dot
dot
เว็บภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน
dot
dot
สมาชิก Webboard/Blog
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletข้อตกลงการเป็นสมาชิก
bulletเว็บบอร์ด-คุยกันหลังฉาก
bulletเว็บบอร์ด-Games ย้อนยุค
bulletเว็บบอร์ด-ชุดจำลองประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-หนังสือประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-เพลงประวัติศาสตร์
bulletคำถาม/คำตอบ ล่าสุด
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
dot
สงครามโลกครั้งที่ 2
dot
bulletสมรภูมิยุโรป (สัมพันธมิตรVSเยอรมัน-อิตาลี)
bulletสมรภูมิแปซิฟิก-เอเชีย (สัมพันธมิตรVSญี่ปุ่น)
dot
ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อื่นๆ
dot
bulletสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
bulletประวัติศาสตร์ไทย
bulletประวัติศาสตร์อเมริกันยุคเริ่มแรก
bulletสงครามเวียดนามและอินโดจีน
bulletตะวันตกโบราณ (กรีก โรมัน ฯลฯ)
bulletประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
bulletเอเชียโบราณ
bulletประวัติศาสตร์อื่นๆ (ยังไม่แยกหมวดหมู่)
bulletคลิปความรู้จาก YouTube
dot
บทความโดย วิวันดา
dot
bulletฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักรไรค์ซที่สาม
bulletลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์
bulletเลิศเลอวงศา...โรมานอฟ
bulletเชลย
bulletซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์
dot
บทความโดย สัมพันธ์
dot
bulletคนไทยในกองทัพพระราชอาณาจักรลาว
bulletประวัติศาสตร์สงคราม กรีก
bulletกรณีพิพาทอินโดจีนและสงครามมหาเอเชียบูรพา
bulletอยุธยายศล่มแล้ว ลอยสวรรค์ ลงฤา
bulletฮานนิบาล
bulletพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์
bulletไทยกับมหาสงคราม
bulletสงครามเวียดนาม
bulletห้วยโก๋น ๒๕๑๘
bulletการทัพในมลายา
bulletประวัติศาสตร์อื่น ๆ
dot
เรื่องอื่นๆ
dot
bulletบทความเสริมความรู้ทั่วไป
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletผู้จัดทำ
bulletผังเว็บไซต์ (Site Map)
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
bulletถาม-ตอบ (FAQs) (โปรดอ่านก่อนตั้งกระทู้หรือสมัครสมาชิก)
bulletร้านค้าออนไลน์
bulletแบ่งปัน Album
dot
ลิงค์ต่างๆ
dot
bulletHistory on Film
bulletกองบิน 21 กองพลบิน 2
bulletIELTS British Council
bulletIELTS IDP
bulletMUIC




โหราศาสตร์ยุคไอที



คนไทยในกองทัพพระราชอาณาจักรลาว - ลาแล้ว. . .ทุ่งไหหิน
วันที่ 16/02/2020   21:09:45

๘. ลาแล้ว  .  .  .  ทุ่งไหหิน

          ครับ . . .  พวกเราก็ดำเนินชีวิตไปตามปรกติของพวกเราในสนามรบ  ถ้าผมจะไม่ผิดว่า สหรัฐฯ ส่งทีม "ปิงปอง" ไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับจีนแดง ก็ในช่วงที่ผมอยู่ในทุ่งไหหินนี่แหละ ครับ  เ  พราะพวกเรายังได้คุยกันว่า ถ้าเขาดีกันได้พวกเราคงรบกันน้อยลง     ผมว่า แต่ก่อนที่จะดีหรือตกลงอะไรกันได้ คงต้องรบกันหนัก เพราะแต่ละฝ่ายก็ต้องการเป็นผู้ชนะหรือฝ่ายได้เปรียบในการเจรจา     และ . . . 

          เมื่อ ผมเคยเล่าถึงที่ปรึกษาทางทหาร ว่าตอนมาถึงทุ่งไหหินใหม่ๆ เราร้องขอให้กระสุนปืนใหญ่เพิ่มเติมอยู่เสมอ  แต่ก็ไม่ได้รับเพิ่ม   แต่ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นมา   กระสุนปืนใหญ่เราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  จนประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน   "ไลอ้อน" มีกระสุนปืนใหญ่ขนาด ๑๕๕  มม. ราวๆ กระบอกละ  ๒๐๐ นัด  และขนาด  ๑๐๕ มม. ราวๆ กระบอกละ   ๒๕๐ นัด   จนไม่มีที่เก็บ   บอกที่ปรึกษาฯ เขาตั้งแต่ยังไม่มากขนาดนี้ว่า พอแล้ว  ก็ยังส่งมาให้อีก  แถมยังบอกพวกเราเป็นภาษาลาวอีกว่า  เจ้า - จา - ตอง - ชาย - นัก    เป็นไทยก็ว่า  คุณจะต้องใช้มาก  นั่นแหละครับ

          ผมรู้สึกว่า  ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนมานี้ ปืนใหญ่เขายิงมาที่ "ไลอ้อน" บ่อยขึ้น . . . บ่อยขึ้น   และเวลาต่างๆ กัน     เกือบทุกวัน  บางครั้ง ก็ยิงไปที่สนามบิน บ้าง    แต่ยังไม่ยิงมาตกในที่ตั้งยิงของเรา   ประมาณตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม  พวกเรารู้สึกกันได้ว่า กระสุนปืนใหญ่ข้าศึกตกใกล้ และบางครั้งตกเข้ามาในที่ตั้งยิงไลอ้อน แต่ไม่มีใครบาดเจ็บ    

          สภาพอากาศฤดูหนาวในทุ่งไหหิน  หมอกหนาทึบในตอนเช้า  กว่าจะจางหายประมาณ  ๙ - ๑๐ นาฬิกา   บางวันมีฝนตกพรำๆ   ทัศนวิสัยไม่ดี    การสนับสนุนทางอากาศ ทั้งทางยุทธวิธี และการส่งกำลังบำรุงก็ถูกจำกัดเพราะสภาพอากาศ    จวบจนกระทั่ง  .  .  .  

 

๑๗   ธันวาคม   ๒๕๑๔

          วันนี้  หมอกหนาทึบ  และฝนตกพรำๆ ตั้งแต่ยังไม่สว่าง

 

 

 

           หน่วยทหารปืนใหญ่ที่ "คิงคอง"  "มัสแตง" และ "ไลอ้อน" ได้รับข่าวสารจากหน่วย บีซี ที่ระวังป้องกันให้ แต่ละที่ตั้งยิง คือ บีซี ๖๑๐  บีซี ๖๐๗  และ บีซ๊ ๖๐๙ ว่า   ทหาร ทชล.๒  (กรมเคลื่อนที่เร็ว) ซึ่งจัดเป็นกองรักษาด่านทั่วไป เผชิญหน้าข้าศึกบริเวณ ภูเก็ง และ ภูเทิง  ซึ่งตามตำราท่านว่าจะต้อง   รั้งหน่วง  การเข้าตีของข้าศึกให้ได้นานที่สุด    ลวง  ให้ข้าศึกเข้าใจว่าเป็นที่มั่นใหญ่  และ ทำลาย  กำลังข้าศึกให้ได้มากที่สุดก่อนที่ข้าศึกจะไปรบกับที่มันใหญ่ของฝ่ายเรา      ได้ใช้ขีดความสามารถในด้านการเคลื่อนที่เร็ว โ ต น โ ล ด ไปหมดแล้ว  โดยไม่ได้ รั้งหน่วง ลวง  ทำลาย  ข้าศึกแม้แต่น้อย   

 

 ดังนั้น  บีซี ๖๑๐  ๖๐๗  และ ๖๐๙  จึงเผชิญหน้ากับข้าศึกอย่างจัง ตลอดแนว   ดังนี้  

 

 

 

 

 

ครับ . . .  วันที่  ๑๗  ธันวาคม  ๒๕๑๔  ในทุ่งไหหิน  ผ่านไป   เหมือนกับหน่วยทหาร ทชล.๒ ที่โตนผ่านฝ่ายเราไปอย่างรวดเร็ว

 

ฝ่ายเรายังไม่มีรายงานการสูญเสีย

 

๑๘   ธันวาคม   ๒๕๑๔

          ผมตื่นขึ้นทำกิจวัตรส่วนตัวตั้งแต่มืด  ก่อน  ๕ นาฬิกา  เช่นปรกติ     เมื่อเดินกลับจะเข้ามาใน ศอย. ได้ยินเสียงกระสุนปืนใหญ่แหวกอากาศหวีดหวิวผ่านศีรษะไปตกเลยที่ตั้งยิงไป   รู้สึกว่าตกใกล้กว่าทุกๆ ครั้ง  เพราะได้ยินเสียงดังใกล้มาก   ผมนึกในใจว่า  เล่นกันแต่มืดเชียวนะ วันนี้      แล้วก็ มาสั่งยิงต่อต้านไปตามตำบลที่เคยยิงไว้แล้ว    แต่  วันนี้แปลก . . .  เขาไม่หยุด    ยังคงยิงเข้ามาเป็นระยะๆ  เว้นช่วงสัก ๕ - ๑๐ นาที ก็ส่งมาให้ซะ  นัด สองนัด    เราก็รายงานไป"สิงหะ" ได้รับคำตอบอย่างกล้าหาญว่า "ฟ้าเปิดแล้วจะส่งเครื่องบินไปโจมตีทางอากาศให้" 

          จนรุ่งสว่าง เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง    ภูมิ่ง สั่งการให้ทุกส่วนทราบสถานการณ์ว่าข้าศึกกำลังใช้กำลังเข้าตีฝ่ายเราในทุ่งไหหิน  ให้ทุกส่วนเตรียมรับสถานการณ์       จนเกือบ ๙ นาฬิกาฟ้าจึงเปิด  และมีเครื่อง T - 28  บินมาโจมตีทางตะวันออกเฉียงเหนือของ "ไลอ้อน"  อยู่พักหนึ่ง   แล้วก็บินกลับไป  

          ส่วนปืนใหญ่ของ "ไลอ้อน" มีภารกิจยิงตามคำขอของหน่วย บีซี ที่อยู่ข้างหน้าเราไม่ได้หยุด  ต้องยิงสนับสนุนหน่วย ถึง  ๓ ภารกิจ  หรือ  ๓ เป้าหมายในเวลาเดียวกัน    โดยใช้ปืนใหญ่ เป้าหมายละ ๒ กระบอก   (ขณะนี้"ไลอ้อน" มีปืนใหญ่ขนาด ๑๕๕ มม. ๔ กระบอก  และขนาด ๑๐๕ มม.  ๒ กระบอก  จึงยิงได้สูงสุดในเวลาเดียวกันได้เพียง  ๓ เป้าหมาย   แต่ละเป้าหมายใช้ปืนใหญ่ ๒ กระบอก เพื่อผลในการทำลาย) 

          ประมาณ  ๑๐ นาฬิกา  ผมพอมีเวลาว่างจากภารกิจยิง ก็ออกไปชมภาพทุ่งไหหินในการรบบ้าง  ผมลงไปในหลุมปืนว่างที่ไม่มีปืนใหญ่หลุมหนึ่ง เข้าไปในที่นอนของพลประจำปืน ไม่สว่างนัก  เพราะทำเป็นบังเกอร์มิดชิด มีประตูเข้า - ออก กว้างประมาณ ๒ เมตร  เสาและคานใช้ไม้ซุงไม้สนทั้งนั้น  เอาผ้าร่มสีน้ำเงินทำเป็นม่านเพื่อพรางแสงไฟ  เข้าประตูไป  ทางขวาทำยกพื้นเป็นที่นอน กว้างขวางพอนอนได้ราวๆ ๑๐ คน    ด้านเหนือ ทำเป็นช่องยาวประมาณ ๒ เมตร  สูงประมาณ ครึ่ง เมตร    

          ผมเข้าไปเห็น ภูแสน รอง ผบ.ร้อย.ป.๑๕๕  ซึ่งรับผิดชอบเรื่องการระวังป้องกัน  ไปตรวจการระวังป้องกันรอบที่ตั้งยิงร่วมกับภูน้อย    ผู้บังคับหมวดระวังป้องกัน  ตรวจเสร็จแล้วก็เข้ามาพักในหลุมปืนใหญ่นี้   กับพลปืนเล็กอีก สอง  สามคน   ผมเข้าไปดูที่ช่องมองที่ว่า  เห็นแต่ตำบลระเบิดของกระสุนปืนใหญ่  และกลุ่มควันจากปืนไร้แรงสะท้อนของข้าศึกที่ยิงฝ่ายเรา ที่นั่นที่นี่ทั่วไป     ภูแสน ร้องบอกผมว่า ภูสินไปดูอะไร มาเอนหลังกันที่นี่ดีกว่า   

          ผมดูภาพทุ่งไหหินในการรบอยู่สักอึดใจ   ก็เดินมานั่งริมทางเข้า ข้างๆ ภูแสนที่แคร่นอนนั้น  ตั้งใจจะถามว่า ผมอยากรู้ว่ามันใช้หลักยิงฝรั่งเศส หรือรัสเซีย   แต่ถามไม่ทันจบประโยค   ก็ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นตรงข้างหน้าช่องที่ผมยืนดูเมื่อสักครู่ที่แล้ว   ผมเสียหลักล้มลงไปบนแคร่  ฝุ่นตลบเต็มห้องจนมืดสนิท  ใจนึกว่า บังเกอร์พังลงมาทับหรือเปล่า     ก็เหวี่ยงมือออกไปแหวกผ้าม่าน  เห็นแสงภายนอกส่องเข้ามาได้ ก็สบายใจว่า บังเกอร์ไม่ได้พังปิดทางออก     ข้างในพลปืนเล็กคนหนึ่งตกใจคุมสติไม่ได้ร้องโวยวาย    ผมตะโกนสั่งให้ทุกคนทะยอยวิ่งออกไปข้างนอก     ส่วนตัวผม เข้าไปใน ศอย.   พบภูมิ่ง ถามว่า คุณไปทำอะไรมา    ผมไม่ทราบจะตอบอย่างไร เลยว่า  มันยิงผม    แล้ว  ก็เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง    ผมหยิบกระจกเงามาส่องดูยังนึกขำตัวเอง  เพราะฝุ่นจับเต็มตั้งแต่ผม  หัว  หู หน้า  เสื้อผ้า เห็นอยู่แต่ดวงตา  คงหลับตาได้ทัน   สำรวจดูตัวเอง พบว่า    สายสร้อยพระเครื่องที่ติดตัวอยู่ตลอดเวลาขาดลงไปกองอยู่ที่เข็มขัด อย่างไม่รู้ตัว   ถ้าผมยังยืนดูอยู่ที่เดิมก็นึกไม่ออกเหมือนกัน ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง  นับว่าแคล้วคลาดภยันตราย  หรือ นิรันตราย จริงๆ

          ครับ . . .  ไม่เป็นไร ก็รีบไปทำความสะอาดร่างกาย และ แต่งตัวมารบกันต่อ   . . .  นี่เป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง    

 

            ลองมาดูภาพรวมทั้งทุ่งไหหิน  ด้านที่ถูกเข้าตีหลักนะครับ

 

          ภาพรวมการเข้าตีของข้าศึกต่อ กกล.ทสพ. ที่ทุ่งไหหิน  เมื่อ   ธันวาคม  ๒๕๑๔

 

 

 

 

 

พล.ร.๓๑๖ : ร.๑๗๔ ร.๑๔๘ และ ร.๓๓๕ พัน ถ.๑๙๕  สนับสนุนด้วย  กรม ป.สนาม และ กรม ปตอ.เข้าตีฝ่ายเรา ที่ภูเก็ง - สนามบินเมืองพั้น  "คิงคอง" บีซ๊ ๖๐๖ และ ๖๐๘

 

 พล.ร.๓๑๒ : ร.๑๔๑ ร.๑๖๕ และ ร.๒๐๙ พัน ถ. สนับสนุนด้วย กรม ป.สนาม เข้าตีฝ่ายเราที่ บ้านโตน - ภูเทิง   "มัสแตง"  บีซ๊๖๐๓ และ ๖๐๗  "ไลอ้อน"  บีซ๊ ๖๐๙  และ ๖๐๕

 

 

 แยกภาพดูแต่ละพื้นที่เป็นดังนี้

 

 

การเข้าตีของข้าศึกบริเวณ ภูเก็ง - สนามบินเมืองพั้น

 

