำมาซึ่งความทุกข์ทรมานของประชาชาติ
ซิกมุนด์ ฟรอยด์ นักจิตวิเคราะห์เรืองนามก็กล่าวว่าการขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์คือการก่ออัตวินิบาตกรรมของสาธารณรัฐไวมาร์ และทิ้งไว้ซึ่งความหายนะแก่ระบอบประชาธิปไตยเยอรมัน โลกกำลังจะเป็นเรือนจำหลังใหญ่และเยอรมนีคือคุกที่เลวร้ายที่สุด (59)
 
โดย “นาซี เพื่อนาซีและเกี่ยวกับนาซี” (91)
 
เกอริงกล่าวย้ำหลายครั้งว่า “อาวุธ จะทำให้เยอรมนีแข็งแกร่ง ส่วน “เนย” จะทำให้เราอ้วนพี (104)
 
คติพจน์ของเยาวชนฮิตเลอร์คือ “ฟือเรอร์สั่งการ-พวกเราปฏิบัติตาม” และ “เราเกิดมาเพื่อพลีชีวิตสำหรับเยอรมนี” (115)
 
คำขวัญของโรงเรียนคือ “เชื่อมั่น เชื่อฟัง และต่อสู้” (131)
 
การไม่สามารถช่วยเหลือใดๆ ต่อโปแลนด์ได้และไม่มีการสู้รบอย่างจริงจังในยุโรปทำให้ช่วงระหว่างเดือนกันยายน ค.ศ. 1939 ถึงเมษายน ค.ศ. 1940 เรียกชื่อกันว่า “สงครามปลอม” วิดคุน  คิสลิง  นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ซึ่งสนับสนุนเยอรมนีอย่างลับๆ ได้รีบยอมแพ้ต่อเยอรมนีทันที ในเวลาต่อมาเขาถูกปลดออกจากตำแหน่งและชาวนอร์เวย์ประณามเขาว่าเป็นผู้ขายชาติ ชื่อ “คิสลิง” จึงเป็นคำศัพท์ในภาษาอังกฤษที่มีความหมายว่า “ผู้ทรยศ” (223)
 
เชอร์ชิลล์นายกรัฐมนตรีอังกฤษซึ่งประทับใจในวีรกรรมของนักบินอังกฤษที่ยืนหยัดป้องกันการโจมตีของเยอรมนีอย่างกล้าหาญได้กล่าวว่า ไม่เคยมีความขัดแย้งของมนุษย์ชาติครั้งใดที่คนจำนวนมากต้องเป็นหนี้บุญคุณอย่างใหญ่หลวงแก่คนจำนวนน้อยนิดดังเช่นในสงครามครั้งนี้ (223)
 
เชอร์ชิลนายกรัฐมนตรีอังกฤษได้เขียนบอกเล่าเกี่ยวกับกองเรืออูในยุทธนาวีมหาสมุทรแอตแลนติกในเวลาต่อมาว่า  “สิ่งเดียวที่สร้างความตระหนกให้แก่ข้าพเจ้าในระหว่างสงครามคือภัยอันตรายอย่างร้ายแรงของเรืออู...ข้าพเจ้ามีความกระวนกระวาย ทุกข์ใจเป็นทวีคูณจากการยุทธ์นี้มากกว่าที่ข้าพเจ้าเผชิญกับการต่อสู้ทางอากาศอันสง่างามที่เรียกกันว่ายุทธการที่เกาะอังกฤษเสียอีก” (236)
 
ค.ศ. 1951 ได้มีการให้คำนิยามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ว่าเป็นการดำเนินการที่ตั้งใจจะทำลายล้างส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของกลุ่มชนชาติ เชื้อชาติและชาติพันธุ์ (279)
 
แม้พิธีสารของปราชญ์อาวุโสแห่งไซออนจะถูกนำเสนอตลอดมาว่าเป็นเอกสารปลอม แต่หนังสือยังคงได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่องและได้ชื่อว่าเป็นหนังสือสำคัญเล่มหนึ่งที่มีผลกระทบรุนแรงต่อโลกทั้งมีอิทธิพลทางความคิดต่อปัจเจกชนและกลุ่มบุคคลที่จะใช้ประโยชน์จากหนังสือเพื่อตอบสนองเป้าหมายและเจตนาร้ายของตนเองเพื่อหลอกลวงผู้คน ตราบใดที่หนังสือเรื่องนี้ยังปรากฏในบรรณพิภพ ความโกหกหลอกลวงก็ยังคงดำรงอยู่สืบต่อไป  (304)
 
ศาลจึงวินิจฉัยว่าฮิตเลอร์ก่อกบฏด้วยจิตวิญญาณของความรักชาติและด้วยเตนารมณ์อันสูงส่ง มีเพียงศาลแห่งพระเป็นเจ้าเท่านั้นที่จะลงโทษเขาได้ ฮิตเลอร์จึงไม่ต้องโทษประหาร (321)
 
หลักการเป็นผู้นำ จึงต้องเน้นย้ำให้ประชาชนตระหนักและซึมซับอยู่ตลอดเวลาจนเชื่อมั่นโดยไม่มีข้อแม้ว่าผู้นำคือผู้มีอำนาจสูงสุดเฉกเช่นพระเป็นเจ้า ขณะเดียวกันต้องโฆษณาประชาสัมพันธ์สร้างภาพผู้นำในรูปลักษณ์ต่างๆ ที่มีความโดดเด่น เก่ง ฉลาดและเอื้ออาทรต่อประชาชนทั้งมีความยิ่งใหญ่กว่าชีวิตจริง (323)
 
