dot
dot
เว็บภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน
dot
dot
สมาชิก Webboard/Blog
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletข้อตกลงการเป็นสมาชิก
bulletเว็บบอร์ด-คุยกันหลังฉาก
bulletเว็บบอร์ด-Games ย้อนยุค
bulletเว็บบอร์ด-ชุดจำลองประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-หนังสือประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-เพลงประวัติศาสตร์
bulletคำถาม/คำตอบ ล่าสุด
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
dot
สงครามโลกครั้งที่ 2
dot
bulletสมรภูมิยุโรป (สัมพันธมิตรVSเยอรมัน-อิตาลี)
bulletสมรภูมิแปซิฟิก-เอเชีย (สัมพันธมิตรVSญี่ปุ่น)
dot
ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อื่นๆ
dot
bulletสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
bulletประวัติศาสตร์ไทย
bulletประวัติศาสตร์อเมริกันยุคเริ่มแรก
bulletสงครามเวียดนามและอินโดจีน
bulletตะวันตกโบราณ (กรีก โรมัน ฯลฯ)
bulletประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
bulletเอเชียโบราณ
bulletประวัติศาสตร์อื่นๆ (ยังไม่แยกหมวดหมู่)
bulletคลิปความรู้จาก YouTube
dot
เรื่องอื่นๆ
dot
bulletบทความเสริมความรู้ทั่วไป
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletผู้จัดทำ
bulletผังเว็บไซต์ (Site Map)
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
bulletถาม-ตอบ (FAQs) (โปรดอ่านก่อนตั้งกระทู้หรือสมัครสมาชิก)
bulletร้านค้าออนไลน์
bulletแบ่งปัน Album
dot
ลิงค์ต่างๆ
dot
bulletHistory on Film
bulletกองบิน 21 กองพลบิน 2
bulletIELTS British Council
bulletIELTS IDP
bulletMUIC




โหราศาสตร์ยุคไอที


เว็บแลกลิงค์อื่นๆ


ร้อยเอกวัฒนชัย คุ้มครองเหรียญกล้าหาญสมรภูมิบ้านร่มเกล้า
วันที่ 21/08/2010   22:08:31

  โดย พันทิวา (น.อ.วิพันธุ์  ชมะโชติ)

พันเอกวัฒนชัย ในปัจจุบัน
 

ศูนย์รักษาความปลอดภัย, กรุงเทพมหานคร

 บรรยากาศในวันนั้นเงียบสงบ ต้นไม้ใหญ่น้อยเขียวชอุ่มร่มรื่นย์ ขณะที่ไออุ่นจากแดดสายสาดส่องลงมายังทุกสรรพสิ่งเบื้องล่าง รวมทั้งนายทหารร่างสันทัดแกร่งเกร็งในเครื่องแบบสีเขียว คอพับแขนสั้นซึ่งก้าวเดินไปเงียบ ๆ ตามลำพัง

 มันเป็นครั้งแรกที่เขามายังหน่วยงานสำคัญเพื่อขึ้นไปพบกับใครคนหนึ่งพร้อมด้วยความตั้งใจในการเอ่ยปากขอความช่วยเหลือบางอย่าง

 ร้อยโทหนุ่มกับเพื่อนอีกคนซึ่งเพิ่งก้าวลงมาตามขั้นบันไดหน้าอาคาร รีบชิดเท้าตรงพร้อมกับยกมือวันทยาหัตถ์แสดงความเคารพอย่างแข็งแรงตามแบบธรรมเนียมทหาร ขณะที่อีกฝ่ายยกมือวันทยหัตถ์ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะถอดหมวกเดินขึ้นบันไดไปในอาการอันเป็นปกติโดยไม่มีสิ่งใดบ่งบอกให้ร้อยโททั้งสองซึ่งเพิ่งสวนทางลงไปได้รู้เลยว่า

 นายทหารแปลกหน้าที่ทั้งคู่เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกผู้นี้ เป็นคนเดียวกับอดีตผู้บังคับกองร้อยเดนตายจาก "บ้านร่มเกล้า" เจ้าของเหรียญกล้าหาญกลางสมรภูมิซึ่งนักรบน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้รับ

 "อ้าว.. เจ้าเอ็ม นั่งซิ ไปยังไงมายังไง ถึงได้โผล่มาที่นี่แบบนี้"

 นายทหารซึ่งเป็นเจ้าของห้องเอ่ยทัก เมื่ออดีตรุ่นน้องจาก จปร. ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน

 "ผมตั้งใจจะมาหาพี่นะครับ คือมีเรื่องอยากจะรบกวนขอความกรุณา"

 "เอาซิ... สำหรับเอ็มแล้วไม่มีปัญหา พี่ยินดีเสมอ มีอะไรว่ามาเลย"

 "ผมอยากจะทำเรื่องขอย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพครับ"

 ผู้มาเยือนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

 "คือคุณพ่อของผมป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ผมอยากจะมาเฝ้าพยาบาลท่าน เพื่อใช้เวลาช่วงที่เหลือด้วยกันให้มากที่สุด ไม่ทราบว่าใน ศรภ. พอจะมีตำแหน่งสำหรับผมบ้างมั้ยครับ"

 สีหน้าและแววตาที่แสดงถึงความเห็นใจนายทหารรุ่นน้องปรากฏออกมาให้เห็น ก่อนที่นายทหารซึ่งมียศสูงกว่าจะกล่าวด้วยน้ำเสียงกระตือรือล้น

 "ไม่น่าจะมีปัญหานะ เอ็มไม่ต้องห่วง พี่จะนำเรื่องไปเรียนให้บิ๊กหมงทราบ ท่านคงไม่ขัดข้องแน่ถ้ารู้ประวัติของเอ็ม"

 นั่นเองจึงเป็น "จุดเริ่มต้น" ที่ทำให้นายทหารคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนว่าเกือบจะถูกลืมเลือนไปจากความทรงจำของผู้คนในกองทัพบกได้มีโอกาสเข้ามาปักหลักทำงานที่ ศรภ. หรือ "ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ" มาจนถึงปัจจุบัน

 นายทหารคนนั้นก็คือพันเอก "วัฒนชัย คุ้มครอง"

 หนึ่งในนักรบเลือดไทย เจ้าของเรื่องราวการต่อสู้อันน่ายกย่องทั้งในชีวิตส่วนตัวและในสนามรบ จนอาจกล่าวได้ว่า

 ชีวิตความเป็นไปของเขาน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กหนุ่มเยาวชนไทยรุ่นหลังได้ยึดถือเป็นแบบอย่างในอันที่จะเลือกเข้ามา "รับใช้ชาติ" ตอบแทนคุณแผ่นดินให้สมกับที่เกิดมาเป็นลูกผู้ชายชาวไทย

 ย้อนหลังไปเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว เด็กชายตัวเล็ก ๆ ที่ชื่อวัฒนชัยถือกำเนิดขึ้นมาในครอบครัวธรรมดา ซึ่งไม่ได้มีฐานะร่ำรวย

 ผู้เป็นบิดาคือพันตำรวจตรี "สมศักดิ์ คุ้มครอง" รับราชการในกองปราบปรามสามยอดในสมัยนั้น

 ส่วนมารดาคือนางสมใจ ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านประจำครอบครัว คอยเลี้ยงดูบุตรสองคนคือ เด็กชายวัฒนชัยและเด็กหญิงวิไลวรรณ ซึ่งเป็นน้องสาวปัจจุบันคือ พตท.หญิงวิไลวรรณ

นางสมใจ มารดา (คนกลาง) ในหอประชุมโรงเรียนนายร้อย

 ในเวลานั้น ครอบครัวของพันตำรวจตรีสมศักดิ์อาศัยอยู่ในบ้านพักของกรมตำรวจในเขตปทุมวัน ขณะที่เด็กชายวัฒนชัยเริ่มต้นการศึกษาที่โรงเรียนอนุบาล "ปวโรฬารวิทยา" ซึ่งอยู่ในละแวกใกล้เคียงกัน ตรงข้ามกับสถานเสาวภา

 ชีวิตในปฐมวัยของเด็กชายวัฒนชัย มิได้สุขสบายมากนัก

 โดยเฉพาะตอนที่เขาเรียนอยู่ประถมศึกษาปีที่ 4 ปรากฏว่าเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่กองทะเบียนกรมตำรวจ ทำให้เปลวเพลิงลุกลามไปถึงเรือนพักของข้าราชการ ซึ่งอยู่ในละแวกใกล้เคียงกัน

 หลายครอบครัวจึงต้องหมดสิ้นที่อยู่อาศัยและทรัพย์สิน รวมทั้งครอบครัวของพันตำรวจตรีสมศักดิ์ด้วย

 แม้จะโชคดีที่ทุกคนปลอดภัย แต่ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างถูกเพลิงเผาผลาญจนหมดสิ้น แม้กระทั่งชุดนักเรียนของเด็กชายวัฒนชัยและเด็กหญิงวิไลวรรณซึ่งเป็นน้องสาว

 แต่ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นราวกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัดก็คือ

 ในช่วงก่อนที่จะเกิดไฟไหม้ พันตำรวจตรีสมศักดิ์ได้ประสบอุบัติเหตุถูกรถยนต์ชน ได้รับบาดเจ็บหนัก ต้องเข้าไปรักษาตัวในโรงพยาบาลโดยมีภรรยาคู่ชีวิตเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด

 ผลจากความสูญเสียในครั้งนั้น ทำให้ครอบครัวของพันตำรวจตรีสมศักดิ์ต้องย้ายไปเช่าบ้านอยู่ในซอยบ่อนไก่ใกล้กับสนามมวยลุมพินี

 และนั่นเองจึงเป็น"จุดเริ่มต้น" ของความนิยมชื่นชอบในอาชีพทหาร เนื่องจากเด็กชายวัฒนชัยต้องเดินผ่านโรงเรียนเตรียมทหารบริเวณสี่แยกพระราม 4  เป็นประจำทุกวันเพื่อไปโรงเรียน

 หลังจบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 7 เด็กชายวัฒนชัยได้เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนสันติราษฎร์บำรุง จนกระทั่งเมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จึงไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ในปี 2519 และนั่นก็คือ "บันไดขั้นแรก" ของการก้าวไปสู่อาชีพทหารอย่างที่เจ้าตัวปราถนา

 ถึงแม้ว่าจะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ แต่เด็กหนุ่มที่ชื่อวัฒนชัย คุ้มครอง ซึ่งสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 19 กลับมีความใฝ่ฝันในเบื้องต้นที่จะเป็น "ทหารอากาศ" ซึ่งเขาเล่าถึงแรงบันดาลใจในสมัยนั้นว่า

 "ที่ผมอยากเป็นทหารอากาศก็เพราะติดใจภาพยนต์เรื่อง "สิบสองนาฬิกาจ้าวเวหา" ซึ่งเป็นภาพยนต์สงคราม พระเอกเป็นนักบินอเมริกันที่ต้องต่อสู้กับนักบินเยอรมนีผมจึงอยากที่จะขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้าทำศึกเวหาด้วยเครื่องบินรบ

 "ความคิดแบบเด็ก ๆ ในตอนนั้นก็คือการเป็นนักบินจะทำให้มีโอกาสได้ปฏิบัติงานอันน่าตื่นเต้นได้ขับเครื่องบินเข้าต่อสู้กับข้าศึกทั้งบนท้องฟ้าและโจมตีข้าศึกทางภาคพื้นดิน

 ดังนั้นถึงแม้คุณพ่อจะเป็นตำรวจ แต่ผมก็มีความฝันที่จะเป็นเสืออากาศเหมือนพระเอกในภาพยนตร์เรื่องนั้น"

 ด้วยความที่เป็นคนขยันขันแข็งในการเรียน ผลการเลือกเหล่าซึ่งประกาศให้ทราบเมื่อขึ้นชั้นปีที่ 2 จึงเป็นไปตามที่นักเรียนเตรียมทหารวัฒนชัยต้องการ

 กล่าวคือเขาได้เหล่าทหารอากาศตามที่เลือกไว้เป็นอันดับหนึ่ง ทหารบกอันดับสอง ทหารเรืออันดับสาม และตำรวจเป็นอันดับสุดท้าย

 อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผลการเลือกเหล่าจะออกมาอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่อาจเป็นด้วยโชคชะตาฟ้าลิขิตให้ต้องไปเป็น "นักรบบนดิน"

นักเรียนเตรียมทหารวัฒนชัย เมื่อปี 2520 ก่อนขึ้นเหล่านายร้อย จปร.

 นักเรียนเตรียมทหารวัฒนชัยจึงทำเรื่องขอ "เปลี่ยนเหล่า" ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่มั่นใจในสภาพร่างกายของตนเองว่าจะเป็นนักบินได้หรือไม่

 เขาอธิบายถึงเรื่องดังกล่าวว่า

 "ในตอนนั้นผมได้ยินมาว่าการที่จะเป็นนักบินต้องผ่านการตรวจร่างกายและทดสอบคุณสมบัติหลายอย่าง ซึ่งหากไม่ผ่านการตรวจหรือทดสอบไม่ผ่านก็จะไม่มีโอกาสได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนการบิน และการเป็นทหารอากาศโดยไม่ได้เป็นนักบินก็ไม่ใช่ความปรารถนาที่แท้จริงของผม"

 "ผมก็เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นก็เปลี่ยนเหล่าไปเป็นทหารบกดีกว่า เพราะอีกใจหนึ่งผมก็ชื่นชอบนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าและรู้สึกว่าเป็นนักเรียนเหล่าที่มีความสง่าผ่าเผยและองอาจมากที่สุดเมื่อเทียบกับนักเรียนเหล่าทัพอื่น"

 บังเอิญว่าเพื่อนที่ค่อนข้างสนิทกันมากคนหนึ่งคือนักเรียนเตรียมทหารศรีเวียง อยากจะเป็นทหารอากาศ แต่ผลการเลือกเหล่าได้ทหารบก

 ศรีเวียงกับผมจึงทำเรื่อง "จับคู่กัน" ขอเปลี่ยนเหล่า ซึ่งก็ได้รับการอนุมัติ ทำให้ต่างคนต่างได้มาอยู่ในเส้นทางอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

 จนทุกวันนี้ นตท.ศรีเวียงก็ได้เป็น "นักบิน" ของกองทัพอากาศสมใจ ในขณะที่ นตท.วัฒนชัยกลายไปเป็นนายทหารบกผู้ผ่านสมรภูมิรบอันดุเดือดเลือดพล่านมาชนิดเฉียดตาย จนได้รับ "เหรียญกล้าหาญ" ชนิดที่แม้แต่ตนเองก็ไม่คาดคิดมาก่อน

 เมื่อขึ้นไปเป็นนักเรียนนายร้อย ชีวิตของลูกข้าราชการตำรวจอย่างวัฒนชัยเต็มไปด้วยความเข้มข้นและยากลำบากตามแบบฉบับของเด็กหนุ่มในรั้ว จปร. ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม "สุภาพบุรุษแห่งสะพานมัฆวาน" หรืออีกฉายาหนึ่งก็คือพวก "รั้วแดงกำแพงเหลือง"

 นักเรียนนายร้อยวัฒนชัยผ่านกิจกรรมทุกอย่างไปเป็นลำดับ ไม่ว่าจะเป็นการ "รับน้องใหม่" ที่ว่ากันว่าเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัสจากการ "ซ่อม" ของนายร้อยรุ่นพี่ ๆ

 งาน "กู๊ดบายซัมเมอร์" ก่อนปิดภาคเรียนหลังการฝึกภาคสนามแล้วเสร็จ ซึ่งนักเรียนนายร้อยจะพา "ญาติ" หรือหญิงสาวที่คบหาเป็นแฟนมาร่วมงานนี้

 รวมทั้งการฝึกหลักสูตรจู่โจมเพื่อให้ได้มาซึ่งเครื่องหมายความสามารถ "เสือคาบดาบ" และการฝึกหลักสูตรส่งทางอากาศ หรือหลักสูตรกระโดดร่ม เพื่อการประดับ "ปีกร่ม" ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวนี้ถือเป็นเครื่องหมายความสามารถที่นักเรียนนายร้อยเกือบทุกคนไม่ยอมที่จะพลาดโอกาสในการไขว่คว้ามาประดับอกเสื้อเครื่องแบบของตน ไม่ว่าจะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจฝ่าฟันความยากลำบากสักเพียงใดก็ตาม

 นอกจากนี้ระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ในรั้วแดงกำแพงเหลือง

 นักเรียนนายร้อยวัฒนชัยยังเป็น "นักดนตรีไทย" และเป็นนักกีฬามวยสากลที่มีฝีมือฉกาจจนได้เหรียญทองในการแข่งขันกีฬาภายใน 3 ปีซ้อน โดยขึ้นชกในรุ่นไลท์เวท น้ำหนัก 60 กิโลกรัม

 ด้วยความเป็นคนที่มี "พรสวรรค์" ในเชิงกำปั้นผนวกกับจิตใจอันเป็นนักสู้ทุกกระเบียดนิ้ว นักเรียนนายร้อยวัฒนชัยจึงสามารถคว้า "เหรียญทอง" กีฬามวยสมัครเล่นมาเป็นกรรมสิทธิ์ได้ตั้งแต่อยู่ปีหนึ่งทั้งที่เพิ่งลอดเชือกขึ้นสังเวียนกีฬาภายในของโรงเรียน จปร. เป็นครั้งแรก