๑๘  ธันวาคม ๒๕๑๔  

          ข้าศึกเริ่มโจมตีด้วยปืนใหญ่ และ อาวุธหนักทุกชนิด ต่อที่ตั้งยิง คิงคอง  บีซี ๖๐๖ และ ๖๐๘ อย่างหนัก   ตั้งแต่เวลา  ๕ นาฬิกา  ซึ่งฝ่ายเราก็ใช้ปืนใหญ่ต่อต้าน    แต่ข้าศึกยังคงใช้ปืนใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง    ฝ่าย ทชล.๒ พยายามใช้เครื่องบินโจมตีทางอากาศ  แต่ก็ถูก ปตอ. ข้าศึกยิงต่อสู้ จนตกเสียบ้าง ก็มี

          กำลังทหารราบข้าศึกก็รุกเข้าประชิดที่ตั้ง บีซี ๖๐๖ และ ๖๐๘  ฝ่ายเราพยายามต่อสู้อย่างเต็มที่

 

๑๙ ธันวาคม  ๒๕๑๔

          ข้าศึกโจมตีอย่างหนักตั้งแต่เช้า และมีรถถังเข้าปฏิบัติการด้วยตลอดทั้งวัน  ฝ่ายเราพยายามใช้การโจมตีทางอากาศทำลายการเข้าตีของข้าศึก  แต่ ปตอ.ข้าศึกต่อต้านอย่างรุนแรงและได้ผล 

          เวลาประมาณ  ๑๓ นาฬิกา  ข้าศึกใช้ปืนใหญ่ระดมยิงที่มั่นของ บีซี ๖๐๖  ทุกแห่ง และใช้รถถังร่วมเข้าตีด้วย จำนวน ๒ คัน จากทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

          เวลาประมาณ ๑๘๓๐  ข้าศึกเข้าตีในเวลากลางคืนต่อ บีซี ๖๐๖  ทางด้านเหนือของ"คิงคอง"  และ บีซี ๖๐๘  ทางตะวันออกของ"คิงคอง" ทุกแห่ง พร้อมกัน  

         บีซี ๖๐๖ พยายามรักษาที่มั่นด้วยอาวุธประจำหน่วยตลอดทั้งคืน   ฝ่ายเราสูญเสียจากการรบ (บาดเจ็บ - ตาย) เป็นจำนวนมาก  ในที่สุด  เห็นว่าไม่สามารถต้านทานการเข้าตีของข้าศึกได้ จึงถอนตัวไปยังที่ตั้งยิงคิงคอง" เมื่อ  ๒๐  ธันวาคม  เวลา ประมาณ ๐๕๓๐

          ทางด้าน บีซี ๖๐๘  ข้าศึกใช้รถถัง จำนวน ๖ คัน เข้าตีเมื่อเวลาประมาณ  ๒๒๓๐  ต่อที่ตั้งกองร้อย ที่ ๑ ป็นหน่วยแรก เนื่องจากตั้งอยู่ด้านตะวันออกของ"คิงคอง"   

           และฝ่ายข้าศึกได้ระดมกำลังทั้งหมดเข้าโจมตี บีซี ๖๐๘  อีกครั้ง  ในเวลา ๐๑๐๐  ของคืนนั้น  (นับเป็น ๒๐  ธันวาคม  ๒๕๑๔)    ขณะเดียวกัน  ข้าศึกได้ใช้รถถัง อีก ๔- ๖ คัน  เข้าตี บีซี ๖๐๘ ร้อย. ๒ ทางทิศตะวันออก  และ โอบหลัง บีซี ๖๐๘ ร้อย ๓ทางสนามบินเมืองพั้น    บีซี ๖๐๘  และ"คิงคอง"  จึงอยู่ในวงล้อมของข้าศึก

 

๒๐  ธันวาคม  ๒๕๑๔ 

          การรบรุนแรงดุเดือดตั้งแต่เริ่มรุ่งอรุณ   

          บีซี ๖๐๖  ถอนตัวไปรวมกับ"คิงคอง"แล้ว ตั้งแต่ยังไม่สว่างดี  ประมาณ ๐๕๓๐

          บีซี ๖๐๘ พยายามรักษาที่มั่น จนข้าศึกเข้ารบประชิดถึงขั้นตะลุมบอน  แต่ในที่สุด  ฝ่ายเราจำเป็นต้องสูญเสียที่มั่น   และถอนตัวฝ่าวงล้อมของข้าศึกไปทางตะวันตกเฉียงใต้  เมื่อเวลาประมาณ ๑๘๐๐  ปรากฏว่า ถอนตัวเข้าไปอยู่ในพื้นที่สังหารของข้าศึก ถูกระดมยิงด้วยอาวุธนานาชนิด   ต้องสูญเสียเป็นจำนวนมาก   กำลังส่วนที่เหลือจึงต้องใช้วิธีการแทรกซึมออกมาเป็นกลุ่มเล็กๆ  มุ่งหน้าไป ภูแท่น (ที่ตั้งยิง แพนเธอร์)  แต่ก็ปะทะกับข้าศึกอีก   ฝ่ายเราถูกจับเป็นเชลยหลายนาย    ส่วนที่เหลือ ก็หนีต่อไปยังภูเซอ (ที่ตั้งยิง สตริงเรย์)  และบ้านนา

          บีซี ๖๐๘  เสียที่มั่นในทุ่งไหหินให้แก่ข้าศึก เมื่อ ๒๐  ธันวาคม  ๒๕๑๔  เวลาประมาณ ๑๘๐๐

          หน่วยปืนใหญ่ที่ "คิงคอง"  คือ บีเอ ๖๓๕/ร้อย.ค.๔.๒ พยายามยิงต่อสู้ข้าศึกอย่างเต็มที่  พร้อมทั้งขอให้ ปืนใหญ่จากที่ตั้งยิง"แพนเธอร์" ที่ภูแท่น ยิงสนับสนุน  ทั้งวัน  อย่างทรหด  ต้องใช้ปืนใหญ่ยิงเล็งตรงต่อสู้รถถังของข้าศึกด้วย   แต่ปืนใหญ่ของ"คิงคอง"ถูกยิงจนชำรุดใช้การไม่ได้   ในที่สุด "คิงคอง"ก็ต้องถอนตัวในเวลา ๑๗๐๐    

          

ครับ . . . หน่วย ทสพ. บริเวณภูเก็ง -เมืองพั้น ต้องเสียที่มั่นทั้งหมด และถอนตัว  ใน  ๒๐ ธันวาคม ๒๕๑๔ เวลา ๑๘๐๐

 

!   !   !   !   !   !   !   !   !   !   !   !   !   !   !   !   !   !   !   !

 

 

การเข้าตีของข้าศึกบริเวณ บ้านโตน - ภูเทิง

บ้   า   น   โ   ต   น

๑๘  ธันวาคม  ๒๕๑๔

          ข้าศึกเริ่มโจมตีด้วย ปืนใหญ่ ต่อที่มั่นของ บีซี ๖๐๓  ๖๐๗  และ"มัสแตง"  พร้อมทั้งส่งกำลังเข้าโอบล้อมที่มั่นของ บีซี ๖๐๓ ร้อย.๑  ที่บ้านกล้วย

          "มัสแตง" ถูกยิงข่มอยู่ลอดเวลา จนแทบไม่สามารถยิงสนับสนุนหน่วยอื่นได้

          ในตอนบ่าย  ฝ่ายเราได้ตรวจการณ์พบธงสีแดง และสีขาว  เป็นแนวไปสู่สนามบินลาดห่วง และสู่ บีซี ๖๐๗  และ"มัสแตง"

 

๑๙  ธันวาคม  ๒๕๑๔

         ข้าศึกเริ่มโจมตีด้วยปืนใหญ่ตั้งแต่ ๐๕๓๐  และ ทหารราบเริ่มเข้าประชิดที่มั่นฝ่ายเราทุกแห่ง  ทุกหน่วยถูกข้าศึโจมตีทั้งด้วยอาวุธยิงระยะไกล และหน่วยทหารราบ

          ฝ่ายเราไม่มีโอกาสดำเนินกลยุทธช่วยเหลือกันได้ อย่างไร เลย   ทสพ.ทำได้เพียงจัดกำลังไม่เกินระดับหมวดออกไป "กวาดล้าง"ใกล้ๆ ที่ตั้งเท่านั้น ซี่งถูกกวาดสูญเสียกลับมาอยู่เสมอ    ที่ตั้งยิงปืนใหญ่ทุกแห่งถูกปืนใหญ่ข้าศึกยิงข่มตลอดเวลา ทำให้ฝ่ายเราใช้ปืนใหญ่ได้ไม่เต็มที่ 

         ในตอนเย็น บีซี ๖๐๓ ร้อย ๒  ได้ตรวจการณ์พบรถถังประมาณ ๑๐ คันเคลื่อนที่เป็นรูปขบวนแถวตอน ไปสู่สนามบินลาดห่วง  และแปรขบวนเป็นหน้ากระดาน ยิงที่มั่นของ บีซี ๖๐๓ ร้อย ๒  และ"มัสแตง"

            อีกส่วนหนึ่งเข้าตี ที่บังคับการ บีซี ๖๐๓  และ บีซี ๖๐๓  ร้อย ๓  จนไม่สามารต้านทานได้  ต้องถอนตัวไปสู่สนามบินบ้านทาง - Ban Thang 

          ทาง บีซี ๖๐๗   ถูกโจมตีด้วยปืใหญ่ตั้งแต่เช้า  และเข้าตีด้วยทหารราบ พร้อมรถถัง เช่นเดียวกัน จนไม่สามารถรักษาที่มั่นได้  ต้องถอนตัว พร้อมกับ บีซี ๖๐๓ บางส่วน ไปสู่ ที่ตั้งยิง"สตริงเรย์"ที่ภูเซอ เพื่อสถาปนาที่มั่นตั้งรับใหม่  แต่ระหว่างถอนตัวต้องปะทะข้าศึกที่ดักซุ่มโจมตีเป็นหลายครั้ง และข้าศึกส่งรถถังไล่ติดตาม   บีซี ๖๐๗  ต้องสูญเสียกำลังพลเป็นจำนวนมาก

ในที่สุด  ทหารเสือพรานในพื้นที่บ้านโตน ต้องเสียที่มั่นทุกแห่ง และที่ตั้งยิง ถอนตัวเมื่อเวลาประมาณ ๒๒๓๐

         

!   !   !   !   !   !   !   !   !   !   !   !   !   !   !   !   !   !   !

 

ภู   เ   ทิ   ง

 

 ๑๘   ธันวาคม   ๒๕๑๔  

          ข้าศึกเริ่มโจมตีด้วยปืนใหญ่ตั้งแต่ ๕  นาฬิกา  ต่อ บีซี ๖๐๙ และ ๖๐๕ และยิงข่มปืนใหญ่ฝ่ายเราที่"ไลอ้อน"อยู่ตลอดเวลา  ซึ่ง"ไลอ้อน"พยายามยิงตอบโต้เช่นกัน  พร้อมทั้งให้ทหารราบเคลื่อนที่เข้าล้อม บีซี ๖๐๓  ทางตะวันออกของ"มัสแตง"  และ บีซี ๖๐๙ บนยอดภูเทิงซึ่งเป็นภูมิประเทศสำคัญ  ข้าศึกได้กำหนดให้เป็นที่หมายของการเข้าตีหลัก    "ไลอ้อน"ต้องยิงสนับสนุนอย่างใกล้ชิด และต่อเนื่องตลอดเวลา

          ในตอนบ่าย  ข้าศึกได้ทวีความรุนแรงในการปฏิบัติยิ่งขึ้น  กระสุนปืนใหญ่ข้าศึกตกในที่ตั้งยิงมากขึ้น  และเห็นข้าศึกเคลื่อนที่เป็นกลุ่มก้อน จนต้องใช้ปืนใหญ่ยิงกลุ่มกำลังข้าศึกเหล่านั้นในทุ่งไหหิน   หน่วยรับการสนับสนุนต่างรบติดพันกับข้าศึกจนไม่สามารถขอใช้ปืนใหญ่ยิงสนับสนุนได้   และ"ไลอ้อน"เองก็ต้องใช้ปืนใหญ่ยิงเล็งตรงต่อข้าศึก 

          บีซี ๖๐๕ พยายามตีโต้ตอบข้าศึก ในตอนบ่าย แต่เป็นเพียงการจัดหน่วยไม่เกินระดับหมวด (ประมาณ ๔๐ นาย) ออกไปกวาดล้าง จึงไม่ประสบความสำเร็จกลับเป็นฝ่ายสูญเสีย หลายนาย  เฮลิคอปเตอร์ที่ฝ่ายเราขอมารับผู้บาดเจ็บส่งไปล่องแจ้งก็ถูกฝ่ายตรงข้ามยิง    และ ฮ.ไม่มาสนับสนุนหน่วยในพื้นที่ บ้านโตน - ภูเก็งอีกต่อไป 

          ในตอนค่ำจึงต้องนำศพผู้เสียชีวิตจากการออกไปกวาดล้างเมื่อตอนบ่าย มารวมไว้ที่ "ไลอ้อน" เพื่อรอ ฮ.มารับในวันต่อไป

 

 

          คืนนี้  บรรดาหัวหน้าต้องผลัดกันนอนเพื่อให้มีผู้สั่งการได้ตลอดเวลา นอกจากมีเหตุการณ์รุนแรงก็ต้องตื่นช่วยกันทุกคน  แต่จริงๆ แล้วไม่มีใครหลับลง ทุกคนมารวมกันใน ศอย. เพียงแต่นั่งหลับตามโอกาสอำนวยเท่านั้นเอง   

 

คืน  ๑๘  ธันวาคม  ๒๕๑๔  ผ่านไปด้วยความหวัง ที่ว่า . . . พรุ่งนี้ สถานการณ์ฝ่ายเราคงจะดีขึ้น 

 

๑๙   ธันวาคม   ๒๕๑๔ 

          สถานการณ์ฝ่ายเราไม่ดีขึ้นดังหวัง         

          ร.๒๐๙ และ ร.๑๔๑ ของข้าศึกเข้าตี บีซี ๖๐๙ อย่างรุนแรง   ฝ่ายเราใช้ปืนใหญ่จากทุกที่ตั้งยิงสนับสนุน  และกระสุนปืนใหญ่ นั้นก็ร่อยหรอลงไปทุกขณะ   

          ในตอนบ่าย ได้รับข่าวจาก บีซี ๖๐๙ บนยอดภูเทิงว่าได้ส่งกำลังออกไปลาดตระเวน ได้ปะทะกับข้าศึกที่เชิงภูเทิง ห่างจากที่ตั้ง บก.บีซี ๖๐๙ ประมาณ ๒ กม. ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไป  ฝ่ายเรากลับที่ตั้ง และขอให้"ไลอ้อน"ยิงตามเส้นทางที่คาดว่าข้าศึกจะเคลื่อนที่ไป ไม่ทราบผลหรอกครับ เพราะเป็นการยิงที่ไม่มีการตรวจการณ์  แต่คาดว่าข้าศึกก็คงไปรายงานหน่วยเหนือของเขา (ถ้าไม่ถูกกระสุนปืนใหญ่ของ"ไลอ้อน"บาดเจ็บล้มตายเสียก่อน)   เพราะฝ่ายข้าศึกเพิ่มเติมกำลังกดดัน บีซี ๖๐๙   มากขึ้นทุกทีๆ   และ บีซึ ๖๐๙  ก็ส่งเป้าหมาย และคำขอยิง ให้"ไลอ้อน" ทำการยิงให้ อยู่ตลอดเวลา

          และก็ในตอนบ่ายแก่ๆ  ประมาณ ๑๖ นาฬิกา กว่าๆ  นี้แหละ    แต่หลังจากจบภารกิจยิงของ บีซี ๖๐๙ แล้ว   ขณะที่ผมกำลังอำนวยการยิงต่อเป้าหมายซึ่งเป็น ปตอ.ข้าศึก ตามคำขอยิงของ ผู้นำอากาศยานหน้า อยู่   ได้ยินเสียงกระสุนปืนใหญ่ระเบิด และผู้บังคับหมู่ปืนใหญ่หมู่หนึ่งรายงานว่า ถูกรถถังข้าศึกยิง     (รู้ได้เพราะ ได้ยินเสียงยังดึง  "ตึง" จากรถถังในทุ่งไหหิน สักครู่ก็ระเบิด "กรั้ม" ที่เรา  แต่ถูกที่บังเกอร์ ปืนใหญ่และพลประจำปืนไม่เป็นอันตราย)   พลประจำปืนกลัวจนไม่กล้าออกมาปฏิบัติหน้าที่     ขณะนั้นใน ศอย. ไม่มีหัวหน้าอื่นอยู่เลย  ผมจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ ศอย.ดูแล "คำสั่งยิง" ต่อไป

         ส่วนผมเองวิ่งขึ้นไปที่ปืนใหญ่กระบอกที่มีปัญหา ใจก็นึกปอดๆ อยู่เหมือนกันแหละครับ  แต่ความอายมากกว่าความกลัว  นึกอธิษฐานในใจว่า  อย่างไร อย่างไร ขอให้ปลอดภัย เอาชีวิตกลับไปป้องกันบ้านเมืองเราบ้างเถิด   เพราะตั้งแต่รับราชการมายังไม่เคยได้รบเพื่อปกบ้านป้องเมืองคุ้มเหย้าตัวเองเลย  มัวแต่ทำศึกลำเข็ญเหนื่อยแสนยากเย็นไม่เว้นว่างเปล่าอยู่นอกพระราชอาณาเขตตลอดมา   และนึกถึงโคลงสี่สุภาพ พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระปิยมหาราช  บทหนึ่ง . . .

