Hamburger Hill
Countryboy

ระหว่างการยุทธ์ที่เรียกกันว่า ศึกวันตรุษ หรือ Tet Offensive ในปี คศ. 1968 ซึ่งเป็นศึกใหญ่ครั้งหนึ่งในสงครามเวียตนาม กองกำลังขนาดใหญ่ของเวียตนามเหนือได้เข้ามาซ่องสุมกำลังที่บริเวณหุบเขา เอ - เชา (A Shau Valley) ซึ่งเป็นหุบเขาที่มีเนินเขาสูงในระดับเกือบหนึ่งพันเมตรอยู่หลายเนินด้วยกัน เป้าหมายของกองกำลังเวียตนามเหนือที่เข้ามาคือเพื่อคุ้มกันเส้นทางลำเลียงสายโฮจิมินท์
เดือน พฤษภาคม คศ. 1969 กองทัพสหรัฐฯที่เข้ามาช่วยเวียตนามใต้ทำการสู้รบ ต้องการที่จะทำลายขุมกำลังขุมนี้เสีย โดยการวางแผนการสนธิกำลังแต่ละหน่วยของตน ได้แก่ กองทัพบก กองทัพอากาศ และ หน่วยนาวิกโยธินรวมหลายสิบหน่วยเข้าด้วยกันเพื่อโจมตีขุมกำลังดังกล่าวภายใต้ระหัส Apache Snow ด้วยกำลังพลทั้งหมด 1,800 นาย สนับสนุนด้วยการทิ้งระเบิดจากกองทัพอากาศ และการยิงทำลายของกองพันปืนใหญ่ทั้งขนาด 105 และ 155 มม. การโจมตีเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม คศ. 1969 ถึงวันที่ 20 เดือนเดียวกัน เป็นการเข้าตีถึง 11 ครั้งในรอบ 10 วัน กว่าที่จะสามารถยึดหุบเขา เอ - เชา คืนมาจากฝ่ายเวียตนามเหนือได้

ข้างบนนี้ ผมคัดย่อมาจากบทนำเรื่อง The Real Hamburger Hill . The Combat History of the 187th Airborne Infantry โดย Lt. General E. M. Flanagan, Jr., USA (Ret) ซึ่งได้เขียนบรรยายรายละเอียดในการสู้รบแบบวันต่อวันไว้เลยครับ ท่านที่สนใจและต้องการอ่านรายละเอียดดูได้ที่ลิงค์ท้ายบทความนี้นะครับ
และจากเหตุการณ์ในการรบครั้งนี้ ได้มีผู้นำมาสร้างเป็นภาพยนต์เรื่อง Hamburger Hill ให้เราได้ชมกันครับ ซึ่งแน่นอนว่า ชื่อตัวละครและเหตุการณ์ต่าง ๆ ย่อมถูกสมมติขึ้นมา แต่ก็ถือว่า เป็นเรื่องราวที่สร้างจากเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ตอนหนึ่งครับ

Hamburger Hill หรือในชื่อภาษาไทยว่า แฮมเบอร์เกอร์ ฮิลล์ ยึดสมรภูมินรก เปิดฉากขึ้นมาด้วยการถอนกำลังจากแนวรบของหน่วยรบกองพัน 101 ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จากนั้น ก็จะเดินเรื่องเพื่อเล่าเรื่องราวของตัวละครหลาย ๆ คนในหมู่รบของกองร้อยที่ 3 กองพันที่ 1ที่เป็นตัวเอก ๆ ของเรื่อง ในหนังจะได้เห็นบุคลิกของแต่ละคนที่มาจากแต่ละแห่ง ไม่ว่าผิวขาว ผิวดำ ไม่ว่าจะสมัครใจมารบตามแบบทหารอาชีพ หรือว่าถูกเกณฑ์มารบตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ทุกคนต้องมารวมตัวกันเพื่อช่วยสงครามของชนชาติอื่น เพื่อปกป้องและป้องกันภัยคุกคามจากระบบคอมมิวนิสต์ตามนโยบายที่ผู้นำประเทศของพวกเค้ากำหนดขึ้นมา เด็กหนุ่ม ๆ หลาย ๆ คนมีท่าทางตื่นกลัวกับสงครามครั้งนี้ แต่กับทหารอาชีพบางคน เค้ากลับมีความสุขที่ได้ทำงานตามที่เค้าชอบ อาจจะมีบางคนที่เบื่อหน่ายกับสงครามและพยายามที่จะหลีกเลี่ยงมัน แต่หน้าที่ก็คือหน้าที่ หลายคนที่ต้องก้าวเท้าเข้าสู่สมรภูมิด้วยความจำยอม

