dot
dot
เว็บภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน
dot
dot
สมาชิก Webboard/Blog
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletข้อตกลงการเป็นสมาชิก
bulletเว็บบอร์ด-คุยกันหลังฉาก
bulletเว็บบอร์ด-Games ย้อนยุค
bulletเว็บบอร์ด-ชุดจำลองประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-หนังสือประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-เพลงประวัติศาสตร์
bulletคำถาม/คำตอบ ล่าสุด
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
dot
สงครามโลกครั้งที่ 2
dot
bulletสมรภูมิยุโรป (สัมพันธมิตรVSเยอรมัน-อิตาลี)
bulletสมรภูมิแปซิฟิก-เอเชีย (สัมพันธมิตรVSญี่ปุ่น)
dot
ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อื่นๆ
dot
bulletสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
bulletประวัติศาสตร์ไทย
bulletประวัติศาสตร์อเมริกันยุคเริ่มแรก
bulletสงครามเวียดนามและอินโดจีน
bulletตะวันตกโบราณ (กรีก โรมัน ฯลฯ)
bulletประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
bulletเอเชียโบราณ
bulletประวัติศาสตร์อื่นๆ (ยังไม่แยกหมวดหมู่)
bulletคลิปความรู้จาก YouTube
dot
เรื่องอื่นๆ
dot
bulletบทความเสริมความรู้ทั่วไป
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletผู้จัดทำ
bulletผังเว็บไซต์ (Site Map)
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
bulletถาม-ตอบ (FAQs) (โปรดอ่านก่อนตั้งกระทู้หรือสมัครสมาชิก)
bulletร้านค้าออนไลน์
bulletแบ่งปัน Album
dot
ลิงค์ต่างๆ
dot
bulletHistory on Film
bulletกองบิน 21 กองพลบิน 2
bulletIELTS British Council
bulletIELTS IDP
bulletMUIC




โหราศาสตร์ยุคไอที


เว็บแลกลิงค์อื่นๆ


BATTEL OF MIDWAY ยุทธนาวีทางอากาศที่เกาะมิดเวย์ จุดเปลี่ยนสงครามแปซิฟิค
วันที่ 21/08/2010   22:07:52

โดย จ่ากองร้อย

 

 

 

 

 

 

 

1 ปีกับ 2 เดือนนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้นเมื่อเยอรมันนีโจมตีโปแลนด์   สงครามทางแปซิฟิคก็เกิดขึ้นเมื่อญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐฯที่อ่าวเพิร์ลทำให้สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสงครามโลกอย่างแท้จริง

ชัยชนะของญี่ปุ่นที่อ่าวเพิร์ลเป็นชัยชนะเพียงครึ่งเดียว  เพราะไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯสูญเสียแม้แต่ลำเดียว   การโจมตีทั้งสองระลอกทางอากาศทำให้สหรัฐฯเสียเรือประจัญบานไป 8 ลำและเครื่องบินรบอีกจำนวน 188 เครื่อง เสียหายอีก159 เครื่อง       เมื่อเทียบกำลังทางแปซิฟิคของสหรัฐฯยังมีเรือประจัญบานเหลืออยู่อีก 9 ลำ เรือลาดตระเวน 24 ลำ เรือพิฆาต 80 ลำที่ยังไม่บุบสลายเลยแม้แต่น้อย   นายพลเรือยามาโมโต (Isoroku Yamamoto) แม่ทัพเรือญี่ปุ่นที่ใช้ยุทธวิธีเด็ดขาดของเขา     คือการโจมตีฉับพลันรุนแรงไม่ให้ข้าศึกรู้ตัวโดยอำนาจการรบที่สูงกว่า         แต่สิ่งหนึ่งที่ยามาโมโตกังวลมาตลอดคือความสามารถอันยิ่งใหญ่ทางอุตสาหกรรมของสหรัฐฯที่สามารถสร้างกำลังรบขึ้นมาทดแทนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเขาเองเคยพยากรณ์ล่วงหน้าไว้ว่าญี่ปุ่นจะชนะเด็ดขาดก็ต้องเร่งภายใน 6 เดือนแรก  หลังจากนั้นสหรัฐฯจะตั้งตัวได้ และไม่รับประกันผลการสู้รบหลังจากนั้น  คำพยากรณ์ของเขาถูกต้องเพราะอีก 6 เดือนต่อมา   เขาต้องพ่ายแพ้ทั้งทางยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ในยุทธนาวีทางอากาศที่มิดเวย์

หลังเพิร์ลฮาเบอร์กองเรือญี่ปุ่นเก็บกวาดชัยชนะไปทั่วแปซิฟิค  อย่างไรก็ตาม ปัญหาอันสำคัญของญี่ปุ่นคือกองเรือแปซิฟิคของสหรัฐฯโดยเฉพาะกองเรือบรรทุกเครื่องบินยังอยู่ในฐานะที่จะต่อต้านและรบกวนการบุกของญี่ปุ่นได้   ยามาโมโตกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะดึงกองเรือสหรัฐฯออกมาทำลายเสียให้หมดขวากหนาม  ยามาโมโตทราบดีว่าทุกชั่วโมงที่สูญเสียไปในการเข้ายึดหมู่เกาะต่างๆ   เรือบรรทุกเครื่องบิน เรือรบและอากาศยานของสหรัฐฯ กำลังทยอยออกจากอู่ต่อเรือและโรงงานอุตสาหกรรมหนักมากขึ้นทุกที    โดยเฉพาะการปรากฏตัวของเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่คือเรือฮอร์เนตที่นำเครื่องบิน บี 25  จำนวน 15 เครื่องมาโจมตีโตเกียวเมื่อ 18 เมษายน 1942 แม้ญี่ปุ่นจะไม่เสียหายอะไรนัก  แต่เป็นการตอกย้ำความกังวลของยามาโมโตที่ว่าภายใน3 เดือนเศษหลังเพิร์ลฮาเบอร์สหรัฐฯสามารถผลิตเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือรบอื่นๆขึ้นมาทดแทนการสูญเสียได้แล้วและยังอยู่ในฐานะที่จะทำการรุกรานแผ่นดินแม่ของญี่ปุ่นได้อีกด้วย

ยามาโมโตต้องเสียเวลาให้กับแผนการของกองทัพบกที่เตรียมการบุกออสเตรเลียทำให้เขาต้องส่งกำลังทางเรือกระจายออกไปเพื่อเข้าสนับสนุนการยึดพอร์ตเมอร์เรสบี้        แต่ยามาโมโตก็ไม่ทิ้งแนวคิดที่จะโจมตีทางเรืออย่างฉับพลันอีกครั้งและ หาทางเอากองเรือสหรัฐฯออกมาสู้และทำลายเสีย   เสนาธิการของเขาร่างแผนอย่างเร่งด่วน  ขณะที่การบุกพอร์ตเมอร์เรสบี้ยังกำลังอยู่ในขั้นเตรียมการ  ยุทธการโจมตีและยึดเกาะมิดเวย์ก็ได้ถูกร่างขึ้นแล้ว

ญี่ปุ่นได้เปรียบสหรัฐฯในด้านกำลังรบโดยเฉพาะเรือบรรทุกเครื่องบินที่มีถึง 11 ลำในขณะที่สหรัฐฯมีเพียง 5 ลำ คือ เรือซาราโตกา,ยอร์คทาวน์,เล็กซิงตัน,เอนเตอร์ไพรส์,และฮอร์เนต     ก่อนหน้านี้สหรัฐฯได้เสียเรือแลงค์ลีไปแล้วในการถอยร่นจากการรบในเกาะชวามิหนำซ้ำเรือซาราโตกาถูกเรือดำน้ำญี่ปุ่นโจมตีเสียหายหนักจนต้องเข้าอู่ซ่อมเมื่อ11มกราคม 1942     นักบินญี่ปุ่นทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือก็มีความชำนาญในการรบมีประสบการณ์สูงจากการรบในจีนและแปซิฟิค  เครื่องบินซีโร่ของญี่ปุ่นก็พิสูจน์แล้วว่ามีสมรรถนะสูงกว่าเครื่องบินทุกแบบของสหรัฐฯ     นอกจากนี้สหรัฐฯยังมีภาระที่ต้องแบ่งกำลังของตนไปช่วยอังกฤษในสมรถูมิยุโรปอีกด้วย

สหรัฐฯมีข้อชดเชยการเสียเปรียบนี้อย่างสำคัญคือสหรัฐฯสามารถถอดรหัสลับของญี่ปุ่นได้โดยที่ญี่ปุ่นไม่รู้ตัว   สหรัฐฯสามารถดักจับความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นได้ตลอด   อีกด้านคือการสื่อสารเครื่องบินญี่ปุ่นที่ประสบชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่าปรากฏว่าไม่มีวิทยุติดต่อระหว่างเครื่องบินฝ่ายเดียวกันมีแต่วิทยุที่ใช้ส่งข่าวติดต่อกับฐานบินเท่านั้นซึ่งได้เปรียบนี้สหรัฐฯจะใช้ประโยชน์ในการโจมตีชดเชยการที่ญี่ปุ่นมีกำลังมากกว่าได้และสามารถกลายเป็นฝ่ายรุกกลับ นายพลยามาโมโตเองก็เสียชีวิตเพราะสหรัฐสามารถถอดรหัสจับข่าวได้รู้ว่ายามาโมโตจะไปตรวจแนวรบที่ใด  ทำให้สหรัฐฯส่งฝูงบินไปดักโจมตีได้ถูกต้อง  ยามาโมโตเสียชีวิตเพราะเครื่องบินที่เขาโดยสารมาถูกยิงตก

แผนการของกองทัพบกในการยึดพอร์ตเมอร์เรสบี้เริ่มในวันที่ 5 พฤษภาคม     กองทัพเรือญี่ปุ่นส่งกำลังอันประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินโซกากุและซุยกากุเป็นเรือหลักมีพลเรือโทตากางิเป็นผู้บัญชาการ   ฝ่ายสหรัฐฯซึ่งรู้ข่าวสารของข้าศึกดี    จัดส่งเรือบรรทุกเครื่องบินเล็กซิงตันของพลเรือโทฟิตต์และเรือยอร์คทาวน์ของพลเรือโทเเฟลตเชอร์ (Frank J. Fletcher) เข้าขัดขวาง  เวลา 8.00 น.วันที่ 7 พฤษภาคม 1942  เล็กซิงตันและยอร์ค ทาวน์ส่งเครื่องบิน 84 เครื่องขึ้นโจมตีเป็นการเปิดฉากยุทธนาวีทางอากาศเป็นครั้งแรกที่ต่อมาเรียกว่ายุทธนาวีที่ทะเลคอรัล      

ผลการรบเรือโซกากุเสียหายหนักและเรือซุยกากุเสียหายเล็กน้อย   เวลา  11.18 น.ฝ่ายญี่ปุ่นตอบโต้โดยส่งเครื่องบิน 69 เครื่องเข้าโจมตี  การโจมตีแสดงให้เห็นว่านักบินญี่ปุ่นมีประสบการณ์สูงกว่า   เรือเล็กซิงตันโดนทั้งตอร์ปิโดและลูกระเบิดเสียหายหนัก เล็กซิงตันลอยลำอยู่อยู่ได้จน 17.00 น. ก็ต้องสละเรือ เวลา 20.00 น. เรือพิฆาตสหรัฐฯต้องยิงตอร์ปิโดเพื่อให้เล็กซิงตันจมลง     เรือยอร์คทาวน์ก็เสียหายเกิดไฟไหม้หลายแห่งแต่ดับได้ในที่สุดต้องเดินทางกลับเข้าอู่ซ่อมที่เพิร์ลฮาร์เบอร์            ประสิทธิภาพในการซ่อมแซมของสหรัฐฯสูงมากเรือยอร์คทาวน์ที่ต้องซ่อมนานสามเดือนกลับสามารถซ่อมได้ภายใน 3 สัปดาห์และสามารถร่วมรบในยุทธนาวีที่มิดเวย์

