dot
dot
เว็บภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน
dot
dot
สมาชิก Webboard/Blog
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletข้อตกลงการเป็นสมาชิก
bulletเว็บบอร์ด-คุยกันหลังฉาก
bulletเว็บบอร์ด-Games ย้อนยุค
bulletเว็บบอร์ด-ชุดจำลองประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-หนังสือประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-เพลงประวัติศาสตร์
bulletคำถาม/คำตอบ ล่าสุด
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
dot
สงครามโลกครั้งที่ 2
dot
bulletสมรภูมิยุโรป (สัมพันธมิตรVSเยอรมัน-อิตาลี)
bulletสมรภูมิแปซิฟิก-เอเชีย (สัมพันธมิตรVSญี่ปุ่น)
dot
ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อื่นๆ
dot
bulletสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
bulletประวัติศาสตร์ไทย
bulletประวัติศาสตร์อเมริกันยุคเริ่มแรก
bulletสงครามเวียดนามและอินโดจีน
bulletตะวันตกโบราณ (กรีก โรมัน ฯลฯ)
bulletประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
bulletเอเชียโบราณ
bulletประวัติศาสตร์อื่นๆ (ยังไม่แยกหมวดหมู่)
bulletคลิปความรู้จาก YouTube
dot
เรื่องอื่นๆ
dot
bulletบทความเสริมความรู้ทั่วไป
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletผู้จัดทำ
bulletผังเว็บไซต์ (Site Map)
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
bulletถาม-ตอบ (FAQs) (โปรดอ่านก่อนตั้งกระทู้หรือสมัครสมาชิก)
bulletร้านค้าออนไลน์
bulletแบ่งปัน Album
dot
ลิงค์ต่างๆ
dot
bulletรวมลิงค์/แลกลิงค์ ที่นี่ครับ
bulletHistory in Film
bulletHistory on Film
bulletFuKDuK TV ช่องประวัติศาสตร์
bulletทหารดอทคอม
bulletกองบิน 21 กองพลบิน 2




โหราศาสตร์ยุคไอที


เว็บแลกลิงค์อื่นๆ

ขายเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ราคาส่ง


นรกตะรูเตา : ค่ายนรกแบบไทยๆ
วันที่ 19/05/2013   19:38:23

โดย webmaster@iseehistory.com

แม้ปัจจุบัน อุทยานแห่งชาติตะรุเตา (หรือบางทีเรียกว่า "ตะรูเตา") จังหวัดสตูล จะได้รับการส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แต่จุดขายอีกประการหนึ่งของสถานที่แห่งนี้คือเรื่องราวในอดีตอันเคยเป็นสถานที่คุมขังนักโทษที่ยังอยู่ในความทรงจำของคนไทยมาตลอด เช่น เมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ.2551) มีนักการเมืองท่านหนึ่งเสนอจะให้จับกุมฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของตนไปกักขังที่เกาะแห่งนี้เช่นอดีต เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ Paul Adirex หรือคุณปองพล อดิเรกสาร ก็ได้เขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง "โจรสลัดแห่งตะรุเตา" และย้อนหลังจากนั้นไปอีกจนถึงวันที่ 30 มกราคม 2519 ภาพยนตร์เรื่อง "นรกตะรูเตา" ของรณภพฟิล์มก็ได้ออกฉายต้อนรับตรุษจีนในปีนั้นที่โรงภาพยนตร์เพชรรามาและเพชรเอ็มไพร์ ซึ่งปัจจุบันได้รับการอนุรักษ์มาจัดจำหน่ายในรูปแบบ DVD โดย ทริปเปิ้ลเอกซ์ฟิล์ม