หนังจะเดินเรื่องมาเรื่อย ๆ ครับ ไม่ค่อยมีอะไรประทับใจนัก ฉากความขัดแย้งกันเองของนักรบในเรื่องของผิวสีมีให้เห็นนิดหน่อย มีฉากวับ ๆ แวม ๆ ตอนที่เหล่านักรบไปพักผ่อนระบายความเครียดในซ่องโสเภณีนิดนึง ฉากการแนะนำการทำศึกสำหรับทหารใหม่มีนิดเดียว ไม่เน้นอะไรให้ประทับใจมากนัก
จนประมาณนาทีที่ 40 กว่า ๆ ครับ ถึงจะเริ่มยกพลเข้าสู่สมรภูมิที่ หุบเขา เอ - เชา ในวันที่ 10 พฤษภาคม คศ. 1969 ในหนังจะเน้นเล่าเฉพาะเรื่องราวของหมู่รบของ จ่าฟร๊านซ์ (Sgt. Frantz รับบทโดย Dylan McDermott) โดยเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อกำลังรบถูกลำเลียงโดยเฮลิคอปเตอร์ถึงสมรภูมิ เอ - เชา บริเวณเนิน 937 ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนหลาย ๆ เนินของบริเวณหุบเขา เอ - เชา ที่กองพันของจ่า ฟร๊านซ์ มีหน้าที่รับผิดชอบในการโจมตี (ขอขยายความถึงชื่อเนินนิดนึงนะครับ สำหรับท่านผู้อ่านที่ยังไม่ทราบ คือชื่อเนินตามที่ทหารจะเรียกขานกันนั้น จะใช้ขนาดความสูงของเนินนั้นในหน่วยเป็นเมตรมาเรียกขานกันครับ เช่น เนิน 937 คือเนินเขาที่มีความสูงเท่ากับ 937 เมตรครับ) ในหนังจะกล่าวไม่หมดทั้ง 10 วันนะครับ กล่าวถึงเพียงบางวันเท่านั้น

วันที่ 10 พฤษภาคม วันแรกของการรบ ทีมของ ฟร๊านซ์ ต้องเสีย แม็คแดเนี่ยล นักรบผิวดำที่พยายามจะวิ่งเต้นไม่ต้องมาออกรบ โดยต้องการที่จะทำงานเอกสารมากกว่า ส่วนฉากการรบโดยทั่วไปก็ยิงกันสบั้นหั่นแหลกตามแบบหนังสงครามแหละครับ ไม่ได้โชว์การทิ้งระเบิดปูพรมและยิงสนับสนุนด้วยปืนใหญ่จากฐานต่าง ๆ เหมือนอย่างที่มีไว้ในบันทึกของท่านนายพล ฟลานาแกน เขียนไว้ครับ ในบันทึกนั้นเล่าถึงการทิ้งระเบิดด้วยเครื่อง เอฟ 4 แฟนท่อม เครื่องแบบ เอ - 1 สกายเรดเดอร์ และการยิงทำลายที่มั่นเวียตนามเหนือด้วยปืนใหญ่ขนาด 105 , 155 และ 8 นิ้ว อย่างหนักก่อนการบุกของทหารราบจากกองกำลังผสมจะเริ่มขึ้น

ในหนังตัดมาวันที่ 15 หน่วยของฟร๊านซ์สามารถรุกเข้าถึงแนวสนามเพละแนวแรกของข้าศึกได้ การต่อสู้ปะทะกันในระยะที่สามารถขว้างระเบิดมือเข้าใส่กันได้แล้ว วันนี้ มีการเข้าใจผิด ยิงกันเองจาก ฮ. กันชิปด้วยครับ วันนี้ ดัฟฟี่ พลปืนกล เอ็ม.60 ของฟร๊านซ์ต้องตายไปอีก 1 คน ตายอย่างกล้าหาญด้วยซีครับ ขนาดตัวเองบาดเจ็บ แต่พอพันแผลเสร็จ ยังคว้าเจ้า เอ็ม.60 ไปซัดกับข้าศึกต่อ ในหนังบอกว่าตายเพราะกระสุนจากกันชิปที่ยิงผิดครับ จากบันทึกของท่านนายพล ฟลานาแกน บอกไว้ว่า วันที่ 11 พค. เวลา 17.30 กันชิปยิงจรวดผิดตำแหน่ง ทำให้ทหารฝ่ายเดียวกันตาย 2 บาดเจ็บ 35 ซึ่งในหนังไม่ได้กล่าวถึงครับ