การรบที่ทะเลคอรัลฝ่ายสหรัฐฯสูญเสียเรือบรรทุกเครื่องบินไป 1 ลำเสียหายหนัก 1 ลำฝ่ายญี่ปุ่นเสียหาย 2 ลำ     ในแง่ยุทธศาสตร์สหรัฐฯสามารถต้านทานญี่ปุ่นไว้ได้แม้จะเสียหายมากกว่า  กองทัพบกญี่ปุ่นต้องล้มเลิกการเข้ายึดพอร์ตเมอร์เรสบี้        ส่วนกองทัพเรือยามาโมโตขุ่นเคืองมากที่เรือบรรทุกเครื่องบินที่ดีที่สุดของเขาต้องออกจากการรบกลับไปซ่อมถึง 2 ลำ

ยุทธนาวีที่ทะเลคอรัล (Battle of the Coral Sea) ซึ่งในสายตาของฝ่ายเสนาธิการญี่ปุ่นเห็นว่าเป็นการแสดงสลับฉากเท่านั้น    พวกเขามองข้ามหลักยุทธศาสตร์ที่ว่าการรุกทางบกจะไม่มีทางสำเร็จถ้าปราศจากการกองเรือบรรทุกเครื่องบินที่เข้มแข็งให้การคุ้มกันและไม่สงสัยเลยว่าเหตุใดกองเรือสหรัฐฯจึงปรากฏตัวได้ถูกที่ถูกจุดถูกเวลาราวกับนัดพบกันเช่นนี้   ทั้งนี้เพราะขณะการยุทธที่ทะเลคอรัลกำลังดำเนินไปนั้น    แผนการโจมตียึดมิดเวย์ก็ได้สำเร็จลงแล้ว   ยามาโมโตพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจหลักคือเปิดยุทธนาวีที่มิดเวย์     แผนการคือหลอกล่อเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯอออกมาสู้กันอีกและจะทำลายเสียให้สิ้นเช่นที่ทะเลคอรัล   ความหลงในชัยชนะที่ทำลายเรือบรรทุกเครื่องบินข้าศึกได้ทำให้ฝ่ายเสนาธิการไม่สนใจในการที่เรือบรรทุกเครื่องบินที่ดีที่สุดของตนออกจากการรบไปไม่สามารถรบได้อีกนานถึง 2 ลำโดยแลกมาด้วยการจมเรือบรรทุกเครื่องบินข้าศึกขนาดเล็กได้ 1 ลำ เสียหาย 1 ลำ ซึ่งทางฝ่ายทหารเรือเห็นว่าไม่คุ้มค่าพอเลย      ยิ่งกว่านั้นฝ่ายญี่ปุ่นยังไม่ได้คิดไปถึงว่าเหตุใดจึงถูกฝ่ายสหรัฐฯโจมตีก่อนราวกับรู้ว่ากองเรือญี่ปุ่นอยู่ที่ไหน     ความผิดพลาดครั้งนี้จะเป็นการผิดซ้ำสองในยุทธนาวีที่มิดเวย์ในอีก 1 เดือนต่อมา

กองทัพญี่ปุ่นมีพื้นฐานขวัญกำลังใจดีเยี่ยม   การรบชนะรัสเซียมหาจักรวรรดิของพระเจ้าซาร์ในปี 1900  การเข้าข้างพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1   ทำให้ญี่ปุ่นเก็บกวาดผลประโยชน์ของเยอรมันด้านแปซิฟิคมาเป็นของตน     การยึดแมนจูเรียในปี 1931 และการบุกประเทศจีนในปี 1938 ทำไห้ญี่ปุ่นคุ้นเคยกับชัยชนะทหารญี่ปุ่นได้ชื่อว่ารบเก่ง  กล้าหาญวินัยสูงขวัญกำลังใจดีเยี่ยม    ญี่ปุ่นวางแผนเปิดสงครามกับสหรัฐฯก่อนเพิร์ลฮาร์เบอร์เป็นปีๆ   หลังเพิร์ลฮาร์เบอร์การรุกลงใต้ของญี่ปุ่นก็เป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งพอๆกับการบุกสายฟ้าแลบของเยอรมันในยุโรป   กองทัพญี่ปุ่นใช้เวลาเพียง 1 วัน ก็กันประเทศไทยออกไปจากการเดินหน้าสำเร็จการศึกในมลายูก็ใช้เวลาอันสั้น 15 กุมภาพันธ์  1942    69 วันหลังเพิร์ลฮาร์เบอร์สิงคโปร์ฐานทัพใหญ่ของอังกฤษก็ตกอยู่ในมือของนายพลยามาชิตะ  ทั้งที่ญี่ปุ่นยกกำลังมาแสนไกลทั้งยังมีกำลังทหารน้อยกว่า      ยามาชิตะเสียทหารไปเพียง 3,507 คนโดยสามารถสังหารทหารพันธมิตรไป 9,000 คน และได้เชลยศึกอีก 130,000 คน  นับว่าจ่ายราคาถูกมากในการลงทุนที่นำไข่มุกแห่งเอเซียแห่งนี้ถวายให้พระเจ้าจักรพรรดิ์

อีก 1 เดือนต่อมา 27 มีนาคม  1942  ญี่ปุ่นก็ยึดครองหมู่เกาะอินดีสตะวันออก อันอุดมไปด้วยทรัพยากรมหาศาลได้สำเร็จ  เดือนเมษายน 1942 เสนาธิการของยามาโมโตก็วางแผนโจมตีมิดเวย์เสร็จลงแล้วและขณะที่การยุทธที่ทะเลคอรัลกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด ระหว่าง 4-8 พฤษภาคม 1942 ก็มีข่าวดี     ข่าวอันยิ่งใหญ่แพร่สะพัดไปทั่วกองทัพญี่ปุ่น  เมื่อนายพลเวนไรซ์  ผู้บัญชาการทหารสหรัฐฯในฟิลิปินส์ประกาศยอมจำนนเมื่อ 7 พฤษภาคม  1942 นั่นเอง  นับเป็นรางวัล 2 ต่อสำหรับญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้

สิ่งหนึ่งที่ฝ่ายญี่ปุ่นไม่รู้คือในเดือนแห่งชัยชนะนั้นเอง    28 พฤษภาคม  1942  ฝ่ายข่าวกรองของกองทัพเรือสหรัฐฯก็สามารถถอดรหัสลับญี่ปุ่นในยุทธการมิดเวย์ได้หมดสิ้น       กองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ 2 ลำคือเอนเตอร์ไพรส์และฮอร์เนต    ได้เคลื่อนพลจากเพิร์ลฮาร์เบอร์เข้าประจำจุดป้องกันมิดเวย์   อีก 3 วันต่อมาเรือยอร์คทาวน์ก็ซ่อมเสร็จและเดินทางตามไป  การถอดรหัสได้นับเป็นความสำเร็จของสหรัฐฯอย่างน่าทึ่ง  ฝ่ายข่าวกรองทหารเรือสหรัฐฯให้ความสำคัญกับรหัส AF มานานแล้ว เมื่อดักจับสัญญานวิทยุญี่ปุ่นว่าเครื่องบิน บินผ่านบริเวณ AF ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าบริเวณนั้นคือเกาะมิดเวย์  เพื่อความแน่ใจสหรัฐฯได้ส่งข่าวลวงไปว่า มิดเวย์เครื่องกรองน้ำจืดเสีย   ไม่กี่วันต่อมาสหรัฐฯก็ดักจับวิทยุญี่ปุ่นได้ว่าฝ่ายญี่ปุ่นรายงานการดักฟังของตนส่งต่อหน่วยเหนือว่า AF เครื่องกรองน้ำจืดเสีย       ดังนั้นสหรัฐฯจึงแน่ใจว่า AF คือมิดเวย์ และเป้าหมายของญี่ปุ่นคือการโจมตีมิดเวย์

พลเรือเอกนิมิตซ์  (Chester W. Nimitz) แม่ทัพเรือสหรัฐฯได้สั่งให้จัดกองเรือในศึกมิดเวย์ครั้งนี้ประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบิน 3 ลำคือ เอนเตอร์ไพรส์, ฮอร์เนต,ยอร์คทาวน์        เรือลาดตระเวนหนัก 7 ลำ เรือพิฆาต 14 ลำ เรือดำน้ำ 18 ลำออกเดินทางไป  นอกจากนี้ฐานทัพสหรัฐฯที่เกาะมิดเวย์ยังมีเขี้ยวเล็บป้องกันตัวอย่างดี  ทั้งปืนใหญ่รักษาฝั่ง  ปืนต่อสู้อากาศยาน  และเครื่องบินรบแบบ  P-40 และเครื่องบินทิ้งระเบิด  B 17 อีกจำนวนหนึ่งรอรับมือ

ขณะที่ฝ่ายหรัฐฯกำลังเดินทางเข้าประจำจุดรับมือ   ยามาโมโตและเสนาธิการของเขาก็กำลังดำเนินตามแผนยุทธการของเขากล่าวคือจัดกองเรือเป็น 3 กองกำลัง  กองกำลังโจมตีลวงภายใต้การบัญชาการของนายพลเรือโอโวซายานำกำลังเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ  เรือบรรทุกเครื่องบินเบา 1 ลำ  เรือประจัญบาน 3 ลำ และกองเรือคุ้มกันจำนวนหนึ่ง  เข้าทำการโจมตีลวงที่หมู่เกาะอาลิวเชียน รัฐอลาสกาโดยเฉพาะฐานทัพในดัช ฮาร์เบอร์ ของสหรัฐฯ  ที่มีหน้าที่รักษาทะเลแบริ่งและกดดันหมู่เกาะคูริลทางเหนือของญี่ปุ่น

กองเรือโจมตีหลักภายใต้การบัญชาการของนายพลเรือนากูโม (Chuichi Nagumo) ผู้นำการโจมตีเพิลฮาร์เบอร์เมื่อ 6 เดือนก่อนมีกำลังหลักคือเรือบรรทุกเครื่องบิน 4 ลำคือเรืออะกากิซึ่งเป็นเรือธงของนากูโม เรือคากะเรือฮีโรยุและเรือโซริยุ  นากูโมมีกองกองเรือคุ้มกันเข้มแข็งนอกจากนี้กองเรือที่ 3 ที่เป็นกำลังหนุนบัญชาการโดย ยามาโมโตเองจะแล่นตามหลังมาห่างประมาณ 300 ไมล์เป็นกองกำลังหลักในการยึดครองมิดเวย์  ดังนั้นกองเรือญี่ปุ่นจึงประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบิน 8 ลำเรือประจัญบาน 11 ลำเรือลาดตระเวน 15 ลำ เรือพิฆาต 50 ลำ เรือลำเลียงทหารที่จะยึดเกาะ 12  ลำ  เมื่อเทียบกับกองเรือสหรัฐฯแล้วญี่ปุ่นมีกำลังมากกว่า 4 ต่อ 1  เฉพาะเรือบรรทุกเครื่องบินอันเป็นอาวุธหลักก็เป็นต่อ 2 ต่อ  1

1 มิถุนายน 1942  กองกำลังโจมตีหลักของนากูโมกำลังเข้าจุดโจมตีโดยไม่รู้ว่าขณะนั้นกองเรือแปซิฟิคของสหรัฐฯได้รออยู่แล้วทางตะวันออกเฉียงเหนือของมิดเวย์        ดังนั้นผู้ที่จะเข้าต่อสู้ในยุทธนาวีที่มิดเวย์ ซึ่งจะเริ่มในตอนฟ้าสางของวันที่ 4 มิถุนายน 1942 จึงเป็นการประฝีมือกันระหว่างนากูโมกับพลเรือโทสปรูแอนซ์ (Raymond A. Spruance)