ลองมาดูความเป็นมาของการใช้เกาะตะรุเตาเป็นที่กักขังนักโทษกันก่อนครับ คำว่า "ตะรุเตา" หรือ "ตะรูเตา" นี้ เพี้ยนมาจากคำในภาษามาเลย์ว่า Pulau Tertua ซึ่งแปลว่า the island of old หรือเกาะอันเก่าแก่โบราณอะไรทำนองนั้น (ในไตเติ้ลภาพยนตร์จะเขียนว่า "ตะรูเตา" แต่ข้อมูลที่ได้ส่วนใหญ่จะเขียนว่า "ตะรุเตา" ครับ) เกาะนี้อยู่ในทะเลอันดามันเขตจังหวัดสตูล พิกัด 6 องศา 35 ลิบดาเหนือและ 99 องศา 39 ลิบดาตะวันออก มีพื้นที่ประมาณ 1,490 ตารางกิโลเมตร ในปี พ.ศ.2479 รัฐบาลได้ให้กรมราชทัณฑ์สำรวจพื้นที่เพื่อจัดตั้งนิคมสำหรับกักกันและฝึกอาชีพให้นักโทษ ซึ่งทางกรมฯ ก็ได้เลือกเกาะแห่งนี้ ด้วยเหตุว่าเป็นเกาะใหญ่อยู่กลางทะเลลึก มีคลื่นลมมรสุมรุนแรง มีจระเข้และฉลามชุกชุม เป็นปราการทางธรรมชาติที่สามารถป้องกันการหลบหนีของนักโทษได้อย่างดี นักโทษคดีอุกฉกรรจ์ชุดแรกจำนวน 500 คน ถูกส่งลงมายังทัณฑสถาเกาะตะรุเตา ในปี พ.ศ.2481 และส่งทยอยลงมาเรื่อยๆ จนเพิ่มขึ้นสูงถึง 3,000 คน ในปีเดียวกัน ปีถัดมาคือพ.ศ.2482 รัฐบาลก็ส่งนักโทษการเมืองมายังเกาะตะรุเตา อีก 70 คน ส่วนใหญ่เป็นนักโทษคดีกบฏบวรเดชและกบฏนายสิบ โดยแยกนักโทษการเมืองมากักไว้ที่อ่าวตะโละอุดัง ส่วนนักโทษอื่นคุมขังที่อ่าวตะโละวาว เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2484 สภาพความแร้นแค้นได้ลุกลามไปทั่ว ขนาดในเมืองบนแผ่นดินใหญ่ยังย่ำแย่ แล้วเกาะตะรุเตาจะขนาดไหน ทั้งความอดอยากและโรคภัยไข้เจ็บได้คร่าชีวิตนักโทษไปกว่า 700 คน ผู้คุมและนักโทษบางส่วนก็ผันตัวเองมาเป็นโจรสลัด ออกปล้นสะดมเรือสินค้าที่แล่นผ่านเพื่อยังชีพ และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดทหารอังกฤษจากมาเลเซียจึงอาสารัฐบาลไทย นำทหารจำนวน 300 นาย ยกพลขึ้นบกที่เกาะตะรุเตา เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2489 เข้าปราบปรามโจรสลัดจนราบคาบ และต่อมาในปีพ.ศ.2491 กรมราชทัณฑ์จึงประกาศยกเลิกนิคมฝึกอาชีพตะรุเตาไปในที่สุด และได้รับการจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติตะรุเตาเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2517

ลองมาดูเรื่องราวในภาพยนตร์กันบ้าง


รถบรรทุกที่ขนนักโทษจากสถานีรถไฟไปท่าเรือ ไม่กลัวนักโทษโดดหนีเลยเหรอ?

ภาพยนตร์เริ่มเรื่องด้วยฉากดำมืดพร้อมกับการบรรยายว่า หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475  มีการกวาดล้างผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลโดยถือว่ากบฎต่อแผ่นดิน โทษประหารหรือส่งไปตายทั้งเป็น อะไรประมาณนี้ ซึ่งฟังดูไม่ค่อยเป็นธรรมกับคณะราษฎรผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองเท่าไหร่นัก แต่เดี๋ยวผมจะกลับมาวิจารณ์ตรงนี้อีกที จากนั้นมามาที่สถานีรถไฟควนเนียง จังหวัดสตูล รถไฟที่ขนนักโทษการเมืองได้เข้าสู่ชานชาลา ผู้คุมขานชื่อเรียกนักโทษลงจากขบวนรถ อันได้แก่ พระยาสราวุฒิวิจารณ์ พันโทหลวงพิษณุรักษ์เสนา ร้อยเอกสกลสมรรถการ ถวัลย์ ศรีวัฒนา เฉลา ตาทิพย์ ขุนราชกิจกลการ หลวงสรรพจนานุกิจ สิบเอกทวี วัฒนา สิบเอกอัคนี วิโรจน์ ฯลฯ ชื่อเหล่านี้ผมต้องเดาตัวสะกดเอาเองทั้งนั้นนะครับ โดยมีเจ้าหน้าที่ 3 คนที่จะเป็นผู้ร้ายสำคัญตลอดทั้งเรื่อง ได้แก่ จ่าเผื่อน แสง และวอน มารับ ผลจากการที่เบียดเสียดยัดเยียดกันมาในตู้โบกี้ท่ามกลางความร้อน ทำให้นักโทษจำนวน 54 คน ตายไป 10 คน ร่อแร่ 5 คน คงเหลือเพียง 39 คน ขณะที่รถไฟกำลังออกจากสถานี นักโทษนามอัคนีเกิดเพ้อคิดถึงภรรยาที่ใกล้คลอดลูกออกวิ่งตามรถไฟไป  คุณจ่าเผื่อนก็เริ่มปฏิบัติหน้าที่ผู้ร้ายด้วยการชักปืนยิงอัคนีทิ้งที่ชานชลานั้นเอง ร้อยเอกสกลพยายามจะเข้าไปช่วยอัคนีแต่หลวงพิษณุรักษ์หรือพรายห้ามไว้ก่อน จากนั้นจ่าเผื่อนก็นำนักโทษที่เหลือขึ้นรถบรรทุกเพื่อต่อเรือนำไปเกาะตะรูเตา ระหว่างที่ถูกลำเลียงลงเรือ สกลพยายามใช้มีดเจาะท้องเรือ แต่พรายได้ห้ามไว้อีกจนเป็นปากเสียงกันอยู่พักหนึ่ง จากนั้นนักโทษทั้งหมดก็ขึ้นฝั่งเข้าสู่เรือนกักกันที่เกาะตะรูเตา