 "ถ้าได้เหรียญทองตั้งแต่ปีหนึ่งแบบนี้ ปีต่อ ๆ ไปก็คงต้องขึ้นชกมวยอีกและได้เหรียญทองในทุกครั้งที่มีการแข่งขันใช่มั้ย" คนสัมภาษณ์อดถามไม่ได้ 

 แต่พันเอกวัฒนชัยในวันนี้กลับหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะตอบอย่างอารมณ์ดีว่า

 "ก็ไม่ถึงกับได้เหรียญทุกปีหรอกครับ เพราะเมื่อตอนปีสาม ผมยอมบายให้เพื่อนรุ่นเดียวกันชนะไปโดยไม่ต้องออกแรง

 เราเคยได้เหรียญทองมาแล้ว ก็อยากจะเปิดโอกาสให้คนอื่นได้ชิงชนะเลิศกันบ้างซึ่งเมื่อมองย้อนไปในอดีต ผมคิดว่าการเป็นนักมวยก็ดีไปอย่าง ทำให้เราได้ชกปากกับรุ่นพี่ทั้งปีสามและปีสี่ คนก็เชียร์เราเยอะ เพราะเราเป็นรุ่นน้อง"

 ส่วนในเรื่องของ "ดนตรีไทย" นักเรียนนายร้อยวัฒนชัยเล่นมาตั้งแต่ อยู่ปีหนึ่งโดยเขาเลือกชมรมดนตรีไทย เข้าไปนั่งตีกลองแขกตัวผู้ ตัวเมีย  เพื่อเอาไว้เป็น "ที่หลบภัย" เพราะอย่างน้อยขณะที่เข้าไปซ้อมดนตรี รุ่นพี่ก็จะไม่ตามเข้าไป "จิกตัว" ในห้องซ้อม ไม่มีใครโผล่หน้าไปตะโกนสั่งให้สลับเข่าหรือยึดพื้น

 "เป็นน้องเล็กนี่ครับ ก็ต้องรู้จักหลบ ๆ อู้ ๆ บ้างเป็นเรื่องธรรมดา" เขาเล่าอย่างขำ ๆ

 พอขึ้นปีสอง นักเรียนนายร้อยวัฒนชัยก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมในพิธีสวนสนามต่อหน้าพระพักตร์ ในฐานะ "ทหารรักษาพระองค์"

 สมัยก่อนนั้น ในบรรดาโรงเรียนทหารสามเหล่า มีเพียงนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าเท่านั้นที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทหารรักษาพระองค์ และมีโอกาสในการเข้าร่วมกระทำสัตย์ปฏิญาณในพิธีสวนสนามเนื่องในวัน "ราชวัลลภ" ซึ่งจัดขึ้นต้นเดือนธันวาคมของทุกปี

 จนกระทั่งถึงปี 2523 โรงเรียนนายเรือและโรงเรียนนายเรืออากาศจึงได้รับการสถาปนาให้เป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์เช่นเดียวกับโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

 นักเรียนนายเรือและนักเรียนเรืออากาศจึงได้มีโอกาสเข้าร่วมในการสวนสนามในวันราชวัลลภในฐานะ "ทหารรักษาพระองค์" ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

 จากน้องใหม่ในรั้วแดงกำแพงเหลือง สี่ปีต่อมา นักเรียนนายร้อยวัฒนชัยก็ก้าวขึ้นไปเป็นรุ่นพี่ที่มีอาวุโส "สูงสุด" ของโรงเรียน พร้อม ๆ กับการตัดสินใจครั้งสำคัญในการกำหนดเส้นทางชีวิตรับราชการของตนเอง

 เขาเล่าว่า

 "การเลือกเหล่าของนักเรียนนายร้อย มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งบางยุคก็เลือกเหล่าตอนอยู่ปีห้า บางยุคก็เลือกเหล่าตอนอยู่ปีสาม

 "พวกเราซึ่งเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 19 เมื่อได้เป็นนักเรียนนายร้อย ทางโรงเรียนกำหนดให้มีการเลือกเหล่าเมื่อเป็นนักเรียนชั้นปีที่ 5 โดยใช้ผลการสอบความรู้มาเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน"

 ในตอนนั้นนักเรียนนายร้อยวัฒนชัยตัดสินใจเลือกเหล่า "ทหารม้า" โดยเขาอธิบายถึงเหตุผลของการตัดสินใจในครั้งนั้นว่า

 "ที่ผมเลือกทหารม้า เพราะว่าผมมีความรู้สึกว่าทหารม้าเป็นหน่วยที่มีความรักใคร่กลมเกลียวกัน และเป็นหน่วยรบเต็มตัว

 "สำหรับคนที่เป็นทหารบกแล้วเหล่าทหารราบ ทหารม้าและเหล่าปืนใหญ่ ถือเป็น "เหล่าหลัก" ที่นายร้อยส่วนใหญ่ปรารถนาที่จะได้รับราชการในฐานะนายทหารสัญญาบัตรของทั้งสามเหล่าที่กล่าวมานี้

 โดยเฉพาะเหล่าทหารราบและเหล่าทหารม้า

 มักถูกกล่าวขานอยู่เสมอว่าเป็นนักรบ "แนวหน้า" ที่มีโอกาสได้ห้ำหั่นกับอริราชศัตรูโดยตรง

 ส่วนทหารปืนใหญ่ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็น "ราชาแห่งสนามรบ" แต่ก็จะมีโอกาสในการที่จะเผชิญหน้ากับข้าศึกโดยตรงน้อยกว่าทหารราบและทหารม้า

 ไม่เพียงแต่เหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น เพราะนักเรียนนายร้อยวัฒนชัยยังมีแรงบันดาลใจในการเลือกเหล่าทหารม้าจากการที่ได้เห็นนักเรียนปกครองรุ่นพี่หลาย ๆ คน ซึ่งต่างเลือกเหล่า "ทหารม้า" แทบทั้งสิ้นจนอาจกล่าวได้ว่า

 ในช่วงเวลานั้นเหล่า "ทหารม้า" ถือได้ว่าเป็นเหล่าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในความต้องการของนักเรียนนายร้อย จปร.

 "ตอนที่พวกเรานักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 19 เป็นนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 5 เหล่าทหารม้าเป็นเหล่าที่ฮิตที่สุด และคนที่จะเลือกทหารม้าได้จะต้องสอบได้คะแนนดีเยี่ยม

 คนที่สอบได้ที่หนึ่งของรุ่นเราในตอนนั้นคือนักเรียนนายร้อย  "ปรีชา ชุ่มประดิษฐ์" เลือกเหล่าทหารม้าส่วนคนที่สอบได้คะแนนอันดับสองและอันดับสามเลือกก็เหล่าทหารม้าเช่นกันในปีนั้นนักเรียนนายร้อยที่เป็นเหล่าทหารม้ามีด้วยกันทั้งหมด 22 คน

 พันเอกวัฒนชัยเว้นระยะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าความหลังต่อไปด้วยเสียงหัวเราะ

 "ส่วนตัวผมเป็นเหล่าทหารม้าคนที่สองเชียวนะครับ แต่เป็นที่สองจากท้าย ไม่ใช่ที่สองจากหัว"

พันเอกวัฒนชัย เมื่อครั้งเป็นนักเรียนนายร้อยปีสาม

 ต้นปี 2526 หลังจากเข้ารับพระราชทานกระบี่จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเดือนมีนาคมพร้อมกับนายทหารใหม่จากสามเหล่าทัพ

 "ว่าที่ร้อยตรี" วัฒนชัยก็เริ่มต้นชีวิตราชการในฐานะ "ทหารม้า" เป็นครั้งแรก โดยบรรจุเข้าเป็นผู้บังคับหมวดกองพันทหารม้าที่ 18 ค่ายพ่อขุนผาเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งในช่วงเวลานั้นการสู้รบที่ "เขาค้อ" เข้าสู่ยุคปลายและใกล้ที่จะสงบลงแล้ว

 การรบในสมรภูมิ "เขาค้อ" เกี่ยวข้องกับนักเรียนนายร้อยในยุคนั้นอย่างไร พันเอกวัฒนชัยเล่าว่า

 "ก่อนที่ผมจะเรียนจบ 2-3 ปี สงครามที่เขาค้อดำเนินไปอย่างรุนแรงมาก พวกเราซึ่งเป็นนักเรียนนายร้อยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการสู้รบที่เขาค้อหลายครั้งและมีรุ่นพี่ ๆ หลายคนที่รู้จักคุ้นเคยต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บจากการรบที่นั่น

 ผมเคยไปเยี่ยมรุ่นพี่ที่บาดเจ็บซึ่งเป็นอดีต "หัวหน้าหมวด" สมัยที่อยู่โรงเรียนนายร้อยคนหนึ่งและจบไปเป็นทหารม้า ชื่อพี่แบงค์

 ตอนนั้นพี่เขาเป็นร้อยโท พี่แบงค์เป็นหัวหน้าหมวดของผมตอนอยู่ปีหนึ่งจึงค่อนข้างใกล้ชิดกัน

 พี่เขาเป็นคนหน้าตาดี เป็นนายทหารรูปหล่อคนหนึ่ง แต่การไปรบที่สมรภูมิ "เขาค้อ" ทำให้พี่เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส เสียดวงตาหนึ่งข้างเสียแขนหนึ่งข้าง

 ในหนังสือ 100 ปี กองทัพภาคที่ 3 บันทึกเรื่องราวของพี่แบงค์ไว้ว่า...

 เมื่อ 6 มีนาคม 2526 ขณะดำรงตำแหน่งนายทหารปฏิบัติการกรมอาสาสมัครทหารพราน 3005 ได้นำกำลังไปช่วยเหลือ ร้อย ม.15 ในยุทธการสุริยพงษ์-4 ขณะที่เคลื่อนที่ถึงบ้านนำชัย ตำบลบ่อเกลือเหนือ อำเภอปัว จังหวัดน่านได้ปะทะ ผกค. กำลังฝ่ายเราได้เหยียบกับระเบิด ผกค. บาดเจ็บ 3 นาย

 ร้อยโทธนาคาร (ยศขณะนั้น) พร้อมกำลังพลได้เข้าไปช่วยเหลือเพื่อนำคนเจ็บส่งกลับทาง ฮ. ขณะดำเนินการอยู่ ร้อยโทธนาคารได้เหยียบกับระเบิดแสวงเครื่องของ ผกค. ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขวาท่อนล่างขาด ขาซ้าย แขนซ้าย และบริเวณใบหน้ามีแผลฉกรรจ์

 แม้ต้นเองจะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ยังควบคุมสติ สั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาดำเนินกลยุทธโต้ตอบ จนสามารถยึดพื้นที่บริเวณปะทะได้สำเร็จและนำคนเจ็บส่งกลับได้ทั้งหมด

 แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถพี่แบงค์จึงได้รับการรักษาอย่างดีที่สุดและกลับเข้ารับราชการอีกครั้ง จนทุกวันนี้ก็ยังรับราชการอยู่ในกองทัพ

 รุ่นพี่อีกคนหนึ่งซึ่งพันเอกวัฒนชัย คุ้นเคย และไปรบที่เขาค้อคือพี่ "ปราการ ชลยุทธ"

 "พี่คนนี้ก็เป็นนายทหาร รูปหล่อ หน้าตาดีหุ่นสมาร์ท พี่ปราการเรียนจบไม่นานก็ถูกส่งไปเขาค้อ และนำทหารเข้ารบอย่างห้าวหาญจนได้รับเหรียญรามา ฯ เช่นเดียวกัน ทำให้ผมรู้สึกประทับใจมาก

 ถึงแม้จะเห็นอยู่กับตาว่า "ทหารม้า" อย่างร้อยโทธนาคารหรือพี่แบงค์ (ยศในขณะนั้น) ต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสเจียนตายจากการรบในสมรภูมิ

 แต่นักเรียนนายร้อยวัฒนชัยก็มิได้หวั่นไหวหรือเปลี่ยนใจที่จะไม่เลือกเหล่าทหารม้า

 เขากล่าวว่า

 "พี่ทั้งสองคนซึ่งเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 15 คือแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมเลือกทหารม้า

 ผมมีความรู้สึกว่าพี่ทั้งสองคนเป็นแบบฉบับที่น่าภาคภูมิใจเป็นนายทหารม้าที่ดีและมีอุดมการณ์ เป็นนักรบเต็มตัว เสียสละเพื่อประเทศชาติ ผมจึงอยากจะเจริญรอยตามนั้นบ้าง

 ตอนที่รุ่น 19 ขึ้นเหล่าเป็นนักเรียนนายร้อยปีหนึ่ง พี่รุ่น 15 ทำหน้าที่เป็นนักเรียนปกครองพวกเรา

 พี่รุ่น 15 ถ่ายทอดปลูกฝังอบรมให้เรามีอุดมการณ์รักชาติ เสียสละ เพื่อชาติบ้านเมืองมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว

 ผมยังนึกถึงบุญคุณของพวกพี่ ๆ เหล่านั้นมาจนทุกวันนี้ พี่ ๆ ฝึกเรามาดี เมื่อเราโตขึ้นเราก็ฝึกน้อง ๆ ต่อไปในลักษณะเดียวกัน

 ตอนอยู่ปีห้า ผมก็เป็นนักเรียนปกครองตำแหน่ง "หัวหน้าหมวด" ผมจึงฝึกและถ่ายทอดปลูกฝังอุดมการณ์รุ่นน้องเหมือนที่รุ่นพี่ปลูกฝังและถ่ายทอดผมมา"

 พันเอกวัฒนชัยเล่าถึงชีวิต "ว่าที่ร้อยตรี" เหล่าทหารม้าว่า

 "สมัยก่อนค่ายพ่อขุนผาเมืองที่เพชรบูรณ์ยังไม่เจริญมากเหมือนกับในสมัยนี้

 ผมจำได้ว่าเมื่อลงรถทัวร์ต้องแต่งเครื่องแบบพร้อมกับแบกถุงทะเลขนสัมภาระและหิ้วกระบี่ไปพร้อมกับว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ แจ้งจำรัส เพื่อไปรายงานตัวด้วยกัน

 ในคำสั่งแต่งตั้งซึ่งลงนามโดย ผบ.ทบ. ผมเป็นผู้บังคับหมวดสังกัดกองพันทหารม้าที่ 18 ส่วน "หยอย" หรือสมพงษ์เป็นผู้บังคับหมวดกองพันทหารม้าที่ 26 เราจึงเดินทางไปด้วยกัน นั่งรถทัวร์ออกจากกรุงเทพตอนห้าทุ่ม ไปถึงที่โน่นตีสี่ครึ่ง

 สมัยนั้นเส้นทางกันดาร ไม่ทันสมัยเหมือนปัจจุบัน

 เราต้องเดินเท้าจากหน้ากองรักษาการณ์เป็นระยะทางเกือบหนึ่งกิโลกว่าจะถึงอาคารซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบังคับการ

 พอพระอาทิตย์ขึ้นหน่วยต่าง ๆ เริ่มทำงาน เราก็ไปรายงานตัวกับผู้บังคับกองพัน

 ภารกิจแรกของผู้หมวดจบใหม่จากโรงเรียนนายร้อย จปร. ก็คือการฝึก "ทหารใหม่" ซึ่งในแต่ละปีจะมีมาให้ฝึกสองผลัด

 ว่าที่ร้อยตรีวัฒนชัยทำการฝึกทหารใหม่อยู่เกือบสองปี มีทหารใหม่ที่ผ่านมือมารวมทั้งสิ้น 5 รุ่น ก่อนที่เขาจะได้รับการเลื่อนยศเป็น "ร้อยโท" และถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจภาคสนามเป็นครั้งแรกที่หมู่บ้านชายแดน

 "ตอนนั้นผมเป็นผู้บังคับหมวดหนึ่งของกองร้อยที่มีร้อยเอกอรุณนิวัติ ช้างใหญ่หรือที่พวกรุ่น 19 เรียกท่านว่า "พี่ช้าง" เป็นผู้บังคับกองร้อย ปัจจุบันพี่เขาเป็นอาจารย์อยู่โรงเรียนนายร้อย จปร. ที่เขาชะโงก"

นักเรียนนายร้อยวัฒนชัย หน้ารถถัง

 เขาเล่าถึงประสบการณ์จากการปะทะครั้งแรกว่า

 "ในตอนนั้นพื้นที่ 3 หมู่บ้าน บริเวณชายแดนไทยกับเพื่อนบ้านได้แก่พื้นที่บ้านสว่าง บ้านกลาง บ้านใหม่ ถือเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวซึ่งมีปัญหามานาน

 ทางฝ่ายตรงข้ามจึงส่งทหารเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งแบ่งเขตด้วยสันปันน้ำ ฝ่ายเราก็ส่งทหารเข้าไปเช่นกัน

 ภารกิจที่หน่วยเหนือมอบหมายมาก็คือ ผมจะต้องนำกำลังเข้าปิดล้อม "บ้านใหม่" เพื่อผลักดันให้ทหารต่างชาติถอนตัวออกไป