นากูโมจัดกำลังเรือบรรทุกเครื่องบินไว้ส่วนหน้า 3 ลำคือเรือคากะ, อะกากิและโซริยุ   เขาเองอยู่บนเรือธงอะกากิและปิดท้ายไว้ 1 ลำคือเรือฮิโรยุซึ่งมีพลเรือตรี ยามากุจิเป็นผู้บังคับการเรือ  ส่วนกองเรือแปซิฟิคของสหรัฐฯก็จัดเป็น 2 กองเรือเฉพาะกิจคือกองเรือเฉพาะกิจที่ 17 มีพลเรือโท สปรูแอนซ์เป็นผู้บัญชาการ  มีเรือเอนเตอร์ไพรส์และฮอร์เนต   กองเรือเฉพาะกิจที่ 16 พลเรือโทแฟลตเชอร์เป็นผู้บัญชาการ มีเรือยอร์คทาวน์(ซึ่งออกทะเลตามมาทัน)

แผนยุทธการของยามาโมโตนั้นขึ้นอยู่กับวิธีการเดียวกับครั้งเพิร์ล ฮาร์เบอร์ คือการโจมตีโดยไม่ให้ข้าศึกรู้ตัวและเมื่อการโจมตีเริ่มขึ้น     ยามาโมโตต้องการดึงกำลังกองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯให้ออกมาจากเพิร์ลฮาร์เบอร์และทำลายเสียด้วยกำลังที่มากกว่าอย่างท่วมท้น         แผนดังกล่าวล้มเหลวมาแต่ต้นฝ่ายสหรัฐฯรู้ตัวก่อนเป็นเดือนและกองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯก็ไม่ได้อยู่ที่เพิร์ล ฮาร์เบอร์    แต่มาที่มิดเวย์แล้ว     ดังนั้นในยุทธนาวีที่มิดเวย์การต่อสู้จริงๆฝ่ายสหรัฐฯจึงไม่เสียเปรียบ    เพราะนากูโมมีเรือบรรทุกเครื่องบิน 4 ลำส่วนสปูแอ๊นซ์มี 3 ลำและการรบครั้งนี้เป็นการรบทางอากาศ           ถ้านับรวมกำลังทางอากาศของสหรัฐฯที่มีบนเรือบรรทุกเครื่องบินรวมกับกำลังทางอากาศที่มิดเวย์ด้วย  ทั้งนากูโมและสปรูแอ๊นซ์ก็ไม่เสียเปรียบได้เปรียบกันอย่างใด          สหรัฐฯมีแต้มต่อในเรื่องข่าวกรอง    ส่วนญี่ปุ่นก็มีแต้มต่อตรงที่นักบินนาวีของญี่ปุ่นมีความชำนาญในการรบสูงกว่าและเครื่องบินแบบซีโรของญี่ปุ่นก็มีสมรรถนะสูงกว่าเครื่องบินรบของสหรัฐฯทุกแบบที่มีอยู่ในขณะนั้น

สิ่งที่ยามาโมโตกังวลใจตลอดแผนยุทธการมิดเวย์คือข่าวกรอง    เขาไม่รู้ว่าในวันปฏิบัติการนั้นกองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯอยู่ที่ไหน? เสนาธิการของยามาโมโตเชื่อว่ากองเรือข้าศึกยังอยู่ที่เพิร์ลฮาร์เบอร์        สหรัฐฯเพิ่งสูญเสียเรือเล็คซิงตันในยุทธนาวีที่ทะเลคอรัล  เรือยอร์คทาวน์ก็ได้รับความเสียหายหนักในการรบครั้งนั้น  ส่วนเรือซาราโตกาก็ไม่สามารถปฏิบัติการรบได้อีกนาน       ดังนั้นสหรัฐฯจึงมีเพียงเอนเตอร์ไพรส์ และฮอร์เนต 2 ลำเท่านั้น           ฝ่ายเสนาธิการของยามาโมโตเชื่อว่าด้วยกำลังเพียงเท่านั้นฝ่ายสหรัฐฯจำเป็นต้องสงวนกำลังไว้ป้องกันฮาวายมากกว่า      ถึงกระนั้นยามาโมโตก็ไม่วางจุดประสงค์ของเขาคือการทำลายเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯที่เหลือ 2 ลำนั้นให้ได้          เขาต้องการรู้แน่ชัดว่ากองเรือบรรทุกเครื่องบินข้าศึกอยู่ที่ไหนในขณะการปฏิบัติการโจมตีมิดเวย์และฝ่ายสหรัฐฯจะเสี่ยงออกทะเลมาติดกับเขาหรือไม่? ดังนั้น ฝ่ายเสนาธิการของเขาจึงเสนอยุทธการ  K ขึ้นมาโดยใช้เรือดำน้ำลาดตระเวนหา  กองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯให้พบและรายงานให้ทราบความหวังของยามาโมโตต่อความกังวลของเขาจึงขึ้นอยู่กับความสำเร็จของยุทธการ K นี้

28 พฤษภาคม 1942 ก่อนยุทธนาวีที่มิดเวย์ 8 วัน  ฝ่ายสหรัฐฯซึ่งรู้แล้วว่ากองเรือข้าศึกกำลังเดินทางมา   สหรัฐฯจึงส่งเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลแบบคาตาลินาใช้รหัสว่าสตอบอรี่จำนวน 22 เครื่องขึ้นลาดตระเวนค้นหาญี่ปุ่นเป็น 180 องศาจากมิดเวย์มีในรัศมี 1,700 ไมล์เพื่อค้นหากองเรือข้าศึก  คาตาลินา 3 เครื่องคือสตอบอรี่5สตอบอรี่ 9 และสตอบอรี่ 12 จะตรวจพบกองเรือญี่ปุ่นในเวลาต่อมาหลังจากบินไปมาหลายเที่ยวตลอดสัปดาห์

ยุทธนาวีมิดเวย์ที่จะเปิดฉากในตอนฟ้าสางของวันที่ 4 มิถุนายน 1942 นั้น  บทบาทสำคัญในการตัดสินแพ้ชนะมิได้อยู่ที่กำลังรบและความกล้าหาญของฝูงบินเท่านั้น  นักบินลาดตระเวนก็มีบทบาทสำคัญในฐานะ "ตา"ของฝ่ายตน

ในท้องทะเลที่ปั่นป่วนอากาศปิด นากูโมกำลังนำกำลังกองเรือของตนฝ่าพายุคืบคลานเข้าหามิดเวย์อย่างเงียบเชียบ         ด้วยพลังของเขาเรือบรรทุกเครื่องบิน อะกากิ  ระวางขับน้ำ  36,500 ตันบรรทุกเครื่องบินมา 63 เครื่อง  เรือคากะระวางขับน้ำ 38,200 ตัน มีเครื่องบินรบ 63 เครื่องตามมาด้วยเรือฮิโรยุระวางขับน้ำ17,300 ตันเครื่องบินรบ 54 เครื่องและปิดท้ายด้วยเรือโซริยุระวางขับน้ำ15,900 ตันเครื่องบิน 54 เครื่อง แวดล้อมด้วยเรือคุ้มกันด้วยเรือประจัญบาน เรือลาดตระเวน เรือพิฆาตพร้อมรบ  เรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์ 4 ลำ และฝูงบินรบ 234 เครื่อง พร้อมที่จะปฏิบัติการแล้ว

ขณะที่กองเรือนากูโมเดินทางใกล้มิดเวย์ยิ่งขึ้นทุกทีนั้น  โชคร้ายก็เกิดขึ้นกับฝ่ายญี่ปุ่น       ยุทธการ K ด้วยการส่งเรือดำน้ำลาดตระเวนหากองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐล้มเหลวลงเหตุจากบริเวณนัดพบกองเรือดำน้ำในยุทธการKนั้นมีเรือรบสหรัฐลาดตระเวนอยู่ เรือดำน้ำญี่ปุ่นไม่อาจเปิดเผยตัวเองได้   เวลาล่วงไปในที่สุดก็ยกเลิกยุทธการ K  สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับยามาโมโตเพราะเมื่อเริ่มยุทธการมิดเวย์นั้นเขาต้องรู้ให้ได้ว่ากองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯอยู่ที่เพิร์ลฮาร์เบอร์หรือไม่และจะหลอกล่อออกมาทำลายได้หรือไม่?อย่างไร?   ข่าวการยกเลิกยุทธการKส่งมาถึงยามาโมโตเมื่อกองเรือของเขาออกทะเลมาครึ่งทางแล้ว       ข่าวนั้นทำให้แผนของยามาโมโตเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นถ้าเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯเกิดโผล่มาอย่างไม่รู้ตัวกองเรือของนากูโมก็จะเกิดอันตราย  ยามาโมโตไม่สามารถที่จะส่งข่าวเตือนนากูโมในกองหน้าได้เพราะการส่งข่าวในแดนต่อข้าศึกเสี่ยงต่อการถูกดักฟังมากที่สุด     เป็นคำสั่งของเขาเองที่ให้ระงับการใช้วิทยุติดต่อกันของกองเรือทั้งสามทั้งนี้เพื่อปกปิดการบุกมิดเวย์เอาไว้ให้นานที่สุดจะได้เข้าโจมตีมิดเวย์อย่างไม่รู้ตัวเช่นเดียวกับ6เดือนก่อนที่เขาทำสำเร็จที่เพิร์ลฮาร์เบอร์          ดังนั้นกองเรือของนากูโมที่จะเข้าโจมตีมิดเวย์จึงเดินทางไปโดยไม่รู้ว่ายุทธการKได้ล้มเลิกไปแล้ว      นากูโมกำลังเดินทางไปสู่กับดักเพราะฝ่ายสหรัฐฯรู้ตัวมานานแล้วและกำลังรอรับมืออยู่อย่างเต็มที่     ฐานทัพสหรัฐฯที่มิดเวย์ก็รู้สปรูแอนซ์และแฟลตเชอร์ก็รู้   คนที่ไม่รู้เรื่องเลยคือนากูโมเอง  ผู้นำในการโจมตีเพิร์ล ฮาร์เบอร์เมื่อ 6 เดือนก่อนกำลังนำตนเองและผู้ใต้บังคับบัญชาไปสู่ความหายนะ

3 มิถุนายน 1942  กองเรือโจมตีลวงของโอโวซาย่าก็ลงมือ    โอโวซาย่าเข้าโจมตีหมู่เกาะอัลลูเชียนตามแผนการโจมตีลวงเขาส่งเครื่องบินเข้าทิ้งระเบิดดัชท์ฮาร์เบอร์อย่างหนักทุกอย่างเป็นไปตามแผน    เขาส่งทหารขึ้นบกและเข้ายึดอัตตู และกัสเมาได้ในวันที่ 7 มิถุนายน 1942 แต่การปฏิบัติการ5วันของเขาก็แทบไม่มีประโยชน์อะไร  เพราะทางฝ่ายสหรัฐฯไม่ได้หลงกลออกมาป้องกันหมู่เกาะอัลลูเชียนแต่อย่างใด  ในทางตรงกันข้าม     ฝ่ายสหรัฐฯบนเกาะมิดเวย์รับข่าวการโจมตีดัชท์ฮาร์เบอร์ส่งข่าวแจ้งสปรูแอนซ์และเฟลตเชอร์ทันทีเป็นการตอกย้ำว่าญี่ปุ่นจะเข้าโจมตีมิดเวย์แน่นอน        ในทันทีที่ได้รับข่าวการโจมตีดัชท์ฮาร์เบอร์สหรัฐฯส่งเครื่องบินขึ้นลาดตระเวนค้นหากองเรือญี่ปุ่นทันทีเครื่องบินลาดตระเวนรหัสสตอบอรี่5 ตรวจพบกองเรือของนากูโมอยู่ห่างมิดเวย์ 250 ไมล์แล้วแจ้งให้ทราบโดยทันที  ส่วนสตอบอรี่ 9ตรวจพบกองเรือของยามาโมโตอยู่ห่างจากมิดเวย์ 800 ไมล์และยังพบกองเรือยกพลขึ้นบกของนายพลคอนโดที่ตามมาด้วย   รายงานจากสตอบอรี่ 5 และ 9  สปรูแอนซ์และเฟลตเชอร์ได้รับชัดเจนเช่นเดียวกับฐานบนเกาะมิดเวย์และยังแจ้งให้แม่ทัพ พลเรือเอกนิมิตซ์ที่พิร์ลฮาร์เบอร์ทราบด้วย  ความหวังในการโจมตีโดยไม่รู้ตัวของญี่ปุ่นสูญสลายไปโดยสิ้นเชิง