 

                                                       ๐   หากเป็นแสนยะผู้         นายทหาร

                                                 นำพวกประจันบาน                  เศิกกล้า

                                                 สำแดงพิระชาญ                      ชิตชงัด

                                                 นายทะนงนำหน้า                    ไพร่ล้วนพลอยหาญ

         

          เมื่อไปถึงหมู่ปืนใหญ่ที่ว่า  ผมบอกว่า  ถ้าเราไม่ยิงมัน มันก็ยิงเราข้างเดียว  ปืนของเราถึงยิงได้ช้ากว่าของมัน แต่ก็ใหญ่ และมีอำนาจทำลายมากกว่า  แค่ยิงเฉียดๆ มันก็แย่แล้ว  ดีกว่ารอให้มันยิงเอา ยิงเอาข้างเดียว    อาศัยพระบารมีปกเกล้า  ได้ผลครับทุกคนมีใจฮึกเหิมออกมายิงต่อสู้อย่างดุเดือด ไม่คิดชีวิต  ถือว่าหากพวกเราจะต้องตาย  ก็ขอให้ทำลายข้าศึกให้ได้มากที่สุดเสียก่อน  ไม่ใช่อยู่ในบังเกอร์รอให้เขามาฆ่า ให้อายบรรพชนนักรบไทย  และผมวิทยุเรียนหัวหน้าทุกคนให้ช่วยกันเป็นกำลังใจให้แก่พลประจำปืนด้วย   ซึ่ง ทราบภายหลังว่า ภูมิ่ง และ ภูเวียง ได้อยู่ประจำหมู่ปืนใหญ่กระบอกอื่นคนละกระบอก 

           ในห้วงเวลานี้ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่สับสน วุ่นวาย และอันตรายที่สุด

                   - ไหนจะคอยระวังรถถังข้าศึกจะยิงเข้ามา

                   - ไหนจะคอยระวังปืนใหญ่ของข้าศึก

                   - ไหนจะต้องช่วย"มัสแตง" ซึ่งถูกรถถังเข้าตี

                   - ไหนจะต้องยิงช่วย บีซี ๖๐๙ บนภูเทิง

           ผมจัดลำดับความเร่งด่วนอย่างนี้ครับ   ปืนใหญ่ข้าศึก พอจะใช้  "นะโม นะมัด  กำจัดออกไป   อย่าเข้ามาใกล้  ศาลามงคล  ออกไปให้พ้น  วินาศ สันติ  วินาศ สันติ"  ได้                   

          ต้องจัดการรถถังข้าศึกก่อน   เพราะเขาเห็นเรา และยิงเล็งตรง เป็นอันตรายเร่งด่วนที่สุด   ผมใช้ปืนใหญ่ขนาด ๑๐๕ มม. ๒ กระบอก ให้ยิงเล็งตรงต่อสู้กับรถถังข้าศึก สลับกัน    ดูเหมือนเราทำลายเขาไม่ได้  แต่เราก็ปลอดภัย   แต่พลประจำปืนก็มันมือ ยิงซะจนลืมจังหวะการยิงซึ่งเป็นข้อจำกัดทางเทคนิค   สำหรับปืนใหญ่ขนาด  ๑๐๕ มม.นี้ เขากำหนดให้ว่าถ้ายิงเร็ว  มีจังหวะยิงนัดละ ๑๕ วินาที  และหากยิงในจังหวะนี้ ยิงได้ไม่เกิน  ๑๕ นาที ต้องพัก   หากจะยิงให้ได้ทั้งวันทั้งคืน ก็ต้องใช้จังหวะ ยิงต่อเนื่อง   คือ นาทีละ ๑ นัด  ครับ    ที่จริงผมคิด และสั่งให้ยิงสลับกระบอกกันอยู่แล้ว  เพื่อให้ปืนใหญ่ยิงได้ตามจังหวะ  แต่ก็อย่างว่า นะครับ    รถถังมันยิงเอา ยิงเอา อยู่ต่อหน้าต่อตา  ใครจะอดใจได้   ผลคือ      ปืนใหญ่ชำรุดไป ๑ กระบอก

 

เสียงจากยอดภูเทิง   " . . . ช่วยยิงแตกอากาศกลางฐานให้ผมด้วย   เพราะเป็นทางเดียวที่ผมจะรอดอยู่ได้" 

          ประมาณ  ๑๗ นาฬิกา  ทุกฐานได้ยินเสียงรายงานสถานการณ์จาก บีซี ๖๐๙  บนยอดภูเทิงว่า  ". . . มีข้าศึกจำนวนมากเข้ามาในฐาน ถึงขั้นรบประชิดเข้าตะลุมบอนกันในฐาน . . ."   และ แล้ว  ผมก็ได้ยินเสียงรุ่นพี่ท่านหนึ่งซึ่งใช้ชื่อรหัสว่า อินทนิล  พูดออกวิทยุซ้ำอยู่ประมาณ ๒ - ๓ ครั้งว่า   "มัสแตง ไลอ้อน สตริงเรย์  ใครได้ยินเสียงผมแล้วช่วยยิงแตกอากาศกลางฐานให้ผมด้วย   เพราะเป็นทางเดียวที่ผมจะรอดอยู่ได้" 

          คำว่า "ยิงแตกอากาศกลางฐาน"   จะใช้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเมื่อข้าศึกเข้ามาในที่มั่นของฝ่ายเราได้และ ที่มั่นของเรามีบังเกอร์หรือที่กำบังมิดชิดปลอดภัย  ฝ่ายเราจะหลบเข้าในที่กำบัง ปล่อยให้ศึกอยู่ข้างนอกซึ่งไม่มีที่กำบัง  เมื่อขอให้ปืนใหญ่ฝายเรายิงแตกอากาศกลางฐาน  กระสุนจะระเบิดสูงจากพื้นดินประมาณ  ๒๐ เมตร ซึ่งเป็นความสูงที่จะสาดสะเก็ดระเบิดเป็นอันตรายต่อคนนอกที่กำบังอย่างที่สุด แต่ไม่ทำลายที่กำบัง  ฝ่ายเราซึ่งอยู่ในที่กำบังจึงปลอดภัย  และคอยเก็บข้าศึกที่ล็ดลอดเข้ามาในที่กำบัง    แต่วิธีนี้ จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อข้าศึกมีจำนวนจำกัด  ไม่มีกำลังมาเพิ่มเติม      แต่สถานการณ์ที่ภูเทิง ในวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๑๔ นี้  ข้าศึกมีจำนวนมาก  ครับ  มาก  เสียจนเรา . . . ทำลายไม่ทัน   แต่ผมคิดว่า "ไลอ้อน" น่าจะทำลายข้าศึก และช่วย บีซี ๖๐๙ ได้ระดับหนึ่ง  แต่ข้าศึกมีจำนวนมากเหลือเกิน  มากจนกระทั่ง . . . เราทำลายไม่หมด      ผมพยายามเรียก อินทนิล  และบอกให้พยายามถอนตัวมารวมกันที่"ไลอ้อน"   แต่ไม่ได้รับเสียงตอบ    และไม่ได้ยินเสียง และไม่ได้พบ พี่อินทนิล  อีกเลย จนทุกวันนี้     ผม ยิงปืนใหญ่ไปที่ภูเทิง แบบปูพรม ต่อไปอีกประมาณ ๑๐ นาที   ก็สั่งจบภารกิจ

          ในสมุดบันทึกของผมบันทึกตอนนี้ว่า  . . . พี่อินทนิลขอยิงแตกอากาศกลางฐานประมาณ ๕ โมงเย็นกว่าๆ  ยิงให้ประมาณ ๑๐ นาที ก็เงียบเสียงวิทยุ . . . ติดต่อไม่ได้ . . .      สมุดบันทึกนี้ผมมาบันทึกเอาเมื่อสถานการณ์เรียบร้อยแล้ว  ตอนอยู่ที่ล่องแจ้งในเดือน  มกราคม ๒๕๑๕

          เมื่อข้าศึกยึดที่มั่นบนภูเทิงได้แล้ว "ไลอ้อน" ก็อยู่ยากเพราะภูเทิงเป็นที่สูงข่มอยู่    ข้าศึก ใช้ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง (ปรส.)  และเครื่องยิงลูกะเบิด ยิงลงมาจากยอดภูเทิง ทำลายปืนใหญ่ของ "ไลอ้อน" จะใช้การไม่ได้      บีซี ๖๐๕ ซึ่งมีภารกิจระวังป้องกันให้"ไลอ้อน"พยายามผลักดันข้าศึกที่ยอดภูเทิงซึ่งได้ปะทะกัน  แต่ไม่เกิดประโยชน์ครับ  ฝ่ายเราเสียชีวิตไปหลายนาย  ฝ่ายข้าศึกก็ต้องสูญเสียบ้าง  แต่เขามีมากกว่าเรามากถึงจะสูญเสียบ้างก็ไม่มีผลกระทบ  ไม่เหมือนฝ่ายเรา

          พร้อมกันนั้น  ข้าศึกส่วนหนึ่งก็เข้าล้อมภูเทิงทางทิศใต้อีก  เพื่อสกัดกั้นเส้นทางถอยของฝ่ายเรา  และใช้ปืนใหญ่ยิง"ไลอ้อน" ตลอดเวลา

          ครับ . . . ผมมาทราบภายหลังว่า  ที่ภูเทิงนั้นได้รบประชิดถึงขั้นตะลุมบอน (คือใช้ดาบปลาบปืนสู้รบกัน)   ฝ่ายเราไม่สามารถรักษาที่มั่นได้  จึงรวบรวมกำลังกันแหกวงล้อมของข้าศึกออกมาได้บ้าง  และปะทะกับข้าศึกอย่างรุนแรง และตามเส้นทางถอนตัวมุ่งหน้าสู่สนามบินลาดแสน  แต่ไม่มีรายงานว่าพี่ อินทนิล ออกมาได้

         ในตอนเย็น "สิงหะ" สั่งการ ให้หน่วยทหารปืนใหญ่ทุกหน่วยแปรสภาพเป็ทหารราบ ยึดและรักษาที่มั่นไว้ให้นานที่สุด หน่วยเหนือกำลังแก้ไขสถานการณ์อยู่    ครับ   เป็นคำสั่งที่แสนอัจฉริยะที่สุดในวงการทหารทีเดียว  ผมว่า

          ถึงไม่สั่งพวกเราก็ต้องปฏิบัติเช่นนั้นอยู่แล้ว     ทุกคนมี ปืนเล็กยาว เอ็ม ๑๖  เป็นอาวุธประจำกาย  และกระสุนจำนวนหนึ่ง อยู่แล้ว     ก็เพียงแต่แจกจ่ายกระสุนเพิ่มเติมให้มากที่สุด เฉลี่ยไปให้ทุกคนได้นำติดตัว      ครับ   พวกเราเป็น  ราชินีแห่งสนามรบ ก็ได้นะ   ครับท่าน       กระจายกันอยู่ในคูติดต่อ (สนามเพลาะ)  และบังเกอร์  หากว่าข้าศึกเข้ามาได้ละก้อ  สนุกกันละครับ   

 

เตรียมการให้เกื้อกูลการปฏิบัติในอนาคต   

          ในระหว่างนี้ ส่วนที่เกี่ยวข้องก็รวบรวมผู้บาดเจ็บจากการรบ  (ผู้บาดเจ็บจากการรบเมื่อเจ้าหน้าที่เสนารักษ์ปฐมพยาบาลไปตามความรู้ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมาและสถานภาพยาและเวชภัณฑ์ที่ไม่ค่อยจะมี แล้วก็ให้ไปอยู่ที่พักของตน เพื่อรอ ฮ.มารับกลับไปล่องแจ้ง . . . แต่ ฮ.ถูกยิงไปตั้งแต่เมื่อวาน และไม่กล้ามารับอีก)   หรือไม่เกี่ยวข้องแต่พอปลีกตัวได้ก็มาช่วยกันทำเครื่องอำนวยความสดวกในการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บเหล่านั้น  ผู้ที่พอเดินได้ก็ทำไม้ค้ำยันให้  ผู้ที่เดินไม่ได้ก็ทำเปลหามไป     ครับ  ถึงแม้เราจะทราบดีว่า บางรายคงไม่สามารถทนต่อการเดินทางอันลำบากครั้งนี้ได้ตลอดรอดฝั่ง แต่ก็ไม่มีใครรังเกียจ หรือคิดทอดทิ้งกัน พูดให้กำลังใจกันว่า   อย่างไร  อย่างไร  ก็ต้องหอบหิ้วกันไปให้ปลอดภัยกันให้หมด

ในตอนค่ำ  ๑๙  ธันวาคม  ๒๕๑๔  คณะหัวหน้าของ"ไลอ้อน" ก็หารือกันพิจารณาหนทางปฏิบัติที่เหมาะสมต่อไป  และเตรียมรับสถานการณ์ที่คาดว่าจะเลวร้ายที่สุด

 

           ในที่สุด  การสู้รบที่ภูเทิงก็ยุติ  ฝ่ายเราเสียที่มันแก่ข้าศึกแล้ว เป็นที่มั่นที่คุกคามและเป็นอันตรายต่อ"ไลอ้อน"และ บีซี ๖๐๕ เป็นอย่างยิ่ง     จึงได้ตกลงใจถอนตัวพร้อมกันในเวลา  ๒๒๐๐    ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ มุ่งสู่ สนามบินที่ ถ้ำตำลึง - Tham Tam Bleung  ใกล้"ซีบรา"ที่เคยอยู่   ซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัย เพื่อรอเคลื่อนย้ายกลับล่องแจ้งต่อไป

 

การสู้รบในบริเวณ บ้านโตน - ภูเทิง  ดำเนินไปอย่างดุเดือด รุนแรง

ข้าศึกได้ใช้อำนาจการยิงอย่างมากมายของปืนใหญ่  รถถัง  และ หน่วยทหารราบจำนวนมาก 

ฝ่ายเราต้านทานเป็นสามารถมีการรบประชิดถึงขั้นตะลุมบอนทั้งขณะตั้งรับในที่มั่น และระหว่างถอนตัว

แต่ละฝ่ายต้องสูญเสียกำลังพลเป็นจำนานมาก แต่ .  .  .