 ตอนนั้นผมเป็นผู้หมวดหนุ่มกำลังฮึกเฮิม และกระหายที่จะได้ปฏิบัติการจริงในแนวหน้า อีกอย่างหนึ่งก็คือเราฝึกลูกน้องมาด้วยมือของเราเอง จึงค่อนข้างมั่นใจและอยากจะพิสูจน์ขีดความสามารถทั้งของตนเองและของทหารในบังคับบัญชา

 พลทหารปีหนึ่งและพลทหารปีสองที่อยู่ในหมวดก็เป็นลูกน้องซึ่งเราฝึกเขามาตั้งแต่วันแรกที่ถูกเกณฑ์เข้ามาประจำการ

 ดังนั้นเราจะรู้สึกเหมือนกับว่าเราได้หล่อหลอมพวกเขาให้เป็น "ทีมรบ" ทีมเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 กำลังของฝ่ายเราที่เข้าไปยังพื้นที่บ้านใหม่ ประกอบด้วยทหารม้า 2 หมวดเพิ่มเติมกำลัง

 ตามแผนการที่กำหนดไว้ เราจะเข้าสู่ที่หมายในเวลาตีสี่

 ประสบการณ์ที่พันเอกวัฒนชัย ฯ จำได้ไม่มีวันลืมก็คือ

 "เราต้องเดินป่าในเวลากลางคืน บุกฝ่าภูมิประเทศอันรกทึบกันดาร ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ตอนห้าทุ่ม

 ทหารทุกคนต้องใช้ผ้า "ปันโจ" คลุมหัวแล้วนั่งหลับนก รอเวลาที่จะเคลื่อนกำลังผ่านแนวออกตี ซึ่งกำหนดไว้ในเวลาสี่นาฬิกา"

 เมื่อถึงเวลานั้นแม้ว่าฝนจะหยุดตกแล้วก็จริง

 แต่หมอกกลับลงหนาจัดมาก ทำให้ฝ่ายเราต้องเคลื่อนขบวนอย่างช้า ๆ เข้าหาที่หมาย

 แต่ฝ่ายตรงข้ามคงจะรู้ตัวล่วงหน้าตั้งแต่กลางดึกว่าทหารไทยเตรียมเข้าผลักดันซึ่งทหารข้าศึกไม่ต้องการที่จะสู้รบด้วย

 ดังนั้นเมื่อกำลังของเราเข้าถึงที่หมายจึงไม่มีการปะทะรุนแรงเกิดขึ้นนอกจากการยิงเพียงประปราย เพราะทหารของอีกฝ่ายตั้งใจอยู่แล้วว่าจะถอนตัวออกไป

 ถึงแม้ปฏิบัติการครั้งแรกในสนามของผู้หมวดวัฒนชัย ฯ จะไม่ได้เป็นการรบที่รุนแรงแบบที่เรียกว่า "ดุเดือดเลือดพล่าน" แต่ภารกิจนั้นก็ถือว่าบรรลุความมุ่งหมายตามที่หน่วยเหนือต้องการ

 เพราะฝ่ายเราสามารถสถาปนาพื้นที่ 3 หมู่บ้านให้เป็นของไทยได้อย่างถาวร รวมเนื้อที่ประมาณ 19 ตารางกิโลเมตร จากนั้นกำลังของผู้หมวดวัฒนชัย ฯ ก็ส่งมอบพื้นที่ให้กำลังพลชุดใหม่ที่ขึ้นไปสับเปลี่ยนและตั้งฐานเพื่อเฝ้าระวังพื้นที่ดังกล่าวต่อไป

 อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงปีรุ่งขึ้น มีความเป็นไปบางอย่างที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดหมายกล่าวคือ

 นโยบายด้าน "การต่างประเทศ" ของไทยต้องการเข้าเป็นสมาชิกมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ
ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ เราจะต้องไม่มีปัญหาข้อพิพาทใด ๆ กับประเทศเพื่อนบ้าน

 ฝ่ายตรงข้ามจึงใช้เงื่อนไขในข้อนี้มาเป็นประโยชน์ด้วยการอ้างว่าพื้นที่ 3 หมู่บ้านเป็น "พื้นที่ปัญหา" ซึ่งจะต้องมีการเจรจากัน

 ฉะนั้นจึงขอให้ฝ่ายไทยถอนทหารออกไปซึ่งเราก็ยอมปฏิบัติตาม เพราะเกรงว่าจะถูกยับยั้งไม่ให้เข้าเป็นสมาชิกมนตรีความมั่นคง ฯ

 ด้วยเหตุผลดังกล่าวพื้นที่ 3 หมู่บ้าน จึงไม่มีฐานปฏิบัติการของทหารไทยตั้งมั่นอยู่อีกเลยนับจากนั้นเป็นต้นมา

กองทัพภาคที่ 3 พร้อมรบ

 แต่ถึงแม้จะถอนทหารออกมาแล้ว แต่ฝ่ายเรายังคงส่งกำลังเข้าไปลาดตระเวนเพื่อ "หาข่าว" และเป็นการป้องปรามฝ่ายตรงข้ามฉวยโอกาสส่งกำลังเข้ามายึดพื้นที่

 พันเอกวัฒนชัยเล่าต่อไปว่า

 "ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นร้อยเอก "อมรฤทธิ์" หรือพี่จบ นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 18 ย้ายมาเป็นผู้บังคับกองร้อย โดยมีผมทำหน้าที่เป็นผู้บังคับหมวดหนึ่งและมีรุ่นน้องจากเตรียมทหารรุ่น 20 อีกคนหนึ่งเป็นผู้บังคับหมวดสอง

 คราวนี้เองที่ผู้หมวดวัฒนชัยได้มีโอกาสนำทหารเข้าทำการรบอย่างเลือดพล่านเป็นครั้งแรก

 เขาฟื้นอดีตให้ฟังว่า

 "ในตอนนั้นเราได้รับคำสั่งให้นำกำลังเข้าลาดตระเวนในพื้นที่เป้าหมายเดิม ซึ่งก็คือพื้นที่ 3 หมู่บ้าน โดยในขณะนั้นฝ่ายตรงข้ามได้ส่งกำลังทหารเข้ามายึดครองไว้หมดแล้ว เนื่องจากฝ่ายเราได้ถอนตัวออกมาตามนโยบายทางด้านการต่างประเทศของรัฐบาลดังที่กล่าวมาข้างต้น

 ระหว่างการปฏิบัติภารกิจ ชุดลาดตระเวนของหมวดสองที่มี "จิ๋ว" นายทหารรุ่นน้องเป็นผู้บังคับหมวดได้เคลื่อนตัวเข้าไปอยู่ในพื้นที่ซุ่มและถูกข้าศึกปิดล้อม

 ผู้บังคับหมวดสองจึงวิทยุร้องขอความช่วยเหลือและ ผบ.ร้อยก็สั่งให้หมวดหนึ่งของผมเคลื่อนกำลังเข้าไปช่วย

 ผมจึงจัดกำลังทหารเป็นชุดเคลื่อนที่เร็วเพื่อปฏิบัติภารกิจดังกล่าวซึ่งจากเสียงการปะทะที่ได้ยินทางวิทยุและน้ำเสียงที่หมวดจิ๋วรายงานสถานการณ์เข้ามา ทำให้ผมรู้ว่าน้องและทหารของเขากำลังตกอยู่ในภาวะคับขันมากและเป็นฝ่ายเสียเปรียบข้าศึกทุกด้าน

 "ในตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าความมุ่งมั่นว่าจะต้องช่วยฝ่ายเดียวกันกลับออกมาให้ได้ ผมจึงนำทหารเคลื่อนตัวไปทางภูมิประเทศอย่างเร่งรีบ"

 แต่ในทันทีที่กำลังของฝ่ายเราเข้าใกล้แนวข้าศึก

 ร้อยโทวัฒนชัยก็ได้ยินเสียงหวีดแหลมเขย่าความรู้สึก ก่อนจะตามมาด้วยเสียงระเบิดครึมสนั่นที่ดังสะท้านแก้วหูเหนือกิ่งไม้ด้านหน้า

 "นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตทหารของผมที่ถูกข้าศึกยิงโจมตีด้วยจรวดอาร์พีจี."

 พันเอกวัฒนชัยรำลึกถึงความหลัง

 แต่ด้วยโชคชะตาที่กำหนดไว้ว่าจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อทำการรบที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่านี้

 จรวดอาร์พีจี.ของข้าศึกจึงมิได้ทำอันตรายแก่ผู้หมวดหนุ่มจนถึงแก่ชีวิต นอกจากแตกสะเก็ดส่งชิ้นส่วนปลิวว่อนเฉียดผ่านร่างของนายทหารชาวไทยไปอย่างน่าหวาดเสียว

 แต่กระนั้นก็ตาม เศษชิ้นส่วน "ครีบหาง" ของจรวดอาร์พีจี. ชิ้นหนึ่งได้ปลิวเข้าใส่ขาขวาของเขาจนเจ้าตัวเสียวแปล่บ รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างที่ร้อนจี๋พุ่งเข้าใส่และฝังอยู่ในเนื้อ

 "ในตอนนั้นผมรู้ตัวแล้วว่าถูกอาวุธของข้าศึก แต่ยังไม่รู้สึกเจ็บมากและพยายามบอกกับตนเองว่าอย่าไปสนใจมัน

 เขาเล่าต่อไป

 "ผมรู้เพียงว่ากางเกงขาดแต่ยังไม่มีเลือดออก ผมยังคงอำนวยการรบต่อไป ท่ามกลางเสียงอื้ออึงจากการยิงของทั้งสองฝ่าย ทั้งที่ในวินาทีแรกตอนที่โดนข้าศึกยิงอาร์พีจี. เข้าใส่ ผมก็มีอาการเหมือนกับจะช็อคไปชั่วขณะและมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง คิดไม่ออกว่าจะทำอะไรต่อไป

 แต่เมื่อตั้งสติได้หลังจากที่พุ่งตัวหมอบลงกับพื้น

 ผมก็เงยหน้าขึ้นมาแล้วร้องตะโกนสั่งลูกน้องให้ทำการยิงตอบโต้ข้าศึกตามที่เคยฝึกมา

 การปะทะดำเนินต่อไปนานกว่าชั่วโมงและสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป กลายเป็นว่าหมวดของเราตกเป็นเป้าหมายการระดมยิงของข้าศึกอย่างหนัก

 ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าทหารต่างชาติเกรงว่าจะถูกฝ่ายเราซึ่งเข้าไปช่วยหมวดสองทำการโอบล้อม

 พวกนั้นจึงเปลี่ยนเป้ามาเป็นการระดมโจมตีหมวดหนึ่งของผมแทน ทำให้ทหารของหมวดสองที่มีจิ๋วเป็นผู้นำสามารถถอนตัวออกมาได้สำเร็จ

 พันเอกวัฒนชัยกล่าวต่อไปว่า

 "การปะทะในครั้งนั้นดำเนินไปอย่างดุเดือด ซึ่งถ้าลูกน้องของเราไม่ได้ผ่านการฝึกมาอย่างเข้มข้น ก็อาจจะเสียขวัญคุมกันไม่ติด เพราะเสียงปืนที่ข้าศึกยิงเข้ามาดังน่ากลัวมาก

 กระสุนที่หวีดแหลมแหวกอากาศเข้ามาแตกต่างจากเสียงปืนที่ฝ่ายเรายิงออกไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งหลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์ครั้งนั้นมาแล้ว ผมมักจะบอกกับคนที่มีโอกาสฝึกทหารใหม่อยู่เสมอว่า

 เราควรจะฝึกให้ทหารใหม่คุ้นเคยกับเสียงกระสุนปืนที่ "พุ่งเข้าหา" แทนที่จะฝึกให้ทหารได้ยินแต่เสียงปืนที่ "ยิงออกไป" เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทำกันมาทุกยุคทุกสมัย

 ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทหารของเราเกิดความคุ้นเคย  เพราะในสถานการณ์จริงเราไม่ได้ยิงข้าศึกเพียงฝ่ายเดียว แต่กระสุนจากศัตรูก็จะแหวกอากาศสวนเข้าหาตำแหน่งของเราเช่นกันและเสียงที่ได้ยินจะทำให้ทหารที่ไม่คุ้นเคยเสียขวัญได้ง่าย"

ทหารกองทัพภาคที่ 3เคลื่อนกำลังพลขึ้นเนิน

 ย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ปะทะแบบที่เรียกว่า "เลือดพล่าน" ของร้อยโทวัฒนชัยในครั้งนั้น

 จากการยิงต่อสู้ด้วยอาวุธประจำกายธรรมดา สถานการณ์เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อฝ่ายตรงข้ามใช้จรวดขนาด 122 มิลลิเมตร ระดมกระหน่ำเข้าใส่ตำแหน่งของฝ่ายไทยพร้อมกับรุกคืบเข้ามาหมายจะกวาดล้างไม่ให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว

 ร้อยโทวัฒนชัยจึงวิทยุร้องขอการยิงสนับสนุนด้วยปืนใหญ่จากส่วนหลังเพื่อที่จะกดดันตอบโต้ไม่ให้ข้าศึกใช้จรวด 122 มิลลิเมตร ยิงถล่มเข้ามาได้ถนัด

 แต่คำร้องขอของเขากลับไม่ได้รับการตอบสนองอย่างทันทีทันการณ์ซึ่งจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม แต่ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดที่อยู่ในสมรภูมิรบและกำลังเผชิญกับเหตุการณ์อันตรายด้วยตนเอง ร้อยโทวัฒนชัยจะต้อง "ทำทุกอย่าง" เพื่อรักษาชีวิตของลูกน้องไว้ให้ได้

 เขาจึงตัดสินใจส่งทหารกลุ่มหนึ่งฝ่าวงล้อมกลับไปยังฐานซึ่งอยู่ห่างออกไปทางด้านหลังประมาณกิโลเมตรเศษ ๆ เพื่อนำปืน ค. ขนาด 60 มิลลิเมตร มาเป็นอาวุธหนักในการตอบโต้การยิงของฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้กำลังทั้งหมดสามารถผละออกจากข้าศึกที่กำลังกดดันอยู่

 เขาเล่าถึงเหตุการณ์คับขันอันตรายในครั้งนั้นว่า

 "ตอนที่เข้าพื้นที่ปะทะครั้งแรก หมวดของผมมีเพียงปืนกลเอ็ม-60 และจรวดประทับบ่าแบบเอ็ม-72 เป็นอาวุธหนัก แต่หลังจากยิงปะทะไปครู่หนึ่ง จรวดเอ็ม-72 ก็หมดลง ส่วนปืนกลเอ็ม-60 เกิดขัดลำ เนื่องจากปืนกลเบาชนิดนี้เป็นอาวุธที่ต้องการการดูแลอย่างพิถีพิถัน

 แต่ก่อนที่จะเข้าถึงพื้นที่การรบเราต้องเดินเท้าเคลื่อนที่มาในสภาพคลุกฝุ่นลุยป่า ทำให้มีสิ่งสกปรกเข้าไปติดค้างอยู่ในปืนกล ดังนั้นเมื่อยิงไปได้ไม่เท่าไหร่มันจึงเกิดการขัดลำกล้อง

 โชคดีที่หลังจากนั้นไม่นาน ลูกน้องของผมสามารถนำ ค-60 กลับเข้ามาตั้งยิง "เร่งด่วน" โดยไม่ต้องใช้ฐานหรือขาหยั่ง สถานการณ์จึงเริ่มคลี่คลายประกอบกับทางกองพันปืนใหญ่รู้ว่าเราดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองด้วยการกลับไปนำ ค-60 มาใช้ ทาง ผบ.พันจึงอนุมัติคำขอการยิง ทำให้ฝ่ายเราสามารถถอนตัวออกมาได้สำเร็จหลังจากการปะทะผ่านไปกว่าชั่วโมงเศษ ๆ

 การสู้รบกับทหารข้าศึกเป็นครั้งที่สองของร้อยโทวัฒนชัย นับเป็นภารกิจที่ประสบความสำเร็จ เพราะสามารถช่วยเหลือให้กำลังทหารหมวดหนึ่งซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกันถอนตัวกลับมาได้อย่างปลอดภัย

 ส่วนหมวดสองซึ่งร้อยโทวัฒนชัย ฯ นำกำลังเข้าไปช่วยแม้จะถูกฝ่ายตรงข้ามปิดล้อมในตอนแรก แต่ก็สามารถถอนตัวกลับมาได้เช่นกันโดยไม่มีผู้ใดเสียชีวิต มีเพียงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 2-3 คน รวมทั้งผู้บังคับหมวดด้วย

 อย่างไรก็ตาม หลังจากจบภารกิจครั้งนั้น ร้อยโทวัฒนชัย ฯ ก็เกิดอาการน้อยใจและเสียความรู้สึกจากการที่เขาร้องขอการสนับสนุนการยิงปืนใหญ่ แต่ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างทันท่วงที

 ความรู้สึกในขณะนั้นเหมือนกับว่าเขาต้องตัดสินใจแก้ไขสถานการณ์ตามลำพังโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือเท่าที่ควร

 ปัญหาดังกล่าวน่าจะมีสาเหตุจากการที่ฝ่ายเดียวกันซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องไม่เชื่อมั่นในการประมาณสถานการณ์ของเขาและเข้าใจเอาเองว่า