วันที่ 17 วันนี้หน่วยของฟร๊านซ์ได้ทหารใหม่มาเพิ่มอีก 2 คน ท่าทางเด็ก ๆ เด๋อ ๆ ด๋า ๆ เป็นที่ขำ ๆ กันในหน่วย และมีฉากที่เห็น ฮ.พยาบาล ตกอยู่ใกล้จุดลงจอด (LZ : Landing Zone) ด้วยครับ แต่ในบันทึกของท่านนายพล ฟลานาแกน บอกว่า เสียเฮลิคอปเตอร์หนึ่งลำเมื่อวันที่ 12 และในวันที่ 14 ยังมีทหารที่ตายอีก 1 บาดเจ็บอีก 3 เพราะการยิงผิดของกันชิป รวมทั้งในวันที่ 15 ซึ่งตรงกับในหนังนะครับ บอกว่ากันชิปยิงผิด โดนพวกเดียวกันเองตาย 1 บาดเจ็บ 15 ครับ แต่ในหนังนั้น เมื่อวันที่ 15 ถูกยิงจากฝ่ายเดียวกันตายเห็น ๆ หลายคนเลย ไม่ใช่คนเดียวครับ

มาที่หนังต่อนะครับ วันที่ 18 พค. วันนี้ ฝนตกหนัก พื้นดินเต็มไปด้วยโคลน แม้การเคลื่อนกำลังจะเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่หมู่รบของ จ่าฟร๊านซ์ ก็สามารถเข้ายึดแนวสนามเพลาะของข้าศึกได้ โดยต้องสูญเสียลูกทีมไปอีก 2 คนคือ ไกกิ้น และ หมอผิวดำประจำหมู่รบ ที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส และสิ้นใจตอนที่ ฮ.พยาบาลมาเตรียมรับผู้ป่วยพอดี สำหรับเหตุการณ์ในวันนี้ตามบันทึกของนายพล ฟลานาแกน บอกว่า กองกำลังของสหรัฐ ฯ เหลือระยะทางอีกเพียง 75 เมตรเท่านั้นก็จะยึดเนินได้ แต่ฝนที่ตกมาอย่างหนักทำให้ไม่สามารถที่จะขึ้นไปถึงยอดเนินได้ ต้องถอยออกมารวมกำลังกันใหม่ครับ
หนังตัดมาวันที่ 20 เลย ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการรบ หลังจากการเข้าตีถึง 10 ครั้งใน 9 วันที่ผ่านมา วันนี้ ในการโจมตีครั้งที่ 11 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย หมู่รบของ จ่าฟร๊านซ์ สามารถยึดเนิน 937 ไว้ได้ แต่การรบในระยะประชิดถึงขนาดที่ว่านอกจากดวลกันด้วยลูกระเบิดมือแล้ว ยังเห็นถึงการต่อสู้แบบ แฮนด์ ทู แฮนด์ อีกด้วยหลายฉากเหมือนกันครับ บางฉาก จะเห็นทหารเข้าตลุมบอนกันโดยใช้หมวกเหล็กกันกระสุนที่ตัวเองสวมใส่อยู่เป็นอาวุธด้วย วันนี้ ทีมของ ฟร๊านซ์ ต้องสังเวยชีวิตให้กับศึกครั้งนี้ไปอีก 3 คนครับ คือ โมทาวน์ พลยิงผิวดำที่ตกลงไปในหลุมขวากของพวกเวียตนามเหนือ...หวาดเสียวครับ โดนขวากเสียบทะลุลำตัว 2 หรือ 3 เล่มนี่แหละ และอีก 2 คนคือ บิลลี่ พลปืน เอ็ม. 60 และ แลงกวิลลี่ พลปืนเล็ก นอกจากนั้น เพื่อนร่วมสมรภูมิของ ฟร๊านซ์ คือ จ่า วอร์เชสเตอร์ ก็ต้องมาเสียชีวิตไปด้วยอย่างกล้าหาญ และมีนายทหารอีก 1 คน ที่บัญชาการรบอยู่เคียงข้างทหารอื่น คือ หมวด อีเด็น ตรงนี้ ผมพยายามทำความเข้าใจกับหนังนะครับ แต่ก็ยังไม่เข้าใจ คือ ในหนังจะเรียกผู้พัน แต่ผมว่าแกน่าจะเป็นนายร้อยมากกว่า ฝากเพื่อน ๆ ที่เข้ามาอ่านช่วยกันดูและไขข้อข้องใจให้ผมรู้ด้วยนะครับ หมวด อีเด็น(ตามความเข้าใจของผม) ถูกระเบิดแขนขวาขาดเกือบถึงไหล่เลยครับ