หัวใจของการโฆษณาชวนเชื่อคือการเข้าถึงจิตใจผู้ฟังด้วยการหลอกลวงทางจิตวิทยาด้วยการ “โกหกคำโต” เพื่อให้เชื่อ ให้ทุกคนเชื่อว่าคำโกหกคือความจริงเพราะมวลชนจะไม่สงสัยเรื่องการโกหกใหญ่ๆ ยิ่งโกหกมากเท่าไหร่คนก็จะยิ่งเชื่อมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หากใครจะโกหกได้มากขนาดนั้น (325)
 
ออทโท โทลิซุส นักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมันสัญชาติอเมริกันเขียนสรุปวิจารณ์ไมน์คัมพพ์ในหนังสือพิมพ์ New York Times ว่าเป็นหนังสือที่ผสมผสานระหว่างอัตชีวประวัติร้อยละ 10 แนวคิดทางการเมืองร้อยละ 90 และอธิบายเทคนิคของการโฆษณาชวนเชื่อร้อยละ 100 (327)
 
ไมน์คัมพพ์ได้ชื่อว่าเป็นหนังสือที่ถูกห้ามจัดพิมพ์บ่อยครั้งมากที่สุด และเป็นหนังสือสำคัญที่เขย่าโลกเล่มหนึ่ง นอร์มัน คัสซิน นักวิจารณ์ชาวอังกฤษกล่าวว่าไมน์คัมพพ์เป็นหนังสือที่มีอิทธิพลทางสังคมมากที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เพราะทุกๆ คำในหนังสือหมายถึงชีวิตที่ดับสูญ 125 คน และทุกๆ หน้าจำนวนหน้าละ 4,700 คน และทุกๆ บทมีผู้คนเสียชีวิตกว่า 1,200,000 คน พลังและอำนาจของไมน์คัมพพ์อยู่การเป็นหนังสือคัมภีร์ทางการเมืองของนาซีเยอรมนีและเป็นคู่มือของการดำเนินนโยบายแห่งจักรวรรดิไรค์ที่ 3 ระหว่าง ค.ศ. 1933-1945 (330)
 
เริมเชื่อว่าการเป็นเจ้าถนนคือหัวใจของการมีอำนาจในสังคมและยังทำให้ประชาชนอยู่ในภาวะตื่นตัวเสมอ (335)
 
คติพจน์ของเอสเอ คือ “พิชิตความโหดด้วยความโหด” “ฝ่ายตรงข้ามทั้งหมดต้องถูกเหยียบจมดิน” (336)
 
หลักการที่เอสเอสยึดถือและเชื่อมั่นคือ “เกียรติยศ เชื่อฟัง จงรักภักดี และกล้าหาญ” ส่วนคติพจน์คือ “เกียรติยศของข้าพเจ้าคือความจงรักภักดี” ซึ่งหมายถึงการภักดีและเชื่อฟังฮิตเลอร์เพียงคนเดียว (341)
 
ยุทธการที่สตาลินกราดจึงเรียกกันบางครั้งว่าเป็นสงครามระหว่างฮิตเลอร์กับสตาลิน (395)
ตึกที่ยุบทำลายลงจึงกลายเป็นป้อมปราการให้ฝ่ายโซเวียตใช้ทุกซอกทุกมุมต่อต้านทหารเยอรมัน ฝ่ายเยอรมันเรียกการรบลักษณะนี้ว่า “สงครามหนู” (398)
 
เพาลุสกล่าวว่าเขาเป็นคาทอลิกที่ต่อต้านการก่ออัตวินิบาตกรรม และเขาไม่ต้องการปลิดชีวิตเพื่อสิบโทออสเตรียที่บ้าคลั่ง (403)
 
นักประวัติศาสตร์เยอรมันรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยมีความเห็นว่าชเตาฟ์เฟนแบร์กเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของพลเมืองเยอรมันทั่วไปในสมัยนาซีที่ต้องเลือกคำตอบให้ได้ว่า พวกเขายอมรับเผด็จการของฮิตเลอร์ หรือเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ หรือเป็นผู้ต่อต้านนาซี (431)
 
คนทั้งสองใช้สรรพนาม “du” ระหว่างกันซึ่งแสดงความใกล้ชิดกันอย่างมาก (453)
 
อีวาเขียนจดหมายให้กำลังใจเขาและย้ำความรักของเธอต่อเขา เธอลงท้ายจดหมายว่านับแต่ได้พบกันครั้งแรก เธอสาบานว่าจะติดตามเขาไปทุกหนแห่งแม้กระทั่งความตาย เธอมีชีวิตอยู่ด้วยความรักของเขา (455)
 
พินัยกรรมของเธอบ่งชีว่าอีวาตัดสินใจที่จะจบชีวิตพร้อมกับฮิตเลอร์ เธอกล่าวกับเพื่อนสนิทว่าเธอจะไม่ยอมให้ฮิตเลอร์จบชีวิตตามลำพัง เธอจะอยู่ร่วมกับเขาจนวาระสุดท้าย (456)
 
อีวาได้พิสูจน์ให้ฮิตเลอร์เห็นว่าในขณะที่คนใกล้ชิดฮิตเลอร์หนีหายไป มีเธอเพียงคนเดียวที่จงรักภักดีและซื่อสัตย์ต่อเขาจนถึงที่สุด (459)
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น หมาป่าดำ (mistiest-at-hotmail-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-08-06 00:43:02 IP : 171.4.144.119



1


Copyright © 2010 All Rights Reserved.