ปืนกลบนป้อมคำรามอย่างน่ากลัว แต่ไม่ถูกใครเลย...

คืนแรกที่มาถึง จ่าเผื่อนกับพวกก็สั่งให้ลูกน้องนำขุนชัยชิดซึ่งเป็นกะเทยหรือที่สมัยนี้เรียกว่าตุ๊ดออกจากที่พัก อ้างว่าไม่ตรวจอาการไม่สบาย แต่ที่แท้ก็เอาไปจัดการ "อัดถั่วดำ" นั่นแหละครับ แต่เอ! สมัยนั้นมีศัพท์สะแลงว่า "ถั่วดำ" หรือยังก็ไม่ทราบ แต่ในเรื่องมีการใช้คำนี้จริงๆ เอาเป็นว่าพอเช้าขึ้นมา ขณะที่บรรดานักโทษกำลังกล้ำกลืนกินข้าวกับแกงกาบกล้วยกับเนื้อเค็มที่ต้องเสียตังค์ซื้อเพิ่มเติม ขุนชัยชิดกินข้าวไม่ลง เดินปลีกตัวไปที่โขดหินชายหาด ผู้คุมหัวโล้นชื่อนายวอนได้เข้าไปหาและพูดจาเยาะเย้ยลวนลามท่านขุนตุ๊ดต่างๆนานา ท่านขุนทนไม่ไหวจึงชักมีดที่ซ่อนไว้แทงนายวอนเข้าให้ แล้ววิ่งหนีลงน้ำทะเล คราวนี้จึงเกิดการปั่นป่วน โดยเจ้าวอนร้องเรียกให้ผู้คุมคนอื่นมาช่วย บรรดานักโทษก็วิ่งออกจากโรงอาหารอันซอมซ่อออกมาดูเหตุการณ์ ปืนกลบนป้อมก็ยิงสนั่นหวั่นไหวไปหมด (แต่ไม่รู้ตั้งใจยิงสกัดใครหรือแค่ยิงขู่กันแน่) นายกลั่นคนขับรถไฟซึ่งมาจากโคราชเช่นเดียวกับขุนชัยชิดพยายามฝ่ากระสุนปืนกลว่ายน้ำไปช่วยท่านขุนกลับเข้าฝั่ง และแล้วจ่าเผื่อนก็คว้าปืนยาวมายิงขุนชัยชิดกับนายกลั่น ยิงได้แม่นกว่าปืนกลบนหอคอยเป็นไหนๆ ทั้งสองจะตายทันทีหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆคือต้องกลายเป็นเหยื่อฉลามไปในที่สุด สกลไม่พอใจจนเกิดเรื่องชกต่อยกับเผื่อนแต่สู้เผื่อนไม่ได้ถูกชกสลบไป พอดีผู้บัญชาการโผล่มาห้ามไม่ให้เผื่อนทำร้ายสกลมากกว่านั้น จึงเรียกนักโทษที่เหลือมาประชุมชี้แจง จากนั้น สกลถูกขังเดี่ยวกลางแดดจนค่ำ จึงถูกนำกลับมารวมกับเพื่อนนักโทษในโรงนอน