หลังจากกองกำลังของเวียตนามเหนือถอยลงจากเนินไปหมดแล้ว ทีมของจ่าฟร๊านซ์ เหลือกำลังอยู่เพียงแค่ 3 คนเท่านั้นเอง คือตัวจ่าฟร๊านซ์ พล ฯ ว๊อชเบิร์น ซึ่งเป็นนักรบผิวดำ และ พลฯ เบเล็ตสกี้ ที่ยังได้มีชีวิตอยู่เพื่อเห็นชัยชนะที่พวกเค้าเข้าร่วมสร้างขึ้นมาด้วยกันกับเพื่อน ๆ ที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว และคงจะท่ามกลางซากศพของทหารทั้งสองฝ่ายที่ต่างก็ต่อสู้กันอย่างกล้าหาญ จนเลือดเนื้อเละเทะไปทั่วสมรภูมิแห่งนี้นั่นเอง ทำให้พวกเค้าขนานนามสมรภูมิแห่งนี้ว่า Hamburger Hill เค้าคงนึกถึงภาพเนื้อบดเละ ๆ ที่มาทำใส้แฮมเบอร์เกอร์น่ะครับ อย่างนี้ บ้านเราน่าจะเรียกว่า...เละเป็นโจ๊ก...คงจะได้ครับผม
จากบันทึกของนายพล ฟลานาแกน ระบุว่า การศึกครั้งนี้ ฝ่ายสหรัฐ ฯ เสียชีวิตทหารไป 70 คน บาดเจ็บ 372 คน และตรวจนับศพข้าศึกได้เฉพาะในบริเวณที่สู้รบกัน 633 คนครับ ไม่รวมพวกที่แตกถอยหนีไปแล้วถูกยิงตายในบริเวณอื่น ๆ อีกต่างหาก และที่บริเวณหนึ่งของยอดเนิน จะเห็นกระดาษของกล่อง C - Ration (กล่องอาหารของทหาร)ถูกฉีกออกเป็นแผ่น และมีข้อความเขียนไว้ว่า Hamburger Hill ตอกติดกับต้นไม้อยู่ด้วยครับ แต่ในหนังจะเขียนว่า Welcome to Hamburger Hill ครับ

นอกจากนั้น ยังได้เล่าถึงในวันที่ 19 ว่า ได้รับวิทยุจากพวกเวียตนามเหนือที่ส่งข่าวออกมาทำนองการทำสงครามจิตวิทยาด้วยครับ ในข่าววิทยุที่ได้รับและได้ตอบกลับไปมีดังนี้ครับ
VC : "Black Jack, we are going to kill all of your men tomorrow. When you come up the mountain in the morning, Black Jack, we will be waiting for you. All of your men are going to die. Can you hear me, Black Jack? All will die!"
US : "We'll see who dies tomorrow, asshole,"
สำหรับบันทึกของท่านนายพล ฟลานาแกน ตามไปอ่านได้ที่ลิงค์ท้ายบทความครับ
หนังเรื่องนี้น่าจะถ่ายทำในฟิลิปินนะครับ การถ่ายทำผมว่าก็ดีนะ เอฟเฟคต่าง ๆ ก็สวยครับ แม้ว่าฉากการทิ้งระเบิดจะเหมือนจุดดอกไม้ไฟไปหน่อยก็ตาม บางฉากผมก็ว่าตลกดี เช่นตอนที่พอทหารเวียตนามเหนือได้ยินเสียงเครื่องบินบินมาเพื่อจะทิ้งระเบิด ต่างก็วิ่งเข้าไปหลบในบังเกอร์ที่ดู ๆ แล้วไม่น่าจะคุ้มกันพวกเค้าได้ แต่พวกเค้าก็ปลอดภัยกันดีจากภัยของระเบิดนาปาล์มที่ลุกไหม้มองเห็น ๆ อยู่หน้าทางเข้าบังเกอร์ แล้วตอนที่เค้านั่งแอบ ๆ กันอยู่นี่...ผมมองดูเหมือนเด็ก ๆ เล่นซ่อนแอบกันครับ