 

ฝ่ายเราต้องเสียที่มั่นในพื้นที่ ภูเทิง  เมื่อ  ๑๙  ธันวาคม  ๒๕๑๔  เวลา  ๒๒๓๐

 

*   *   *   *   *   *   *   *   *   *   *   *   *   *   *   *   *   *   *

 


หนทางปฏิบัติที่เหมาะสมจากการพิจารณาในค่ำวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๑๔

          ภูมิ่ง ได้เรียกบรรดาหัวหน้า บีเอ ๖๓๖  หารือเพื่อหาหนทางปฏิบัติที่เหมาะสม และเตรียมรับสถานการณ์ที่คาดว่าจะเลวร้ายที่สุด คือ จำเป็นต้องถอนตัวภายใต้การกดดันของข้าศึก   เท่าที่พอจะจำได้มีดังนี้ครับ

          ภูเวียง  ผบ.ร้อย.ป.  ดูแลท้ายขบวน       ภูแสน  รอง ผบ.ร้อย.ป.  รักษาเส้นทางเดินไปสู่ที่หมายให้ถูกต้อง (นำทางนั่นแหละครับ)     ภูมน นายทหารลาดตระเวนและแผนที่ ช่วยเหลือ ภูน้อย ในเรื่องการระวังป้องกัน  ก็เหลือผมว่างงานเพราะไม่มีปืนใหญ่ให้อำนวยการยิง    ภูแสน ซึ่งสนิทสนมและรักผมมาก บอก ภูมิ่ง ว่า ผมขอ ภูสิน ไปกับผมด้วย   ภูมิ่ง ก็อนุญาต

          เมื่อภูมิ่ง สั่งการเสร็จ แต่ละคนก็แยกย้ายไปเตรียมการในงานของตน   ภูแสน สั่งผมเป็นพิเศษให้เตรียม แผนที่ และเข็มทิศอีก  และยังแซวผมอีกว่า ภูสิน ดูเส้นทางในแผนที่มาหลายเดือน  คราวนี้ได้ใช้ละ    และตัวภูแสน เอง หยิบบุหรี่ก้นกรองรสเมนทอลชั้นยอดของลาว คือบุหรี่ Sleigh  มีรูปม้าลากเลื่อน  แต่พวกเราเรียกกันว่าบุหรี่  หมาลากเลือด  ใส่กระเป๋าเสื้อแจคเกตฟิลด์ ไป ๒ ห่อ   เสร็จแล้วก็ เอาผ้าขนหนูห่อพระบรมรูปสมเด็จพระปิยมหาราช ที่ผมปิดทองที่พระศอไว้แล้ว ตั้งแต่วันเลี้ยงปิดการฝึก  คงจำกันได้นะครับ  แล้วเอาผ้าผูกเตรียมคล้องคอเมื่อต้องเดินทาง     ครับ . . . อีก ๓ ชั่วโมงต่อมา ก็ได้ใช้จริงๆ

 

๑๙  ธันวาคม  ๒๕๑๔, ๒๒๐๐     บีซี ๖๐๕  เริ่มถอนตัว       บีเอ ๖๓๖  เริ่มถอนตัวประมาณ  ๒๒๓๐

 

          นอกจากนี้ ภูแก้ว   (ที่ถ่ายภาพทุ่งไหหินนั่นแหละครับ) ซึ่งเป็นนายทหารติดต่อประจำ บีซี ๖๐๗ ที่บ้านโตน มาประชุมที่ "ไลอ้อน" ตั้งแต่วันที่ ๑๖ ธันวาคม     ภูแก้ว นี้สนิทกับผมตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนฯ   ตั้งใจว่าจะนอนคุยกับผมสักคืนหนึ่ง  เมื่อข้าศึกเข้าตีเลยกลับไป บีซี ๖๐๗  ไม่ได้   ก็เลยมาช่วยกัยในคณะนำทางด้วยอีกคน

 

ลา า  า   า    า     า      ขอ ลา จาก ไกล ไป ก่อน น  น   น    น     น      น

          ครับ . . . รี้พลสกลไกรจากที่ตั้งยิงไลอ้อน เริ่มเคลื่อนขบวนกันตั้งแต่ เวลาประมาณ ๔ ทุ่มครึ่ง  อากาศยานฝ่ายเราที่ปฏิบัติการในเวลากลางคืนได้ก็ปฏิบัติการกันไป ผมเห็นข้าศึกใช้ ปตอ.ยิงต่อสู้ เห็นกระสุนส่องวิถีวิ่งทั่วไปจนรู้สึกว่าฟ้าลายไปเลย   

          ในช่วงแรกของการถอนตัวจากการรบ เป็นช่วงวิกฤตที่สุดก็ได้ ต้องรักษาความลับเป็นอย่างดียิ่ง  เพราะเราใช้วิธีผละจากการรบพร้อมกันทั้งหน่วย  และต้องทำให้ข้าศึกเข้าใจว่าเรายังอยู่ในที่ตั้งเหมือนเดิม ด้วย  

          ปืนใหญ่นั้นชำรุดยิงไม่ได้มาตั้งแต่เย็นแล้ว  ข้าศึกคงไม่เห็นเป็นเรื่องผิดปรกติ  แต่ก็ต้องทำลาย โดยถอดเข็มแทงชนวน เครื่องกลการยิง  และปล่อยน้ำมันรับแรงสะท้อนออกให้หมด เพื่อไม่ให้ปืนใหญ่ใช้การได้อีกต่อไป 

          ที่เป็นการลวง คือ แต่ละส่วน จุดเทียนไว้ให้เป็นปรกติ  ระงับการใช้วิทยุทุกชนิด    จำกัดการใช้ แสง - เสียง   ทุกคนเตรียมเครื่องมือเครืองใช้ที่จำเป็น และสามารถนำไปได้ด้วยตนเอง    

         ไหนๆ ก็ต้องข้ามทุ่งไหหินด้วยกันแล้ว  จะขอเล่าถึงการเตรียมการ  และการใช้ชีวิตขณะถอนตัวภายใต้การกดดันอย่างหนักของข้าศึกเสียหน่อยนะครับ

          อาหารหลัก  คือข้าวตาก บรรจุในถุงกระดาษสีน้ำตาล เคลือบพลาสติก ผนึกสนิทกันน้ำได้  เวลาจะกิน ก็เติมน้ำลงไป   ทิ้งไว้ประมาณ  ๑๕ นาที   ข้าวจะดูดน้ำเป็นข้าวสุกรับประทานได้   กับข้าว หรือครับ  แต่ละถุงจะมี ๒ อย่าง และน้ำพริก  เท่าที่จำได้ก็มี  หมูหยอง  ปลาไส้ตันทอดกรอบ  น้ำพริกเผา น้ำพริกตาแดง  เกลือป่น  ปลาแห้งทอด   และอีกหลายอย่าง  ผมจำไม่ได้หมด  ผมหยิบติดตัวมา ๕ -๖ ถุง  คิดว่า พอ เพราะผมกระเพาะเล็ก  กะเดินไม่เกิน ๔ วัน  ก็ถึงที่หมาย

          น้ำ  เอาไปได้เพียงคนละกระติกน้ำสนามที่มีติดตัวเพียงคนละ ๑ ใบ   แต่ตามเส้นทางต้องผ่านลำน้ำหลายสาย  พอหมายน้ำบ่อหน้าได้

          อาวุธ กระสุน  ทุกคนมีปืนเล็กยาว เอ็ม ๑๖ และกระสุนคนละประมาณ  ๓๐๐ นัด  แต่ผมเอาไปเพียง  ๖๐ นัด  เพราะไม่ค่อยสันทัดยิงปืนเล็กๆ   ระดับหัวหน้าจะมีปืนพก  อีกคนละ ๑ กระบอก  พร้อมกระสุน คนละ ๑๔ นัด

          สิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคน คงมีเท่านี้  แต่คนที่มีหน้าที่พิเศษก็ต้องเตรียมเครื่องมือพิเศษของตน  เช่น เจ้าหน้าที่เสนารักษ์  พนักงานวิทยุ  ฯลฯ 

          สำหรับผม      นำวิทยุซึ่งสามารถติดต่อกับหน่วยเหนือและอากาศยานไปด้วย  หนักหน่อย   แต่มีคนช่วยหิ้วอีกข้างหนึ่ง ค่อยยังชั่วหน่อย    โอเวอร์โคทตัวเก่งที่ใช้ถ่ายแบบที่ซีบรา ไม่ได้เอาไป    ใช้ แจคเกตสนาม ก็พอสู้อากาศที่หนาวเหน็บในทุ่งไหหินได้   และมีกระเป๋าหลายใบบรรจุสัมภาระได้มากหน่อย   แผนที่  เข็มทิศ  ต้องใช้ในการเดินทาง    และ ของพิเศษของผม คือ  ลูกระเบิดขนาดเล็กประมาณลูกมะนาว จำไม่ได้ว่าเขาเรียกแบบอะไร  ตั้งใจว่า  หากถึงคราวคับขันจวนตัวเป็นที่สุดแล้วก็จะปลดสลัก อมไว้ในปาก นึกอะไรสัก ๓ - ๔ วินาที  ก็คงหมดปัญหา   แต่ผมยังโชคดีที่ไม่ต้องกระทำอย่างที่คิด    นับว่า พระสยามเทวาธิราชยังทรงต้องการให้ผมถวายงานอีกต่อไป และต่อมาจนเกษียณอายุราชการ    และ . . .    หมวกเหล็กปิดทอง  ที่เอาทองเหลือจากปิดพระศอพระบรมรูปสมเด็จพระปิยมหาราช มาปิดเป็นหน้าหมวก ที่เล่าไว้ในตอนงานเลี้ยงปิดการฝึก    นั่นแหละครับ

คื น แ ร ก นี้ เ ร า เ ดิ น กั น จ น ส ว่ า ง ค า ต า

 

๒๐ - ๒๓  ธันวาคม  ๒๕๑๔

          เดิน . . . เดิน . . . เดิน . . .  อย่าท้อทางไกลขอให้ไทยจงเดิน     ครับ   เดิน   เดิน   และ   เดิน   รุ่งเช้า  ๒๐  ธันวาคม  เรารู้สึกว่าได้ถอนตัวมาพ้นระยะยิงปืนใหญ่  และปลอดภัยในระดับหนึ่ง  ผู้บาดเจ็บ บางคนอาการดีขึ้น 

          คืน  ๒๐  ธันวาคม   ค่อยเข้าที่เข้าทางหน่อย   พวกเราสามารถนอนหลับ โดยจัดเวรยาม  ให้ทุกคนได้เข้ายามกันช่วงเวลาสั้นๆ   ผลัดละ ๒ คน เพื่อจะได้เป็นเพื่อนคุยกันไม่เผลอม่อยหลับไป  แต่ทุกคนตื่นตัวกันดีมาก   

          เราต้องผ่านลำห้วยทุกวัน  และภูแก้ว อีกนั่แหละครับ ที่มีกล้องถ่ายภาพติดตัวมา ได้บันทึกภาพเอาไว้    ผมไม่ทราบว่าจะมีภาพสถานการณ์นี้ที่ไหนอีก   . . . เชิญครับ . . .

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บนเส้นทาง ทุ่งไหหิน - ถ้ำตำลึง

ซ้าย    ภูมิ่ง  (มือขวาถือปืน สวมหมวกปีก)  กำลังก้าวลงตักน้ำ          ขวา    ภูแสน   ยืนสวมหมวกเหล็กหันข้าง  ภูสิน  นั่งถอดหมวกหันทางซ้ายหยิบของในเป้   ภูแก้ว  สวมหมวกเหล็กทับหมวกถัก นั่งชันเข่ายิ้มอยู่  ภูน้อย  ถูกภูแก้วนั่งบังหน้า  ปรีชา สายหัสดี เจ้าหน้าที่สื่อสาร   อีกคนเห็นหน้าไม่ชัดจำไม่ได้  และมองเห็นแถว ทสพ.เดินเรียงกันขึ้นเนิน (มุมขวาบนในภาพ)

 

 

๒๓  ธันวาคม  ๒๕๑๔

          ครับ   ๔ คืน  กับ ๓ วันผ่านไป  ผมกินข้าวตากไม่ใส่น้ำไป ๓ ถุง    วิธีของผมคือ เอาน้ำพริกเผา ปลาไส้ตันทอดกรอบ และ หมูหยอง เขย่ารวมกันไว้ในถุงข้าวที่เขาใส่มา   แล้วเทใส่ปากเคี้ยวไปเดินไป    พอกลืนแล้วก็ดื่มน้ำกลั้วคอตามให้ไปผสมกันในท้อง  ไม่ยุ่งยากมากเรื่อง      และขออภัยนะครับ ไม่มีกากต้องถ่ายทิ้งให้เป็นหลักฐานด้วย  

          ประมาณ ๗ นาฬิกา    ขณะกำลังเดินทาง พวกเราคนหนึ่งเห็นเครื่องบิน  Porter ลำหนึ่งบินอยู่  ผมพยายามใช้กระจกเงาสะท้อนแสง และวิทยุเรียก  ได้ผลครับ   ติดต่อกันได้  หลังจากที่นักบินเขาสอบถามเราจนมั่นใจว่าเป็นฝ่ายเดียวกัน  เขาก็บอกทางให้เราเดินไปสนามบินถ้ำตำลึง  ซึ่งเราก็เดินมาถูกทางแล้ว แต่ก็ทำให้เรามั่นใจ  และสบายใจยิ่งขึ้น   พวกเราดูสดชื่นขึ้นมาทันที    เราเดินขึ้นเนินอีกลูกหนึ่งประมาณหนึ่งชั่วโมง ก็ถึงสันเนินที่เป็นสนามบิน  ผมมีความรู้สึกเหมือนฝึกเดินทางไกลครั้งเป็นนักเรียนฯ    ภูมิ่ง เรียก ภูเวียง ให้เร่งเดินแซงไปสนามบินก่อน เพื่อจัดระเบียบการขึ้นเครื่อง  และทางเครื่อง พอร์ตเตอร์ ก็คงรายงานไปที่ "สิงหะ" เพราะมี ฮ. และเครื่องบินขนาดเล็กที่ลงสนามนี้ได้ มารับพวกเราหลายลำ

          พอมาถึงขั้นนี้แล้ว ผมถือว่า จบภารกิจ  เพราะภูมิ่ง ให้ภูแสน และผม นำทางมาถึงสนามบินถ้ำตำลึง  และบัดนี้ . . . ถึงแล้ว     ภูแสน   ภูแก้ว  และผมก็เลยเดินทอดน่องคุย อย่างสบายใจ กะกันว่าจะขึ้นเครื่องเป็นชุดสุดท้าย     วันนี้ไปไม่หมดก็ไม่เป็นไร นอนกลางดินดูดาวซะอีกคืน จะเป็นไรไป     เมื่อเรา ๓ คนเดินมาถึงสนามบิน  ได้สักพักใหญ่ๆ  ภูมิ่ง และ ภูเวียง  ก็มาถึง   ได้ยินภูเวียง เรียนภูมิ่ง ว่า ขอให้ภูสิน ไปเครื่องเที่ยวแรกเพื่อไปประสานกับฝ่ายส่งกำลังบำรุง (ของ บีเอ ๖๓๖)   เพื่อเตรียมการสิ่งอำนวยความสะดวก ข้าวปลาอาหาร รองรับกำลังพลที่เพิ่งเดินทางมาถึงหน่วยเป็นการบำรุงขวัญ

          โธ่ . . .  นึกว่าจะนอนดินดูดาว ซะหน่อย  ต้องไปทำงานซะอีกแล้ว    ดูภาพ Porter  กันหน่อยนะครับ

 

 

 

พอร์ตเตอร์แบบนี้แหละครับ ที่นำผมไปส่งที่ LS - 20A (ล่องแจ้ง) แต่เป็นของ  AIR AMERICA

 

          ผมลงเครื่องที่  LS - 20A  หรือสนามบินล่องแจ้ง ประมาณ ๑๔ นาฬิกา  สะพาย เอ็ม ๑๖  และเป้หลัง  รีบเดินจะไปที่ ที่บังคับการ บีเอ ๖๓๖ เพื่อจัดการเรื่องที่ได้รับภารกิจมา    ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหู เรียกอย่างสนิทสนม พร้อมเสียงหัวร่อ "ไอ้ปาน!  มึงจะรีบไปไหน?"      ฟื้น เพื่อนรักตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักเรียนฯ เป็นผู้บังคับหมวดระวังป้องกัน"มัสแตง" ที่นัดกันไปประชุมที่"คิงคอง"ในปลายเดือนนี้กับภูแก้ว นั่นแหละครับ    เดินเข้ามากอดคอช่วยถอดเป้ไปถือให้ และเดินกอดคอไป บก.บีเอ ๖๓๖ ด้วยกันเงียบๆ      

          สอบถามได้ความว่า  ฟื้น ออกมากับ"มัสแตง"  เมื่อเวลาประมาณ ๕ ทุ่ม  (หลัง"ไลอ้อน"ประมาณ ครึ่งชั่วโมง)  มาถึงตั้งแต่เมื่อวาน  เพราะเดินน้อยกว่า เครื่องไปรับมาได้ก่อน

          เมื่อถึง บก.บีเอ ๖๓๖  ก็ปรากฏว่าภูแสง  ฝ่ายส่งกำลังบำรุง ได้เตรียมการเรื่องที่ผมจะประสานไว้เรียบร้อยแล้ว  และยังว่า "ภูสิน มาเหนื่อยๆ ไปพักผ่อนเถอะ พี่จัดการให้เรียบร้อยเอง"  

         

คืน  ๒๓  ธันวาคม  ๒๕๑๔   ฟื้น  ภูแก้ว  และผม จึงได้นอนคุยกัน และนอนหลับใต้ฟ้าล่องแจ้งแทนที่จะนอนดูดาวใต้ฟ้าภูเก็งตามที่ได้นัดกันไว้  

 

ครับ  .  .  .  ห ลั  บ   อ    ย่     า      ง        .      .     .        

 

  .