สองพระเอกคู่กัดถูกมัดกลางน้ำ

ผู้กองสกลทำท่าเหมือนจะหมดฤทธิ์อยู่ครู่หนึ่งก็หาเรื่องเยาะเย้ยถากถางพรายหรือพันโทหลวงพิษณุรักษ์เสนาต่อจากที่เคยเถียงกันมาก่อนบนเรือ เรื่องมันมีอยู่ว่าในเหตุการณ์กบฎบวรเดชนั้น ผู้กองสกลเป็นผู้บังคับหน่วยปืนกลจากโคราชที่ได้เข้ามาต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาลอย่างดุเดือด ส่วนพันโทหลวงพิษณุรักษ์เป็นนายทหารเสนาธิการจากพิษณุโลกที่เดิมจะต้องเข้ามาช่วยทัพจากจังหวัดอื่นเข้ายึดกรุงเทพฯด้วยกัน แต่หลวงพิษณุรักษ์ตัดสินใจถอนกำลังกลับเพราะทหารจากหัวเมืองทางใต้ไม่มาเข้าร่วม กำลังทางโคราชก็หยุดอยู่แค่ดอนเมือง จึงไม่มีทางชนะแน่ แต่สกลเห็นว่าเป็นการตัดสินใจทิ้งเพื่อนในยามคับขันอย่างคนขี้ขลาด และโยงไปถึงเรื่องที่หลวงพิษณุรักษ์หรือพรายพยายามห้ามปรามสกลไม่ให้ช่วยเพื่อนมาหลายครั้งก็เพราะความขี้ขลาดและกลัวสกลจะเด่นเกินหน้า พูดไปพูดมาจนกระทั่งเกิดการชกต่อยกันอีกจนได้ จ่าเผื่อนเข้ามาจัดการสงบศึกและจับพรายกับสกลใส่กุญแจมือไว้ด้วยกัน แต่สกลก็ฉวยโอกาสทีเผลอลากพรายหนีออกมาด้วยกันได้อย่างเหลือเชื่อ ทั้งสองวิ่งหนีกันไปทะเลาะกันไปในป่าลึกพอสมควร จนในที่สุดก็ถูกจ่าเผื่อนจับได้อีก คราวนี้จ่าเผื่อนจับคนทั้งสองมัดไว้กับเสาต้นหนึ่งกลางน้ำรอเวลาให้จระเข้เข้ามากิน แล้วเอาพระเครื่องของทั้งสองพระเอกไปให้ท่านขุนอะไรก็ไม่ทราบคนที่เป็นผู้บัญชาการซึ่งบ้าพระเครื่องเป็นชีวิตจิตใจ แล้วอย่างนี้สองพระเอกคู่กัดของเราจะรอดได้อย่างไร?


สองนางเอกมาพบพระเอกขณะกำลังจะเป็นเหยื่อจระเข้


ป้าเปี๊ยกเราตอนนั้นนอกจากจะยังสาวยังสวยแล้ว ยังมีแรงสู้กับจระเข้ด้วย 555!

ทางหนึ่งบรรดาเพื่อนนักโทษได้ขอให้หมอปรีชา นายแพทย์ประจำเกาะช่วยนำพระเครื่องไปติดสินบนผู้บัญชาการบ้างเพื่อให้หมอสามารถทำหน้าที่สืบข่าวและช่วยเหลือทั้งสองพระเอก อีกทางหนึ่งพอดีจังหวะที่บุหงาลูกสาวนายหมีชาวบ้านที่ทางการอนุญาตให้อาศัยบนเกาะกับตันหยง หญิงสาวที่นายหมีเลี้ยงต้อยไว้หวังจะทำเมียเข้ามาพบสองพระเอกถูกมัดกลางน้ำและจระเข้กำลังจะเข้าไปจัดการอยู่พอดี บุหงาซึ่งชาติก่อนจะเป็นไกรทองหรือตะเภาแก้วตะเภาทองก็ไม่ทราบจึงได้ชักมีดลงไปสู้กับจระเข้อย่างไม่คิดชีวิต ตันหยงเลยต้องพลอยลงไปช่วยแก้มัดสองพระเอกแล้วพากันมารุมสกรัมเจ้าจระเข้เคราะห์ร้ายแล้วพาบุหงาที่ถูกจระเข้ฟาดหางสลบกลับมายังบ้านของนายหมีผู้เป็นพ่อของบุหงา ทีแรกตันหยงก็แสดงอาการรังเกียจผู้ชายและหึงหวงบุหงาที่เริ่มจะชอบพ่อพรายออกหน้าออกตา ไปๆมาๆก็สองคู่พระคู่นางก็จับคู่เลิฟซีนกันซะอย่างนั้น ขณะกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม นายหมีก็โผล่เข้ามาขัดขวางซะก่อน แล้วหมอปรีชาก็มาห้ามนายหมีอีกที เฮ้อ! เอาเป็นว่าหมอปรีชาก็สามารถนำสองพระเอกของเรากลับไปอยู่กับเพื่อนนักโทษได้

สภาพเรือนนอนที่พระเอกของเราสู้กันไม่กี่ทีก็แทบจะพังหมด

 