ฉากการใช้อาวุธดูสมจริงสมจังดีครับ หลายคนกระสุนหมดต้องวิ่งขอเพื่อน ๆ อาวุธที่นำมาใช้ก็หลากหลายแบบครับ ที่ผมชอบก็เป็นไอ้ปืนโต เอ็ม. 79 ครับ ยิงไป หักลำกล้องบรรจุกระสุนใหม่ไปทีละนัดเหมือนปืนลูกซองเดี่ยวที่ชาวบ้านเราชอบใช้กันเลย นอกจากนั้น ในหลายฉากจะเห็นทหารของสหรัฐ ฯ ที่สะพายจรวดต่อสู้รถถังแบบ เอ็ม. 72 ไว้ที่ไหล่ด้วย แต่ไม่มีฉากที่ใช้เจ้าปืนนี่ยิงเลย ผู้อ่านอาจจะบอกว่า...อ้าว...ก็มันเป็นจรวดต่อสู้รถถังนี่นา ซึ่งก็ใช่ครับ แต่ในทางปฏิบัติ เจ้ากระบอกนี้สามารถที่จะใช้ยิงทำลายบังเกอร์หรือที่มั่นที่แน่นหนาได้ด้วยอีกเหมือนกัน แต่ทางฝ่ายทหารเวียตนามเหนือนี่ซัดเจ้า อาร์พีจี.ออกมาเป็นระยะ ๆ เลย และอีกจุดหนึ่งที่ผมเห็นคือ พลยิงปืนกลหนักของทหารเวียตนามเหนือหลายฉากครับ ที่ใช้เจ้า เอ็ม.60 ของอเมริกันตั้งยิงลงมาจากบังเกอร์ของเค้า ถ้ามองแบบไม่จับผิดก็น่าจะอนุมานเอาว่า...ทหารเวียตนามเหนือ ยึดเอาเจ้า เอ็ม.60 ของอเมริกันมาใช้ก็ได้นะครับ แถมยึดกระสุนมาอีกคงจะหลายสิบหีบ เพราะเห็นใช้ยิงกันตั้งแต่เริ่มรบจนหนังจบเรื่องครับ...555 ซึ่งรูปแบบการรบแบบคว้าปืนใครมาได้ก็เอามายิงกันเลยในหนังก็มีอยู่ตอนนึงครับ ดูเหมือนจะเป็นฉากการรบในวันสุดท้าย ตอนที่ เบเล้ตสกี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามของทีมของจ่า ฟร๊านซ์ ที่รอดชีวิตมาได้นั้นกระสุนหมดหรือปืนขัดข้องระหว่างการชาร์จเข้าหาที่มั่นสุดท้ายของข้าศึกหรือไงนี่แหละครับ แกก็คว้าปืน เอเค.47 ของทหารเวียตนามเหนือที่หล่นอยู่กับพื้นขึ้นมายิงใส่พวกเจ้าของซะมันไปเลย