ตอนบ่ายของวันที่ 3 มิถุนายน 1942 มิดเวย์ส่งเครื่องบินเข้าโจมตีกองเรือยกพลขึ้นบกของนายพลคอนโดระลอกแล้วระลอกเล่า     การโจมตีของนักบินทหารบกจากฐานบินบนเกาะมิดเวย์ได้แสดงให้เห็นถึงความอ่อนหัดด้อยประสบการณ์และสมรรถนะเครื่องบินที่อ่อนด้อยกว่า     เครื่องบินจากมิดเวย์หลงทางหาเป้าหมายไม่เจอก็มี      ที่พลัดหลงจากฝูงต้องบินกลับก็มี  ที่หาเป้าหมายเจอคือกองเรือของนายพลคอนโดพบและได้เข้าโจมตีก็ไม่ได้ผลถูกเครื่องบินญี่ปุ่นที่คล่องตัวมากกว่าและนักบินที่มากประสบการณ์ไล่ต้อนยิงตกเป็นว่าเล่น   ที่ได้เข้าใกล้เรือก็ถูกปืนต่อสู้อากาศยานยิงตก  การโจมตีตลอดบ่ายไร้ผลโดยสิ้นเชิง  เครื่องบินสหรัฐฯที่รอดมาบินกลับมิดเวย์ได้จำนวนหนึ่ง  มีหลายเครื่องที่น้ำมันหมดต้องลงจอดฉุกเฉินในทะเล   น่าแปลกที่การโจมตีกองเรือของคอนโดตลอดบ่าย 800ไมล์จากมิดเวย์     นากูโมซึ่งร่นระยะเข้าใกล้มิดเวย์ 180 ไมล์กลับไม่รู้เรื่อง  วิทยุกองเรือของเขาปิดสนิท         ในช่วงนี้เองที่สตอบอรี่ 5 ตรวจพบกองเรือของนากูโมและรายงานระบุจำนวนเรือบรรทุกเครื่องบินญี่ปุ่นได้ชัดเจนว่ามี 4 ลำ      ทางมิดเวย์ส่ง F 4 F  จำนวน 12 เครื่องขึ้นลาดตระเวนหาตำแหน่งนากูโมตามรายงานแต่ไม่พบ   ทางด้านกองเรือเฉพาะกิจที่ 16 และ 17 ของสหรัฐฯก็เคลื่อนเข้าสู่จุดที่จะโจมตีนากูโมได้   ในคืนวันที่ 3 มิถุนายน 1942 กองเรือทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างกัน 248 ไมล์โดยที่นากูโมไม่รู้เลยว่ากองเรือสหรัฐฯอยู่ใกล้เพียงนั้น   นากูโมยังคิดว่าการเข้าสู่จุดของตนยังเป็นความลับ  อีกครั้งที่การสื่อสารของญี่ปุ่นทำพิษ

เช้าตรู่วันที่ 4 มิถุนายน 1942 เวลา 04.30 น.นากูโมเริ่มเปิดยุทธการมิดเวย์  เขาสั่งให้เรือบรรทุกเครื่องบินทั้ง 4 ลำ ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องขับไล่คุ้มกัน 108 เครื่องไปโจมตีมิดเวย์      นากูโมเก็บเครื่องซีโรบนเรือคากะไว้ 90 เครื่อง เพื่อป้องกันการตอบโต้จากมิดเวย์      ฝูงเครื่องบินญี่ปุ่นจัดกระบวนมุ่งหน้าไปมิดเวย์เต็มท้องฟ้าไปหมดล้วนแต่ใช้นักบินฝีมือดีประสบการณ์สูงนั้น     เมื่อฝูงบินลับตาไปแล้ว นากูโมนำกองเรือของเขาย้ายจุดไปที่ระยะ 207 ไมล์จากมิดเวย์

ฝูงบิน 108 เครื่องของนากูโมถูกตรวจพบโดยสตอบอรี่ 12 ซึ่งรายงานไปยังมิดเวย์ทันที  ทางมิดเวย์ขณะนั้นได้สูญเสียไปมากจากการโจมตีกองเรือของคอนโด  ตอนบ่ายวันที่ 3 มิถุนายน 1942        พันโทพาร์ค ผู้บังคับการกองบินทหารบกบนเกาะมิดเวย์  สามารถจัดส่งเครื่องP 40 ของเขาขึ้นไปสกัดกั้นได้เพียง 23 เครื่องเท่านั้น  เครื่องที่พอจะใช้ใช้ได้อีก 40 เครื่องก็ต้องเสียเวลาในการเตรียมเครื่องที่จะตามไปเป็นระลอกที่ 2 แต่ไม่ทันการ    อีกครั้งที่อเมริกันแสดงออกถึงการด้อยประสบการณ์ในการรบ P40 ทั้ง 23 เครื่องของพันโทพาร์คเข้าต่อสู้กับศัตรูที่มากกว่าและเหนือชั้นกว่า   เครื่องซีโรที่คุ้มกันเข้าขัดขวาง เข้าต่อตี P 40 อย่างดุเดือดไล่กวาดต้อนและส่งเครื่องบินอเมริกันลงทะเลอย่างง่ายดาย

ทางมิดเวย์ติดตามการต่อสู้ทางวิทยุได้ยินแต่เสียงร้องเตือนและโวยวายให้เพื่อนช่วยของนักบินอเมริกันจนเสียงค่อยๆเงียบหายไป  เครื่องบินกองบินทหารบกจากมิดเวย์ถูกยิงตกหมดทุกเครื่อง 

สัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังทั่วฐานทัพมิดเวย์  ฝูงบินญี่ปุ่นฝ่าด่านเข้ามาได้
อย่างสะดวก     เข้าถึงตัวฐานทัพท่ามกลางการยิงต่อสู้ของปืนต่อสู้อากาศยานทุกขนาดที่มิดเวย์มีอยู่    ฝูงบินญี่ปุ่นแยกย้ายกันเข้าโจมตีทิ้งระเบิดทำลายสนามบิน  ป้อมปืนชายฝั่ง สถานีสื่อสารและเป้าหมายสำคัญ เครื่องซีโรโฉบลงยิงกราดลานจอดเครื่องบินสหรัฐฯทั้งเครื่องขับไล่ P40 และ B17 ถูกทำลายบนลานจอดนั้นเอง   ฐานทัพมิดเวย์เสียหายอย่างหนักแต่เครื่องตรวจการของญี่ปุ่นตรวจพบว่าสนามบินมิดเวย์แม้จะถูกทำลายมากแต่ยังสามารถใช้การได้  เครื่องบินส่วนหนึ่งถูกทำลายมากเท่าที่ตรวจพบแต่ญี่ปุ่นไม่ทราบว่าเครื่องบินที่เหลืออยู่ที่ใดอีกบ้าง     มิดเวย์แม้จะเสียหายแต่ก็อยู่ในฐานะที่ยังเป็นอันตรายต่อกองเรือญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องโจมตีอีกครั้ง

นากูโมได้รับรายงานถึงชัยชนะฝูงบิน 108 เครื่องที่โจมตีมิดเวย์สูญเสียไปเพียง 7 เครื่องเท่านั้น  นับเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ในการเปิดยุทธการมิดเวย์

ทางฝ่ายสหรัฐฯตั้งแต่ก่อนสว่าง   พลเรือโทแฟลตเชอร์บนเรือยอร์คทาวน์ ได้ส่งเครื่องบินลาดตระเวนดอร์นเลส 10 เครื่องออกค้นหาที่ตั้งของนากูโม  ต่อมาเวลา 06.02 น.เครื่องสตอบอรี่12เป็นฝ่ายค้นพบกองเรือของนากูโมที่ 207 ไมล์ทางตะวันออกเฉียงเหนือ

ทันทีที่ได้รับข่าวแฟลตเชอร์ส่งเครื่องบินขึ้นจากยอร์คทาวน์ภายใน 5 นาที ยอร์คทาวน์ส่งเครื่องบิน57เครื่อง     ส่วนสปรูแอนซ์เมื่อได้รับข่าวก็ส่งเครื่องบินจากเอนเตอร์ไพรส์และฮอร์เนตขึ้นโจมตีเช่นกัน            ดังนั้นขณะที่นากูโมกำลังติดตามผลและเครื่องบินของญี่ปุ่นกำลังโจมตีมิดเวย์อย่างมันมือนั้น       นากูโมไม่รู้ตัวเลยว่าเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ3ลำกำลังส่งเครื่องบินเข้าโจมตีกองเรือของเขา             ขณะนั้นกองเรือสหรัฐฯร่นระยะเข้ามาที่ 175 ไมล์ สหรัฐฯได้เข้าโจมตีกองเรือนากูโมก่อนนับว่าได้เปรียบ   แต่ข้อได้เปรียบครั้งนี้กลับไม่ได้ผลอย่างใด         นักบินนาวีสหรัฐฯก็เช่นเดียวกับนักบินทหารบกคือขาดประสบการณ์ในการรบ  การบินเดินทางระยะไกล  การนัดหมายที่จุดนัดพบทางอากาศเหนือท้องทะเลอันเวิ้งว้าง  ทำให้เกิดการพลัดหลง แม้เครื่องบินสหรัฐฯจะมีวิทยุติดต่อกันก็เกิดความสับสนต่างไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ไหนแน่และเป้าหมายอยู่ที่ไหน  ฝูงบินขับไล่และฝูงทิ้งตอร์ปิโดพลาดจุดนัดพบ  แตกฝูงกับฝูงบินทิ้งระเบิด  บ้างต้องบินไปลงฐานมิดเวย์  บางเครื่องต้องบินกลับเรือเพราะหาที่หมายไม่พบ   อย่างไรก็ตามมีเครื่องบินดำทิ้งระเบิด4เครื่องเครื่องบินปล่อยตอร์ปิโด6เครื่องได้มีโอกาสเข้โจมตี    เครื่องบินซีโรลาดตระเวนคุ้มกันกองเรือนากูโมเข้าสกัดกั้นอย่างรุนแรง     เครื่องบินนาวีสหรัฐฯพยายามเข้าโจมตีเรืออะกากิและฮิโรยุก็ถูกยิงตกไป 7 ครื่อง          ในเวลาเดียวกันฝูงบินตอร์ปิโดที่ 8 จากเรือฮอร์เนตเดินทางมาถึงฝูงบินนี้มีนาวาโทจอห์น แวลรอนเป็นผู้บังคับฝูง เครื่องบินนาวีเข้าโจมตีฮิโรยุซึ่งมีนายพลยามากุจิเป็นผู้บังคับการเรือ      อีกครั้งที่เกิดการต่อสู้ปะทะกันทางอากาศ  ฝูงบินตอร์ปิโดที่8ต้องเข้าโจมตีโดยปราศจากการคุ้มกันของเครื่องบินขับไล่  การโจมตีถูกสกัดกั้นและแตกฝูงต้องเข้าโจมตีอิสระไม่เป็นกลุ่มก้อนทำให้ถูกยิงตกอย่างง่ายดายการโจมตีล้มเหลวโดยสิ้นเชิง      ฝูงบินตอร์ปิโดที่ 8 จากฮอร์เนตถูกยิงตกทั้งฝูง 15 เครื่องโดยเครื่องบินญี่ปุ่นเสียหายเพียงเครื่องเดียว  ไม่มีเรือลำใดเสียหายแม้แต่นิดเดียว