 ร้อยโทวัฒนชัยเป็นผู้หมวดใหม่ที่ "ตื่นตระหนก" ต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้ามากเกินไป จนต้องร้องขอการยิงปืนใหญ่สนับสนุนทั้งที่ยังไม่มีความจำเป็นถึงขั้นนั้น

 ร้อยโทวัฒนชัย ฯ จึงขออนุญาต ผบ.พันลงจากพื้นที่ แต่ผู้บังคับกองพันเห็นว่าผู้หมวดหนึ่งมีผลงานดีและเป็นผู้ที่ทหารในบังคับบัญชาให้ความเชื่อมั่น จึงไม่อยากให้ไปจากแนวหน้า

 แต่สุดท้ายแล้วผู้พันก็โอนอ่อนผ่อนตาม ยอมให้ร้อยโทวัฒนชัย ฯ ลงมาเรียนหลักสูตร "ชั้นนายร้อย" ในเดือนตุลาคม ปี 2527

 นอกจากนี้ผู้พันยังขอบำเหน็จ "สองขั้น" ให้อีกต่างหาก และเป็นบำเหน็จสองขั้น "ครั้งที่สอง" ในชีวิตราชการทหารของอดีตนักเรียนนายร้อย จปร. ซึ่งในเวลาต่อมาจะกลายเป็นนักรบ "เหรียญกล้าหาญ" แห่งสมรภูมิบ้านร่มเกล้าชนิดที่เจ้าตัวก็ไม่คาดคิดมาก่อน

 เมื่อร้อยโทวัฒนชัยเรียนจบจากหลักสูตรชั้นนายร้อยและกลับไปรับราชการในสังกัดเดิม สถานการณ์ "บ้านร่มเกล้า" ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านก็เริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง

ปืนใหญืฝ่ายไทยยิงตอบโต้ข้าศึก

 เขาเล่าถึงความหลังว่า

 "ในช่วงปลายปี 2530 กองพันทหารม้าที่ 18 ถึงวงรอบที่จะต้องจัดกำลังเป็น "กองพันผสม" เตรียมพร้อมสำหรับกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งเป็นการปฏิบัติประจำทุกปี

 ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทุกกองทัพภาคมีกองพันผสมเตรียมพร้อมที่จะสามารถทำการรบได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยกองพันผสมเตรียมพร้อมจะมีหน่วยกำลังทั้งทหารราบ ทหารม้าและทหารปืนใหญ่ครบตามอัตรากำลัง"

 ในส่วนของกองพันทหารม้าที่ 18 ซึ่งเป็นกองพันผสมเตรียมพร้อมของกองทัพภาคที่ 3 ในปีนั้นมีร้อยเอกวัฒนชัยทำหน้าที่เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ 1 ร้อยเอกสุรพล ชำนาญจุ้ย เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ 2 และร้อยโทธนิต บุตรจินดา เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ 3

 ในวันที่ 13 ธันวาคม ปี 2530 กองพันผสมได้รับคำสั่งให้เคลื่อนกำลังเข้าต่อตีที่หมาย หลังจากที่ทหารพรานจู่โจมซึ่งทำการลาดตระเวนพิสูจน์ทราบเป้าหมายบนเนิน 1428 รายงานกลับมาว่า

 เกิดการปะทะกับกองกำลังของฝ่ายตรงข้าม ขอให้กองพันผสมเตรียมพร้อมเคลื่อนเข้าโจมตีเพื่อผลักดันข้าศึกให้ถอยกลับออกไปจากเขตแดนไทย

 ขณะนั้นกำลังทหารของฝ่ายข้าศึกได้เข้ายึดเนิน 1428 ไว้แล้ว พร้อมทั้งดัดแปลงที่มั่นแข็งแรงในลักษณะที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเตรียมที่จะทำการสู้รบแบบยืดเยื้อกับฝ่ายไทย

 ทหารทั้ง 3 กองร้อยของกองพันผสมต้องเดินเท้าเป็นระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ผ่านแนวออกตีในเวลาประมาณหนึ่งทุ่ม ใช้เวลาเคลื่อนกำลังตลอดทั้งคืนไปถึงที่หมายในตอนรุ่งสาง

 เส้นทางในการเดินทางยากลำบากมาก เพราะเป็นป่าทึบและเขาสูงชัน ไม่มีถนน

 ทหารทุกนายต้องตั้งขบวนเป็นแถวตอนเรียงหนึ่งเดินตามกันพร้อมด้วยสัมภาระซึ่งประกอบด้วยอาวุธเครื่องกระสุนและเสบียงอาหาร

 โดยปกติแล้วทหารหนึ่งนายจะมีเสบียงที่สามารถดำรงชีพได้ 5 วัน กระสุนปืนเอ็ม-16 ประมาณ 380 นัดต่อคน

 ส่วนปืน ค. ขนาด 60 มิลลิเมตร ซึ่งเป็น "อาวุธหนัก" ของกองร้อย แต่ละกระบอกจะมีกระสุน 120 นัด

 สำหรับปืนกลเบาเอ็ม-60 ทหารหนึ่งหมวดจะมี 3 หมู่ปืนกล พร้อมด้วยกระสุน 1,100 นัด ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้กำลังทั้งหมดของฝ่ายเราต้อง "แบกน้ำหนัก" อย่างมากในการเคลื่อนที่

 ด้วยเหตุนี้เมื่อขึ้นไปถึง "ฐานปืนใหญ่" ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายก่อนผ่านแนวออกตี

 ร้อยเอกวัฒนชัยจึงตัดสินใจสั่งให้ลูกน้อง "ลดโหลด" โดยปลดของลงครึ่งหนึ่งจากที่เตรียมมา และฝากไว้ที่ฐานปืนใหญ่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้การเคลื่อนที่มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น

 ทั้งอาหารและกระสุนที่ทหารแต่ละคนนำติดตัวไปจึงเหลืออยู่เพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่เตรียมมา โดยร้อยเอกวัฒนชัยตั้งใจว่าเสบียงและกระสุนที่ฝากไว้จะร้องขอให้ ฮ. ส่งกำลังบำรุงให้ในภายหลังเมื่อมีโอกาส

 จากนั้นท่ามกลางความมืดของรัตติกาลอันเยือกเย็นในเดือนธันวาคม

 กองร้อยทหารม้าของไทยภายใต้การนำของร้อยเอกวัฒนชัยก็เริ่มเคลื่อนตัวอย่างทรหดไปตามภูมิประเทศอันสูงชันกันดารในลักษณะแถวตอนเรียงหนึ่งและ "เดินยาว" โดยมีการพักเพียงครั้งเดียวเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง

 จนกระทั่งรุ่งสางเวลาประมาณ 6 โมงเช้า

 กำลังทั้งหมดก็เข้าใกล้ที่หมายในตำแหน่งที่สามารถทำการโจมตีข้าศึกตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

 แต่เนื่องจากความ "อ่อนล้า" จากการเดินทาง ร้อยเอกวัฒนชัยจึงวิทยุแจ้งไปยังกองพัน ขออนุญาตเลื่อนแผนการโจมตีออกไปจากกำหนดเดิม เพราะพิจารณาแล้วเห็นว่า

 หากเข้าโจมตีข้าศึกทั้งที่กำลังพลยังเหน็ดเหนื่อยหมดแรง โอกาส"สูญเสีย" ที่จะทำให้ภารกิจล้มเหลวมีอยู่มาก
 ทางผู้บังคับกองพันจึงอนุญาตตามคำขอ ประกอบกับฝ่ายเราเตรียมที่จะทำการโจมตีทางอากาศหรือ "แอร์ สไตร์ท" ก่อนที่กำลังภาคพื้นดินจะเข้ากวาดล้างข้าศึก แต่นักบินยังไม่สามารถทิ้งระเบิดได้

 ทั้งนี้ก็เนื่องจากสภาพ "อากาศปิด" เพราะที่หมายบนเนิน 1428 อยู่บนยอดเขาซึ่งมีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 1,000 เมตร ทำให้มีหมอกปกคลุมหนาทึบในช่วงหน้าหนาว

 การโจมตีทางอากาศเพื่อผลักดันข้าศึกบนเนินจึงต้องเลื่อนเวลาออกไปจากกำหนดเดิม 1 วัน เพื่อรอให้ "อากาศเปิด" เสียก่อน การเลื่อนกำหนดการโจมตีทางภาคพื้นดินของร้อยเอกวัฒนชัยจึงสอดคล้องกับการทิ้งระเบิดของฝ่ายเรา

 แต่กระนั้นก็ตาม ด้วยข้อจำกัดและอุปสรรคจากลักษณะภูมิประเทศของที่หมาย การเลื่อนกำหนดโจมตีทางอากาศออกไปจากเดิมก็มิได้ทำให้กำลังของฝ่ายไทย "ได้เปรียบ" ข้าศึกแต่อย่างใด

 เพราะทั้งระเบิดขนาด 500 ปอนด์ และ 2,000 ปอนด์ จากเครื่องบิน ไม่สามารถถล่มลงสู่เป้าหมายได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากที่มั่นของทหารข้าศึกอยู่บนภูสูงและเป็นพื้นที่แคบ

 ระเบิดจากนักบินลูกทัพฟ้าจึงตกสู่ที่หมายในลักษณะเฉียดซ้ายเฉียดขวาเช่นเดียวกับปืนใหญ่ของฝ่ายเราที่ยิงสนับสนุนตามคำร้องขอแต่กระสุนวิถีโค้งที่มาจากฐานยิงส่วนหลังก็ตกคร่อมเนินที่มั่นข้าศึก

 แม้ผู้ตรวจการณ์หน้าของฝ่ายเราจะพยายามปรับตำแหน่งแก้พิกัดอย่างสุดความสามารถแล้วก็ตาม แต่กระสุนวิถีโค้งจากปืนใหญ่ยังคงพลาดเป้า

 การยิงจากส่วนหลังจึงถล่มลงบริเวณด้านหน้าที่หมายบ้างหลังที่หมายบ้าง ทำให้ไม่สามารถลิดรอนหรือทำลายกำลังข้าศึกให้อ่อนแอลงได้อย่างที่ต้องการ

 ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ

 ฝ่ายเรามี "พื้นที่" ในการดำเนินกลยุทธที่มีขนาดกว้างไม่ถึง 50 เมตร  อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ลาดชัน การเข้าโจมตีจึงเป็นลักษณะที่ไม่ผิดอะไรกับการรบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในอดีต

 กล่าวคือฝ่ายเราจะต้องเข้ายิงโจมตีในลักษณะ "แถวตอนเรียงหนึ่ง" ทำให้ไม่สามารถใช้อำนาจการยิง "เต็มรูปแบบ" จากทหารที่มีจำนวนหนึ่งกองร้อยได้

 บางครั้งทหารที่อยู่ด้านหน้าเปิดฉากยิงปะทะกับข้าศึก แต่ทหารที่ตามมาทางด้านหลังยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีการรบเกิดขึ้นแล้ว

เฮลิคอปเตอร์บินมารับทหารที่บาดเจ็บ

 ลักษณะที่กล่าวมา จึงไม่ใช่การรบตามแบบปกติ แต่เป็นการรบภายใต้ "สภาพพิเศษ" ซึ่งฝ่ายเราไม่ได้เตรียมตัวมา เนื่องจากจัดกำลังเต็มรูปแบบในลักษณะที่จะรุกเข้าโจมตีที่หมายเป็น "แถวหน้ากระดาน" ด้วยยุทธวิธีการรบตามแบบ

 ที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องจาก "การข่าว" ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงกำลังทหารที่ส่งขึ้นไปจึงต้องทำการรบ "ตามสภาพ" ที่เผชิญอยู่ในขณะนั้นโดยไม่มีทางเลือก

 สถานการณ์บนเนิน 1428 จึงเป็นไปในลักษณะที่ฝ่ายเราเสียเปรียบข้าศึกอย่างมาก

 เพราะถึงแม้จะมีกำลังทหารหนึ่งกองร้อย แต่กลับมีอำนาจการยิงจริง ๆ เพียงไม่เกิน 3 คน ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามวางกำลังตั้งรับอยู่ในที่มั่นดัดแปลงแข็งแรง อีกทั้งสภาพภูมิประเทศยังเอื้ออำนวยเป็นอย่างดี

 ปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาจึงทำให้ข้าศึกสามารถทนทานต่อการโจมตีทางอากาศและการระดมยิงด้วยอาวุธหนักของฝ่ายเราได้

 การรบจึงเป็นไปในลักษณะติดพันโดยฝ่ายเราบุกเข้าตีแล้วก็ถูกตอบโต้จนต้องถอยกลับลงมาพักกำลัง ก่อนจะเข้าตีใหม่แล้วก็ถอยกลับลงมาเป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คล้ายกับเหตุการณ์สู้รบที่ "แฮมเบอเก้อรฮิลล์" ในสงครามเวียดนาม เมื่อกองทหารสหรัฐเข้าตีที่หมายบนเนินสูงซึ่งทหารเวียดนามเหนือยึดไว้

 การรบครั้งนั้นทำให้ทหาร "แอร์บอน" ของสหรัฐต้องประสบความสูญเสียอย่างมาก เนื่องจากต้อง "ปีนเขา" ขึ้นไปรบเช่นเดียวกับทหารม้าของไทยในสมรภูมิบ้านร่มเกล้าเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2530

 พันเอกวัฒนชัยเล่าว่า

 "การเข้าตีกลุ่มเป้าหมายที่เนิน 1428 ในวันแรก ฝ่ายเราสูญเสียกำลังไปหมวดหนึ่งถึงแม้จะไม่ได้หมายถึงว่าทหารตายทั้งหมวด แต่ทหารของหมวดหนึ่งในกองร้อยของผมก็ไม่สามารถทำการรบต่อไปได้

 ผู้บังคับหมวดที่หนึ่งคือร้อยตรีประสงค์ เพชรแสง นักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 23 เคลื่อนกำลังเข้าตีข้าศึกในลักษณะแถวตอนเรียงเดี่ยว แต่กลับกลายเป็นการเข้าไปอยู่ใน "คิลลิ่ง โซน" ซึ่งทหารข้าศึกกำหนดไว้แล้ว

 ทั้งกระสุนและจรวดที่ทหารข้าศึกกระหน่ำลงมา ทำให้ร้อยตรีประสงค์ได้รับบาดเจ็บและลูกน้องเสียชีวิตทันทีหนึ่งนาย แต่ผู้บาดเจ็บหนึ่งนายต้องใช้ทหาร 8 นาย ลำเลียงออกมาจากแนวหน้าและระหว่างที่ถอนตัวออกจากจุดปะทะทหารข้าศึกก็ระดมยิงซ้ำ ทำให้มีผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้น

 ความเป็นไปที่เกิดขึ้นจึงทำให้ทหารหมวดที่หนึ่งของกองร้อยที่หนึ่งซึ่งมีร้อยเอกวัฒนชัยเป็นผู้บังคับบัญชาไม่อาจทำการรบต่อไปได้

 บริเวณที่ทหารหมวดที่หนึ่งทำการสู้รบล้อมรอบด้วยสันเขาหลายด้าน และเป็นแนวที่มั่นของทหารข้าศึก ซึ่งกำหนด "แนวยิง" ไว้แล้ว

 เมื่อถูกโจมตีในครั้งแรกและไม่สามารถตอบโต้ได้

 ฝ่ายเราจึงพยายามถอนตัว แต่ทหารข้าศึกก็ฉวยจังหวะดังกล่าวยิงกระหน่ำซ้ำลงมาอย่างหนัก จนฝ่ายเราเสียขบวนและต้องทิ้งศพทหารที่เสียชีวิตไว้ในพื้นที่โดยไม่สามารถนำกลับออกมาได้ในช่วงเวลานั้น

 อย่างไรก็ตาม หลังจากถอนกำลังกลับมาแล้ว ร้อยเอกวัฒนชัยได้ส่งทหารอีกชุดหนึ่งเข้าไปตรึงพื้นที่เอาไว้ เพื่อหาทางที่จะนำศพผู้เสียชีวิตกลับออกมาให้ได้ในภายหลัง

 ครั้นถึงรุ่งเช้า ข้าศึกซึ่งต้องการ "ศพ" ทหารไทยเช่นกันได้ส่งกำลังเข้ามาในบริเวณดังกล่าว

 กำลังของฝ่ายเราที่เฝ้าระวังอยู่แล้วจึงซัลโวเข้าใส่ จนทหารต่างชาติทั้งสองนายเสียชีวิตอยู่ในบริเวณนั้น นับเป็นการ "เอาคืน" ที่ทำให้ฝ่ายเรามีขวัญและกำลังใจดีขึ้น

 สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์ปะทะในจุดนั้นก็คือ "กลยุทธ" ของฝ่ายตรงข้ามจะแตกต่างจากฝ่ายไทยอย่างสิ้นเชิง

 กล่าวคือ ทหารไทยจะฝึกชุดปฏิบัติการที่มีขนาดเล็กที่สุดด้วยกำลังพล 4 นาย เป็นชุดยิงในขณะที่ "หมู่รบ" ของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นชุดปฏิบัติการขนาดเล็กที่สุดจะมีกำลังพลเพียง 2 นาย โดยทหารคนหนึ่งจะทำหน้าที่เป็นพลยิงอาร์พีจี. อีกคนหนึ่งเป็นคนสนับสนุนหรือ "พลชี้เป้า"