เหตุการณ์ต่อไป   . . . ลาที ปีเก่า  ๒๕๑๔

เหตุการณ์ต่อไป   . . . ลาที ปีเก่า  ๒๕๑๔

เหตุการณ์ต่อไป   . . . ลาที ปีเก่า  ๒๕๑๔




บทความจากสมาชิก




1

ความคิดเห็นที่ 1 (352)
avatar
นักรบรับจ้าง
 ก่อนฐานที่บ้านกล้วยจะแตก ช่วงเช้าชุด ลว.ของ ร้อย 1 B.C.603  ตรวจพบรถถัง 2 คัน ติดหล่มแต่ไม่มีข้าศึกอยู่แม้แต่คนเดียว(ห่างฐานไม่มากนัก) แต่ไม่ได้ทำลาย เหตุผลคือกลัวข้าศึกจะซุ่มโจมตีจึงรีบกลับขึ้นฐาน สุดท้ายสองคันที่เห็นก็กลายเป็นมัจจุราชไล่เข่นฆ่าจนหนีกันจ้าละหวั่น ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุด  สำหรับค่ายอินทนิลที่ตั้งเป็นเกียรติแด่ ฝอ.3 B.C.609 ตั้งอยู่ที่หน่วยขนส่งเดิมของอเมริกา ริมถนนมิตรภาพ ต.โนนท่อน อ.เมือง จ.ขอนแก่น ใช้เป็นฐานฝึกกำลังทดแทนของ ทสพ.ปัจจุบันคือศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังเหลือโรงนอนอยู่ 2 โรง สำหรับค่ายเทพโยธี ซึ่งเป็นค่ายปรับกำลังปัจจุบันผืนป่าหายหมด มีแต่ไร่อ้อยขึ้นมาแทนที่ ไม่มีร่องรอยของค่ายเหลืออยู่ ค่ายดังกล่าวอยู่เชิงภูโน ต.ดูนสาด อ.กระนวน จ.ขอนแก่น  ส่วนค่ายน้ำพอง ยังเหลือสภาพบางส่วน ทั้งสามค่ายผมเคยแวะเวียนเข้าไปดูความหลังบ่อยๆ 
ผู้แสดงความคิดเห็น นักรบรับจ้าง (Weerapol_P-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-07-21 13:12:08


ความคิดเห็นที่ 2 (355)
avatar
สัมพันธ์

     ไม่ได้คุยกันเสียหลายวัน  นะครับ   ก็เป็นธรรมดาครับ 

.  .  .  นานไปเขาก็ลืม  ใครหรือจะยืมชีวิตให้เป็น   ใครจะเห็น  ก็เห็นแต่น้ำใจ   จำได้แต่ชื่อ . . .  อย่างเพลงที่เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ท่านทรงพระนิพนธ์ไว้นะครับ

           ค่ายฝึกยังดี  ชายแดนที่ทหารต้องเอาเลือดเนื้อชีวิต ปกป้องไว้  กลายเป็น แหล่งผลสร้างประโยชน์เยอะแยะไป  ทหารได้อะไร     เราทำอะไร ให้ใครครับ     ว่ามากไปคงไม่ดี  เสียบรรยากาศ  สวัสดีก่อนนะครับ

                                                                                                         ภูสิน

                                                                                    

ผู้แสดงความคิดเห็น สัมพันธ์ (samphan_chaeng-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-07-30 12:12:07


ความคิดเห็นที่ 3 (357)
avatar
นักรบรับจ้าง
ช่วงนี้ผมลาพักร้อน ไม่มีโอกาสได้เข้ามาคุยด้วย ขณะที่เขียนข้อความผมเขียนในห้องส่งวิทยุชุมชน จัดรายการไปด้วยเขียนไปด้วย ว่างๆผมจะโทรมาคุย เอาไว้ให้ระบบวิทยุออนไลน์ใช้ได้เหมือนเดิมก่อนแล้วผมจะถือโอกาสคุยทางวิทยุออนไลน์ไปด้วย เกิดมาใช่อื่นเพื่อผืนแผ่นดินไทย
ผู้แสดงความคิดเห็น นักรบรับจ้าง (Weerapol_P-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-07-30 19:03:54


ความคิดเห็นที่ 4 (358)
avatar
สัมพันธ์

สวัสดีครับ

          ตามโอกาที่จะสะดวกสนะครับ  ดีนะครับที่ได้ทำงานซึ่งมีโอกาสให้ข่าวสาร และข้อเท็จจริงแก่ผู้ฟัง  หากมีคนไทยในกองทัพพระราชอาณาจักรลาวได้ฟังคงจะดีใจ    เสียดายว่าอยู่ไกลกัน  แต่ว่าออนไลน์นี่น่าจะฟังทาง ฯเน็ตได้  จะลองดูครับ   สวัสดีครับ

                                                                                                          ภูสิน

ผู้แสดงความคิดเห็น สัมพันธ์ (samphan_chaeng-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-08-05 05:26:36


ความคิดเห็นที่ 5 (378)
avatar
lao.kamton

ผมมีความสนใจเรื่องสงครามในลาวมาก อยากรู้เรื่องของทหารไทยที่มารบในลาว ตอนนี้ผมอยู่ที่โพนสะหวันได้พบและคุยกับทหารลาวที่เคยรบกับทหารไทยมาแล้วและอยากจะไปเห็นสนามรบที่หทารไทยเคยมารบจริงๆสักวันแต่ไม่ทราบสถานที่ ผมได้เก็บสะสมหัวกระสุนM-16,AK-47 (จากทีมกู้ระเบิด)จากยอดภูเขาแถวเมืองโพนสะหวัน

ผู้แสดงความคิดเห็น lao.kamton (lao-dot-kamton-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-08-29 23:16:05


ความคิดเห็นที่ 6 (385)
avatar
สัมพันธ์

          ผมขอยืนยันว่า  ไม่มีทหารไทยรบในลาว  แต่เป็น คนไทยในกองทัพพระราชอาณาจักรลาว    เท่านั้นนะครับ

          ผมว่า สปป.ลาว สงบ ร่มรื่น น่าอยู่มาก  ผมได้เห็นเมืองวังเวียงเพียงไม่กี่ชั่วโมง  ยังประทับใจอยู่เลยครับ    สภาพบ้านเมืองก็คงเปลี่ยนไปตามกาล  แต่ที่คิดว่าไม่เปลี่ยนมาก  น่าจะเป็นธรรมชาติที่สวยงาม  และชาวเมืองที่ใจงาม

                                                                                                                           ภูสิน

ผู้แสดงความคิดเห็น สัมพันธ์ (samphan_chaeng-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-09-09 21:02:29


ความคิดเห็นที่ 7 (442)
avatar
นักรบรับจ้าง
วันนี้ 16 ธันวาคม 2552 แต่เมื่อปี 2514 พวกเราถูกปลุกให้ตื่นตั้งแต่ตีสี่เศษด้วยเสียงระเบิดของลูกปืนใหญ่ที่ยิงมาตกบนฐาน  ได้รับบาดเจ็บหลายราย  เพราะลักษณะของฐานเป็นฐานคล้ายๆฐานลอย  เบิร์มแต่ละหลุมไม่มีแผ่นเหล็กหรือท่อนไม้มุง ใช้ผ้ากันฝนหรือไม่ก็เต้นท์บุคคลมุงเป็นส่วนมาก  ส่วนรอบฐานก็รีบเร่งขุดคูเรทกันให้ลึกลงอีกเพื่อความปลอดภัย  ข้าวเช้าได้กินก็เกือบสิบโมงเช้า  ส่วนปืนใหญ่ข้าศึกก็ยิงใส่อยู่ตลอด  พวกเราน้องใหม่มีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนักเพราะเป็นครั้งแรกที่ได้ออกศึกของจริง  ขุดคูเรทไปพูดคุยสอบถามสารทุกสุขดิบกันไปจิปาถะ  ช่วงบ่ายมีข่าวจากชุด ลว.แจ้งว่าพบ T.34 จอดติดหล่มสองคันห่างจากฐานไม่มากนักแถวๆบ้านกล้วยไม่พบข้าศึก  แต่ชุด ลว.กลับไม่ทำลายรถถังทั้งสองคัน ส่วนทางด้าน ร้อย 2 รายงานผ่านทาง PRC-25 ว่าตรวจการณ์พบการเคลื่อนที่คล้ายรถถังบริเวณทุ่งไหหินมุ่งหน้าคล้ายจะแปรขบวนมาทางฐานของพวกเรา(B.C.603) บก.พันจึงมีคำสั่งให้เตรียมพร้อม 100% ในบริเวณทุ่งไหหินมีเครื่องบินจากฝ่ายเราเข้าปฏิบัติการมากผิดปกติจากทุกวัน  เสียงปืนใหญ่ของฝ่ายเราดังถี่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะฐานยิงมัสแตงซึ่งอยู่ใกล้ๆกับพวกเรา  บางคนเข้าไปนั่งปลุกพระในเบิร์ม  วันนั้นพวกเราเร่งขุดคูเรท นำลังกระสุนต่างๆมาวางไว้ในคูเรทรอบฐาน  M.72 วางพาดบนคูเรทพร้อมใช้งาน  ระเบิดขว้าง M.67 ห้อยเรียงรายในคูเรท อาวุธทุกชนิดพร้อมใช้งาน  ปืนใหญ่ข้าศึกยังยิงถี่ขึ้น  หลังจากกินข้าวเย็นได้สักพักเสียงปืนใหญ่ข้าศึกเงียบเสียงลง พวกเราทุกคนยังอยู่ในคูเรท แฟร์ที่หน้าแนวก็แตกขึ้นสว่างโร่เกือบรอบฐาน  พร้อมกับเสียง AK-47 ดังระงมขึ้น  ตามด้วยผีพุ่งไต้หรือ RPG-2 ที่เรียกเช่นนั้นเพราะเปลวไฟท้ายลูกจรวดที่ยิงมาเป็นแสงสีม่วงอมแดงเปลวไฟยาวเกือบเมตรพร้อมเสียงของครีบทรงตัวดังเหมือนเปรตขอส่วนบุญ ตกกระทบหน้าคูเรทและระบิดขึ้น  ข้าศึกเริ่มเปิดฉากโจมตี  ผบ.ร้อย 1 B.C.603 ร้องสั่งให้ทุกคนประจำแนว  อย่าพึ่งยิงจนกว่าจะเห็นตัวชัดเจน  แต่เสียง M.60 ฝ่ายเราเริ่มดังประสานกันกับเสียง M.16 เพราะข้าศึกเริ่มเปิดเผยตัวให้เห็น  ตัวเล็กๆ เครื่องแบบสีซีดๆ เสียงร้องเหมือนจะไปแห่กฐินอะไรทำนองนั้น  ดูเหมือนข้าศึกจะไม่หวั่นกลัวความตายเอาเสียเลย  วิ่งฝ่าแนวกระสุนมุ่งขึ้นสู่ฐานพวกเราอย่างเดียว  เสียงนกหวีดของข้าศึกดังอยู่ตลอดเวลาเหมือนกับจะเป็นการออกคำสั่งหรือเป็นการปลุกใจพวกพ้องก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน  พวกเรายิงตอบโต้เห็นข้าศึกล้มลงต่อหน้าต่อตา  ครั้งแรกในชีวิตที่เห็นคนถูกยิงตายโดยเฉพาะเราเป็นคนยิงหัวใจสั่นเร็วมาก  ทั้งๆที่อากาศหนาวและมีฝนตกปรอยๆ  แต่ตามใบหน้าและตัวกลับมีเหงื่อออกมากจนเสื้อเปียกไปหมด ถามว่าในขณะนั้นมีความรู้สึกอย่างไร  มันบอกไม่ถูก  กลัวมากๆ  คิดเห็นแต่หน้าพ่อและแม่  สับสน  ลนลานไปหมด  เสียง ผบ.ร้อย ร้องตะโกนอยู่เป็นระยะ "ไอ้น้องสู้ๆๆ  ยิงมันเข้าไป" ที่หน้าแนวมองเห็นศพข้าศึกนอนระเกะระกะ  บนฟ้าสว่างไปด้วยแฟร์ที่ยิงจาก ค.81ในฐาน และจากปืนใหญ่ฐานมัสแตง  ทางด้านขวามือ(หันหน้าไปทางทุ่งไหหิน)เนินเขาที่ห่างออกไปไม่มากนักที่ชื่อว่า"ภูเทิง"ก็เกิดการประทะขึ้นพร้อมกับพวกเรา  และหลายๆฐานรอบๆทุ่งไหหิน  เสียงรายงานทางวิทยุ PRC-25 ดังจนฟังไม่รู้เรื่อง  พอแสงแฟร์บนฟ้าดับเสียงปืนเล็กก็เงียบเสียงลง  แต่เสียงระเบิดของกระสุนปืนใหญ่ดังแทนที่ ไม่ถึงสามนาทีแฟร์บนฟ้าสว่างขึ้นอีกทีนี้ตะลึงกันไปทั้งฐาน   ศพข้าศึกที่นอนระเกะระกะหน้าแนวไม่น้อยกว่ายี่สิบศพขึ้นไปบัดนี้ไม่มีเหลือแม้แต่ศพเดียว  บริเวณหน้าแนวว่างเปล่าไปหมด  ไม่มีข้าศึก  ไม่มีเสียงปืน  และปืนใหญ่ข้าศึกก็เงียบไปด้วย  เงียบจนน่ากลัว  เงียบจนได้ยินเสียงหายใจของบรรดานักรบรับจ้าง  ตอนนั้นว้าวุ่นมากๆ  สักพัก ผบ.ร้อย สั่งให้ตรวจสอบความเสียหาย  และเฝ้าระวังหน้าแนวให้ดี  ใครเข้าเวรอย่าหลับเด็ดขาดเดี๋ยวพ่อมึงขึ้นมาเชือดคอเอาจะได้กลับบ้านก่อนเพื่อนเลยละมึง  คืนนั้นเป็นคืนที่พวกเราไม่ได้นอนกันเลยทั้งฐาน  ใครหลับลงก็เกินไปแล้ว  เสียงกระซิบบอกต่อๆกันว่าให้มองดูไปทางทุ่งไหหินเห็นแสงไฟเคลื่อนที่ไหม  เมื่อมองไปก็เห็นแสงสีส้มอ่อนๆจำนวนมากเคลื่อนที่มาทางพวกเรา  เหมือนการเคลื่อนที่ของยานยนต์บรรทุกขนาดใหญ่เป็นขบวนเรียงตามกัน  เมื่อเงี่ยหูฟังกลับเป็นเสียงเคลื่อนที่หนักๆ ชัดเลย "T.34" รถถังข้าศึกกำลังเคลื่อนที่มุ่งมาที่พวกเรา  มีการแจ้งไปทาง "สิงหะ"ขอสนับสนุนเครื่องบินเข้ามาทำลาย  และมีการร้องขอไปทางฐานยิงปืนใหญ่ต่างๆให้ยิงไปทางพิกัดที่ได้ตรวจพบ  คืนนั้นมีแสงของลูกไฟและเสียงระเบิดดังรุนแรงติดต่อกันต่อเนื่องนานเกือบชั่วโมงตรงจุดที่มีการรายงาน ประมาณตีสองทุกอย่างก็เงียบลง  แต่บนฟ้าเหนือฐานยังสว่างไปด้วยแสงแฟร์เป็นระยะตลอดเกือบสว่าง ได้งีบเอาแรงไว้ผจญในวันพรุ่งนี้
ผู้แสดงความคิดเห็น นักรบรับจ้าง (weerapol_p-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-12-16 13:38:33


ความคิดเห็นที่ 8 (443)
avatar
สัมพันธ์

          ขอบคุณมากครับ

          ทาง B.C.603 ที่มัสแตงเริ่ม ตั้งแต่  ๑๖ ธ.ค.๑๔   วันรุ่งขึ้น  (๑๗ ธ.ค.)  พวกเขาก็มาที่ไลอ้อน  ดังที่ปรากฏในตอนนี้   ท่านที่สนใจก็จเห็นภาพรวมได้กว้างขึ้น

          สำหรับผม  .  .  .  รู้สึกเหมือนกับเกิดขึ้นเมื่อวานเลยครับ

                                                                                                   ภูสิน

ผู้แสดงความคิดเห็น สัมพันธ์ (samphan_chaeng-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-12-16 17:31:49