การโจมตีครั้งนี้ล้มเหลว      ฝ่ายสหรัฐฯเสียเครื่องบินไปมากโดยการโจมตีก่อนไม่ได้ก่อความเสียหายให้กับกองเรือญี่ปุ่นเลย        สปรูแอนซ์ตระหนักถึงการขาดประสบการณ์ของนักบินอเมริกันแต่เขายังมีข้อได้เปรียบอีกปะการคือฝ่ายญี่ปุ่นไม่รู้ว่าการโจมตีนั้นมาจากเรือบรรทุกเครื่องบินกลับเข้าใจว่ามาจากมิดเวย์

เสนาธิการของนากูโมลงความเห็นตามรายงานของเครื่องบินตรวจการของเรืออะกากิว่ามิดเวย์ยังเป็นอันตรายอยู่       นากูโมก็เห็นด้วยเขาจึงสั่งให้โจมตีมิดเวย์อีกครั้ง       ดังนั้นในขณะที่เครื่องบินที่โจมตีมิดเวย์ระลอกแรกกำลังเดินทางกลับเรือ  นากูโมสั่งให้เอาเครื่องบินสำรองที่เตรียมไว้ออกโจมตี    แต่เครื่องบินสำรองที่เขาเตรียมไว้นั้นได้ติดตั้งตอร์ปิโดไว้แล้วเพื่อเตรียมการโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกันที่อาจโผล่มาซึ่งเขาไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน  เป็นความรอบคอบที่ยามาโมโตได้สั่งการเขาไว้  แผนเดิมนั้นญี่ปุ่นคิดว่าฝ่ายสหรัฐฯจะต้องส่งกองเรืออกมาตีโต้และช่วยป้องกันมิดเวย์     จึงมีการเตรียมเครื่องบินตอร์ปิโดไว้ ด้วยความเสี่ยงอย่างยิ่งนากูโมได้ออกคำสั่งให้ปลดตอร์ปิโดออกและติดตั้งระเบิดแทนซึ่งต้องใช้เวลามากพอสมควร      การเสี่ยงอย่างยิ่งในครั้งนี้จะนำหายนะมาสู่เขาและกองเรือ

อย่างไรก็ตามนากูโมไม่ใช่นายพลเรือที่ขาดประสบการณ์ด้วยความรอบคอบขณะที่การโจมตีมิดเวย์ระลอกแรกเริ่มขึ้นนั้นเขาได้ส่งเครื่องบินตรวจการลาดตระเวน 4 เครื่องเพื่อตรวจทะเลและอาจพบกองเรือสหรัฐฯเครื่องดังกล่าวกลับมาแล้ว 3 เครื่อง     ไม่พบสิ่งใดเหลือเครื่องที่4ยังไม่กลับมาเนื่องจากออกเดินทางล่าช้ากว่าเครื่องอื่นและเครื่องที่ 4 นี้เองที่จะตรวจพบกองเรือเฉพาะกิจที่ 16 ของแฟลตเชอร์ที่มีเรือยอร์คทาวน์เป็นเรือบรรทุกเครื่องบิน   การพบกองเรือได้มีการรายงานเมื่อเวลา 7.28 น.แต่รายงานเลื่อนลอยไม่ชัดเจนว่ามีเรือบรรทุกเครื่องบินหรือไม่      นากูโมตกใจและเริ่มวิตกเขาสั่งให้พิสูจน์ทราบและรายงานมาให้ชัดเจนใหม่        ขณะนั้นเรืออะกากิกำลังเปลี่ยนตอร์ปิโดเป็นลูกระเบิด  ถ้ากองเรือที่เพิ่งตรวจพบมีเรือบรรทุกเครื่องบินเขาก็ต้องสั่งเปลี่ยนลูกระเบิดเป็นตอร์ปิโดอีกปัญหานี้ยังไม่พอเครื่องบินที่โจมตีมิดเวย์ระลอกแรกกำลังเดินทางกลับมาและน้ำมันใกล้จะหมดแล้วเรือบรรทุกเครื่องบินทั้ง 4 ลำของนากูโมต้องเคลียร์ดาดฟ้าให้เครื่องบินเหล่านี้ลงหรือจะส่งเครื่องบินไปโจมตีเรือรบสหรัฐฯที่ข่าวสารยังเลื่อนลอยแต่ถ้ามันเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินจริงๆ เขาก็อาจถูกโจมตีได้     ขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่นต้องเปลี่ยนอาวุธกลับไปกลับมาและเครื่องที่กำลังกลับมาจากมิดเวย์ก็ขอคำสั่งบินลงเรือ       นากูโมกำลังจะกลายเป็นเป้านิ่ง

เพื่อแก้ปัญหา นากูโมร่นระยะให้กองเรือเข้าไปใกล้มิดเวย์มากยิ่งขึ้น เพื่อรับเครื่องที่กำลังกลับมา           ในระหว่างนั้นเองมิดเวย์ก็ยังเป็นภัยอยู่จริงๆ    มิดเวย์ยังมีเครื่องบินทหารบกเหลืออยู่และบินติดตามฝ่ายญี่ปุ่นมาติดๆ     ขณะที่เครื่องบินญี่ปุ่นบินประหยัดน้ำมันเดินทางกลับช้าๆเครื่องบินทหารบกจากมิดเวย์ตามมาทันและเห็นกองเรือญี่ปุ่นจึงเร่งความเร็วเข้าโจมตีทันที       มิดเวย์ส่งเครื่องเข้าโจมตีถึง 3 ระลอก  ระลอกแรกเข้าโจมตีเมื่อเวลา 7.55 น.ของวันที่4 มิถุนายน 1942 เข้าโจมตีเรือฮีโรยุและเรือโซริยุ  อีก 15 นาทีต่อมาเข้าโจมตีระลอกที่ 2 เวลา 8.10 น.และระลอกที่ 3 อีก 20 นาทีถัดมา เมื่อเวลา 8.30 น. โชคยังเข้าข้างนากูโมเพราะความไร้ฝีมือของนักบินอเมริกันการโจมตีจากกองบินทหารบกที่มาจากมิดเวย์ทั้ง3ระลอกนั้น ไม่ได้ผลเลย กองเรือญี่ปุ่นไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด       แต่โชคร้ายไปตกอยู่กับนักบินญี่ปุ่นซึ่งเดินทางกลับมาลงเรือเวลา 8.30 น.พอดีกับความชุลมุนของการโจมตีระลอกที่3จากมิดเวย์จึงต้องบินออกไปให้พ้นรัศมีการรบไม่สามารถลงเรือได้และในขณะที่ชุลมุนอยู่นั้นข่าวร้ายก็มาถึงนากูโม     เป็นรายงานจากเครื่องลาดตระเวนหมายเลข 4 ยืนยันการพบกองเรือสหรัฐฯโดยระบุชัดแจ้งว่ามีเรือบรรทุกเครื่องบินแน่นอน

เมื่อการโจมตีระลอก3สิ้นสุดลงเครื่องบินญี่ปุ่นจึงทยอยลงเรือบรรทุกเครื่องบินของตนอย่างทุลักทุเล  เครื่องสุดท้ายลงเมื่อเวลา9.17น.แต่โชคร้ายที่เครื่องบินอีก3 เครื่องรอไม่ได้เพราะน้ำมันหมดเสียก่อนต้องร่อนลงฉุกเฉินในทะเล     นับเป็นการสูญเสียอย่างมากเพราะเท่ากับนากูโมได้เสียเครื่องบินอันมีค่าไปในเช้าวันนั้นรวมทั้งหมด44 เครื่อง หรือ 30 %ของเครื่องบินทั้งหมดในเรือบรรทุกเครื่องบินของเขาทั้ง 4 ลำ   แต่ที่สูญเสียที่ร้ายแรงกว่าคือนักบินฝีมือดีของฝ่ายญี่ปุ่นที่เมื่อสูญเสียไปแล้วไม่ทดแทน

ขณะนี้นากูโมรู้ว่าเขาต้องสู้ศึก2ด้าน  เขาทราบตำแหน่งกองเรือเฉพาะกิจที่ 16 ของแฟลตเชอร์จึงสั่งเรือให้หันไปที่ 90 องศาเหนือเพื่อส่งเครื่องบินขึ้นเป็นเวลเดียวกับที่ฝูงบินจากเอ็นเตอร์ไพรส์,ฮอเนตและยอร์คทาวน์มาถึง   เวลาขณะนั้น 9.25 น.เพียง 8 นาที  หลังจากเครื่องบินญี่ปุ่นเครื่องสุดท้ายลงเรือ     แต่ฝ่ายนักบินนาวีอเมริกันก็ยังคงเส้นคงวาในการขาดประสบการณ์การรบ   นับแต่การเริ่มโจมตีตั้งแต่บ่ายวันที่ 3 มิถุนายน 1942 และตลอดเช้าของวันที่ 4 มิถุนายน  1942  กองบินทั้งทหารบก และนาวี ไม่ได้ก่อความเสียหายแก่กองเรือญี่ปุ่นได้เลย  ครั้งนี้ก็เช่นกัน ฝูงบิน ทิ้งระเบิดที่ 3 จากเรือยอร์ค ทาวน์ซึ่งมีนาวาโท แมคเทลลี่เป็นผู้บังคับฝูง      ฝูงบินตอร์ปิโดที่ 3 จากเรือยอร์คทาวน์ มีนาวาโท แลนซ์ แมคเวสลี เป็นผู้บังคับฝูง  โดยการคุ้มกันโดยฝูงบินขับไล่ที่ 3 จากเรือฮอร์เนต มีนาวาโท จอห์นแท็ค เป็นฝู้บังคับฝูง   ทั้ง 3 ฝูงขาดการประสานงานกัน ทำอะไรกองเรือญี่ปุ่นไม่ได้เลย  การโจมตีไร้ผล  อเมริกันกลับไปด้วยความสูญเสียหนัก   แต่เหมือนโชคชะตาจะบันดาล  การโจมตีที่ญี่ปุ่นคิดว่ายุติลงแล้ว  ปรากฏว่าฝูงบินทิ้งระเบิดที่ 6 จากเอ็นเตอร์ไพรส์ เพิ่งเดินทางมาถึง  นาวาโท แวค แมคคาธี กำลังหลงทางและพยายามติดต่อฝูงต่างๆที่กระจัดกระจายกันมารวมกันเพื่อหาทางกลับเรือ  เขารวบรวมเครื่องดอนเลสได้ถึง 59 เครื่อง และบินเลยกองเรือไปแล้ว กำลังหาทางกลับเอ็นเตอร์ไพรส์  ด้วยความบังเอิญอย่างเหลือเชื่อเขาตรวจพบเรือพิฆาตญี่ปุ่นกำลังเดินทาง  เขาสงสัยว่ามันกำลังจะตามไปสมทบกองเรือญี่ปุ่น จึงบินระยะสูงสะกดรอยตามไป และจริงดังคาดเขาพบกองเรือของนากูโมที่กำลังระเกะระกะไปด้วยเครื่องบินที่กำลังจะขึ้นเต็มดาดฟ้า

ขณะนั้นเวลา 10.05 น. นักบินนาวีอเมริกันจะได้โอกาสทองแสดงฝีมือบ้างเพราะฝ่ายญี่ปุ่นไม่ได้ระวังตัวเลย  ซีแวค แมคคาธีจะกลายเป็นผู้ทำลายฝันหวานของญี่ปุ่นและนำฝันร้ายมาให้แทน  และจะทำให้ยุทธการมิดเวย์ถูกทำลายแล้วกลายเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามแปซิฟิค

ฝูงบินนาวีสหรัฐฯนำโดยนาวาโท ซีแวค แมคคาธี ดำดิ่งเข้าโจมตีจากระดับสูง  12 เครื่องเข้าโจมตีเรือคากะ  อีกชุดหนึ่งเข้าโจมตีเรืออะกากิซึ่งเป็นเรือธงของนากูโม  ชุดที่ 3เข้าโจมตีเรือโซริยุ   เรือธงอะกากิถูกระเบิดลูกแรกแล้วทะลุลงไประเบิดในโรงเก็บใต้ดาดฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยน้ำมัน ลูกระเบิดชุดที่ 2 ตกระเบิดบนดาดฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องบินติดอาวุธที่กำลังเตรียมขึ้นบิน เกิดระเบิดต่อเนื่องรุนแรงไฟลุกไหม้ไปทั้งลำ   นากูโมได้รับบาดเจ็บสาหัส  เพียง 5 นาทีแม่ทัพหน้าของญี่ปุ่นที่ถล่มเพิร์ลฮาร์เบอร์เมื่อ 6 เดือนก่อนก็ต้องออกจากการรบ   เรือคากะโดนระเบิดเป็นลำที่สอง โดนระเบิดขนาดหนักถึง 4 ลูก ลูกหนึ่งระเบิดบนดาดฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องบิน  อีก 3 ลูกทะลุลงไประเบิดในโรงเก็บ เกิดการระบิดอย่างรุนแรงยิ่งกว่าอะกากิ  ลูกที่ตกใกล้หอบังคับการสะพานเดินเรือทำให้ผู้บังคับการเรือและนายทหารบนสะพานเดินเรือเสียชีวิตเกือบหมด  มีนายทหารฝ่ายยุทธการทางอากาศรอดมาได้เพียงคนเดียว  เรือโซริยูก็โดนระเบิดไฟไหม้ทั้งลำเรือตั้งแต่หัวถึงท้ายเรือ  ลูกเรือโซริยุเสียชีวิตไปถึง 700 คน  นอกจากนี้เรือลาดตระเวนหนักที่คุ้มกันเรือบรรทุกเครื่องบินก็ถูกระเบิดจมไปด้วย  การโจมตีฉับพลันของฝูงบินนาวีสหรัฐฯครั้งนี้ถูกยิงตกและร่อนฉุกเฉินลงทะเลเพียง 18 เครื่องเท่านั้น

สถานการณ์พลิกผันอย่างไม่น่าเชื่อ  ญี่ปุ่นพยายามดับไฟแต่ไม่สำเร็จ  เวลา 13.10 น.เรือคากะก็จมลงสู่ก้นทะเล   เรือโซริยุไฟไหม้ พอถึงเวลา 10.40 น.ก็บังคับหางเสือไม่ได้ ไฟไหม้อยู่นาน 8 ชั่วโมงไม่อาจดับได้  ตอนค่ำเวลา 18.00 น. ก็จมลงสู่ก้นทะเล  ส่วนเรืออะกากิเรือธงของนากูโมก็ไฟไหม้ตลอดลำ เรือพิฆาตมาช่วยลำเลียงผู้รอดชีวิต  นากูโมซึ่งดีรับบาดเจ็บต้องย้ายเรือธงไปอยู่บนเรือพิฆาตและได้รับการรักษาพยาบาลทันที  มีคำสั่งสละเรือเมื่อเวลา 11.30 น.  เรือธงอะกากิเรือที่จะนำชัยของยุทธการมิดเวย์ค่อยๆจมลงเมื่อเวลา 19.15 น.พร้อมกับการสละชีพของผู้บังคับการเรือที่ยอมจมพร้อมกับเรือตามประเพณีทหารเรือญี่ปุ่น

นี่คือการช็อคของกองเรือญี่ปุ่น และคือความพ่ายแพ้ครั้งแรกแต่เสียหายจนทำให้ยุทธการมิดเวย์พินาศลง  ญี่ปุ่นเสียเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นดีรวดเดียว 3 ลำ และเรือลาดตระเวนหนัก 1 ลำแลกกับเครื่องบินนาวีสหรัฐฯเพียง 18 เครื่อง  ชะตากรรมเปลี่ยนข้างในชั่วแค่ 20 นาทีเท่านั้น  ตลอดบ่ายของวันที่ 4 มิถุนายน  1942 เป็นฝันร้ายของกองทัพเรือพระเจ้าจักรพรรดิ์

การพลิกผันยุทธนาวีทางอากาศ  นาวาโท ซีแวค  แมคคาธีนำฝูงบินกลับเอ็นเตอร์ไพรส์  เขารายงานให้สปรูแอนซ์ทราบว่าสามารถทิ้งระเบิดจมเรือบรรทุกเครื่องบินญี่ปุ่นได้  3 ลำ  สปรูแอนซ์และแฟลตเชอร์ได้รับข่าวชัยชนะและรายงานไปยังพลเรือเอกนิมิตซ์  เป็นชัยชนะที่สามารถหยุดการุกของญี่ปุ่นลงได้แล้ว  แต่นิมิตซ์รู้ว่าญี่ปุ่นยังเหลือเรือฮิโรยุอีก 1 ลำ  เขาแจ้งแก่สปรูแอนซ์ว่าเขาต้องการจมเรือลำที่ 4

เรือฮิโรยุมีนายพลยามากูจิเป็นผู้บัญชาการ ยังมีเครื่องบินเหลืออยู่พอที่จะแก้แค้นได้  ในวันที่ 5 มิถุนายน  1942  ยามากูจิส่งเครื่องบินออกค้นหากองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ  เครื่องบินลาดตระเวนญี่ปุ่นได้สะกดรอยเครื่องบินสหรัฐฯในที่สุดก็ตรวจพบกองเรือเฉพาะกิจที่ 16 ของแฟลตเชอร์คือเรือยอร์ค ทาวน์    ยามากุจิส่งฝูงบินจากฮิโรยุโจมตีทันที   แต่แฟลตเชอร์ก็ไม่เคยประมาท  เขาส่งดอนต์เลส  10 เครื่องขึ้นลาดตระเวนป้องกันกองเรือ  เวลา 11.30 น. ก็ตรวจพบฝูงบินจากฮิโรยุและตรวจพบตำแหน่งของเรือฮิโรยุด้วย  แฟลตเชอร์ส่งเครื่องบินขับไล่ไวด์แคต  F 4 F ขึ้นสกัดกั้นที่ระยะ 20 ไมล์จากเรือ  และสั่งจัดระบบป้องกันภัยทุกด้าน      การฟาดฟันทางอากาศเกิดขึ้นอย่างดุเดือด  F 4 F  สกัดกั้นเครื่องซีโรของญี่ปุ่นไว้ไม่อยู่  เพราะซีโรมีสมรรถนะดีกว่า  แม้อำนาจการยิงของ F 4 F จะรุนแรงกว่าก็ตาม     ขณะเครื่องบินขับไล่กำลังต่อสู้กันอยู่  เครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิดแบบ D 3 A วาสป์ของญี่ปุ่นก็หลบออกไปพุ่งใส่เรือยอร์ค ทาวน์  ฝ่ากระสุนปืนต่อสู้อากาศยานเข้ามาและถูกยิงตกไป 6 เครื่อง  แต่ที่สามารถฝ่าเข้ามาทิ้งระเบิดได้ก็สามารถทิ้งระเบิดถูกเรือยอร์ค ทาวน์ถึง 3 ลูก  ลูกแรกระเบิดบนดาดฟ้าทำให้เกิดไฟไหม้และเครื่องบินเสียหาย   ลูกที่ 2 ตกระเบิดใกล้ปล่องไฟแรงระเบิดทำให้หม้อน้ำเสียหาย 6 หม้อ  ลูกที่ 3 ทะลุดาดฟ้าลงไปสามชั้นแล้วระเบิด   ลูกเรืออเมริกันทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ในการดับไฟ  โชคดีของการออกแบบเรือของสหรัฐฯมีระบบป้องกันภัยเป็นอย่างดี   เมื่อเปิดน้ำท่วมคลังกระสุนและเปิดก๊าซคาร์บอนออกควบคุมถังน้ำมันเชื้อเพลิง  ไฟก็ไม่ลามออกไป   ยอร์ค ทาวน์ได้รับความเสียหายที่หม้อน้ำทำให้เรือเสียกำลัง   เมื่อสามารถดับไฟได้แล้วกำลังเรือก็หยุดต้องลอยลำซ่อมเมื่อเวลา 12.20 น.   รายงานจากฝูงบินญี่ปุ่นได้แจ้งไปยังยามากุจิว่าสามารถจมเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯได้ 1 ลำ  ซึ่งไม่เป็นความจริง  เพราะเวลา 13.20 น.หม้อน้ำ 3 ลูกก็ทำงานได้  เรือยอร์ค ทาวน์เดินทางได้ความเร็ว 20 น้อต    เครื่องบินที่มีอยู่บนยอร์ค ทาวน์ได้บินไปลงยังเอ็นเตอร์ ไพรส์และฮอร์เนต   เหลือไว้แต่เครื่องบินขับไล่ไว้ป้องกันเรือที่ตอนนี้เครื่องเติมเชื้อเพลิงใช้การได้แล้ว  จึงเติมเชื้อเพลิงและอาวุธ    สปรูแอนซ์แบ่งกำลังจากกองเรือเฉพาะกิจที่ 17 มาช่วยคุ้มกันยอร์ค ทาวน์โดยส่งเรือลาดตระเวน 2 ลำและเรือพิฆาต 2 ลำ

ยามากุจิเข้าใจว่าเขาจมเรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกาได้ 1 ลำแล้ว  จึงคิดว่าอเมริกาเหลือเรือบรรทุกเครื่องบินอีกเพียงลำเดียว  จึงคิดว่ายังอาจพลิกสถานการณ์ได้  ขณะนี้ความคิดของฝ่ายญี่ปุ่นคือเหลือ 1 ต่อ 1 เท่ากัน  และกองเรือของยามาโมโตก็กำลังตามมา   เขาน่าจะทำลายเรือบรรทุกเครื่องบินลำสุดท้ายของสหรัฐฯลงได้ก่อน  เขาส่งเครื่องบินปล่อยตอร์ปิโด B 5 N ขึ้น 10 เครื่องโดยมีเรื่องซีโรคุ้มกัน 6 เครื่อง  ไปโจมตีที่จุดเดิมเมื่อเวลา 13.30 น. โดยคาดว่าเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯลำที่ 2 อยู่ที่นั่น  แต่ความจริงฝูงบินของยามากุจิกำลังไปโจมตีเรือยอร์ค ทาวน์ลำเดิม  แทนที่จะไปโจมตีเรือเอ็นเตอร์ ไพรส์ หรือฮอร์เนต  เมื่อเรือยอร์ค ทาวน์ตรวจจับฝูงบินญี่ปุ่นได้ ก็รายงานให้แฟลตเชอร์ทราบ  แฟลตเชอร์ส่งเรือลาดตระเวนคุ้มกันไปป้องกันด้านหน้า และส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นสกัดกั้น 8 เครื่อง   ทันทีที่ได้รับรายงาน  ในขณะที่เครื่องอื่นๆต้องใช้เวลากว่าจะขึ้นบินได้  เครื่อง F 4 F  จึงต้องรับงานหนัก  อีกครั้งที่การพันตูกันกลางอากาศเกิดขึ้น   F 4 F  ไวด์แคต  สามารถยิงเครื่องบินปล่อยตอร์ปิโดแบบ คาเตะของญี่ปุ่นตก 2 เครื่องเท่านั้น  ที่เหลือผ่านการสกัดกั้นเข้ามาได้     F 4 F ต้องใช้วิธีไล่จี้คาเตะไปทางม่านการยิงของปืนต่อสู้กากาศยานของกองเรือเฉพาะกิจที่ 16  ไม่ให้เข้าถึงเรือยอร์ค ทาวน์   คาเตะถูกยิงตกอีก 3 เครื่อง  แต่ทะลุม่านการยิงเข้าถึงเรือยอร์ค ทาวน์ได้ 5 เครื่อง และปล่อยตอร์ปิโด 5 ลูก  3 ลูกพลาดเป้า แต่อีก 2 ลูกชนเรือยอร์ค ทาวน์ทางกราบซ้ายและระเบิดขึ้น  ซีโร่เครื่องหนึ่งถูกยิงเสียหายเสียการบังคับเข้าชนบริเวณสะพานเดินเรือมีนายทหารบาดเจ็บและเสียชีวิต  โชคดีที่แฟลตเชอร์ปลอดภัย  ซีโร่อีกเครื่องถูกยิงตกลงบริเวณปล่องไฟแผลเก่า   เรือยอร์ค ทาวน์ที่พิการเสียหายอย่างหนัก   ซีโร่อีก 4 เครื่องก็ถูกยิงตก  จึงมีคาเตะเพียง 5 เครื่องเท่านั้นที่รอดกลับเรือฮิโรยุได้และรายงานว่าสามารถจมเรือบรรทุกเครื่องบินข้าศึกได้อีก 1 ลำ  ยามากูจิต่างกับนากูโม  เขาเชื่อว่าเรือยอร์ค ทาวน์ยังอยู่ในอู่ซ่อม  ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าเขาจมเอ็นเตอร์ ไพรส์และฮอร์เนตได้ และเขาได้ชัยชนะแล้ว