เพื่อไม่ให้เยิ้นเย้อเกินไป ผมจะขอข้ามประเด็นย่อยๆ มาเล่าเฉพาะเรื่องความพยายามหนีของบรรดานักโทษก็แล้วกันครับ ครั้งแรกพรายได้วางแผนให้พรรคพวกจัดหามะพร้าวแห้งจำนวนประมาณ 40 ลูกต่อคนกับร่างแหที่จะทำเป็นแพสำหรับแต่ละคนใช้เดินทางในทะเล แต่บุหงาซึ่งแอบได้ยินพรายพูดคุยกับเจ้าคุณสราวุฒิแต่แรกแล้วไม่อยากให้พระเอกของเราจากไป ได้แอบมาขโมยมะพร้าวแห้งและร่างแหไปทิ้งเสีย ผลของการที่แผนล้มเหลวทำให้นักโทษสองคนคือหลวงจักรกับขุนราชกิจหนีเตลิดไปถูกกับดักของผู้คุมถึงแก่ความตาย เมื่อพรายรู้เข้าก็โกรธบุหงาอย่างมาก ต่อมาเจ้าคุณสราวุฒิได้วางแผนให้หมอปรีชานำเงินไปว่าจ้างนายหมีนำเรือพาหนีออกไปตอนกลางคืน และแล้วจ่าเผื่อนกับพวกได้กระทำทารุณนักโทษขณะให้ทำงานตัดไม้จนเกิดการต่อสู้กัน นักโทษส่วนหนึ่งถูกฆ่าตาย อีกกลุ่มหนึ่งหลบเข้าป่าไปเตรียมตัวหนีออกจากเกาะโดยไม่ทราบว่านายหมีได้แอบส่งข่าวให้จ่าเผื่อนแล้ว จ่าเผื่อนให้ลูกน้องไปเอาตัวหมอปรีชามาทรมาน ผู้บัญชาการมาพบเข้าก็ถูกเผื่อนสังหาร จากนั้นก็เกิดการตามล่าและการต่อสู้กันระหว่างนักโทษที่จะหลบหนีจากเกาะกับบรรดาผู้คุม แม้ว่าจ่าเผื่อนจะต้องเป็นผู้ร้ายตายตอนจบ แต่ฝ่ายพระเอกก็ต้องแลกด้วยชีวิตของหมอปรีชา ตันหยง และร้อยเอกสกลเช่นกัน มีนักโทษขึ้นเรือหนีไปถึงเกาะลังกาวีได้ 5 คน บวกกับบุหงานางเอกของเราที่เกาะแพมะพร้าวที่ลากมากับเรือด้วย


โรงอาหาร


สุขา

ถึงแม้ภาพยนตร์จะกล่าวอ้างตั้งแต่ไตเติ้ลเรื่องว่า "สร้างจากเรื่องจริง" แต่ในทัศนะของผม ควรจัดอยู่ในประเภทภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เท่านั้นครับ แม้ว่าในประวัติศาสตร์จะได้มีการนำนักโทษการเมืองจากคดีกบฎบวรเดช และกบฏนายสิบ ไปกักขังอยู่ ณ เกาะตะรูเตาจริงๆ แต่การสร้างบทภาพยนตร์นั้นเห็นได้ชัดว่าปรุงแต่งขึ้นมาตามความนิยมของหนังไทยสมัยก่อนที่ต้องมีเรื่องบู๊ๆ เข้าไว้ จนคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไปมาก เท่าที่ผมพอจะค้นคว้าได้ มีข้อเท็จจริงบางประการที่ท่านควรทราบไว้ประกอบการชมภาพยนตร์ ได้แก่

  • วันเวลาที่นักโทษการเมืองมาถึงและหลบหนี นักโทษการเมืองได้ถูกเคลื่อนย้ายจากแดน 6 มาถึงเกาะตะรุเตาในวันที่ 16 กันยายน 2482 หลังจากนั้นเพียงเดือนเดียว ในคืนวันที่ 18 ตุลาคม นักโทษจำนวน 5 คน (ดังรายชื่อที่จะกล่าวในตอนต่อไป) ได้หลบหนีออกจากเกาะโดยติดสินบนผู้คุมและจ้างเรือไปขึ้นฝั่งที่เกาะลังกาวีซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมของอังกฤษ ในช่วงเวลาดังกล่าวสงครามมหาเอเชียบูรพายังไม่เกิด จึงเป็นไปไม่ได้ที่บรรดานักโทษจะเห็นฝูงบินญี่ปุ่นบินผ่านเกาะดังในภาพยนตร์

  • ภาพยนตร์กล่าวว่ามีการขนย้ายนักโทษมาโดยรถไฟจำนวน 54 คน ตายไป 10 คน ร่อแร่ 5 คน (ซึ่งคงจะตายด้วยนั่นแหละ) คงเหลือเพียง 39 คน ถูกยิงตายที่สถานี 1 คน เหลือเดินทางไปที่เกาะตะรุเตา 38 คน แต่จากการค้นคว้าของปองพล อดิเรกสาร ระบุว่ามีนักโทษการเมืองบนเกาะ 70 คน แต่หารายชื่อได้เพียง 59 คน