 ดังนั้นเมื่อเกิดการปะทะ อัตราการสูญเสียที่เกิดขึ้นกับฝ่ายตรงข้ามจึงมักจะมีจำนวนน้อยกว่าฝ่ายไทย

 เพราะการสู้รบก็เหมือนกับการสาดน้ำ ยิ่งมีจำนวนคนมากโอกาสที่จะบาดเจ็บและเสียชีวิตก็จะเพิ่มขึ้นมากไปด้วย

 ข้อเท็จจริงอันนี้จึงเป็นจุดหนึ่งที่นายทหารผู้ได้รับเหรียญกล้าหาญอย่างพันเอกวัฒนชัยเห็นว่ากองทัพบกควรจะนำไปปรับปรุง โดยฝึกให้ทหารไทยสามารถปฏิบัติการรบด้วยกำลัง "ชุดเล็ก" เพียงสองคนต่อหนึ่งชุด ซึ่งจะช่วยทำให้มีความคล่องตัวมากขึ้นและโอกาสในการสูญเสียน้อยลง

ทหารไทยข้ามลำน้ำ

 ย้อนกลับไปยังสถานการณ์บนเนิน 1428 ในวันที่ 14 ธันวาคม 2530 ไม่เพียงแต่ฝ่ายเราจะ "กู้ศพ" ทหารที่เสียชีวิตจากการปะทะครั้งแรกกลับมาได้เท่านั้น

 แต่กองร้อยที่หนึ่งของร้อยเอกวัฒนชัยยังได้ศพทหารข้าศึกมาอีกสองศพ ซึ่ง ผบ.ร้อยสั่งให้ทหารนำร่างไร้วิญญาณของข้าศึกมาไว้ในที่พักของลูกน้องที่เสียชีวิต เพื่อกระตุ้นให้ทหารคนอื่น ๆ บังเกิดความฮึกเหิมเหี้ยมหาญ เป็นการแสดงให้เห็นว่าฝ่ายเราก็สามารถสังหารทหารฝ่ายตรงข้ามได้เช่นกัน

 อดีตนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 19 เล่าในภายหลังว่าที่ต้องทำเช่นนั้น เพราะเห็นว่าเป็นวิธีเดียวที่จะสามารถปลุกปลอบขวัญและกระตุ้นกำลังใจของทหารอย่างได้ผลมากที่สุด

 เพราะการสูญเสียทำให้ทหารมีขวัญกำลังใจตกต่ำลง เนื่องจากเหตุการณ์ปะทะในวันแรกแสดงให้เห็นว่าเราเป็นฝ่ายเสียเปรียบทหารตรงข้ามเป็นอย่างมาก

 และนับจากบัดนั้นเป็นต้นมา กองร้อยที่ 1 ของร้อยเอกวัฒนชัยก็ต้องทำการสู้รบติดพันกับข้าศึกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 73 วัน และเป็น 73 วัน ที่เหมือนกับการใช้ชีวิตอยู่ใน "แดนมัจจุราช" ที่ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นไอแห่งความตายทุกตารางนิ้ว

 เพราะทหารทุกคนและทุกชั้นยศมีสิทธิ์ที่จะถูกกระสุนหรือจรวดของข้าศึกพุ่งเข้ามาดับชีพได้เสมอเหมือนกันทุกเมื่อ

 จากการที่ฝ่ายเราอยู่ในสภาพ "เสียเปรียบ" ข้าศึกและการนำกำลังเข้าตีที่หมายตรงหน้าเหมือนเช่นในครั้งแรก จะกลายเป็นการรบที่ไม่ต่างอะไรกับการเคลื่อนตัวเข้าไปสู่ "คิลลิ่ง โซน" หรือพื้นที่สังหาร ซึ่งข้าศึกกำหนดไว้แล้ว

 ร้อยเอกวัฒนชัยจึงขออนุมัติตรองผู้บังคับการกรมคือ พันเอก "อุดมชัย องคสิงห" (ยศในขณะนั้น) ซึ่งขึ้นไปบัญชาการรบในแนวหน้าด้วยตนเองว่ากองร้อยที่หนึ่งต้องการปรับแผนการรบ

 การปรับเปลี่ยนยุทธวิธีตามที่ร้อยเอกวัฒนชัยเสนอก็คือ

 เขาจะนำกำลังเคลื่อนที่ในตอนกลางคืนขึ้นสู่ "สันเขา" ให้ได้เสียก่อนแล้วจึงจู่โจมเข้าสู่ที่หมายบนเนิน 1428 แทนที่จะเคลื่อนกำลังบนแนวสันเขาแล้วไต่ขึ้นเนินไปโจมตีซึ่งจะเป็นโอกาสให้ข้าศึกซึ่งอยู่บนชัยภูมิสูงข่มยิงถล่มลงมาได้โดยง่าย

 เมื่อยุทธวิธีดังกล่าวได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาในสนามแล้ว

 ร้อยเอกวัฒนชัยจึงนำกำลังไต่ขึ้นสู่ที่หมายในเวลากลางคืนและสามารถเข้าประชิดข้าศึกได้ในช่วงเช้ามืด ซึ่งการปรากฏตัวของทหารไทยอย่างไม่คาดฝัน ทำให้ฝ่ายตรงข้ามตื่นตระหนกและถูกยิงโจมตีจนแตกกระเจิง

 ในที่สุดฝ่ายเราก็สามารถตั้งฐานปฏิบัติการอยู่บนส้นเขาได้สำเร็จโดยฐานที่มั่นของกองร้อยที่ 1 อยู่ด้านหน้า ถัดมาเป็นกองร้อยที่ 2 และกองร้อยที่ 3 ตามลำดับ

 แต่สถานการณ์สู้รบ ณ. สมรภูมิร่มเกล้าก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในวันที่ 25 ธันวาคม ฝ่ายตรงข้ามเริ่มใช้อาวุธหนักยิงถล่มเข้ามายังฐานที่มั่นของทหารไทยเป็นครั้งแรก

 อาวุธหนักของข้าศึกประกอบด้วยปืน ค. ขนาดใหญ่ทั้ง ค. 100 มิลลิเมตร และ ค. 120 มิลลิเมตร ซึ่งอานุภาพของปืน ค. ขนาด 120 มิลลิเมตร ไม่ต่างอะไรกับปืนใหญ่ ขนาด 105 มิลลิเมตรของฝ่ายเรา

 ทหารม้าทั้ง 3 กองร้อยที่อยู่บนสันเขาจึงต้องขุด "หลุมเพลาะ" ลงไปในดินให้ลึกมากพอที่จะลดอันตรายจากการยิงด้วยอาวุธหนักของข้าศึก

 ถึงแม้จะยึดสันเขาไว้ได้แล้ว แต่ที่หมายหลักคือเนิน 1428 ซึ่งอยู่ในจุดที่ "สูงที่สุด" ยังอยู่ในความครอบครองของทหารฝ่ายตรงข้าม

 ฝ่ายเราจึงต้องจัดกำลังจากฐานที่มั่นบนสันเขาที่ยึดไว้แล้วเข้าตี  "ที่หมายหลัก" เพื่อผลักดันข้าศึกให้ถอนตัวกลับออกไปให้ได้

 แต่การส่งกำลังเข้าตีดังที่กล่าวมา ทำให้ฝ่ายเราต้องเข้าสู่ "พื้นที่สังหาร" อีกครั้งโดยไม่มีทางเลี่ยง

 เพราะฝ่ายข้าศึกได้วาง "กับระเบิด" และกำหนดแนวยิงทั้งปืนกลหนัก ตลอดจนจรวดอาร์พีจี. และปืน ค. ไว้อย่างหนาแน่น ซึ่งฝ่ายเราไม่มีเส้นทางอื่นที่จะเข้าสู่เนิน 1428 ได้เลย นอกจาก "ปีนเขาขึ้นไปรบ" ในลักษณะเดียวกับการเคลื่อนกำลังเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการในครั้งแรก

 อย่างไรก็ตาม แม้ฝ่ายตรงข้ามจะคาดหวังว่าการยิงถล่มด้วยอาวุธหนักจะช่วยผลักดันให้ทหารไทยต้องละทิ้งที่มันถอนตัวออกจากแนวสันเขาที่ยึดไว้  แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้น

 เพราะกองร้อยที่ 1 ของ ร้อยเอกวัฒนชัย ฯ  ยังคงปักหลักตรึงพื้นที่ไว้อย่างเหนียวแน่น มิหนำซ้ำในแต่ละวันผู้บังคับกองร้อยยังนำทหารออกจากที่มั่นบุกเข้าโจมตีข้าศึกเป็นการตอบโต้อย่างไม่พรั่นพรึง

 อดีต ผบ.ร้อยแห่งสมรภูมิบ้านร่มเกล้า เล่าว่า

 "การตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ ปืน ค. ของข้าศึกที่ยิงเข้าใส่ฐานของเราทุกวัน เป็นประสบการณ์ที่ผมไม่เคยลืม เพราะเราจะได้ยินเสียงของหางลูก ค. แหวกอากาศเข้ามาเหมือนเสียงตะไล

 มันแผดแหลมโหยหวนเขย่าความรู้สึกในทุกครั้งที่ได้ยิน ก่อนที่เสียงตูมสนั่นหวั่นไหวจะตามมาพร้อมกับอาการสะท้านสะเทือนเหมือนกับแผ่นดินถูกอุกกาบาตพุ่งชนพร้อม ๆ กับที่สะเก็ดระเบิดและเศษดินจะปลิวกระจายว่อนไปทั่วทุกทิศทุกทาง

 สิ่งเหล่านี้แตกต่างจากที่เราเคยฝึกมาจากราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ  เพราะสมัยที่เป็นผู้หมวดเราเคยฝึกทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจการณ์หน้าคอยปรับปืนใหญ่ที่จะยิงจากส่วนหลังข้ามหัวเราไปสู่เป้าหมายทางด้านหน้า

 เราจะได้ยินเสียงกระสุนปืนใหญ่พุ่งแหวกอากาศข้ามหัวเราไปแล้วก็ระเบิดบึ้มในตำแหน่งที่ห่างออกไปชนิดไกลลิบ

 เสียงที่ได้ยินจึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเสียงระเบิดจนแก้วหูแทบแตกที่บังเกิดขึ้นเมื่อลูก ค. ของข้าศึกยิงมาตกในบริเวณซึ่งเป็นที่มั่นของเรา

 ดังนั้น ทหารที่ต้องอยู่ภายใต้การระดมยิงด้วยอาวุธหนักของข้าศึกจึงต้องบังคับใจและควบคุมสติไว้ให้มั่นคง มิเช่นนั้นจะเกิดอาการเสียขวัญ หวาดกลัวจนไม่อาจทำการรบต่อไปได้

 แม้จะเผชิญกับการโจมตีด้วยอาวุธหนักของข้าศึกอย่างรุนแรงดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่ร้อยเอกวัฒนชัย ฯ ยังคงนำทหารของเขารุกออกจากที่มั่นเข้าโจมตีตอบโต้ทหารข้าศึกทุกวัน โดยไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึงทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า

 เส้นทางที่จะเคลื่อนกำลังเข้าไปคือ พื้นที่สังหารหรือ "คิลลิ่ง โซน" ซึ่งทหารฝ่ายตรงข้ามได้วาง "กับระเบิด" และกำหนดแนวยิงทั้งปืนกลหนักและปืน ค. รอรับการบุกเข้ามาของทหารไทยไว้อยู่แล้วแทบทุกตารางนิ้ว

 "ในตอนนั้นเราไม่มีทางเลือกเป็นอื่น นอกจากนำทหารรุกไปข้างหน้า เพื่อเข้าโจมตีข้าศึกซึ่งตั้งรับอยู่ในที่มั่นของพวกมัน"

 พันเอกวัฒนชัยกล่าวย้ำ

 "ทุกครั้งที่เข้าตี เราจะบุกไปด้วยกันทั้งหมดแล้วก็ถูกข้าศึกยิงถล่มจนต้องถอยกลับลงมาพร้อมกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นเหมือนในวันก่อน"

 สถานการณ์ในขณะนั้น "โอกาส" ของทุกคนเท่าเทียมกันหมด

 ทุกชีวิตเหมือนกับแขวนอยู่บนเส้นด้าย ไม่ว่าจะเป็นพลทหาร นายสิบ ผู้หมวด หรือผู้บังคับกองร้อย  มีโอกาสที่จะ "ตาย" ได้เท่า ๆ กันในทุกวินาที 

 เพราะพื้นที่ซึ่งเราบุกเข้าไปมีทั้งกับระเบิด มีทั้งปืน ค. ปืนกลหนักที่ประเคนอัดกราดลงมาอย่างหูดับตับไหม้ 

 เราไม่รู้หรอกว่า ใครจะอยู่ ใครจะตายในวินาทีไหน

 โดยเฉพาะกระสุนปืน ค. ไม่มีโอกาสหลบได้เลย นอกจาก "วัดดวง" กันเพียงอย่างเดียว

 เมื่อได้ยินเสียงเหมือน "ตะไล" แหวกอากาศทุกคนต้องหมอบร่างฟุบหน้าลงกับพื้น หัวใจเต้นรัว แทบจะหลุดออกจากทรวงอก รอคอยว่าเสียงบึ้มสนั่นจะเกิดขึ้นตรงไหน

 "ถ้ากระสุนปืน ค. ตกใส่ตำแหน่งที่เราหมอบอยู่ เราก็ตายทันทีเหมือนกับผู้บังคับหมวด 3 ของเราซึ่งถูกปืน ค. ข้าศึกถล่มลงมาในตำแหน่งที่หมอบอยู่พอดีเหมือนกับผีจับยัด"

 ภาพของการรบในช่วงนั้นจึงเป็นไปในลักษณะที่ว่าฝ่ายเรา "ปีนเขา" ขึ้นไปโจมตีข้าศึก แต่ก็ไม่สามารถยึดที่หมายได้ และถูกยิงถล่มอย่างหนักจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทำให้ต้องถอยร่นกลับลงมา

 พอถึงวันรุ่งขึ้น ฝ่ายเราก็เคลื่อนกำลังเข้าโจมตีข้าศึกอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถยึดที่หมายได้ และถูกผลักดันให้ต้องถอยร่นกลับลงมาเช่นเดิมเป็นเช่นนี้วันแล้ววันเล่า

 เมื่อถูกถามว่าภายใต้สถานการณ์ที่มีคนเจ็บคนตายทุกวัน แต่ก็ต้องนำทหารเข้าสู่การรบใน "ฉากเดิม ๆ" จนดูราวกับว่ามันเป็นการรบที่ยังมองไม่เห็นเค้าลางแห่งชัยชนะ

 คนที่เป็นผู้บังคับกองร้อยได้ใช้วิธีการใด ในการ "หลอมรวม" จิตใจของทหารในบังคับบัญชาให้เป็นหนึ่งเดียว และพร้อมที่จะปฏิบัติการรบเผชิญกับความเป็นความตายต่อไปโดยไม่ย่อท้อ

 พันเอกวัฒนชัยกล่าวว่า

 "วิธีการที่ผมใช้ก็คือ คนที่เป็นผู้บังคับบัญชาจะต้องออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารทุกคน เพื่อให้พวกเขาเห็นว่าเราพร้อมที่จะเจ็บหรือตายเช่นเดียวกับลูกน้อง

 ถึงแม้ว่าในส่วนลึกของจิตใจ เราก็มีความกลัวเช่นเดียวกับมนุษย์ปุถุชนธรรมดา แต่เราจะแสดงออกให้ทุกคนเห็นไม่ได้ เพราะว่าถ้าคนที่เป็นผู้บังคับกองร้อยกลัวตายจนตัวสั่นไม่กล้านำทหารออกรบเสียแล้ว ทหารทั้งหมดก็คงจะถอดใจแล้วพากันทิ้งปืนวิ่งหนีอย่างแน่นอน"

 นอกจากนี้เรายังต้องใช้วิธีพูด "ปลุกใจ" กระตุ้นขวัญ

 ต้องทำให้ทุกคนรู้สึกฮึกเหิม เหี้ยมหาญ พร้อมที่จะจับปืนลุยไปข้างหน้าโดยไม่พรั่นพรึงกับข้าศึกที่ตั้งรับรออยู่ในที่มั่น ซึ่งได้เปรียบกว่า

 ในช่วงนั้น "วีรกรรม" ของบรรพบุรุษในอดีตถูกหยิบบกมากล่าวให้ทหารฟังทุกวัน โดยเฉพาะวีรกรรมของของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งถือเป็น "องค์บิดา" ของเหล่าทหารม้า

 พระองค์ทรงเป็นนักรบที่กล้าหาญเด็ดขาด ทรงมีบัญชาให้ทหารทุบหม้อข้าวหม้อแกงของตนเองก่อนเข้าโจมตีเมืองจันทบุรีเพื่อเป็นการย้ำว่าจะต้อง "ยึดเมือง" ให้ได้