การสรุปของยามากุจิและเสนาธิการของเขาเชื่อว่าสามารถจมเรือบรรทุกเครืองบินสหรัฐฯได้ทั้ง 2 ลำ  เพราะเขาไม่เข้าใจถึงขีดความสามารถในการสร้างระบบป้องกันภัยของเรือรบสหรัฐฯมีสูงมาก  อีกทั้งจากรายงานของนักบินญี่ปุ่นที่ผ่านการรบอันสับสนมา  ญี่ปุ่นแยกประเภทเรืออเมริกาไม่ออก  เพราะเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯที่มีอยู่ในกองเรือเฉพาะกิจที่ 16 และ 17 นั้นเป็นเรือชั้นเดียวกันรูปร่างเหมือนกัน

เรือยอร์ค ทาวน์โดนโจมตีซ้ำกันถึงสองครั้ง เสียหายอย่างหนักเครื่องยนต์ เสียหายต้องลอยลำอยู่กับที่  ได้มีความพยายามที่จะดับไฟแต่ไม่สำเร็จ  แฟลตเชอร์ส่งเครื่องบินที่เหลือไปเรือเอ็นเตอร์ ไพรส์ การสูบน้ำออกจากท้องเรือก็ไม่สำเร็จ เขาจึงสั่งสละเรือเมื่อเวลา 15.00 น. เรือยอร์ค ทาวน์ค่อยๆเอียงลงและจมลงสู่ท้องทะเล

ยอร์ค ทาวน์จมไปแล้ว  แต่พิษสงของมันยังไม่หมด  เครื่องบินลาดตระเวนจากยอร์ค ทาวน์ยังคงค้นหาเรือฮิโรยุอยู่และตรวจพบจึงรายงานไปให้สปรูแอนซ์ทราบ เมื่อเวลา 15.00 น.   ในขณะนั้นทั้งเอ็นเตอร์ ไพรส์ และ ฮอร์เนตมี ดิวาสเตเตอร์ 4 เครื่อง เครื่องดอนเลสอีก 46 เครื่อง และมีเครื่องขับไล่ไวด์แคตอยู่อีก 50 เครื่อง  สปรูแอนซ์ส่งดอนเลสขึ้นจากเอ็นเตอร์ ไพรส์ขึ้นโจมตี 24 เครื่องเมื่อเวลา 15.30 น.และเวลา 16.00 น.ก็ส่งดอนเลสอีก 16 เครื่องขึ้นจากฮอร์เนต รวม 40 เครื่องเป็น 2 ฝูง  สปรูแอนซ์ที่ระแวดระวังเก็บไวด์แคต 50 เครื่องไว้ เผื่อฝ่ายญี่ปุ่นจะมาโจมตี  การตัดสินใจของสปรูแอนซ์นับว่าเสี่ยง เพราะฝูงบินทิ้งระเบิดของเขาไปโจมตีโดยไม่มีเครื่องขับไล่คุ้มกันเลย  การคาดการระแวดระวังของสปรูแอนซ์นับว่าเดาใจยามากุจิได้แม่น  เพราะในเวลาเดียวกันนั้นเอง ประมาณ 16.30 น. ยามากุจิแม้เชื่อว่าได้ชัยชนะเด็ดขาดไปแล้วก็กำลังเตรียมการโจมตีอีกครั้งอย่างใจเย็นเพื่อเก็บกวาดดอกผลจากชัยชนะ    การขึ้นโจมตีครั้งนี้เป็นศึกเล็ก ยามากุจิจึงใจเย็นไม่รีบร้อนเพราะไม่มีภัยคุกคามทางอากาศอีกแล้ว  เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯจมแล้วทั้ง 2 ลำ (ซึ่งในความจริงสหรัฐฯมีเรือบรรทุกเครื่องบิน 3 ลำ จมไปเพียงลำเดียว)  เขาให้นักบินของเขาได้มีโอกาสพักผ่อนหลังการรบตลอดวัน  นักบินญี่ปุ่นเพิ่งมีโอกาสได้กินอาหาร  ยามากุจิเตรียมเครื่องบินไว้บนดาดฟ้า  และจะส่งสัญญาณโจมตีเมื่อเวลา 18.00 น. ซึ่งเป็นเวลาพอดีกับคลื่นการโจมตีจากเอ็นเตอร์ ไพรส์มาถึงโดยไม่มีการระวังตนไม่มีแม้โอกาสจะได้รับการแจ้งเหตุเตือนภัย  เครื่องบินนาวีสหรัฐฯชุดแรก 13 เครื่อง ดำดิ่งมาจากมุมสูงย้อนแสงอาทิตย์ยามเย็นเข้าโจมตีเรือฮิโรยุ  เครื่องอื่นๆเข้าโจมตีเรือคุ้มกัน  นักบินนาวีสหรัฐฯทิ้งระเบิดลงมา 13 ลูก 6 ลูกพลาดเป้าตกทะเล อีก 3 ลูกตกเฉียดเรือส่งนำกระฉูดขึ้นจากข้างเรือ  แต่อีก 4 ลูกถูกเป้าอย่างจัง     2 ลูกตกกลางดาดฟ้าเรือที่เต็มไปด้วยเครื่องบินที่ติดอาวุธแล้วที่กำหนดจะขึ้นบิน  เกิดการระเบิดอย่างมหาศาล  อีก  2 ลูกตกที่หน้าหอบังคับการและระเบิดสังหารนายทหารทุกคนในหอบังคับการสะพานเดินเรือทุกคน   ลูกระเบิดยังทะลุลงไปในโรงเก็บเครื่องบิน ลูกระเบิดที่เตรียมไว้แตกออกระเบิดซ้ำ  คลังแสงของเรือฮิโรยุเกิดระเบิดอย่างรุนแรง  อุปกรณ์การดับไฟถูกทำลายหมด  ไฟไหม้ทั้งลำเรือ  เรือฮิโรยุยังแล่นไปช้าๆ   ลูกเรือได้รับคำสั่งให้สละเรือเวลาตี 2 ครึ่ง  ไฟไหม้ตลอดทั้งคืน จนรุ่งเช้า วันที่ 7 มิถุนายน  1942 เวลา 9.00 น. เรือบรรทุกเครื่องบินลำสุดท้ายในกองเรือโจมตีมิดเวย์ก็จมสู่ท้องทะเล

300 ไมล์ จากจุดหายนะของกองเรือนากูโม  ยามาโมโตยังไม่ยอมแพ้เพราะเขาคิดว่า  ฝ่ายสหรัฐฯไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบินเหลืออยู่แล้ว  การยึดเกาะมิดเวย์ยังทำต่อไปได้เพราะเท่ากับว่าทะเลเปิดโล่งสำหรับกองเรือของเขาแล้ว  แม้จะสูญเสียเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นดีไปถึง 4 ลำ  การได้เกาะมิดเวย์ก็ถือว่าคุ้มค่า  ยามาโมโตเรียกกองเรือโจมตีลวงของโอโวซาย่ามาจากอัลลูเชียนซึ่งมีเรือบรรทุกเครื่องบินเบา 2 ลำมาสมทบ  และเรียกกองเรือยกพลขึ้นบกของนายพลคอนโดซึ่งมีเรือบรรทุกเครื่องบินอีก 2 ลำมาเพื่อรวมกำลังกันยึดเกาะมิดเวย์ทางตะวันตกเฉียงเหนือให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง     ยามาโมโตรวมกำลังไม่สำเร็จ  มีเรือประจัญบาน 2 ลำจากกองเรือของคอนโดเท่านั้นที่มาถึง  นอกนั้นติดต่อกันไม่ได้ยามาโมโตพยายามค้นหากองเรือสหรัฐฯแต่ไม่พบ  ทั้งนี้เพราะสปรูแอนซ์เมื่อจมเรือลำที่ 4 แล้วก็ถอนกองกำลังไปทางตะวันออกทันที

7 มิถุนายน  1942 จะด้วยข้อเท็จจริงอย่างไรไม่อาจพิสูจน์ได้  เครื่องตรวจการของยามาโมโตรายงานเมาว่าพบเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ 4 ลำ  เท่ากับที่ยามาโมโตจะมีอยู่ถ้ารวมกำลังได้สำเร็จ        ยามาโมโตไม่เชื่อรายงานนี้  แต่ฝ่ายเสนาธิการของเขาเสนอว่าถ้าความเป็นไปไม่ได้เกิดเป็นไปได้อย่างเหตุการณ์ ระหว่างวันที่ 3-6 มิถุนายน 1942 ที่เพิ่งผ่านมา  ก็จะเป็นการเสี่ยงที่น่ากลัว  หลังจากการประชุมฝ่ายเสนาธิการก็มีการลงความเห็นว่าควรถอนกำลังกลับ  ล้มเลิกยุทธการมิดเวย์  เป็นความพ่ายแพ้อย่างอัปยศของฝ่ายญี่ปุ่น

เมื่อแน่ใจว่าฝ่ายญี่ปุ่นกำลังถอย  สปรูแอนซ์ก็ตามโจมตี  แต่ช้าไป   ฝ่ายญี่ปุ่นถอยทัพไปไกลเกินรัศมีการโจมตีทางอากาศแล้ว  ยุทธนาวีทางอากาศที่มิดเวย์ได้สิ้นสุดลงแล้ว        ในด้านความเสียหายญี่ปุ่นสูญเสียเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นดีไปถึง 4 ลำ คือ อะกากิ คากะ ฮิโรยุ  โซริยุ และเรือลาดตระเวนหนักอีก 1 ลำ  เครื่องบินรบถูกทำลาย  322 เครื่อง  ทหารเรือของนากูโมเสียชีวิตถึง 3,500 คน และที่สูญเสียไปอย่างไม่อาจทดแทนคือนักบินประสบการณ์สูงอันทางคุณค่า  เปรียบเทียบกับฝ่ายสหรัฐฯที่เสียเรือบรรทุกเครื่องบินพิการไป1 ลำ คือเรือยอร์ค ทาวน์ เสียเครื่องบินทั้งที่ถูกทำลายบนพื้นดิน  บนอากาศ และร่อนลงฉุกเฉินลงทะเลไป 150 เครื่อง  ฝ่ายสหรัฐฯเสียทหารไปน้อยอย่างไม่น่าเชื่อคือเสียทหารไปเพียง 307 คน  ส่วนใหญ่คือลูกเรือยอร์ค ทาวน์และนักบินนาวีอ่อนประสบการณ์