  • นักโทษที่หลบหนีมีทั้งหมด 5 คน คือ พระยาศราภัยพิพัฒ (เลื่อน ศราภัยวนิช) พระยาสุรพันธเสนี (อิ้น บุนนาค) ขุนอัคนีรถการ (อั๋น ไชยพฤกษ์) นายหลุย คีรีวัต และนายแฉล้ม เลี่ยมเพ็ชรรัตน์ ผู้มีความรู้ด้านโหราศาสตร์ และสอนวิชานี้ให้กับเพื่อนนักโทษมาตั้งแต่ยังถูกควบคุมตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และเป็นผู้หาฤกษ์ยามสำหรับการหลบหนี ในด้านการดำเนินการนั้น ได้มีการจ้างให้นายหมี ศรีวิโรจน์ ชาวเกาะที่ทางราชการให้อาศัยบนเกาะ กับนายแถว เชาวนาศัย ผู้คุมซึ่งเป็นลูกเขยนายหมีเป็นคนดำเนินการ ด้วยการว่าจ้างเป็นเงิน 5,000 บาท เป็นอันว่านายหมีมีตัวตนจริง แต่ไม่ได้เป็นว่าที่พ่อตานักโทษการเมืองรายใด ไม่ได้เป็นผู้ทรยศต่อคณะผู้หลบหนีจนเกิดการต่อสู้วุ่นวายแต่อย่างใด และไม่ทราบว่าบุตรสาวท่านจะเป็นไกรทองหญิงหรือเปล่า
  • ความโหดร้ายทารุณต่อบรรดานักโทษ นับตั้งแต่การขนนักโทษแบบเบียดเสียดยัดเยียดกันมาในรถไฟนั้น บทความที่ผมพอหาได้บอกว่าเกิดขึ้นจริง แต่ไม่ได้กล่าวถึงว่ามีการเจ็บป่วยล้มตายหรือไม่  ส่วนการปฏิบัติของบรรดาเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่นำโดยจ่าเผื่อนต่อนักโทษที่ทั้งดุด่านักโทษอย่างหยาบคายและมีการลงโทษอย่างโหดเหี้ยมพร้อมจะยิงทิ้งทันทีราวกับผักปลานั้น ก็ไม่สอดคล้องกับข้อความที่ระบุว่า เดิมทีกรมราชทัณฑ์ไม่ได้เข้มงวดกับนักโทษการเมืองมากนัก ค่อนข้างจะให้เกียรติและให้อิสระกับนักโทษการเมืองเหล่านี้ด้วยซ้ำ จนกระทั่งนักโทษทั้ง 5 คนหลบหนีออกไปได้ดังกล่าว จึงเริ่มมาเข้มงวดกับคนที่เหลือมากขึ้น และความโหดร้ายที่จริงนั้น มาจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆและความอดอยากขาดแคลน มากกว่าที่จะมาจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์
  • บทพูดบางตอนมีการกล่าวถึงนักโทษกลุ่มอื่นๆ รวมถึงนักโทษหญิงบ้างเล็กน้อย แต่ตลอดทั้งเรื่องมีแต่เรื่องราวของนักโทษการเมืองเท่านั้น

ตัวละครที่มีตัวจริงในประวัติศาสตร์เท่าที่พอนึกออก มีดังนี้

  • พระยาสราวุฒิวิจารณ์ รับบทโดย อดุลย์ ดุลยรัตน์ ตัวจริงคือ พระยาศราภัยพิพัฒ (เลื่อน ศราภัยวนิช) ประวัติของท่านมีในวิกิภาษาไทยครับ


หมอปรีชา (ซ้าย) มาตรวจอาการของ ไท บุญเปี่ยม (ขวา)

  • ไท บุญเปี่ยม บรรณาธิการและนักเขียนที่เป็นโรคท้องมาร ผมเคยอ่านเรื่องเกี่ยวกับตะรูเตาในวารสารเก่าเล่มหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดคือ "ฟ้าเมืองไทย" กล่าวว่ามีนักโทษคนหนึ่งเป็นโรคท้องมาร แต่จำชื่อจริงของท่านไม่ได้ จำได้แต่ว่าในบทความดังกล่าวเล่าว่าตอนที่ท่านต้องลงมือเจาะท้องตัวเองให้หนองมันไหลออกมาเพราะไม่มีหมอมารักษานั้น ท่านใช้ตะปูที่สนิมเขรอะไม่ใช่เหล็กที่ดูเงางามอย่างในหนัง และภายหลังดูเหมือนจะเสียชีวิตด้วยโรคบาดทะยัก ไม่ใช่ถูกผู้คุมยิง

  • โหรเฉลา รับบทโดย สีเทา ตัวจริงคือ โหรแฉล้ม เลี่ยมเพ็ชรรัตน์ โหรชื่อดังท่านหนึ่งในอดีตดังปรากฏเรื่องราวในศิลปวัฒนธรรมฉบับที่อ้างถึงข้างท้าย