 เราก็ยกเรื่องนี้มาเล่าเป็นตัวอย่างแล้วบอกกับทหารว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเจริญรอยตามบรรพบุรุษในการรับใช้ชาติเยี่ยงชายชาญชาติทหาร ก็พูดจนไม่รู้จะพูดอะไรอีก

 พอปลุกใจทหารจบก็เคลื่อนกำลังออกจากฐานผ่านแนวออกตีซัดกับข้าศึกเหมือนวันก่อนแต่ก็ยังยึดที่หมายไม่ได้เช่นเดิม

 มิหนำซ้ำสถานการณ์ของฝ่ายเราก็ยิ่งคับขันอันตรายมากขึ้นเมื่อถึงวันที่ 1 มกราคม ซึ่งฝ่ายตรงข้ามเริ่มนำ "ปืนใหญ่" เข้ามาใช้ในการรบ จากเดิมที่ข้าศึกมีแต่ปืน ค. เป็นอาวุธหนักเพียงอย่างเดียว

 ไม่เพียงแต่กองร้อยที่ 1 ของร้อยเอกวัฒนชัย ฯ เท่านั้น ที่ต้องเผชิญกับการระดมยิงของปืนใหญ่ข้าศึก

 แต่กองร้อยที่ 2 และกองร้องที่ 3 ซึ่งตั้งมั่นอยู่บนเนินอีก 2 แห่ง ก็ตกอยู่ภายใต้ระยะยิงของปืนใหญ่ข้าศึกเช่นกัน

ปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตรของทหารไทยยิงตอบโต้ข้าศึก

 อานุภาพของปืนใหญ่ซึ่งได้รับฉายาว่า "ราชาแห่งสนามรบ" ร้ายกาจเพียงใด อดีตนักรบสมรภูมิเลือดที่ชื่อ "วัฒนชัย คุ้มครอง" กล่าวว่า

 "พอฝ่ายตรงข้ามนำปืนใหญ่เข้ามา พวกเราก็เหมือนกับถูกล่อเป้า เพราะถูกกระหน่ำยิงอย่างช่ำมือ

 อานุภาพของปืนใหญ่ทำให้ทั้งสามเนินที่ฝ่ายเราตั้งฐานอยู่ถูกยิงถล่มจนกลายเป็น "ลานปลูกข้าวโพด" คือมันเหมือนกับเราเอารถไถเข้าไปไถพื้นดินแล้วรอหยอดข้าวโพดลงไปในหลุมที่ไถดินขึ้นมา

 ลักษณะของเนินที่ฝ่ายเรายึดอยู่ก็เป็นแบบนั้นด้วยพิษสงของกระสุนปืนใหญ่เป็นร้อย ๆ นัดที่ข้าศึกถล่มลงมาอย่างหนัก

 ปืนใหญ่ของฝ่ายตรงข้ามส่วนมากจะเป็นปืนวิถีราบ ทั้งปืน 122 มิลลิเมตร และปืน 130 มิลลิเมตร ซึ่งมีอำนาจการยิงรุนแรงคล้ายกับ "ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง"

 เราต้องยอมรับว่าปืนใหญ่ของข้าศึกคืออาวุธที่ทำลายขวัญและสร้างความสูญเสียให้กับฝ่ายเราได้เป็นอย่างมาก

 บางครั้งพวกมันถึงกับนำปืนใหญ่มายิงเข้าใส่ทหารราบฝ่ายเรา ทั้งที่มองเห็นตัวเพียงคนหรือสองคนเท่านั้น

 สถานการณ์ในขณะนั้นเหมือนกับว่าข้าศึกคอย "จ้อง" เราอยู่ตลอดเวลา ถ้ามีโอกาสที่จะซัดเราได้ มันก็จะลงมือทันที โดยไม่สนใจว่าเป็นการเอาใช้อาวุธผิดประเภทคือใช้ปืนใหญ่ยิงทหารราบอย่างไม่คุ้มค่า

 เหตุการณ์หนึ่งที่พันเอกวัฒนชัยจำได้ไม่มีวันลืมก็คือ

 ลูกน้องที่เป็นพลทหาร 2 คน ต้องตกเป็นเหยื่อกระสุนปืนใหญ่ข้าศึก ขณะที่กำลังจะลงจากฐานเพราะป่วยหนักจนไม่สามารถทำการรบต่อไปได้

 "ผมสั่งกับทั้งคู่ว่าอย่าขึ้นไปเดินบนสันเขา เพราะจะเป็นการปรากฏตัวให้ข้าศึกเห็นในลักษณะของเป้าโดดเด่นที่ตัดกับเส้นขอบฟ้า

 เขาระลึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น

 "แต่ลูกน้องทั้งสองคน ซึ่งเป็นพลทหารไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของผมอย่างเคร่งครัด เพราะทั้งคู่ขึ้นไปเดินบนสันเขาและกลายเป็นเป้าให้ทหารฝ่ายตรงข้ามมองเห็นได้อย่างชัดเจน"

 ไม่กี่อึดใจเท่านั้นเอง ปืนใหญ่ของข้าศึกก็ซัดเข้ามายังตำแหน่งดังกล่าวตูมเดียวที่กระสุนถล่ม พลทหารทั้งสองคน ก็กลายเป็นเศษเนื้อปลิวกระจายด้วยอำนาจของปืนใหญ่แบบที่เรียกว่าหาศพไม่เจอ

 ปืนใหญ่ของข้าศึก คือสิ่งที่ริดรอนขวัญกำลังใจของฝ่ายเราเป็นอย่างมาก และผู้บังคับบัญชาระดับสูงก็รู้ว่าทหารบนเนินตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบทุกด้าน

 ร้อยเอกวัฒนชัย ฯ ซึ่งปักหลักอยู่บนเนินนรก จึงยืนยันกับหน่วยเหนือว่าถ้าจะให้ฝ่ายเรารักษาเนินที่มั่นไว้ให้ได้ เราจะต้อง "เคาเต้อร" หรือทำลายปืนใหญ่ข้าศึกให้สำเร็จ

 และกลยุทธ์ในการทำลายปืนใหญ่ที่ได้ผลดีที่สุด ก็คือการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด

 พันเอกวัฒนชัยเล่าว่า

 "เมื่อใหร่ที่ข้าศึกใช้ปืนใหญ่ เครื่องบินเอฟ-5  ของเราจะต้องขึ้น เพราะการยิงปืนใหญ่จะต้องมีควันจากการยิงเป็นการแสดงตำแหน่งที่ตั้งให้นักบินมองเห็นเป้าหมายที่จะทำการโจมตี

 แต่ฝ่ายตรงข้ามก็รู้ว่าเราจะใช้ยุทธวิธีนี้ ดังนั้นพอเอฟ-5 ของฝ่ายเราบินเข้ามาปืนใหญ่ข้าศึกก็จะหยุดยิงทันที

 จากนั้นสิ่งที่พุ่งขึ้นมาแทนก็คือ ห่ากระสุนปืน ปตอ.  รวมทั้งจรวดต่อสู้อากาศยานแบบแซมที่ระดมกันขึ้นมาสกัดกั้นเล่นงานเครื่องบินฝ่ายเรา

 การทำลายปืนใหญ่ด้วยการโจมตีทางอากาศจึงไม่ได้ผล มิหนำซ้ำเรายังเสียเอฟ-5 ไปเครื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องที่พี่สุรศักดิ์  บุญเปรมปรีดิ์ เตรียมทหารรุ่นพี่ของเราเป็นนักบิน"

 เมื่อการทำลายปืนใหญ่ไม่อาจกระทำได้ หนทางสุดท้ายที่จะลิดรอนอำนาจการยิงด้วยอาวุธหนักของข้าศึกก็คือ
 
 ฝ่ายเราจะต้องส่งกำลังเข้าไป "หลังแนว" ข้าศึกเพื่อตัดเส้นทางการส่งกำลังบำรุงในแนวหน้า

 กลยุทธ์นี้จะทำให้ทั้งปืนใหญ่และทหารราบของฝ่ายตรงข้ามขาดแคลน เสบียงอาหารและกระสุนจนไม่อาจทำการรบต่อไปได้อย่างเต็มกำลัง

 จากเดิมที่ปืนใหญ่ข้าศึกมีกระสุนเหลือเฟือ ถึงขนาดใช้ปืนใหญ่ยิงทหารราบแค่สองคน ข้าศึกก็จะอยู่ในภาวะขาดแคลนต้องใช้ปืนใหญ่อย่าง "ประหยัดกระสุน" อำนาจการยิงก็จะถูกกำจัดให้ลดน้อยลงจนกระทั่งหมดไปในที่สุด

 แต่กระนั้นก็ตามแม้ ผบ.ร้อยในสมรภูมิจะมองเห็น "ทางออก"ในการแก้ไขสถานการณ์

 แต่กลยุทธ์นี้ก็กลับไม่ได้ถูกนำมาใช้ ซึ่งพันเอกวัฒนาชัย ฯ อธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า

 "สาเหตุเป็นเพราะว่าในตอนนั้นผู้บังคับบัญชาและหน่วยเหนือต้องการให้สงครามบ้านร่มเกล้าเป็นสงครามจำกัดขอบเขต 

 หากฝ่ายเราส่งพลร่มหรือหน่วยรบพิเศษอ้อมไปหลังแนวข้าศึกเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงก็จะเป็นการ "ขยายสงคราม" เข้าไปสู่ดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน 

 กลยุทธที่กล่าวมาจึงไม่ได้มีการนำมาใช้ ทหารม้าทั้ง 3 กองร้อยที่อยู่บนเนิน 3 แห่งจึงต้องทำการรบต่อไปภายใต้สภาพที่เราเสียเปรียบข้าศึกเช่นเดิม"

 ตอนนั้นแม่ทัพภาค 3 ได้เรียกตัว ผบ.ร้อย ซึ่งอยู่ในแนวหน้าทั้งหมดลงมาร่วมในการวางแผนและท่านได้ตั้งคำถามว่าฝ่ายเราจะสามารถยึดเนิน 1428 ได้หรือไม่ 

 "ผมก็ตอบไปตามตรงว่ายึดได้แน่แต่ต้องเหยียบศพเข้าไปทั้งศพฝ่ายเราและศพข้าศึก เพราะขณะนั้นทหารข้าศึกได้สร้างที่มั่นดัดแปลงแข็งแรงไว้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

 ถ้าเรามุ่งมั่นที่จะยึดที่หมายดังกล่าวให้ได้เราจะต้องทุ่มกำลังเข้าไปอาจจะต้องมากถึง 3 - 4 พันคน เพราะมันคือการเข้าตีต่อเป้าหมายดัดแปลงแข็งแรงภายใต้สภาพพิเศษ

พันเอกวัฒนชัย กับเพื่อนสนิทเหล่าทหารเรือในงานเลี้ยง

 โดยปกติแล้วถ้าเป็นการเข้าตีที่หมายทั่วไป  ฝ่ายเข้าตีจะต้องใช้กำลังมากกว่าฝ่ายตั้งรับประมาณ 3 ต่อ 1 หรืออาจจะเพิ่มเป็น 5 ต่อ 1 หากที่หมายดังกล่าวมีสภาพภูมิประเทศเป็นอุปสรรค 

 แต่ในกรณีที่ข้าศึกซึ่งตั้งรับอยู่ในที่หมายได้สร้างบังเกอร์ และที่มั่นดัดแปลงแข็งแรง ภายใต้สภาพพิเศษ ฝ่ายที่เข้าตีจะต้องใช้กำลังมากกว่าถึงประมาณ 7 ต่อ 1  หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

 แต่ผมเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่เราจะเอาชีวิตคนไปทุ่มแบบนั้น ผมจึงเสนอให้ส่งกำลังอ้อมเข้าไป "หลังแนว" ฝ่ายตรงข้ามแล้วโจมตีตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุง

 ทั้งนี้ก็เพื่อ "โดดเดี่ยว" ทหารข้าศึกที่อยู่บนยอดเนินที่หมายเพื่อให้พวกมันขาดแคลนเสบียงและกระสุนอันจะทำให้อำนาจในการรบอ่อนแอลงจนไม่อาจต้านทานการเข้าตีตรงหน้าของฝ่ายเราได้ในที่สุด

  แม้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะตระหนักดีว่าวิธีการ "ตัดเส้นทาง" ส่งกำลังเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ฝ่ายเราได้รับชัยชนะในเวลาอันสั้น 

 แต่เนื่องจากนโยบายทางด้านการเมืองที่กังวลว่าสถานการณ์สู้รบในสมรภูมิ "บ้านร่มเกล้า" อาจบานปลายไปสู่ "สงครามขนาดใหญ่" ระหว่างสองประเทศ

 ปฏิบัติการทางทหารจึงถูก "จำกัด" ขอบเขตจนไม่สามรถใช้กลยุทธ์ดังที่กล่าวมาข้างต้นได้
 สงครามบ้านร่มเกล้าจึงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือดเหี้ยมเกรียม โดยเฉพาะเหตุการณ์รบในวันที่ 31 มกราคม ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ซึ่งฝ่ายข้าศึกทุ่มกำลังเข้ากำลังเข้าโจมตีที่มั่นของกองร้อยที่ 2  ซึ่งอยู่บนสันเขาจนเกิดการรบ "ละเลงเลือด" ที่สุดในศึกครั้งนี้

 พันเอกวัฒนชัยเล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า

 "กองร้อยที่ 2  มีร้อยเอกสุรพล  ชำนาญจุ้ย  เตรียมทหารรุ่น 20  ซึ่งเป็นรุ่นน้องของเราเป็นผู้บังคับกองร้อย ตอนแรกเราตั้งฐานอยู่ด้วยกัน ต่อมามีคำสั่งให้กองร้อยที่ 1 รุกขึ้นเหนือ เราจึงแยกกำลังออกมาจากกองร้อยที่ 2 แล้วไปสร้างที่มั่นใหม่บริเวณที่ลาดหลังเนิน

 ผมจึงบอกจุ้ยว่าให้ปรับตำแหน่งที่ตั้งฐานใหม่อย่าอยู่ในตำแหน่งเดิมแต่จุ้ยยังไม่ทันที่จะทำก็โดนข้าศึกเล่นงานเสียก่อน

 ในคืนวันนั้นข้าศึกยิงถล่มเข้ามาอย่างหนักแล้วส่งทหารราบเข้าตีแบบทุ่มกำลังเข้าละลายฐาน หรือที่เรียกว่า "โอเวอร์ รัน" 

 ร้อยเอกสุรพลซึ่งเป็น ผบ.ร้อยจึงวิทยุขอกระสุนปืนใหญ่แตกอากาศยิงถล่มเข้ามาในฐานเพื่อทำลายข้าศึก พร้อม ๆ กับที่ฝ่ายเราจะถอนตัวออกมา

 ฝ่ายข้าศึกก็ใช้ปืนใหญ่กระหน่ำเข้าใส่ทหารของฝ่ายเราเช่นกัน ปืนใหญ่ทั้งฝ่ายเราและฝ่ายข้าศึกจึงประเคนลงมาบนฐานของจุ้ยในขณะที่ทหารราบด้านล่างก็รบประจัญบานกันชุลมุน

 พันเอกวัฒนชัยหลับตานิ่งไปครู่หนึ่ง เหมือนกับจะรำลึกนึกถึงรุ่นน้องผู้จากไป

 "สุดท้ายแล้วกองร้อยที่ 2 ก็ถูก "ละลาย" ในการรบ จุ้ยซึ่งเป็น ผบ.ร้อยเสียชีวิต ส่วนพวกที่รอดก็แตกกระเจิงถอยร่นลงมาจากฐาน"

 แต่ยังโชคดีที่ฝ่ายเราสามารถเข้าไปเคลียร์พื้นที่นำศพ ผบ.ร้อยออกมาได้ในวันต่อมา หลังจากการรบละเลงเลือดสิ้นสุดลงโดยร้อยเอกวัฒนชัย นำศพของร้อยเอกสุรพล ชำนาญจุ้ย นายทหารรุ่นน้องมาเก็บไว้ที่กองร้อยคืนหนึ่งก่อนจะนำลงมากระทำพิธีฌาปนกิจในวันที่ 7 กุมภาพันธ์อย่างสมเกียรติ

 กับคำถามที่ว่า การเสียชีวิตของ ผบ.ร้อย 2 กระทบกับความรู้สึกของผบ.ร้อย 1 หรือไม่

 พันเอกวัฒนชัยตอบว่า

 "ถึงจะกระทบแค่ไหนเราก็ต้องเก็บไว้ในใจ เพราะเราเป็นผู้บังคับบัญชาจะแสดงออกมาให้ลูกน้องเห็นไม่ได้ว่าเรารู้สึกอย่างไร

 ตอนนั้นผมคิดว่าคงจะไม่มีโอกาสได้กลับลงมาจากแนวหน้าในสภาพที่ยังมีลมหายใจอีกแล้ว ผมคงจะไม่ได้เห็นกรุงเทพ ฯ อีกต่อไป

 แต่ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะตายเมื่อไรและจะตายอย่างไร

 ชีวิตในตอนนั้นเหมือนกับคนที่ตายไปแล้วครึ่งตัว เราได้ยินได้เห็นได้สัมผัสเส้นแบ่งระหว่าง "ความเป็น" กับ "ความตาย" อยู่ทุกวัน