ในด้านยุทธศาสตร์  ฝ่ายสหรัฐฯได้ชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่และเด็ดขาด  สามารถป้องกันเกาะมิดเวย์ไส้ได้  เป็นการทำลายจุดประสงค์ทางยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นที่ต้องการเกาะมิดเวย์เป็นกระดานกระโดดเข้าคุกคามถึงบ้านสหรัฐฯ และครอบครองแปซิฟิคไว้เป็นของตน  เป็นชัยชนะที่สหรัฐฯด้อยกำลังกว่าถึง 4 ต่อ 1  และด้อยประสบการณ์กว่า    ญี่ปุ่นเข้าทำสงครามในแมนจูเรียมาแต่ปี  1931 และกับจีนในปี  1938  ฝ่ายสหรัฐฯเพิ่งมีประสบการณ์ทางการรบเพียง 6 เดือนเท่านั้น   ยุทธนาวีทางอากาศระหว่างวันที่ 3-6 มิถุนายน  1942 เป็นจุดแตกหักของสงครามแปซิฟิค  กองทัพเรือญี่ปุ่นสูญเสียอำนาจการบุกทางทะเลลงไปอย่างสิ้นเชิง  หลังยุทธนาวีที่มิดเวย์แล้ว  กองทัพเรือญีปุ่นลดบทบาทเป็นเพียงฝ่ายสนับสนุนกองทัพบกเท่านั้น   การบุกของญี่ปุ่นหยุดชะงักลง   การโจมตีออสเตรเลียเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป  กำลังทางเรือของญี่ปุ่นต้องรับบทบาทในการกระจายกำลังทางเรือและอากาศคุ้มครองเกาะใหญ่น้อยที่ยึดครองอยู่    นั่นคือหลัง 6 เดือนของการบุกอย่างดุเดือด  ต่อไปนี้ฝ่ายญี่ปุ่นต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับ  การยุทธที่มิดเวย์ยังเป็นการพิสูจน์อีกว่าการใช้กำลังทางอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการตัดสินผลของการสู้รบ  ยุคสมัยของเรือประจันบานขนาดยักษ์ติดปืนใหญ่หนักได้ผ่านพ้นไปแล้วโดยสิ้นเชิง

หลังมิดเวย์ กองทัพเรือของทั้งสองฝ่ายได้กระทำยุทธนาวีทางอากาศอีกสองครั้ง  ในโซโลมอนตะวันออกและซานตาครูส   ญี่ปุ่นเสียบรรทุกเครื่องบินเรียวโจ  เรือซุยโฮและโชกากุได้รับความเสียหาย  ทำให้จำนวนเรือบรรทุกเครื่องบินลดลงไปอีก 3 ลำ  ฝ่ายสหรัฐฯเสียเรือบรรทุกเครื่องบินวาสป์ และฮอร์เนต รวม 2 ลำ  แต่เรือบรรทุกเครื่องบินชั้นเอสเทคกำลังทยอยออกจากอู่ต่อเรือ  ในขณะที่ญี่ปุ่นไม่มีการทดแทน  ที่สำคัญการยุทธ 2 ครั้งนี้ญี่ปุ่นต้องเสียเครื่องบินชั้นแนวหน้าไปถึง 1,000 เครื่อง และนักบินฝีมือดีเกือบทั้งหมด  หลังการรบในฟิลิปินส์ ยุทธนาวีที่ช่องแคบซูริเกาและอ่าวเลเตย์  กองทัพเรือญี่ปุ่นสูญเสียกำลังทางเรือไปเกือบหมด  ปฏิบัติการแบบฆ่าตัวตายของนักบินญี่ปุ่นก็กลายเป็นอาวุธใหม่ที่ต้องการเพียงนักบินที่ขับเครื่องบินได้เท่านั้น

ยุทธนาวีทางอากาศที่มิดเสย์จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนโฉมหน้าของสงคราม  แต่ฝีมือในการรบของทั้งสองฝ่ายยังเป็นที่น่าสงสัย ดังที่พลเรือเอกนิมิตซ์แม่ทัพเรือของสหรัฐฯกล่าวว่า "เราชนะเพราะเก่งกว่าญี่ปุ่นหรือโชคดีกว่าญี่ปุ่นกันแน่?"

 


 

เขียนเมื่อ 2540 ลงในนิตยสารแทงโก

 เนื่องจากบทความนี้เป็นลิขสิทธิ์อัน ชอบธรรมของผู้เขียน และอาจะมีการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลบ้างตามความเหมาะสม ในการนำบทความไปเผยแพร่ในเว็บไซต์อื่นๆ จึงขอความร่วมมือให้ใช้วิธีการคัดลอกเฉพาะ Link หรือ URL Address แทนการคัดลอกบทความทั้งหมด  หากมีการคัดลอกไปในลักษณะแอบอ้างเป็นผู้เขียน หรือมีเจตนาอื่นใดที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อทางเว็บ iseehistory.com แล้ว จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย

 

 

 




บทความเสริมความรู้ทั่วไป

ร้อยตำรวจเอกธรณิศ ศรีสุข ยอดวีรบุรุษ ตชด. วันที่ 02/07/2010   21:44:35
Robinson Crusoe 1997 - ความเป็นมนุษย์ วันที่ 26/05/2012   10:55:36
พงศาวดารมอญพม่า จาก ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑ วันที่ 21/04/2012   10:42:18 article
พระนเรศวรฯ กับเมืองละแวก ใน พงศาวดารละแวก ฉะบับแปล จ.ศ. ๑๑๗๐ วันที่ 21/04/2012   10:43:01 article
Beau Brummell: The Charming Man 2006 หนุ่มเจ้าสำอาง วันที่ 24/09/2015   22:37:44
เรื่องของฮิตเลอร์ และ เอวา บราวน์ วันที่ 24/09/2015   22:37:10
Fanny Hill การผจญภัยในโลกีย์ วันที่ 24/09/2015   22:36:45
The Marriage of Figaro วิวาห์ฟิกาโร วันที่ 24/09/2015   22:36:10
แนะนำบทความประวัติศาสตร์ที่ simple.wikipedia.org วันที่ 21/04/2012   10:44:07 article
ยศและเครื่องหมายยศทหารเยอรมันสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (Wehrmact Heer & Waffen SS) วันที่ 21/04/2012   10:47:26 article
ประวัติศาสตร์กับภาษาต่างประเทศ วันที่ 21/04/2012   10:50:53 article
บางประเด็นจากการไปฟังบรรยายเรื่องพิพิธภัณฑ์โรงเรียนเทพศิรินทร์ วันที่ 21/04/2012   10:52:53 article
หลักฐานประวัติศาสตร์และการวิเคราะห์หลักฐานประวัติศาสตร์ วันที่ 21/04/2012   10:51:49 article
MP40 กับ PPSh-41 และปืนกลมืออื่นๆ อีก 3 แบบ วันที่ 21/04/2012   10:54:27 article
คลีโอพัตรา ตอนที่ 4 : ฟาโรห์องค์สุดท้ายของอียิปต์ - ผู้หญิงที่โลกไม่มีวันลืม (สรุป) วันที่ 09/01/2011   19:31:10
มิติของเวลาในประวัติศาสตร์ วันที่ 27/02/2009   22:33:10
แล้วผมต้องทำอะไรกับประวัติโรงเรียนเทพศิรินทร์? วันที่ 21/04/2012   10:53:38 article
นางเอกอมตะตลอดกาล 25 คนแรก ของฮอลลีวู้ด (1) วันที่ 14/05/2012   21:45:30
เมื่อ Don Quixote de Lamancha ปะทะ เล่าปัง (2) วันที่ 14/05/2012   21:44:31
เมื่อ Don Quixote de Lamancha ปะทะ เล่าปัง วันที่ 14/05/2012   21:43:48
ภาพยนตร์รัสเซีย "Battle of Kursk" ศึกรถถังที่ใหญ่กว่า "Battle of the Bulge" วันที่ 21/04/2012   11:00:38 article
อธิบายเบื้องต้นเกี่ยวกับคำศัพท์หน่วยทหาร วันที่ 21/04/2012   11:01:41 article
"บางระจัน่" จากพระราชพงศาวดาร 2 ฉบับ วันที่ 05/05/2012   09:30:38 article
ราชทูตปรัสเซียเยือนสยามสมัยร.๔ ก้าวแรกสัมพันธ์ไทย-เยอรมัน วันที่ 21/04/2012   11:08:02 article
พระราชดำรัสเนื่องในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 20 พฤษภาคม 2535 วันที่ 05/05/2012   09:40:33 article
ทดสอบการแปลยศทหารบกจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยด้วยโปรแกรมพจนานุกรมดิจิตอล วันที่ 05/05/2012   10:17:45 article
ตำราพิชัยสงครามของไทย วันที่ 10/05/2012   11:22:47
ภาพตัวอย่างเครื่องแบบทหารเยอรมันสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 วันที่ 05/05/2012   10:16:51 article
"ไทยรบเขมร" ใน "ไทยรบพม่า" วันที่ 05/05/2012   10:13:48 article
อวสาน บิสมาร์ค วันที่ 10/05/2012   11:26:55
ชีวประวัติกับประวัติศาสตร์ วันที่ 05/05/2012   10:04:25 article
สืบเนื่องจาก "ELSID" วันที่ 14/05/2012   21:41:48
เจงกิสข่าน ผู้ยิ่งใหญ่ (2) วันที่ 14/05/2012   21:40:37
เจงกิสข่าน ผู้ยิ่งใหญ่ วันที่ 14/05/2012   21:39:44
เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ วันที่ 14/05/2012   21:38:54
การรบแห่งสตาลินกราด วันที่ 10/05/2012   11:28:24
Bangkok mean time เวลามาตรฐานชาติแรกของโลก ณ พระที่นั่งภูวดลทัศไนย วันที่ 10/05/2012   11:30:18
เครื่องบินรบไทยในสงครามอินโดจีน วันที่ 10/05/2012   11:37:11
Little Boyและfatman คู่หูมหาปลัย วันที่ 10/05/2012   11:34:40
พลูโตในยุคสมัยต่างๆ (www.horauranian.com) วันที่ 29/09/2008   21:37:10
กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ผู้ตั้งชื่อ "เดือน" ของไทย วันที่ 00/00/0000   00:00:00
ความเป็นมา วันสตรีสากล ๘ มีนาคม และ ผู้ให้กำเนิดวันสตรีสากล วันที่ 08/03/2014   08:50:05
คลีโอพัตรา ตอนที่ 1: ราชินีสาว นางพญาแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์ ฟาโรห์องค์สุดท้ายของอิยิปต์ และผู้หญิงที่สวยที่สุดในประวัติศาสตร์ วันที่ 09/01/2011   19:31:53
ร้อยเอกวัฒนชัย คุ้มครองเหรียญกล้าหาญสมรภูมิบ้านร่มเกล้า วันที่ 21/08/2010   22:08:31
พันโททวี ปูรณโชติ ขุนศึกแห่งลุ่มน้ำซุยคา วันที่ 21/08/2010   22:09:01
พันโทเจริญ ทองนิ่ม วีรบุรุษพลร่ม วันที่ 21/08/2010   22:09:29
เรือเอกประทีป อนุมณี "ประดู่เหล็กแห่งดูซงญอ" วันที่ 21/08/2010   22:09:57
วีรกรรมดอนแตง วันที่ 21/08/2010   22:10:41



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
| WW II Europe | WW II Asia | WW I | Vietnam War | ประวัติศาสตร์ไทย | บทความจากสมาชิก | คุยกันหลังฉาก | บทความทั้งหมด |

สนใจร่วมเขียนบทความในเว็บไซต์ เชิญอ่าน แนวทางการร่วมเขียนบทความ ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์

Custom Search



eXTReMe Tracker