หลวงสรรพจนานุกิจ (คนกลาง) ขณะเขียนปทานุกรม

  • หลวงสรรพจนานุกิจ นักโทษที่มีงานอดิเรกในการเขียนพจนานุกรม ตัวจริงนั้นมีบรรดาศักดิ์สุดท้ายก่อนลาออกจากราชการ เมื่อพฤศจิกายน 2475 ก่อนเกิดกบฎบวรเดช คือ "หลวงมหาสิทธิโวหาร" หรือในชื่อที่เรายังคงได้ยินชื่อเสียงมาจนทุกวันนี้ ก็คือ "สอ เสถบุตร" นั่นเอง หากยังไม่ทราบประวัติของท่านและความเป็นมาของพจนานุกรมของท่านที่ปัจจุบันยังคงมีอยู่กระทั่งในรูปแบบอิเล็คทรอนิคส์ ก็หาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงค์ข้างท้ายครับ


ผู้บัญชาการขณะอบรมนักโทษ

  • ผู้บัญชาการที่ในหนังได้ยินเรียกเพียงว่า "ท่านขุน" นั้น น่าจะเป็นคนเดียวกับ ขุนอภิพัฒน์สุรทัณฑ์ ที่คุณปองพล อดิเรกสาร เล่าไว้ในหนังสือเรื่อง "โจรสลัดแห่งตะรุเตา" นั่นเอง แน่นอนว่าท่านไม่ได้ถูกลูกน้องยิงตายอย่างที่ในหนังแต่งเรื่องขึ้นมาเสริมความร้ายกาจของจ่าเผื่อนตามสไตล์หนังไทยยุคนั้น


ไอ้หมี ในเรื่องกับปืนเมาเซอร์คู่ใจ

  • ไอ้หมี รับบทโดย ภิภพ ภู่ภิญโญ ตัวจริงก็คือ นายหมี ศรีวิโรจน์ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนเกาะตะรูเตาดังกล่าวข้างต้น

แนวคิดทางประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมรู้สึกว่าไม่ค่อยจะยุติธรรมกับคณะราษฎรผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 เท่าไหร่นัก โดยในคำบรรยายเริ่มแรกกล่าวว่าเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็มีการกวาดล้างจับกุมผู้ที่ไม่เห็นด้วยอย่างขนานใหญ่ คนที่รู้ประวัติศาสตร์ไม่แข็งแรงอาจจะเข้าใจไปว่าคณะราษฎรอยู่ในประเภทเดียวกับพรรคฟาสซิสต์นาซีอะไรประมาณนั้น แม้จะมีการกวาดล้างคล้ายๆ กับที่กล่าวอ้างอยู่จริง แต่การกล่าวอย่างรวบรัดและเหมารวมแบบนั้นดูจะไม่สอดคล้องกับความแตกแยกและความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในคณะราษฎรหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และภาพยนตร์ยังได้สร้างความเลวร้ายผ่านจ่าเผื่อนกับพรรคพวกนั้นก็ราวกับจะให้คนเหล่านี้เป็นตัวแทนความเลวร้ายของการปกครองภายหลัง 2475 แต่ในภาพยนตร์เองก็บอกอยู่ว่าบรรดานักโทษการเมืองเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกจับเนื่องจากเหตุการณ์กบฎบวรเดช ซึ่งสัจจธรรมของการแย่งชิงอำนาจก็คือ "ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร" ในเมื่อท่านเหล่านั้นอยู่ฝ่ายที่ยึดอำนาจไม่สำเร็จก็ต้องถูกจับเป็นธรรมดา หากเป็นผู้บริสุทธิ์ที่โดนจับแบบเหวี่ยงแหก็ว่าไปอย่าง แถมยังมีบันทึกแย้งด้วยว่าทางการเขาให้เกียรตินักโทษการเมืองเหล่านี้ อย่างน้อยก็ในระยะแรก ไอ้ที่จะถึงขนาดด่าว่าหยาบๆคายๆ เตะถีบและยิงทิ้งเป็นผักปลานั้น น่าจะเว่อเกินไป

น่าสังเกตด้วยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในตอนต้นปี 2519 คือน่าจะสร้างในปี 2518 อันเป็นช่วงที่การเมืองมีการแบ่งแยกเป็นซ้ายเป็นขวาอย่างรุนแรงจนกลายเป็นเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ไปในที่สุด ด้านผู้เขียนบทคือท่าน ส.อาสนจินดา ศิลปินแห่งชาติ นั้น ผมจำได้ว่าช่วงนั้นท่านก็เป็นหนึ่งในบรรดานักเขียน "ขวาจัด" คนหนึ่งด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงคล้ายจะแฝงนัยยะทางการเมืองในช่วงนั้นที่ฝ่ายขวาจัดมีแนวคิดว่า ฝ่ายซ้ายหรือพวกที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยนั้นก็ไม่ได้ดิบดีอะไร หรือการมีประชาธิปไตยมีเสรีภาพมากเกินไปก็ไม่ใช่สิ่งดี อะไรปานนั้น ในปัจจุบันแม้จะไม่มีใครพูดอะไรแบบนั้นออกมาตรงๆ แต่ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ก็ยังไม่เคยได้รับการยกย่องอย่างแท้จริงสักที