 บางครั้งเราเห็นลูกน้องถูกอาวุธหนักข้าศึกเสียชีวิตในพริบตา โดยไม่มีโอกาสได้สั่งเสีย บางวันเราก็ต้องทนฟังเสียงลูกน้องร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดตลอดทั้งคืนก่อนจะเงียบไปเมื่อหมดลมหายใจ

 ลูกน้องบางคนถูกสะเก็ดระเบิดขาขาดทั้งสองข้าง โดยที่ไม่สามารถส่งกลับไปยังหน่วยพยาบาลในส่วนหลังได้เพราะไม่มี ฮ. มารับ เราก็ต้องช่วยกันปฐมพยาบาลตามมีตามเกิด ใช้มีดตัดท่อนขาที่เละออกแล้วเอาผ้ารัดห้ามเลือดไว้

 เราทำทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่ายังไงลูกน้องที่บาดเจ็บก็ไม่มีทางรอดแม้จะฉีดมอร์ฟีนแก้ปวดและให้น้ำเกลือประคองชีวิตอย่างสุดความสามารถตั้งแต่ห้าโมงเย็น

 แต่เมื่อถึงตีสาม เสียงโหยหวนก็เงียบไปเมื่อคนเจ็บขาดใจตาย เพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว

 คนที่ตายก็ต้องฝังไว้ในพื้นที่ ยังไม่สามารถนำกลับลงมาได้ คนที่ยังมีลมหายใจก็ทำการรบประชิดติดพันต่อไป

 สงครามที่ "บ้านร่มเกล้า" ในเวลานั้นกลายเป็นข่าวครึกโครม ชนิดที่สถานีโทรทัศน์ทุกช่องหนังสือพิมพ์ทุกฉบับออกข่าวความเป็นไปที่เกิดขึ้นแบบที่เรียกว่า "เกาะติด" สถานการณ์ทุกวัน

 ขณะเดียวกันผู้คนที่อยู่แนวหลังต่างพากันตื่นตัวสมานฉันท์ด้วยกระแส "ชาตินิยม" อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มีการบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อส่งไปช่วยทหารในแนวหน้าเป็นจำนวนมาก ดารานักร้องและศิลปินจากทุกค่ายร่วมกันจัดคอนเสิร์ทการกุศลที่สนามกีฬากองทัพบก ถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ

 พันเอกวัฒนชัยกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

 "ในฐานะที่เป็นทหารและทำการสู้รบอยู่โดยตรง ทุกคนดีใจที่ได้ยินข่าวนี้ เพราะสิ่งของต่าง ๆ ถูกส่งมามากมาย แม้กระทั่งพระเครื่องและเครื่องรางของขลังก็มีคนส่งมาให้

 แต่ของทั้งหมดที่กล่าวมาก็ไปไม่ถึงแนวรบจริง ๆ เพราะเกือบทั้งหมดจะมาตกค้างในฐานใหญ่ทางด้านล่าง ชนิดที่ว่ากองพะเนินเทินทึก โดยไม่สามรถจัดส่งไปยังทหารที่อยู่บนเนินได้

 ส่วนทหารที่อยู่บนเนินก็ไม่สามารถลงมารับของเหล่านั้นได้เช่นกัน เพราะตามหลักแล้ว การส่งกำลังบำรุงจะต้องส่งจาก "ส่วนหลัง" ไปยังแนวหน้า ไม่ใช่ให้แนวหน้ากลับมารับจากส่วนหลัง

 ในฐานะ "ทหารม้า" ที่เคยร่วมรบอยู่ในสมรภูมิบ้านร่มเกล้า พันเอกวัฒนชัยกล่าวว่า

 "ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณพี่น้องประชาชนไทย ที่ได้เสียสละเงินและบริจาคสิ่งของรวมทั้งส่งกำลังใจไปให้กับทหารหาญที่รบอยู่ในแนวหน้า ซึ่งความเป็นไปเหล่านั้นยังอยู่ในความทรงจำของผมและลูกน้องเสมอมา"

 ด้วยเหตุที่สงคราม "บ้านร่มเกล้า" อยู่ในความสนใจของคนไทยทั้งชาติ ซึ่งอยู่ในแนวหลัง การพิจารณามอบ "เหรียญกล้าหาญ" แก่ทหารที่ทำการรบจึงกระทำขึ้น ทั้งที่สถานการณ์ยังไม่สิ้นสุด

 และผู้บังคับกองร้อยที่ 1 จากกองพันทหารม้าคือร้อยเอก "วัฒนชัย คุ้มครอง" ก็ถูกจารึกชื่อไว้ในฐานะนายทหารที่ได้รับ "เหรียญกล้าหาญ" ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่

 พันเอกวัฒนชัยกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

 "ผู้บังคับบัญชาที่เสนอชื่อให้ผมได้รับเหรียญกล้าหาญก็คือพันเอกอุดมชัย องคสิงห ซึ่งในขณะนั้นท่านมีตำแหน่งเป็นรองผู้บังคับการกรมทหารม้าและอยู่ในแนวหน้าใกล้ชิดกับสถานการณ์สู้รบโดยตรง ท่านจึงรับรู้ถึงความเป็นไปต่าง ๆ อย่างละเอียดในตอนที่รองผู้บังคับการกรมส่งชื่อผมไปขอเหรียญกล้าหาญ จุ้ยซึ่งเป็น ผบ.ร้อย 2 เสียชีวิตแล้ว"

  ผมทำการรบกับฝ่ายตรงข้ามอยู่บนเนินต่อไปจนกระทั่งถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์

 หน่วยเหนือจึงมีคำสั่งให้ผมลงมาจากแนวเพื่อกลับเข้ากรุงเทพซึ่งมีการจัดพิธีประดับ "เหรียญกล้าหาญ" โดยนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษในปัจจุบันเป็นผู้ประดับเหรียญให้ด้วยตนเอง

 หลังเสร็จพิธีในวันนั้นผมก็ได้ไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ เพื่อนนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 19  ซึ่งเป็นนายตำรวจและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

 เพื่อน ๆ จากเหล่าทัพต่าง ๆ ที่ไปร่วมงานที่วัดตรีทศเทพในเย็นวันนั้นเข้ามาจับมือแสดงความยินดีให้กำลังใจและกล่าวอวยพรให้ผมแคล้วคลาดจากอันตราย  เพราะทุกคนรู้ดีว่า ผมจะต้องกลับไปทำการรบที่บ้านร่มเกล้าต่อไปในวันรุ่งขึ้น

 กับคำถามที่ว่าเคยคิดมาก่อนหรือไม่ว่าตนเองจะได้รับเหรียญจากการปฎิบัติหน้าที่ในสมรภูมิ ทั้งที่การรบยังไม่สิ้นสุดลง

 อดีตนายทหารม้ากระดูกเหล็กให้คำตอบว่า

 "ผมกล้ายืนยันว่าใครก็ตามที่ได้ไปอยู่ภายใต้สถานการณ์ เดียวกับผมและต้องจับปืนต่อสู้กับข้าศึกได้เห็นลูกน้องบาดเจ็บล้มตายต่อหน้าต่อตาจะไม่มีแก่ใจมานั่งคิดหรอกว่าตนเองจะได้เหรียญกล้าหาญหรือรางวัลใด ๆ เป็นเครื่องตอบแทน

 เพราะสิ่งที่เป็นความมุ่งมั่นอยู่ในขณะนั้นก็คือทำอย่างไรภารกิจจึงจะสำเร็จลุล่วง

 ทำอย่างไรจึงจะรอดพ้นอันตรายจากอาวุธหนักนานา ๆ ชนิดของข้าศึก ที่ยิงถล่มเข้าใส่ในทุกครั้งที่นำกำลังเข้าโจมตีที่หมาย

 แต่เมื่อผู้บังคับบัญชาเห็นว่าเราเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตทำการรบกับข้าศึกทั้งที่เสียเปรียบโดยไม่ย่อท้อ

 ท่านจึงทำเรื่องเสนอขอเหรียญกล้าหาญให้เป็นสิ่งตอบแทนซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่คิดมาก่อน แต่เราก็ภูมิใจที่เหรียญกล้าหาญนี้เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่กำลังของฝ่ายเราทั้งหมดในภาพรวม

 เหตุการณ์ในจุดไหนที่คิดว่าเป็น "จุดสำคัญ" ที่ทำให้ผู้บังคับบัญชาเห็นว่าควรจะได้รับเหรียญกล้าหาญ ?

 "อันนี้ไม่ทราบจริง ๆ เพราะตลอดทั้ง 73 วันที่การรบดำเนินไปอย่างยืดเยื้อในความรู้สึกของผมสถานการณ์มันเกือบจะเหมือนกันทุกวัน กล่าวคือ

 ฝ่ายเราเคลื่อนกำลังออกจากฐานที่มั่นเพื่อโจมตีเป้าหมาย ซึ่งเป็นภารกิจที่ยากลำบาก มีโอกาสบาดเจ็บล้มตายได้ทุกวินาที เพราะฝ่ายที่เข้าตีไม่มีอะไรเป็นเครื่องกำบังต้องเคลื่อนตัวเข้าไปในพื้นที่โล่งแจ้งต้องบุกเข้าไปหาข้าศึกซึ่งวางแนวยิงตั้งรับรออยู่แล้ว 

 บางทีอาจจะเป็นเพราะจุดนี้ก็เป็นได้ที่ทำให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ

 เพราะการตั้งฐานที่มั่นและทำการรบโดยเป็นฝ่ายรับกับการเป็นฝ่ายบุกเข้าโจมตีทุกวันครั้งแล้วครั้งเล่า อันหลังถือเป็นการ "เสี่ยงอันตราย" และต้องใช้ความมุ่งมั่นห้าวหาญมากกว่า

 ผมคิดว่าถ้าเปลี่ยนภาพเป็น "มุมกลับกัน" โดยให้กองร้อยของผมไปตั้งฐานอยู่บนเนินและทำการรบแบบตั้งรับ โดยไม่ต้องบุกเข้าโจมตีข้าศึกเป็นเวลา 73 วัน ถึงแม้จะเป็นการตั้งฐานรบอยู่ในแนวหน้าและสามารถยันข้าศึกไว้ได้ผู้บังคับบัญชาก็คงจะไม่ขอเหรียญกล้าหาญให้ผู้บังคับกองร้อยเป็นแน่

 คิดว่าตนเองรอดมาได้เพราะอะไรทั้งที่ต้องเผชิญกับอันตรายทุกวัน ?

 "ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรอดมาได้ทั้งที่มีหลายครั้งที่รู้สึกท้อใจและคิดว่าคงจะไม่ได้กลับมาเห็นหน้าแม่

 ในตอนนั้นแม่ของผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำเลยว่าเราไปรบอยู่ที่บ้านร่มเกล้าแล้วต้องเจอกับอะไรบ้าง จนกระทั่งมีชื่อลงในหนังสือพิมพ์ว่าได้รับเหรียญกล้าหาญแม่จึงรู้

 เมื่อผ่านพ้นเหตุการณ์นั้นมาได้แล้วมองย้อนกลับไปในอดีตรู้สึกอย่างไร ?

 "ความรู้สึกที่มากที่สุดก็คือ สงสารและเห็นใจครอบครัว ญาติมิตรของลูกน้องที่ต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บพิการมาจนทุกวันนี้ เราเองอยู่ในฐานะที่โชคดีกว่าพวกเขาที่ไม่ได้เป็นอะไรเลย

 ฉะนั้นอะไรก็ตามที่เราพอจะช่วยเหลือเกื้อกูลครอบครัวลูกเมียของเขาได้เราก็จะทำอย่างเต็มที่เท่าที่เราจะสามารถทำได้

 อย่างเช่น ลูกชายของลูกน้องบางคนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้นอยากเข้าโรงเรียนนายสิบทหารบกเพื่อเจริญรอยตามพ่อ เราก็ให้ความช่วยเหลือโดยแนะนำกับผู้ใหญ่ให้

 เรากราบเรียนท่านว่า พ่อของเด็กคนนี้ตายในการรบที่บ้านร่มเกล้า ท่านก็กรุณาให้ความอนุเคราะห์สนับสนุนจนเด็กได้เป็นนักเรียนนายสิบสมปรารถนา

 ชีวิตการรับราชการหลังจากเหตุการณ์สงบลงกับการที่ได้ชื่อว่าเป็น "นักรบเหรียญกล้าหาญ" จากสมรภูมิร่มเกล้ามีผลอย่างไรหรือไม่ 

 "ใหม่ ๆ มันก็อาจจะมีบ้างในแง่ที่ว่ามีคนรู้จักเรา  แต่หลังจากนั้นทุกอย่างก็เป็นไปตามปกติ  แต่โดยส่วนตัวแล้วเราเองก็ไม่ได้นึกน้อยเนื้อต่ำใจอะไรทั้งสิ้น

 พันเอกวัฒนชัยกล่าวในน้ำเสียงปกติ

 "เพราะที่ผ่านมาแค่นี้ก็พอใจและภูมิใจแล้วที่ได้เป็นชายชาติทหารอย่างสมบูรณ์แบบ ได้รับใช้ชาติ ได้ทำการรบจริง ๆ กับข้าศึกที่ล่วงล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทยจนได้รับเหรียญกล้าหาญเป็นเครื่องตอบแทน ผมถือว่าเป็น "จุดสูงสุด" ในชีวิตการรับราชการทหารของผมแล้ว"

 ส่วนเวลาที่ยังเหลืออยู่อีก 12 ปีก่อนเกษียณอายุราชการจะเป็นอย่างไร ก็ปล่อยไปตามวิถีของมัน ไม่คิดจะดิ้นรนหรือทะเยอทะยานใด ๆ ทั้งนั้น

 เมื่อพูดถึงสมรภูมิ "บ้านร่มเกล้า" แล้วหากไม่ถามถึงคำร่ำลือที่ว่ามีการ "ทิ้งระเบิดผิด" จนทำให้ฝ่ายเดียวกันต้องสูญเสียก็คงกระไรอยู่ เกี่ยวกับเรื่องนี้พันเอกวัฒนชัยอธิบายว่า

 "ทุกครั้งที่มีการพูดคุยเรื่องบ้านร่มเกล้า สิ่งที่ทุกคนจะต้องถามก็คือ จริงหรือไม่ที่พูดกันว่านักบินกองทัพอากาศทิ้งระเบิดใส่ทหารม้าจน "ละลาย" ไปเป็นกองร้อย

 ผมตอบได้เลยว่ามันจะไม่ได้สูญเสียมากมายอะไรถึงขนาดนั้น แต่การทิ้งระเบิดผิดพลาดก็เกิดขึ้นจริง และมันไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเป็นความผิดของเพื่อนเราที่เป็นทหารอากาศ

 เพราะโดยหลักการของ "โคลส แอร์ ซัพพอร์ท" หรือการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดเป้าหมายภาคพื้นดินเพื่อสนับสนุนกำลังของฝ่ายเดียวกันเขาจะมีกฏเกณฑ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับ "เซฟตี้ แฟคเต้อร" หรือระยะปลอดภัยที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน

 โดยทั่วไปแล้วเท่าที่รู้มาฝ่ายเราจะต้องอยู่ห่างจากตำแหน่งเป้าหมายที่จะมีการทิ้งระเบิดอย่างน้อย 1.5 กิโลเมตร ซึ่ง "ระยะปลอดภัย" ที่กล่าวมาเป็นระยะบนแผนที่ในทางราบ

 แต่ในพื้นที่บ้านร่มเกล้าซึ่งเป็นสมรภูมิจริงเป็น "ภูเขาสูง" ระยะปลอดภัย 1.5 กิโลเมตร จึงแตกต่างจากการวัดระยะในทางราบ

 และที่สำคัญก็คือสถานการณ์มันเป็นการสู้รบในลักษณะประชิดติดพันฝ่ายเราต้องเสี่ยงเกาะติดอยู่ใกล้กับข้าศึกตลอดเวลา

 การจะล่าถอยออกมาให้ห่างจากพื้นที่เป้าหมายตามระยะที่กำหนดในเซฟตี้ แฟคเต้อร บางครั้งมันก็ไม่อาจทำได้อย่างทันเวลา

 ความผิดพลาดจากการโจมตีทางอากาศจึงเกิดขึ้นซึ่งทุกฝ่ายก็เข้าใจความเป็นไปในจุดนี้

 เรื่องการ "ทิ้งระเบิดผิด" หรือการยิงผิดพลาดจนทำให้เกิดความสูญเสียต่อฝ่ายเดียวกัน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้วและจะเกิดขึ้นต่อไป ในอนาคตไม่ว่าจะเป็นสงครามในสมรภูมิใดก็ตาม

 เพราะขนาดกองทัพสหรัฐที่ว่ามีเทคโนโลยีทันสมัย มีระบบจีพีเอส. แสดงตำบลที่และภาพการรบได้แบบที่เรียกว่า "เรียล ไทม์" แต่ก็ยังมีการโจมตีผิดพลาดเนือง ๆ อย่างที่ปรากฏเป็นข่าวให้เราได้รู้ ไม่ว่าจะเป็นสมัยสงครามเวียดนาม หรือสงครามอ่าวเปอร์เซียทั้ง 2 ครั้งก็ตาม