ความคิดเห็นที่ 9 (444)
avatar
นักรบรับจ้าง

ในวันที่ 17 ธันวาคม 2514 ฝ่ายเรายังคงถูกยิงรบกวนด้วยปืนใหญ่อยู่ทั้งวัน  แต่วันนี้รู้สึกว่าจะถี่ขึ้น  ส่วนทหารราบข้าศึกไม่มีการมารบกวน  ทำให้พวกเราต้องรีบเร่งเสริมที่มั่นต่างๆ  ทำความสะอาดอาวุธประจำหน่วยและประจำกาย  มีการเรียก ผบ.หมู่ แต่ละหมู่ประชุม สรุปได้ว่าถ้าต้านทานไม่ไหวให้ถอนตัวไปยังจุดนัดพบที่ ภูเซอร์ที่มีฐานยิงสติงเรย์อยู่ที่นั่น  แต่รุ่นพี่แย้งว่าน่าจะยึดเอาภูล่องมาศหรือภูผาไซเป็นหลักมุ่งกลับไปตั้งหลักที่ล่องแจ้งยังดีกว่า  บางคนก็แย้งว่าระยะทางตั้งสามสิบกว่ากิโลจะไหวหรือ สุดท้ายตกลงว่าถ้าสุดวิสัยให้ยึดภูล่องมาศเป็นจุดนัดพบ  ตลอดทั้งคืนเสียงปืนใหญ่ฝ่ายเราดังเป็นระยะเพื่อยิงแฟร์ให้ตามที่ถูกร้องขอ  เรื่องการยิงแฟร์มีเรื่องจะเล่าให้ได้ทราบกัน คือ ในคืนวันที่ 16 ธันวาคม 2514 ขณะที่ทุกฐานถูกข้าศึกเข้าตีหยั่งเชิงกำลังรบ  B.C.603 ร้อย ปล.ที่1 ได้รับการร้องขอทางวิทยุจาก ทชล.หรือ SGU ว่าให้ช่วยยิงแฟร์ให้หน่อยเนื่องจากมองไม่เห็นข้าศึกที่เข้ามาเกาะฐานเต็มไปหมด  ผบ.ร้อย ปล.ที่ 1 จึงสั่งให้ มว.อวน.ยิงช่วย  สักพักก็มีเสียงวิทยุบอกว่า พอแล้วๆ ขอบใจหลายเด้ออ้าย  ที่ไหนได้พวกให้ยิงแฟร์เพื่อจะได้เห็นเส้นทางถอนตัว ทชล.ไปตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 16 ธันวาคม 2514 ก่อนเพื่อนเลย 

เวลาประมาณตีห้าเศษๆ วันที่ 18 ธันวาคม 2514 ร้อย ปล.ที่1 BC.603 ฐานบ้านกล้วย ก็ต้องอลหม่านอีกครั้ง เมื่อกระสุนปืนใหญ่ตกลงและระเบิดกลางฐาน  จากนั้นก็ถูกยิงถล่มหนักขึ้น หนักขึ้น  เสียงเรียกหาหมอกันลั่น  ผบ.ร้อย สั่งให้ทุกคนประจำแนว  ถึงแม้ว่าไม่สั่งพวกเราทั้งหมดก็ลงไปอยู่ในคูเรทกันหมดแล้ว  บางคนลากเอาเป้สนามลงมาด้วย เตรียมพร้อมถ้าจะถอนตัว  ไม่นานเลยสำหรับการรอคอย ฟ้าเปิดทัศนวิสัยเต็ม10  ทหารราบชุดเขียวซีดๆ ตัวเล็กๆ มี RPG-2 พาดบนบ่าประมาณไม่น่าจะต่ำกว่า 15 คน ก็ปรากฏตัวให้เห็น พร้อมกับยิง RPG-2 เข้าใส่พวกเราทันที  จากนั้นฉากของการเข่นฆ่ากันก็เริ่มขึ้น ปืนใหญ่ฝ่ายเราไม่สามารถช่วยได้เพราะว่าถูกยิงข่มเหมือนกัน  ข้าศึกโอบล้อมพวกเราทุกด้าน  แต่ที่หนักมากเป็นด้านที่หันหน้าไปยังบ้านกล้วยเพราะรถถังข้าศึก 2-3 คันจอดยิงตรงใส่เราตลอดเวลา การปะทะกันประมาณ 3 ชั่วโมง ข้าศึกหยุดยิงและถอยกลับลงไป รถถังหยุดยิงคงเหลือแต่ปืนใหญ่ที่ยิงรบกวนเป็นระยะตลอดเวลา  ตกบ่ายมีข่าวว่ามีการตรวจพบรถถังจำนวนมากแปรขบวนเป็นแถวหน้ากระดานมุ่งตรงมาทางพวกเรา  บนฟ้า T.28 เข้าโจมตีกองกำลังข้าศึก แล้วก็หายจ้อย  ตะวันลับฟ้าพวกเรารีบเร่งกินอาหารรวมยอดเช้า กลางวัน เย็น ในมื้อเดียวพร้อมกับแพ็คของที่จำเป็นใส่เป้หลังไว้พร้อม  ประมาณสองทุ่มปืนใหญ่ข้าศึกเริ่มเปิดฉากการยิงอีกครั้ง  แต่ครั้งนี้รุนแรงและถี่มากกว่าเดิม  บางลูกตกลงบนหลังคาเบิร์ม  บาดเจ็บหลายคน  ยังไม่ถึงสามเสียงปืนใหญ่หยุดลงแฟร์หน้าแนวที่ได้ติดตั้งเพิ่มเติมก็สว่างขึ้นพร้อมกับเสียงปืน AK-47 ก็ดังขึ้นรอบฐาน  ข้าศึกจำนวนมากเหมือนฝูงหมดกรูกันขึ้นมาถึงหน้าแนว พวกเรายิงและยิง  ความกลัวตายแล่นขึ้นมาสู่สมองจนลนลาน  ในใจก็ได้แต่ภาวนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่าที่จำได้ในขณะนั้นให้คุ้มครองให้ปลอดภัยด้วย  การสู้รบดำเนินไปสักพักทุกอย่างก็เงียบสงบเหมือนคืนก่อน(16 ธ.ค.14) แต่ยังคงได้ยินเสียงปืน เสียงระเบิดดังอยู่ตามฐานต่างๆ ที่อยู่ใกล้เรา ไม่ว่าจะเป็นB.C.607, B.C.605, B.C.609 และหน่วยในทุ่งไหหิน ตลอดทั้งคืน  เสียงคนเจ็บครางเบาๆ ท่ามกลางความหนาว ความมืดและความกลัว  หลายสิ่งหลายอย่างจนบรรยายไม่ถูกและไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร......ยอมรับว่ากลัวมากจริงๆในช่วงเวลานั้น  บางคนอยู่หน้าฐานบินน้ำพอง(มีบาร์  ร้านเหล้า  ซ่องโสเภณี) ก่อนที่จะข้ามมาสู่สมรภูมิพอเมาได้ที่เลือดสัตว์ที่สิงสู่อยู่ในเหล้าก็ออกมาวาดลวดลาย  แต่ ณ เวลา นี้ ไม่มีความเก่งกล้าให้เห็นเลย  หน้าจ๋อย  พูดสั่นๆ แทบทั้งสิ้นทำอะไรก็งกๆเงิ่นๆไปหมด  หยิบผิดหยิบถูกไปทั่ว.....พรุ่งนี้พวกเราจะเจออะไรอีก  จะรอดกลับบ้านหรือไม่  นั่นคือคำถามที่ไม่มีคำตอบ  และไม่มีใครตอบได้..........

ผู้แสดงความคิดเห็น นักรบรับจ้าง (weerapol_p-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-12-18 11:09:39


ความคิดเห็นที่ 10 (445)
avatar
แมวเซา

ครบรอบ 18ปีพอดี..โชคดีมากที่เข้ามาชมช่วงนี้

ขอแสดงความนับถือครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น แมวเซา (fuangmanee-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-12-18 14:47:52


ความคิดเห็นที่ 11 (446)
avatar
แมวเซา

ขอโทษครับ พิมพ์ผิด  38ปี   

ตื่นเต้นกับประวัติศาสตร์ตัวเป็นๆไปหน่อยนะครับ..แฮ่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น แมวเซา (fuangmanee-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-12-18 14:53:41


ความคิดเห็นที่ 12 (450)
avatar
สัมพันธ์

ภู   เ   ทิ   ง

๑๘   ธันวาคม   ๒๕๑๔  

                                                                                               ฯลฯ

          คืนนี้  บรรดาหัวหน้าต้องผลัดกันนอนเพื่อให้มีผู้สั่งการได้ตลอดเวลา นอกจากมีเหตุการณ์รุนแรงก็ต้องตื่นช่วยกันทุกคน  แต่จริงๆ แล้วไม่มีใครหลับลง ทุกคนมารวมกันใน ศอย. เพียงแต่นั่งหลับตามโอกาสอำนวยเท่านั้นเอง   

 

คืน  ๑๘  ธันวาคม  ๒๕๑๔  ผ่านไปด้วยความหวัง ที่ว่า . . . พรุ่งนี้ สถานการณ์ฝ่ายเราคงจะดีขึ้น 

 

 

 ครับ   คืนนี้ พ.ศ.๒๕๑๔  เป็นอย่างนั้น   ปีนี้สถานการณ์ไม่เลวร้ายอย่างนั้น  เราพ้กผ่อนรักษาสุขภาพกันดีกว่านะครับ       พรุ่งนี้สถานการณ์ฝ่ายเรา

คงจะดีขึ้น  นะครับ     สวัสดีครับ

ภูสิน  

ผู้แสดงความคิดเห็น สัมพันธ์ (samphan_chaeng-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-12-18 23:12:22


ความคิดเห็นที่ 13 (451)
avatar
นักรบรับจ้าง

ก่อนฟ้าสว่าง  พวกเราต้องสดุ้งผวากันอีกครั้ง หลังจากที่ผลัดกันงีบหลับนิดหน่อย  ปืนใหญ่ข้าศึกเปิดฉากโจมตีหนักหน่วง รุนแรงกว่าทุกวันที่ผ่านมา  ไม่ว่าวิถีโค้ง  ไม่ว่าจะเป็นยิงตรงจากรถถัง  สายตาทุกคู่ของพวกเราจ้องอยู่ที่หน้าแนว  ใช้การกระซิบติดต่อสื่อสารกันเป็นทอดๆให้สังเกตุการเคลื่อนไหวต่างถ้าผิดปกติให้ยิงได้ทันที  ปกติแล้วถ้าปืนใหญ่ยิงติดๆกันแล้วหยุดไม่เกินสามนาทีเป็นอย่างสูงทหารราบข้าศึกจะชาร์จขึ้นตีทันที  แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ข้าศึกจำนวนมากยิงฝ่าพร้อมบุกขึ้นมาทันที  M.60 ส่งเสียงคำรามพร้อมๆกัน  ทีนี้ M.16,M.79 และ M.72 ก็ประสานเสียงทันที นายสิบพยาบาลวิ่งว่อนรอบๆฐานเพราะมีผู้บาดเจ็บหลายคน  เราไม่ได้ห่วงอะไรอีกแล้วยิง ยิง และยิง ถูกบ้าง ไม่ถูกบ้าง ปืนใหญ่ไม่สามารถช่วยพวกเราได้เลย  เพราะฐานยิงแต่ละฐานก็ถูกโจมตีเหมือนกัน  การรายงานเหตุการณ์การสู้รบแทบทุกหน่วยเหมือนกันหมด  ถูกข้าศึกบุกขึ้นตีหนักหน่วง รุนแรงทุกฐาน   ข้าศึกพยายามจะขึ้นสู่ฐานของเราให้ได้  แต่ก็ถูกต้านทานจากการยิงของพวกเราตรึงให้ข้าศึกต้องหยุดอยู่กับที่  จวบจบความมืดคืบคลานเข้ามาการปะทะกันยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติลง  คนเจ็บเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ  ส่วนผู้ที่เสียชีวิตยังอยู่ในคูเรทจุดเดิม  มีการบอกต่อๆกันว่าให้เตรียมพร้อมสำหรับการถอนตัว  เพราะมีข่าวว่าหลายหน่วยเริ่มถอนตัวแล้ว  สักพักเสียงที่ทำให้พวกเราต้องตื่นตะหนกและไม่อยากได้ยินก็ดังขึ้น  เสียงเครื่องยนต์และเสียงสายพานดังเอี๊ยดอ๊าดพร้อมเสียงตะโกน "รถถัง รถถัง" พร้อมๆกับเสียงคำรามของปืนใหญ่ของมัน  เท่านั้นแหละไม่รู้ว่าใครออกคำสั่งเสียงดังลั่นว่า "ถอนตัว...ที่นัดหมาย2"  พวกเพื่อนๆ พี่ๆ ก็กรูกันลงจากฐานพร้อมกับยิงเปิดทางโดยไม่มีการรอกัน   ผู้เขียนปีนขึ้นจากคูเรทแล้ววิ่งตามกลุ่มข้างหน้าลงจากฐานทันที  ไม่มีเวลาหันไปมองว่าจะมีใครตามลงมาบ้าง  แต่แปลกมากจากบนฐานจนจะถึงเชิงเขากลับไม่มีข้าศึกยิงสกัดแม้แต่นัดเดียว  กลุ่มข้างหน้าหยุดอยู่กับที่แล้วบอกให้พวกเราช่วยกันฟังเสียงให้ดีๆ  กลุ่มที่ตามหลังลงมาก็พลอยหยุดด้วยเหมือนกัน  สักพักก็เห็นพี่ๆสองคนที่ออกนำหน้ากลับมาสมทบพูดคุยกับกลุ่มข้างหน้าพร้อมชี้มือให้ดูอะไรสักอย่าง  สังเกตุสีหน้าจากแสงเลือนๆของแฟร์ที่กำลังจะตก  รู้สึกว่าสีหน้าจะหวาดวิตกอะไรสักอย่าง  เราหยุดรอดูเหตุการณ์ไม่ถึงสิบนาทีก็เริ่มเคลื่อนตัวไปทางขวามืออย่างช้าๆ  แทนที่จะเคลื่อนตรงลงไป  เราเคลื่อนตัวห่างจากจุพักครั้งแรกประมาณ20นาทีก็ได้ยินเสียงปืนดังถี่ยิบบริเวณจุดที่เราหยุดครั้งแรก  คงจะเป็นพวกเราที่ถอนตัวลงมาทีหลังเกิดปะทะกับชุดล่าสังหารของข้าศึก  เสียงปืน  เสียงระเบิดยังคงดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วหุบเขา  แสงแฟร์ยังพอให้พวกเราได้คลำทางได้ เดิน เดิน เดิน อย่าหยุด  ต้องไปให้ไกลที่สุด  ประมาณชั่วโมงเศษก็มีการหยุดพักชั่วคราว นับจำนวนกำลังพล คนเจ็บ  ออกเดินต่อแล้วตัดตรงสู่ภูเขาที่สูงทะมึนอยู่เบื้องหน้าลิบๆ "ภูล่องมาศ" นั่นคือจุดนัดพบที่2 ฟ้าเกือบสว่าง เสียงปืน เสียงระเบิด ดังค่อยลง เราคงมาไกลจาก"นรก"มากแล้ว เหนื่อยจนก้าวขาแทบไม่ออก  หิวก็หิวเพราะตั้งแต่เช้ามาแล้วมีเพียงเรชั่นเท่านั้นในท้อง  นั่งพักไม่ถึง10นาทีก็เริ่มออกเดินต่อ เสียดายไม่มีใครมีกล้องถ่ายรูปติดตัวมาด้วยเพราะว่าสมัยนั้นกล้องและฟลีมส์มีราคาแพงมาก เหนื่อยก็หยุดพัก  พอมีแรงก็เดินต่อ  จำได้ว่าพอขึ้นเตี้ยๆแห่งหนึ่งเจอ ทสพ.สี่คนหนึ่งในสี่ได้รับบาดเจ็บที่ต้นขากำลังพยุงกันขึ้นเนิน  ได้ความว่ามาจากบ้านโตน-บ้านกล้วยอยู่ B.C.607 มาด้วยกันประมาณ 2 หมู่ปืนเล็ก หลงทางเข้าไปในวงล้อมของข้าศึก ทั้งถูกจับและเสียชีวิต หนีกันไปคนละทิศละทาง  สาเหตุที่ไม่ได้มาเป็นกลุ่มใหญ่เพราะข้าศึกจำนวนมากบุกเข้าไปในฐานได้ จึงตีฝ่าออกมาเป็นกลุ่มย่อยๆ นายสิบพยาบาลต้องทำแผลให้ และเข้าร่วมขบวนกับพวกเราออกเดินต่อ  ที่นี้มีการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่โดยตัดไปทางซ้ายมือซึ่งมองเห็นภูผาไซทมึนอยู่ เดิน เดิน เดิน  จวบจนวันที่สามพวกเรามองเห็นสนามบินบ้านนาอยู่ข้างหน้า  หัวใจพองโต พูดในใจว่ารอดแล้วเรา  เมื่อมาถึงสนามบินบ้านนา ก็มีการติดต่อสื่อสารกับทาง "สิงหะ" พวกเราได้รับการเคลื่อนย้ายมาสู่ล่องแจ้งโดยปลอดภัย  เมื่อรวบรวมกำลังพลติด ทราบว่าจะมีการส่งพวกเรากลับไปตรึงกำลังที่ภูล่องมาศ แต่สุดท้ายมีการตกลงให้พวกเรากลับมาพักบ้านได้ทั้งกองพัน คนละสิบวัน......เสียง C-130 ลดเพดานบินลง ล้อแตะพื้นรันเวย์ แรมป์ท้ายเปิดอ้าออก พวกเรากรูกันออกมาเหมือนนัดกันไว้ทุกคนก้มลงกราบพื้นรันเวย์เหมือนกันหมด  เงยหน้าขึ้นใบหน้ามีแต่รอยยิ้มและน้ำตาของลูกผู้ชายที่เพิ่งผ่านนรกแลความตายมาหมาด "ทุ่งไหหิน" .....เมื่อเช้าไปทำบุญมาเลยต้องมาเขียนในช่วงบ่าย  เขียนไม่ออกเท่าที่ควร  เพราะว่ามันสะเทือนใจมากๆ  เขียนไป  น้ำตาไหลไป  มันเหมือนผ่านมาเมื่อคืนนี้เอง  ดีใจมากที่สุดที่ได้มีโอกาสคุยทางโทรศัพท์กับคุณ COMBAT 38ปีแล้วนะที่เราไม่ได้คุยกัน  ไม่นึกไม่ฝันจริงๆ  3 ก.พ.53 ถ้ามีโอกาสคงพบกันที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ขอบคุณมากๆ  และขอบคุณท่าน ภูสิน ด้วยที่เปิดโอกาสให้ถ่ายทอดความจำลงตรงนี้  ขอขอบพระคุณอย่างสูง....