หนังเรื่องนี้ที่ผมดูแล้วเอามาเล่าสู่กันฟังนี่เป็นแผ่น วีซีดี พากษ์ไทยนะครับ ภาพและเสียงก็คุ้มราคาเรื่องละไม่ถึงร้อยบาท ดูเอาสนุกครับ ได้เกร็ดความรู้ด้านประวัติศาสตร์ของสงครามใกล้บ้านเรานิดหน่อย พอดีว่าติดพันความมันของสงครามเวียตนามมาตั้งแต่ตอนเรื่อง We Were Soldiers เมื่อครั้งที่แล้วครับ เลยเอามาเล่าสู่กันฟังครับผม
หมายเหตุเพิ่มเติมจาก webmaster@iseehistory.com
สำหรับผมแล้ว เรื่องเกี่ยวกับสงครามเวียดนามยังมีอะไรที่ยังไม่รู้อีกเยอะ ก็ได้ความรู้จากคุณ countryboy มาสองบทความแล้ว ในเรื่องนี้ที่ผมพึ่งได้ดูหนแรกก่อนได้รับบทความนี้ไม่นาน รู้สึกลำบากนิดหน่อยในตอนแรกที่ไม่รู้ใครเป็นใคร ฉากที่สะใจที่สุดคือตอนที่จ่าแกด่านักข่าวว่า "ผมนับถือพวกไอ้เตี้ยบนนู้นมากกว่านายซะอีก" นักข่าวในเรื่องนี้ไม่น่ารักเหมือน Joe Galloway ใน We were Soldiers เอาเลย และนักรบที่ดีต้องเห็นใจเพื่อนมนุษย์ที่เป็น "ข้าศึก" ว่าเขาก็ต้องทำเพื่อความถูกต้องตามความเชื่อของเขาเหมือนที่เราต้องรบตามความเชื่อของเราครับ ผมว่าพี่แกวยุคนั้นยังน่านับถือกว่าโจรภาคใต้สมัยนี้เป็นไหนๆ จะรบราฆ่าฟันกันยังไงไม่เห็นต้องจงใจฆ่าคนบริสุทธิ์เป็นว่าเล่นเลย ชักนอกเรื่องเกินไปแล้ว ก่อนจบนึกขึ้นได้ว่าเคยมีหนังเรื่องหนึ่งมาฉายในชื่อภาษาไทยว่า "สูงเสียดฟ้าข้าก็จะยึด" แต่ผมไม่ได้ดู ไม่ทราบจะเป็นเรื่องเดียวกันหรือเปล่า?
เนื่องจากบทความนี้เป็นลิขสิทธิ์อัน ชอบธรรมของผู้เขียน และอาจะมีการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลบ้างตามความเหมาะสม ในการนำบทความไปเผยแพร่ในเว็บไซต์อื่นๆ จึงขอความร่วมมือให้ใช้วิธีการคัดลอกเฉพาะ Link หรือ URL Address แทนการคัดลอกบทความทั้งหมด หากมีการคัดลอกไปในลักษณะแอบอ้างเป็นผู้เขียน หรือมีเจตนาอื่นใดที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อทางเว็บ iseehistory.com แล้ว จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย
ชื่อเรื่อง : Hamburger Hill ชื่อภาษาไทย แฮมเบอร์เกอร์ ฮิลล์ ยึดสมรภูมิเลือด
ชนิด : วิดิโอ ซีดี พากษ์ไทย จำนวน 2 แผ่น ความยาว 105 นาที
ผู้จำหน่าย : บริษัท พรีเมียม ดิจิตอล เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด
ผู้แสดง : Dylan McDermott ; Steven Webber ; Tegan West ; Courtney B. Vance ; Don Cheadle
อ้างอิง :
กระทู้ที่เกี่ยวข้อง
เรียนเชิญสมาชิกร่วมแสดงความคิดเห็นที่ด้านล่างสุดของหน้าเว็บ (ต้องสมัครและ Login ก่อน) ผู้ชมทั่วไปหรือสมาชิกที่ต้องการโพสต์รูป เชิญร่วมแสดงความเห็นได้ที่เว็บบอร์ด "คุยกันหลังฉาก" ในกระทู้ที่มีอยู่แล้ว หรือ สร้างกระทู้ใหม่ (คลิกที่นี่) ครับ
หากเป็นสมาชิก Facebook แสดงความเห็นได้ในฟอร์มข้างล่างนี้ครับ
ภาพยนตร์ตัวอย่างจาก www.youtube.com
ทางเว็บไม่มีนโยบายนำภาพยนตร์ฉบับ เต็มมาให้ดูออนไลน์หรือให้ดาวน์โหลดเนื่องจากเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และไม่ มีพื้นที่สำหรับเก็บไฟล์ภาพยนตร์