 ส่วนของเราเองการทิ้งระเบิดผิดพลาดก็มีมาแต่ครั้งโบราณประวัติศาสตร์ทางทหารก็เคยบันทึกไว้ว่า

 สมัยที่เรือหลวง "ธนบุรี" รบกับเรือลามอตปิเกร์ของฝรั่งเศสที่เกาะช้างนักบินของกองทัพอากาศยังเข้าใจ
ผิดคิดว่าเรือธนบุรีเป็นข้าศึกและทิ้งระเบิดซ้ำลงมา

 ดังนั้นในทุกครั้งที่มีคนถามเรื่องนี้ผมจะยืนยันคำพูดเดิมที่ว่า

 "มันเป็นเรื่องธรรมดาในสงคราม เป็นเหมือนข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา"

 เพราะไม่ว่าคุณจะทำอะไร ถ้าสิ่งที่คุณทำมีคนร่วมอยู่ด้วยมากกว่าสองคนขึ้นไปโอกาสที่จะกระทบกระแทกกันเองย่อมมีอยู่เสมอ

 เช่นนักฟุตบอลในทีมเดียวกันก็อาจจะวิ่งชนกันเอง เพียงแต่ว่าผลของข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นนอกสนามรบมันไม่ได้จบลงด้วยการเสียชีวิตและบาดเจ็บเหมือนกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในสนามรบ

พันเอกวัฒนชัย ในงานรุ่นเตรียมทหาร

  ถึงแม้สงคราม "บ้านร่มเกล้า" จะสิ้นสุดลงไปแล้วเกือบ 20 ปี

 แต่คนจำนวนหนึ่งซึ่งมีทัศนคติไม่ดีต่ออาชีพทหารยังคงสบประมาท และดูแคลนบุคคลในเครื่องแบบด้วยการใช้คำพูดเย้ยหยันเป็นทำนองว่า  "ไทยรบแพ้ข้าศึก" ที่บ้านร่มเกล้า

 เกี่ยวกับเรื่องนี้พันเอกวัฒนชัยนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มจาง ๆ พร้อมกับกล่าวว่า

 "ไม่เคยมีใครมาพูดแบบนี้ใส่หน้าผมนะ แต่ถ้าวันหนึ่งเกิดมีใครสักคนมาพูดจาอย่างที่ว่า ผมก็คงจะเอากำปั้นยัดปากหมอนั่นสักตูมแน่ ๆ"
 น้ำเสียงนั้นทีเล่นทีจริง

 "จริง ๆ แล้วฝ่ายตรงข้ามผมยืนยันได้เลยว่า สงครามบ้านร่มเกล้าเราไม่ได้เป็นฝ่ายแพ้ทหารไทยไม่ได้ปราชัยทหารฝ่ายตรงข้าม

 แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างเราจึงไม่สามารถบอกกับพี่น้องประชาชนได้ทั้งหมดว่า เราทำอะไรลงไปบ้าง

 ในช่วงเวลานั้นคนทั่วไปจึงรับรู้ข่าวโดยผิวเผินและมองภาพแค่ว่า เราเอาชนะข้าศึกไม่ได้จึงต้องมีการเจรจา

 แต่ในความเป็นจริงแล้วฝ่ายตรงข้ามยอมเจรจากับไทยก็เพราะสถานการณ์ในแนวรบเปลี่ยนแปลงไป

 พวกเขาเริ่มเป็นฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำเสียเปรียบ เพราะในช่วงท้าย ๆ ของเหตุการณ์เมื่อการรบยืดเยื้อจนดูเหมือนว่าจะหา "จุดจบ" ไม่เจอ ฝ่ายเราจึงได้ตัดสินใจปฏิบัติการตามยุทธวิธีที่ควรจะทำ นั่นคือการส่งกำลังเข้าไป "หลังแนว" ข้าศึกเพื่อตัดเส้นทางการส่งกำลังบำรุงของศัตรู

 ตอนนั้นเราเข้าไปถึง "เขตหลัง" ของฝ่ายตรงข้ามแล้วด้วยซ้ำ อีกทั้งยังโจมตีเรือข้าศึกที่แล่นอยู่ในแม่น้ำเพื่อส่งกำลังบำรุงให้กับพวกที่อยู่ในบ้านร่มเกล้า

 เราใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดทำลายเครือข่ายการส่งกำลังบำรุงทุกอย่างเพื่อบีบบังคับให้ข้าศึกยอมเจรจา ซึ่งในที่สุดมันก็ได้ผล

 "ฉะนั้นผมจึงยืนยันว่าสงครามบ้านร่มเกล้า ไทยไม่ได้แพ้ข้าศึก

 พันเอกวัฒนชัยกล่าวอย่างหนักแน่น

 "ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถทำลายล้างกำลังข้าศึกที่อยู่ในพื้นที่มีปัญหาให้ราบพนาสูญได้ทั้งหมดก็ตาม

 แต่เราก็ประสบความสำเร็จตามความมุ่งหมายที่เราตั้งไว้ นั่นคือการบีบบังคับให้ข้าศึกยอมเจรจา ซึ่งการเจรจาจะไม่เกิดขึ้นเลยหากฝ่ายตรงข้ามมิได้ตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบเราในสนามรบอย่างที่ผมกล่าวมาข้างต้น"

 ในช่วงท้ายของการสนทนากันอย่างยาวนาน

 พันเอกวัฒนชัยซึ่งรับราชการอยู่ที่ศูนย์รักษาความปลอดภัยในปัจจุบันกล่าวย้ำกับผู้เขียนว่า

 "เรื่องราวจากเหตุการณ์จริงทั้งหมดที่ผมเล่ามา ก็เพื่อเทิดทูนและรำลึกนึกถึงวีรกรรมของเหล่าทหารหาญที่ได้พลีชีพเพื่อชาติในการรบครั้งนั้น รวมทั้งครั้งอื่น ๆ ที่ผมเคยประสบมา

 ผมไม่ประสงค์ที่จะต่อว่าหรือติเตียนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการ ณ สมรภูมิร่มเกล้า ผมรู้ว่าทุกคนต่างพยายามทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลังความสามารถจนกระทั่งสถานการณ์ยุติลงในท้ายที่สุด

 ผมก็เหมือนกับเพื่อนทหารทุกคนที่ยึดมั่นในคำปฏิญาณเดียวกันว่าเราคือทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
 
 เราเป็นทหารที่พร้อมจะรบเพื่อปกป้องผืนปฐพีไทยเยี่ยงบรรพบุรุษในอดีตที่ได้เคยเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อรักษาบ้านเกิดเมืองนอนไว้ให้เรามาจนทุกวันนี้

 และในฐานะที่เป็นทหาร ผมถูกปลูกฝังให้รักษา "เกียรติยศ" และศักดิ์ศรีแห่งเครื่องแบบ ดำรงไว้ซึ่งความแกล้วกล้าอาจหาญ เพื่อให้เป็นไปตามคำกล่าวที่ว่า

 "หากสูญเสียเกียรติศักดิ์ หลายสิ่งจะสูญสิ้น

 แต่หากหมดสิ้นซึ่งความกล้าหาญ

 ทุกอย่างจะสูญสลายไปตลอดกาล"

 แม้ในวันนี้และแนวโน้มของความเป็นไปในวันข้างหน้าโอกาสที่ "สงครามเต็มรูปแบบ" ซึ่งเป็นการรบขนาดใหญ่ คงจะเกิดขึ้นได้ยาก

 แต่ความจำเป็นของการมี "บุรุษชาติทหาร" ที่พร้อมจะพลีชีพเพื่อปกป้องชาติบ้านเมืองยังคงดำรงอยู่ต่อไปและเรื่องราวจากประสบการณ์ของนักรบเลือดทหารม้าอย่างพันเอก "วัฒนชัย คุ้มครอง" คงจะเป็นหนึ่งในแบบอย่างให้ลูกผู้ชายชาวไทยผู้สวมเครื่องแบบทั้งมวลได้ยึดถือก้าวตาม.. สืบไป

เนื่องจากบทความนี้เป็นลิขสิทธิ์อัน ชอบธรรมของผู้เขียน และอาจะมีการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลบ้างตามความเหมาะสม ในการนำบทความไปเผยแพร่ในเว็บไซต์อื่นๆ จึงขอความร่วมมือให้ใช้วิธีการคัดลอกเฉพาะ Link หรือ URL Address แทนการคัดลอกบทความทั้งหมด  หากมีการคัดลอกไปในลักษณะแอบอ้างเป็นผู้เขียน หรือมีเจตนาอื่นใดที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อทางเว็บ iseehistory.com แล้ว จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย

กระทู้ที่เกี่ยวข้อง

  • (ยังไม่มี)

 
เรียนเชิญสมาชิกร่วมแสดงความคิดเห็นที่ด้านล่างสุดของหน้าเว็บ (ต้องสมัครและ Login ก่อน) ผู้ชมทั่วไปหรือสมาชิกที่ต้องการโพสต์รูป เชิญร่วมแสดงความเห็นได้ที่เว็บบอร์ด "คุยกันหลังฉาก" ในกระทู้ที่มีอยู่แล้ว หรือ สร้างกระทู้ใหม่ (คลิกที่นี่) ครับ

หากเป็นสมาชิก Facebook แสดงความเห็นได้ในฟอร์มข้างล่างนี้ครับ

 




บทความเสริมความรู้ทั่วไป

ร้อยตำรวจเอกธรณิศ ศรีสุข ยอดวีรบุรุษ ตชด. วันที่ 02/07/2010   21:44:35
Robinson Crusoe 1997 - ความเป็นมนุษย์ วันที่ 26/05/2012   10:55:36
พงศาวดารมอญพม่า จาก ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑ วันที่ 21/04/2012   10:42:18 article
พระนเรศวรฯ กับเมืองละแวก ใน พงศาวดารละแวก ฉะบับแปล จ.ศ. ๑๑๗๐ วันที่ 21/04/2012   10:43:01 article
Beau Brummell: The Charming Man 2006 หนุ่มเจ้าสำอาง วันที่ 24/09/2015   22:37:44
เรื่องของฮิตเลอร์ และ เอวา บราวน์ วันที่ 24/09/2015   22:37:10
Fanny Hill การผจญภัยในโลกีย์ วันที่ 24/09/2015   22:36:45
The Marriage of Figaro วิวาห์ฟิกาโร วันที่ 24/09/2015   22:36:10
แนะนำบทความประวัติศาสตร์ที่ simple.wikipedia.org วันที่ 21/04/2012   10:44:07 article
ยศและเครื่องหมายยศทหารเยอรมันสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (Wehrmact Heer & Waffen SS) วันที่ 21/04/2012   10:47:26 article
ประวัติศาสตร์กับภาษาต่างประเทศ วันที่ 21/04/2012   10:50:53 article
บางประเด็นจากการไปฟังบรรยายเรื่องพิพิธภัณฑ์โรงเรียนเทพศิรินทร์ วันที่ 21/04/2012   10:52:53 article
หลักฐานประวัติศาสตร์และการวิเคราะห์หลักฐานประวัติศาสตร์ วันที่ 21/04/2012   10:51:49 article
MP40 กับ PPSh-41 และปืนกลมืออื่นๆ อีก 3 แบบ วันที่ 21/04/2012   10:54:27 article
คลีโอพัตรา ตอนที่ 4 : ฟาโรห์องค์สุดท้ายของอียิปต์ - ผู้หญิงที่โลกไม่มีวันลืม (สรุป) วันที่ 09/01/2011   19:31:10
มิติของเวลาในประวัติศาสตร์ วันที่ 27/02/2009   22:33:10
แล้วผมต้องทำอะไรกับประวัติโรงเรียนเทพศิรินทร์? วันที่ 21/04/2012   10:53:38 article
นางเอกอมตะตลอดกาล 25 คนแรก ของฮอลลีวู้ด (1) วันที่ 14/05/2012   21:45:30
เมื่อ Don Quixote de Lamancha ปะทะ เล่าปัง (2) วันที่ 14/05/2012   21:44:31
เมื่อ Don Quixote de Lamancha ปะทะ เล่าปัง วันที่ 14/05/2012   21:43:48
ภาพยนตร์รัสเซีย "Battle of Kursk" ศึกรถถังที่ใหญ่กว่า "Battle of the Bulge" วันที่ 21/04/2012   11:00:38 article
อธิบายเบื้องต้นเกี่ยวกับคำศัพท์หน่วยทหาร วันที่ 21/04/2012   11:01:41 article
"บางระจัน่" จากพระราชพงศาวดาร 2 ฉบับ วันที่ 05/05/2012   09:30:38 article
ราชทูตปรัสเซียเยือนสยามสมัยร.๔ ก้าวแรกสัมพันธ์ไทย-เยอรมัน วันที่ 21/04/2012   11:08:02 article
พระราชดำรัสเนื่องในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 20 พฤษภาคม 2535 วันที่ 05/05/2012   09:40:33 article
ทดสอบการแปลยศทหารบกจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยด้วยโปรแกรมพจนานุกรมดิจิตอล วันที่ 05/05/2012   10:17:45 article
ตำราพิชัยสงครามของไทย วันที่ 10/05/2012   11:22:47
ภาพตัวอย่างเครื่องแบบทหารเยอรมันสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 วันที่ 05/05/2012   10:16:51 article
"ไทยรบเขมร" ใน "ไทยรบพม่า" วันที่ 05/05/2012   10:13:48 article
อวสาน บิสมาร์ค วันที่ 10/05/2012   11:26:55
ชีวประวัติกับประวัติศาสตร์ วันที่ 05/05/2012   10:04:25 article
สืบเนื่องจาก "ELSID" วันที่ 14/05/2012   21:41:48
เจงกิสข่าน ผู้ยิ่งใหญ่ (2) วันที่ 14/05/2012   21:40:37
เจงกิสข่าน ผู้ยิ่งใหญ่ วันที่ 14/05/2012   21:39:44
เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ วันที่ 14/05/2012   21:38:54
การรบแห่งสตาลินกราด วันที่ 10/05/2012   11:28:24
Bangkok mean time เวลามาตรฐานชาติแรกของโลก ณ พระที่นั่งภูวดลทัศไนย วันที่ 10/05/2012   11:30:18
เครื่องบินรบไทยในสงครามอินโดจีน วันที่ 10/05/2012   11:37:11
Little Boyและfatman คู่หูมหาปลัย วันที่ 10/05/2012   11:34:40
BATTEL OF MIDWAY ยุทธนาวีทางอากาศที่เกาะมิดเวย์ จุดเปลี่ยนสงครามแปซิฟิค วันที่ 21/08/2010   22:07:52
พลูโตในยุคสมัยต่างๆ (www.horauranian.com) วันที่ 29/09/2008   21:37:10
กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ผู้ตั้งชื่อ "เดือน" ของไทย วันที่ 00/00/0000   00:00:00
ความเป็นมา วันสตรีสากล ๘ มีนาคม และ ผู้ให้กำเนิดวันสตรีสากล วันที่ 08/03/2014   08:50:05
คลีโอพัตรา ตอนที่ 1: ราชินีสาว นางพญาแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์ ฟาโรห์องค์สุดท้ายของอิยิปต์ และผู้หญิงที่สวยที่สุดในประวัติศาสตร์ วันที่ 09/01/2011   19:31:53
พันโททวี ปูรณโชติ ขุนศึกแห่งลุ่มน้ำซุยคา วันที่ 21/08/2010   22:09:01
พันโทเจริญ ทองนิ่ม วีรบุรุษพลร่ม วันที่ 21/08/2010   22:09:29
เรือเอกประทีป อนุมณี "ประดู่เหล็กแห่งดูซงญอ" วันที่ 21/08/2010   22:09:57
วีรกรรมดอนแตง วันที่ 21/08/2010   22:10:41



1

ความคิดเห็นที่ 1 (101630)
avatar
Amorn@invethailand.com

ผมรับราชการทหารในเหล่า ทหารปืนใหญ๋ แต่ก็เคยอยู่ในภาวะเดียวกับ น้องวัฒนชัย คือถูกยิงจากอาวุธทุกชนิดของ ข้าศึก รวมทั้งรถถัง และ ระเบิดจากเครื่องบินฝ่ายเดียวกัน ผมโชคดีเหมือนกัน แต่เป็นนักรบนิรนาม จึงไม่มีเหรียญหรือความชอบ  ผมเกษียณอายุเมื่อ ปี๒๕๔๐ เพิ่งมีโอกาสได้ทราบเรื่องยุทธการนี้ จากผู้ไปรบ คือน้อง วัฒนชัย  ขอบคุณ และชื่นชมในตัวน้องที่สุดครับ.....ขอให้น้อง วัฒนชัย ได้มีโอกาส ได้เปลี่ยนแปลงการฝึกทหาร ทุกชั้น ยศ ในแนวทางที่น้อง ประสงค์....จาก พี่ จปร.๙คนหนึ่ง ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Amorn@invethailand.com (amorn-at-invethailand-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2011-06-15 21:27:27



1


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
| WW II Europe | WW II Asia | WW I | Vietnam War | ประวัติศาสตร์ไทย | บทความจากสมาชิก | คุยกันหลังฉาก | บทความทั้งหมด |

สนใจร่วมเขียนบทความในเว็บไซต์ เชิญอ่าน แนวทางการร่วมเขียนบทความ ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์

Custom Search



eXTReMe Tracker