ผู้แสดงความคิดเห็น นักรบรับจ้าง (weerapol_p-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-12-19 16:00:13


ความคิดเห็นที่ 14 (452)
avatar
สัมพันธ์

๑๙   ธันวาคม   ๒๕๑๔ 

          สถานการณ์ฝ่ายเราไม่ดีขึ้นดังหวัง 

                                                                                             ฯลฯ

ฝ่ายเราต้องเสียที่มั่นในพื้นที่ ภูเทิง  เมื่อ  ๑๙  ธันวาคม  ๒๕๑๔  เวลา  ๒๒๓๐

 *   *   *   *   *   *   *   *   *   *   *   *   *   *   *   *   *   *   *

คื น แ ร ก นี้ เ ร า เ ดิ น กั น จ น ส ว่ า ง ค า ต า

 

*  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *

 

๑๙   ธันวาคม   ๒๕๕๒ ,๒๓๓๕

ขอให้ทุกท่านหลับสนิท   ตื่นรับอรุณวันใหม่อย่างสดชื่น นะครับ   สวัสดีครับ

ภูสิน

                                                                                                                                                           

ผู้แสดงความคิดเห็น สัมพันธ์ (samphan_chaeng-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-12-19 23:35:41


ความคิดเห็นที่ 15 (453)
avatar
samphan

๒๐ - ๒๓  ธันวาคม  ๒๕๑๔

          เดิน . . . เดิน . . . เดิน . . . 

 ฯลฯ

 

          ขอบคุณทุกท่านครับ    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณโรจน์  Web Master  ที่ทำให้ คนไทยในกองทัพพระราชอาณาจักรลาว ได้มีโอกาส และ ที่ ที่ได้พบปะ คุย แลกเปลี่ยนความคิด ความรู้สึก  กันได้อย่างเปิดเผย และตรงไปตรงมา  ทบทวนความทรงจำ  รำลึกถึงวัน และเหตุการณ์ที่คงไม่มีโอกาสเกิดขึ้นอีกในชีวิตเรา  รำลึกถึงคนที่เคยร่วมสุข ร่วมทุกข์ ร่วมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาด้วยกัน  และคนที่จากเราไป 

          ผมเห็นด้วยครับที่ชักชวนพวกเราพบกันในวันทหารผ่านศึก   3 ก.พ.53 ถ้ามีโอกาสคงพบกันที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ   รายละเอียดคงว่ากันต่อไป

                                                                                           ตอนนี้ขอไป เดิน ต่อ  ขอบคุณ และสวัสดีทุกท่านก่อนนะครับ 

                                                                                                                                            ภูสิน

                                                                                                                                               

ปล. วันนี้เลยเปลี่ยนภาพผังให้ใหญ่ดูง่ายขึ้น และจะทยอยเปลี่ยนอีกครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น samphan (samphan_chaeng-at-hotmail-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2009-12-20 08:50:40


ความคิดเห็นที่ 16 (454)
avatar
โรจน์ จินตมาศ
ส่วนตัวผมเองยังไม่ได้อ่านทุกบทความจนจบสมบูรณ์ แต่ได้อ่านคอมเมนต์มาตลอด อ่านแล้วก็นึกถึงรายการวิทยุที่เคยฟังเมื่อหลายปีก่อน ดีเจหญิงเอาจดหมายจากทหารผ่านศึกเวียดนามท่านหนึ่งมาอ่านให้ฟัง เล่าเรื่องที่ท่านผู้นั้นทำการรบจนได้รับบาดเจ็บและพิการ ท่านลงท้ายจดหมายว่า คนรุ่นใหม่จะรู้หรือไม่ว่าคนรุ่นก่อนเขาได้ต่อสู้และลำบากกันมาขนาดไหน
ผู้แสดงความคิดเห็น โรจน์ จินตมาศ (webmaster-at-iseehistory-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2009-12-21 23:48:34


ความคิดเห็นที่ 17 (455)
avatar
สัมพันธ์

คุณโรจน์นอนดึกเหมือนกันนะครับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สัมพันธ์ (samphan_chaeng-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-12-21 23:54:39


ความคิดเห็นที่ 18 (457)
avatar
samphan

เมื่อคืนดึกแล้ว  เลยไม่ได้คุยมาก

อย่างไรๆ ก็เชิญคุณโรจน์คุย และแสดงความเห็นด้วย จะทำให้น่าอ่าน น่าสนใจมากขึ้นนะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น samphan (samphan_chaeng-at-hotmail-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2009-12-22 06:41:08


ความคิดเห็นที่ 19 (458)
avatar
โรจน์ จินตมาศ

เมื่อคืนวันที่ 21 ดูเหมือนผมจะสักแต่ว่านอนดึก แต่ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ เมื่อวาน (22) ก็เจ็บคอจนต้องนอนพักแต่หัวค่ำ

บทความของ samphan นั้นมีความน่าอ่านในตัวอยู่แล้วครับ  สังเกตได้ทั้งในด้านปริมาณคือจำนวนตัวเลขผู้อ่าน กับคุณภาพคือการโพสต์ความเห็น Feedback  สำหรับตัวผมเองนั้น...พิมพ์ได้ไม่กี่ตัวก็ห้าทุ่มเข้าไปแล้ว   สรุปว่าก็จะพยายามสนับสนุนท่านผู้ร่วมเขียนบทความในทุกด้านเท่าที่จะเป็นไปได้  รวมถึงท่านที่ยังไม่เคยร่วมเขียนบทความใดๆ  ก็อยากเชิญชวนให้มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้กันครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น โรจน์ จินตมาศ (webmaster-at-iseehistory-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2009-12-23 23:09:57


ความคิดเห็นที่ 20 (459)
avatar
สัมพันธ์

          ขอบคุณครับ

          และต้องสำนึกในพระคุณครูบาอาจารย์ทุกท่านที่ได้กรุณาเคี่ยว และเข็น วิชาต่างๆ ให้

          ปีนี้มีเหตุขัดข้องไม่ได้ไปงานชื่นชุมนุม    ส่วนการพบปะทุกเดือน  ครั้งที่เขาจัดที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์คก็ได้ไปบ้าง  แต่มาระยะหลังนี่เขาเปลี่ยนที่จัดเป็นที่สมาคมฯ ยังไม่เคยไปเลย   หากคุณโรจน์จะไปเดือนใดบอกกันด้วย  จะได้พบปะพูดคุยกัน

                                                                                                                          ขอบคุณ และสวัสดีครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น สัมพันธ์ (samphan_chaeng-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-12-24 06:30:19


ความคิดเห็นที่ 21 (462)
avatar
สัมพันธ์

เรียน  พี่น้อง "คนไทยในกองทัพพระราชอาณาจักรลาว"

          ช่วงนี้เมื่อ  ๓๘  ปีก่อน  (พ.ศ.๒๕๑๔)  หน่วยเหนือให้พวกเราที่ "ถอนตัวภายใต้การกดดันอย่างหนักของข้าศึก" ได้พักผ่อนและฟื้นฟู  ผมก็ได้บำเพ็ญกุศลอุทิศให้ผู้เสียชีวิตในการรบฯ นั้น

          เช้านี้ก็ได้บำเพ็ญกุศล "อุทิศให้ ฝ่ายข้าศึก และฝ่ายเราที่เสียชีวิตในการรบที่ทุ่งไหหิน  เมื่อ ธันวาคม ๒๕๑๔ 

                                               โปรดอย่ามีเวรแก่กันและกันเลย โปรดอโหสิแก่กัน  สุข  สงบ  ในสัมปรายภพเทอญ"

          ขอเชิญพี่น้อง "คนไทยในกองทัพพระราชอาณาจักรลาว" ร่วมอนุโมทนาด้วยกันครับ

                                                                                                              ภูสิน

ผู้แสดงความคิดเห็น สัมพันธ์ (samphan_chaeng-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-12-28 08:30:09


ความคิดเห็นที่ 22 (495)
avatar
นานา
อย่ดีไม่ว่าไปราวีคนอื่น ชั่วหนัก
ผู้แสดงความคิดเห็น นานา (keomut-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-02-24 14:12:16


ความคิดเห็นที่ 23 (496)
avatar
โรจน์ จินตมาศ
ใช้นามแฝงว่า "นาน" แล้วก็ควรเข้าใจเรื่อง "นานาจิตตัง" ด้วยนะครับ ไม่ว่าสงครามเวลานั้นหรือการเมืองเวลานี้ต่างฝ่ายต่างก็ถือว่าฝ่ายตนเองถูกอีกฝ่ายผิดทั้งนั้น
ผู้แสดงความคิดเห็น โรจน์ จินตมาศ (webmaster-at-iseehistory-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2010-02-24 15:17:42


ความคิดเห็นที่ 24 (497)
avatar
นักรบรับจ้าง

คุณนานา

           ชีวิตของพวกคุณทุกวันนี้อยู่ดีมีสุขบนแผ่นดินนี้เพราะใคร  ไม่ใช่เพราะคนที่คุณกล่าวหาว่า "ชั่วหนัก" หรือที่สละชีวิต  ความสุขส่วนตัว  ไปทำหน้าที่ป้องกันมิให้ข้าศึกรุกรานเข้าสู่ผืนแผ่นดินไทยหรอกหรือ  ก่อนจะใช้ถ้อยคำที่ไม่สมควรดังกล่าว ควรใช้สมองคิด ไตร่ตรองด้วย  ไม่ควรแสดงออกแบบนี้

ผู้แสดงความคิดเห็น นักรบรับจ้าง (weerapol_P-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-02-25 09:25:55


ความคิดเห็นที่ 25 (498)
avatar
โรจน์ จินตมาศ
ทีแรกผมเข้าใจว่า "นานา" อาจจะเป็นคนประเภท เอียงซ้าย แอนตี้อเมริกัน หรือ ต่อต้านสงคราม ฯลฯ ซึ่งแม้จะคิดต่างก็น่าจะรู้จักเลือกแสดงออกอย่างสุภาพชนได้ วันนี้เกิดความคิดแว่บขึ้นมาว่าอาจเป็นพวกที่ผมเคยสกัดไม่ให้เข้ามาโฆษณาในเว็บบอร์ดก็ได้ จะจริงหรือไม่ก็รู้สึกอนาถใจที่ระบบอินเตอร์เน็ตมันเปิดกว้างเกินไปหรืออย่างไร???
ผู้แสดงความคิดเห็น โรจน์ จินตมาศ (webmaster-at-iseehistory-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2010-02-25 20:07:52


ความคิดเห็นที่ 26 (499)
avatar
คนไทยคนหนึ่ง

          ขอถามคุณ นานาว่า  การที่ชาติอื่นส่งกองทัพเข้ามาในลาว  แลพกัมพูชานั้นเป็นการ "อย่ดีไม่ว่าไปราวีคนอื่น"  หรือไม่   และคุณนานาจะถือเป็นความ  "ชั่วหนัก"  ด้วยหรือไม่

          ผมว่าถ้าคุณนานาเป็นคนไทย  นับได้ว่าคุณนั่นแหละที่ "ชั่วหนักกว่า"

          หากเป็นผู้ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ด้วยเหตุใดก็ตาม  เช่น มาอาศัยเรียนหนังสือ  หรือบรรพบุรุษอพยพลี้ภัยเข้ามาเมื่อหลายสิบปีก่อน  หรือเหตุใดก็ตาม  ก็ยิ่งนับว่าคุณ  "ชั่วหนักกว่ายิ่งขึ้นไปอีก"     

ผู้แสดงความคิดเห็น คนไทยคนหนึ่ง วันที่ตอบ 2010-03-01 14:14:02


ความคิดเห็นที่ 27 (500)
avatar
นักรบรับจ้าง

กราบงามๆละครับ

        ตรงนี้ขอให้เป็นที่สำหรับถ่ายทอดความทรงจำในอดีต  และเป็นที่สำหรับชนรุ่นต่อไปได้ศึกษา  อดีตที่ผ่านมาทำให้บางคนเสียสติไปเลยก็มี  ร่างที่ไร้วิญญาณของบางคนจนป่านนี้ยังไม่มีโอกาสได้กลับคืนสู่มาตุภูมิเลย   โดยเฉพาะบน"ภูเทิง"  ครอบครัวของเขาเหล่านั้นรอคอยการกลับมา  แม้จะเป็นเพียงแค่โครงกระดูกก็ตาม  กราบงามๆอีกครั้ง  ขออย่าได้ใช้ถ้อยคำที่มันทำลายจิตใจกันเลย

ผู้แสดงความคิดเห็น นักรบรับจ้าง (weerapol_p-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-03-02 15:55:13


ความคิดเห็นที่ 28 (528)
avatar
แมวเซา

เมื่อวันที่ 3  ผมเข้าไปงานนักรบนิรนามครับ  ได้คุยกับนักรบ BC.609  ท่านหนึ่งที่ถูกจับเป็นเชลย ตอนฐานแตกแล้วกำลังหนีไปบ้านนา หรือนาคัง(ผมลืมครับ)  ทหารไทยไปเป็นเชลยอยู่ตั้ง5ปี  200กว่าคนน่ะ   สมัยนี้จะมีคนไทยรู้เรื่องนี้สักกี่คนไม่รู้นะครับ    ผมขอแสดงความนับถือทุกท่านด้วยครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น แมวเซา วันที่ตอบ 2010-04-12 20:38:37


ความคิดเห็นที่ 29 (533)
avatar
สัมพันธ์

ขอบคุณครับ

น่าเสียดายนะครับ  ที่ไปร่วมงานแล้วไม่ได้พบกัน  คุยกันวิธีใดก็ได้นะครับ  ไม่มีปัญหา

ผู้แสดงความคิดเห็น สัมพันธ์ (samphan_chaeng-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-04-18 14:08:25


ความคิดเห็นที่ 30 (543)
avatar
สัมพันธ์

ช่วงนั้นผมลงไปรับราชการที่อำเภอทุ่งสงแล้วครับ

เรื่องรบกันเอง นี่  .  .  .

ผู้แสดงความคิดเห็น สัมพันธ์ (samphan_chaeng-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-04-26 12:52:44


ความคิดเห็นที่ 31 (544)
avatar
โรจน์ จินตมาศ
พึ่งได้มาอ่านความเห็นที่ 33 แบบเต็มๆ ถึงได้รู้ว่าคุณแมวเซาเคยอยู่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ปี 28 ผมยังเรียนปริญญาตรีปี 2 อยู่เลยครับ ไม่ทราบตอนผมเข้าทำงานแล้วคุณพี่แมวเซายังอยู่หจช.หรือเปล่า
ผู้แสดงความคิดเห็น โรจน์ จินตมาศ (webmaster-at-iseehistory-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2010-04-27 09:34:30


ความคิดเห็นที่ 32 (547)
avatar
แมวเซา

สวัสดีคุณโรจน์ครับ เมื่อตอนปี28ผมยังเรียนปวส.อยู่ด้วยครับคงจะอาวุโสน้อยกว่าคุณโรจน์ครับ  ผมย้ายไปอยู่สขช.แล้ว ตอนที่คุณโรจน์เข้ามาทำงานที่ หจช. แต่ก็แวะมาเยี่ยมเยียนพี่ๆที่นั่นเสมอๆคงเคยได้เจอกันมาบ้างนะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น แมวเซา วันที่ตอบ 2010-05-09 20:24:24


ความคิดเห็นที่ 33 (700)
avatar
นักรบรับจ้าง

16 ธันวาคม 2553 เป็นวันพฤหัสบดี ช่างตรงกับเมื่อ 39 ปีที่ผ่านมา 16 ธันวาคม 2514 เป็นวันพฤหัสบดี แรม 14 ค่ำ เป็นวันเริ่มต้นของการเข่นฆ่าของมนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์  ที่ต่างฝ่ายต่างทำตามหน้าที่ของตน วันนั้นในอดีตฝนตกพรำๆ แต่วันนี้ ณ เวลานี้(ที่ จ.ขอนแก่น) ฝนกำลังตกตั้งแต่เช้าจนถึงเวลานี้  แต่วันนี้ไม่มีเสียงอาวุธ ทั้งหนักและเบา  ไม่มีเสียงโหยหวนของผู้บาดเจ็บ  เสียงครางเบาๆ ของผู้ที่กำลังจะสิ้นลมหายใจ  วันเวลาผ่านไปเร็วมาก  แต่เหตุการณ์เหล่านั้นมันเหมือนผ่านไปเมื่อไม่กี่วัน อย่าลืม 19 ธันวาคมนี้ เพื่อนๆ พี่ๆ สหายร่วมรบที่ยังมีชีวิตอยู่ ใส่บาตร  กรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลให้เหล่านักรบผู้กล้าเพื่อนๆ พี่ๆ ของพวกเราด้วย  ถึงแม้บางท่านร่างไม่มีโอกาสได้กลับมาตุภูมิ  แต่ก็เชื่อว่าพวกเขาเหล่านั้นคงจะรับรู้ว่าพวกเรายังรำลึกถึงอยู่เสมอ 

   ด้วยหน้าที่    ชีวต    รับผิดชอบ

คือคำตอบ    ที่รบอยู่  มิรู้สิ้น

ความภูมิใจ   ลึกล้ำ   ด่ำอาจิณ

รักแผ่นดิน   รักเกียรติศักดิ์  นักรบไทย...

หลับให้สบายเถิด  นักรบกล้า นามว่าทหารเสือพราน

ผู้แสดงความคิดเห็น นักรบรับจ้าง (weerapol_p-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-12-16 13:25:29


ความคิดเห็นที่ 34 (701)
avatar
สัมพันธ์

          ผมรู้สึกว่า  ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนมานี้ ปืนใหญ่เขายิงมาที่ "ไลอ้อน" บ่อยขึ้น . . . บ่อยขึ้น   และเวลาต่างๆ กัน     เกือบทุกวัน  บางครั้ง ก็ยิงไปที่สนามบิน บ้าง    แต่ยังไม่ยิงมาตกในที่ตั้งยิงของเรา   ประมาณตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม  พวกเรารู้สึกกันได้ว่า กระสุนปืนใหญ่ข้าศึกตกใกล้ และบางครั้งตกเข้ามาในที่ตั้งยิงไลอ้อน แต่ไม่มีใครบาดเจ็บ    

          สภาพอากาศฤดูหนาวในทุ่งไหหิน  หมอกหนาทึบในตอนเช้า  กว่าจะจางหายประมาณ  ๙ - ๑๐ นาฬิกา   บางวันมีฝนตกพรำๆ   ทัศนวิสัยไม่ดี    การสนับสนุนทางอากาศ ทั้งทางยุทธวิธี และการส่งกำลังบำรุงก็ถูกจำกัดเพราะสภาพอากาศ    จวบจนกระทั่ง  .  .  .  

ผู้แสดงความคิดเห็น สัมพันธ์ (samphan_chaeng-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-12-16 18:01:11


ความคิดเห็นที่ 35 (702)
avatar
สัมพันธ์

๑๗   ธันวาคม   ๒๕๑๔

          วันนี้  หมอกหนาทึบ  และฝนตกพรำๆ ตั้งแต่ยังไม่สว่าง

           หน่วยทหารปืนใหญ่ที่ "คิงคอง"  "มัสแตง" และ "ไลอ้อน" ได้รับข่าวสารจากหน่วย บีซี ที่ระวังป้องกันให้ แต่ละที่ตั้งยิง คือ บีซี ๖๑๐  บีซี ๖๐๗  และ บีซ๊ ๖๐๙ ว่า   ทหาร ทชล.๒  (กรมเคลื่อนที่เร็ว) ซึ่งจัดเป็นกองรักษาด่านทั่วไป เผชิญหน้าข้าศึกบริเวณ ภูเก็ง และ ภูเทิง  ซึ่งตามตำราท่านว่าจะต้อง   รั้งหน่วง  การเข้าตีของข้าศึกให้ได้นานที่สุด    ลวง  ให้ข้าศึกเข้าใจว่าเป็นที่มั่นใหญ่  และ ทำลาย  กำลังข้าศึกให้ได้มากที่สุดก่อนที่ข้าศึกจะไปรบกับที่มันใหญ่ของฝ่ายเรา      ได้ใช้ขีดความสามารถในด้านการเคลื่อนที่เร็ว โ ต น โ ล ด ไปหมดแล้ว  โดยไม่ได้ รั้งหน่วง ลวง  ทำลาย  ข้าศึกแม้แต่น้อย   

  ดังนั้น  บีซี ๖๑๐  ๖๐๗  และ ๖๐๙  จึงเผชิญหน้ากับข้าศึกอย่างจัง ตลอดแนว 

ลฯ

ผู้แสดงความคิดเห็น สัมพันธ์ (samphan_chaeng-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-12-17 02:00:18


ความคิดเห็นที่ 36 (703)
avatar
นักรบรับจ้าง
ช่วงที่ผมอยู่บน Skyline บนฐาน C.W. มีฐานลอยอยู่ใกล้ๆ เป็นของ SGU.(เรียกให้โก้หน่อย)หรือ ทชล. ได้คุยกับ ผบ.ฐาน เป็นคนลาวลุ่ม ยศจ่า เอาลูกและภรรยาขึ้นมาอยู่บนฐานด้วย  "ในเมื่อชาตินี้ไม่ได้อยู่สุขสบายเหมือนคนอื่น  เพราะต้องมารบ ก็ขอตายพร้อมกันทั้งครอบครัว  เกิดชาติหน้าจะได้เกิดมาเป็นครอบครัวเดียวกันอีก" ฟังแล้วเศร้าใจนัก  แต่...เมื่อได้คุยกับกำลังพลของ ทชล. จึงถึงบางอ้อว่าทำไมถึงเคลื่อนที่ได้เร็วเหมือนชื่อหน่วย   คนที่เป็นชาวลาวลุ่มก็บอกว่าเป็นเมืองแม้วก็ให้พวกแม้วมันรบไปสิ คนที่เป็นแม้วก็บอกว่าเป็นเมืองของลาวเทิง(ลาวเหนือ)ก็ให้พวกลาวเทิงรบไปสิ  ส่วนพวกลาวรวมเผ่าบอกว่าไม่ใช่เมืองของตัวเองแค่อพยพมาอาศัย(ส่วนมากอาศัยอยู่ติดวัดข้างสนามบินล่องแจ้ง) ขออยู่แบบสงบ  ผลสุดท้าย ล่องแจ้งและเมืองต่างๆในเชียงขวางจึงต้องสูญเสียอย่างง่ายดาย  และผมก็ต้องสูญเสียภรรยาซึ่งเป็นชาวลาวรวมเผ่าไปแบบไม่มีวันกลับ(เสียชีวิตในช่วงหลบหนีออกจากล่องแจ้งมานาซู)
ผู้แสดงความคิดเห็น นักรบรับจ้าง (weerapol_p-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-12-17 07:49:37


ความคิดเห็นที่ 37 (704)
avatar
สัมพันธ์

ครับ    หากคนในชาติคิดถึงส่วนตน  ว่าเป็นส่วนย่อยนั้น  ส่วนย่อยนี้    คณะตนเท่านั้นที่รักชาติ    คณะตนเท่านั้นที่คิดถูก    คณะใดที่คิดไม่ตรงกับคณะตนเป็นคณะที่คิดไม่ถูก  ไม่รักชาติ  ผูกขาดความรักชาติไว้เฉพาะคณะตนเท่านั้น  ไม่คิดถึงส่วนรวม    ไม่คิดถึงชาติในภาพรวม  ก็เป็นเช่นนั้นแล   เป็นไปดังพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว 

                         "เรานี้เกิดมาแล้วชาติหนึ่ง                  ควรคำนึงถึงชาติศาสนา

                         ไม่ควรให้เสียทีที่เกิดมา                    ในหมู่ประชาชาวไทย

                         แม้ใครตั้งจิตคิดรักตัว                       จะมัวนอนนิ่งอยู่ไฉน

                         ควรจะร้อนอกร้อนใจ                        เพื่อให้พรั่งพร้อมทั่วตน

                         ชาติใดไร้รักสมัครสมาน                    จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล

                         แม้ชาติย่อยยับอับจน                     บุคคลจะสุขอยู่ได้อย่างไร

                         ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง                     คงจะต้องบังคับขับไส

                         เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำร่ำไป                       ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย

                         เขาจะเห็นแก่หน้าค่าชื่อ                     จะนับถือพงศ์พันธุ์นั้นอย่าหมาย

                         ไหนจะต้องเหนื่อยยากลำบากกาย       ไหนจะอายทั่วทั้งโลกา

                         เพราะฉะนั้นชวนกันสวามิภักดิ์             จงรักร่วมชาติศาสนา

                         ยอมตายไม่เสียดายชีวา                    เพื่อรักษาอิสระคณะไทย

                         สมานสามัคคีให้ดีอยู่                        จะสู้ศึกศัตรูทั้งหลายได้

                         ควรคิดจำนงจงใจ                             เป็นไทยจนสิ้นดินฟ้า"

          พระราชนิพนธ์นี้  ได้มีผู้อัญเชิญไปใส่ทำนองเป็นเพลงหลายเพลง   แต่ที่คุ้นกันมาตั้งแต่เด็กๆ  คือ  สร้อยเพลง  ไม่ทราบว่า  การศึกษาในปัจจุบันจะให้เด็กรุ่นในยุคนี้  ได้เรียนรู้กันอยู่หรือไม่นะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น สัมพันธ์ (samphan_chaeng-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-12-17 17:52:29


ความคิดเห็นที่ 38 (707)
avatar
นักรบรับจ้าง

เมื่อ 6 โมงเช้า ใส่บาตร กรวดน้ำ อุทิศให้ เพื่อนๆ พี่ๆ เหล่านักรบกล้านามว่า "ทหารเสือพราน" ไม่ทราบว่าทางสมาคมนักรบนิรนาม 333 จะทำบุญให้หรือไม่ หรือ.....คิดว่าไม่น่าจะลืมวันสำคัญเช่นนี้  ที่ขอนแก่น อากาศหนาวมาก ที่กรุงเทพฯคงไม่เท่าไหร่  ขอให้ท่านภูสินรักษาสุขภาพด้วย

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นักรบรับจ้าง (weerapol_p-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-12-19 07:56:15


ความคิดเห็นที่ 39 (708)
avatar
สัมพันธ์

     ขอบคุณครับ  อากาศกรุงเทพฯ ช่วงนี้ก็เย็นๆ หน่อย  พอเห็นแดดก็หายเย็น    พอบ่าย  ก็ร้อน 

เรื่องทำบุญอุทิศส่วนกุศลเป็นตุณความดีของแต่ละบุคคลครับ   

ส่วนผมจะทำ ช่วงปลายเดือนธันวาคม    ทะยอยกันทำก็ดีครับ   ทำก่อนดีก่อนครับ

                                                                                                                  ภูสิน

ผู้แสดงความคิดเห็น สัมพันธ์ (samphan_chaeng-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-12-19 09:46:56


ความคิดเห็นที่ 40 (717)
avatar
นักรบรับจ้าง
  อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเปลี่ยน พ.ศ.แล้ว  ก็ขอให้ท่านภูสิน  คุณโรจน์  คุณคอมแบท  และนัรบนิรนามทุกท่าน  จงประสพแต่สิ่งที่ดีงาม  สุขภาพแข็งแรง  สำเร็จในหน้าที่การงาน 
ผู้แสดงความคิดเห็น นักรบรับจ้าง (weerapol_p-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-12-31 18:38:15


ความคิดเห็นที่ 41 (718)
avatar
สัมพันธ์

 

สะ - บาย - ดี - ปี - ใหม่ - ๒๕๕๔  

ขอทุกท่าน มีความสุข  ทั้งกาย ใจ   ความเจริญ ในลาภ  ยศ  สรรเสริญ และเจริญในธรรม  เด้อ ขรับ 

                                                                         ภูสิน

                                                                

ผู้แสดงความคิดเห็น สัมพันธ์ (samphan_chaeng-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-12-31 23:59:50


ความคิดเห็นที่ 42 (5411)
avatar
แมวเซา
ขอบคุณมากครับ ผมจะเข้ามาคุยเรื่อยๆครับ อยากรู้จักนักรบทุกท่านครับ ผมเคยหลงเข้าไปอยู่ในสนามรบกลางกรุง หมอบอยู่โคนต้นไม้ข้างๆหอประชุมกองทัพบกตอนสายๆของวันที่ 9 กันยา 2528 ตรงที่ ถ.M41 ยิงปืนใหญ่ด้วย เข้าใจเลยครับว่าสงครามเป็นอย่างไร ไม่ได้ตั้งใจเข้าไปยุ่ง แต่ตอนนั้นผมเป็นข้าราชการอยู่ หจช.ที่คุณโรจน์เคยทำงานนั่นแหละครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น แมวเซา วันที่ตอบ 2010-04-25 23:46:11


ความคิดเห็นที่ 43 (101623)
avatar
เด็กสนใจ

 สนุกจังครับ    ยังกะไดีไปรบอยู่กะคุณลุงภูสินเลย    สร้อยพระที่ขาดลงไปกองอยู่ที่เข็มข้ด  มีพระอะไรบ้างงะครับ    และหมวกเหล็กปิดทองใบนั้นยังอยู่หรือป่าวครับ    อยากเห็นจัง

ผู้แสดงความคิดเห็น เด็กสนใจ วันที่ตอบ 2011-06-14 15:35:52


ความคิดเห็นที่ 44 (101633)
avatar
สัมพันธ์

 ขอบคุณครับ  ขอบคุณมาก

สร้อยพระที่ขาดลงไปกองที่เข็มขัดโดยไม่รู้ตัว  ส่วนมากเป็นพระที่ติดตัวตั้งแต่ไปเวียดนาม  เท่าที่จำได้ก็มี  พระสมเด็จ กรุวัดตะไกร อยุธยา    พระยอดธง ขนาดประมาณ  ๑ นิ้ว  ผู้ใหญ่ท่านให้    พระพุทธชินราชรุ่นอินโดจีน    พระสรงน้ำสมเด็จพุทธโฆษาจารย์วัดเทพศิรินทร์  ครั้งให้ผู้ไปสงครามเกาหลี    พระรอด (ใหม่) ผู้ใหญ่ให้อีกเหมือนกัน    เหรียญนาตปรก จเรตำรวจสร้าง    รูปเหมือนสมเด็จ โต  หลวงปู่นาควัดระฆังสร้าง    เหรียญสังฆาฏิเจ้าคุณนรรัตฯ    เหรียญสมเด็จพระนเรศวร    เหรียญสมเด็จพระเจ้าตาก    เหรียญ ๘๐ ปีโรงเรียนนายร้อยฯ    เหรียญเจ้าพระยาพิชัยดาบหัก รุ่น ๑      

ส่วนหมวกเหล็กนั้น    เมื่อกลับมาปฏิบัติราชการสนามชายแดน  ผมก็ใช้เป็นประจำ  ปัจจุบันก็ยังเก็บอยู่เป็นปรกติ  เป็นของส่วนตัว  ไม่ใช่ของกองทัพบกไทย    ตอนนี้ขัดข้องทางเทตนิตเล็กน้อย  ยังถ่ายภาพมาเผยแพร่ไม่ได้    แต่มีภาพอยู่ในตอน    ห้วยโก๋น  ๒๕๑๘ (๑)  ลาลาว  .​​.​​.  กลับบ้านเกิด    ที่ใช้แขนซ้ายประคองไว้นั่นแหละครับ  หมวกเหล็กปิดทอง  ที่ว่าแหละครับ    แล้วจะถ่ายภาพให้เห็นชัดๆ ครับ

 

                                                                                                                                                                                              ภูสิน

ผู้แสดงความคิดเห็น สัมพันธ์ (samphan_chaeng-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-06-17 18:02:57


ความคิดเห็นที่ 45 (176032)
avatar

 พ่อผมอยู่กองพัน603บีกองพันพิชิตศึก

ได้รับโล่วทหารเสือพราน อส.ทองพูน หุ่นประการ

ผู้แสดงความคิดเห็น วันที่ตอบ 2019-02-18 18:55:24



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
| WW II Europe | WW II Asia | WW I | Vietnam War | ประวัติศาสตร์ไทย | บทความจากสมาชิก | คุยกันหลังฉาก | บทความทั้งหมด |

สนใจร่วมเขียนบทความในเว็บไซต์ เชิญอ่าน แนวทางการร่วมเขียนบทความ ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์

Custom Search



eXTReMe Tracker