สองพระเอกกระโดดหนีจากน้ำตกหนีการตามล่าของผู้คุม

โดยรวมแล้ว ผมจึงเห็นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเพียงภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจคาดหวังข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์การควบคุมนักโทษที่เกาะตะรุเตาหรือตะรูเตาได้สักเท่าไหร่ นอกจากการศึกษาแนวคิดทางการเมืองของผู้สร้าง/ผู้เขียนบทที่แฝงอยู่ในภาพยนตร์ ถ้าจะดูกันเล่นๆ เพลินๆ ก็ต้องทนกับบทผู้ร้ายเว่อๆ แบบหนังไทยทั่วไปสักนิด และมีฉากวาบหวิวให้ดูกันแว้บๆ ที่ไม่ได้น่าเกลียดอะไรมากนัก แต่ Capture มาให้ดูไม่ได้นะครับ ขอให้หาดูจากในแผ่นกันเอาเอง ภาพธรรมชาติสวยๆ บนเกาะก็มีอยู่ตลอดเรื่อง

คำคมชวนคิด

  • "ผู้รักชาติที่ร้อนแรงน่ะ มีที่อยู่ 2 แห่ง ถ้าไม่ได้เข้าไปนั่งในพระที่นั่งอนันตสมาคม ก็ต้องไปอยู่ในนรก" หลวงสรรพจนานุกิจพูดกับเพื่อนนักโทษบนรถที่จะนำออกจากสถานีรถไฟ เมื่อเผื่อนได้ยินเข้าก็บอกว่าที่ที่จะพาไปนี้ไม่ใช่พระที่นั่งอนันตสมาคม แต่เป็น "ตะรูเตา"
  • "เก็บเอาสังขารที่สมบูรณ์ไปสู้กับความทารุณบนเกาะดีกว่า" และ "ถ้าแกคิดว่าขึ้นบนเกาะนั้นแล้วมันยังเป็นนรกไม่พอ จะกระทืบกันให้ลำเค็ญหนักขึ้นไปอีก ก็ได้" พันโทหลวงพิษณุรักษ์เสนาพูดกับร้อยเอกหลวงสกลสมรรถการขณะอยู่บนเรือที่แล่นไปยังเกาะตะรูเตา
  • "ที่นี่ไม่มีท่านขุน ไม่มีคุณหลวง,คุณพระ ยศถาบรรดาศักดิ์โยนทิ้งไว้ที่ทะเล ผู้ต้องขังทุกคนมียศเสมอกันคือ นักโทษกบฎ ทางออกที่ถูกต้องมีสองทางคือ ทางเรือเมื่อพ้นโทษ และฝังดินเมื่อเสียชีวิต และขอบอกรายละเอียดสำหรับผู้คิดหนี 9 ไมล์ทะเลถึงเกาะลังกาวี แต่จะถูกส่งกลับมาในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน และ 80 ไมล์ทะเลถึงฝั่งสตูล ถ้าสามารถฝ่าดงฉลามไปได้" ท่านขุนผู้บัญชาการบนเกาะตะรูเตากล่าวกับบรรดานักโทษการเมือง
  • "ประชาธิปไตยมันอัดแน่นอยู่เต็มพุงผมเต็มทีแล้ว เชื่อมั๊ยหมอ มันมาจากกรุงเทพฯ หนีเข้ามาอยู่ในท้องผม ที่กรุงเทพฯมีแต่เผด็จการ ไม่มีประชาธิปไตย" ไท บุญเปี่ยม กล่าวกับหมอปรีชา
  • "ผมเป็นนักการเมือง นักการเมืองไม่สกปรกไม่มี ผมเป็นบาดทะยักดีกว่าบ้านเมืองเป็นบาดทะยัก นักเขียนหนังสือพิมพ์อย่างผม โน่น ไปรับเหรียญเกียรติยศที่เชิงตะกอนโน่น" ไท บุญเปี่ยม กล่าวกับหมอปรีชา หลังจากใช้เหล็กเจาะท้องตัวเองเพื่อเอาหนองออกเพราะหมดหวังกับการรอคอยการรักษาจากแผ่นดินใหญ่
  • "ตายเพราะความรักดีกว่ามีชีวิตอยู่บนความทุกข์" หมอปรีชาบอกให้บุหงาเพื่อให้หนีจากเกาะไปกับคณะนักโทษก่อนที่ตัวเองจะสิ้นใจตาย

เนื่องจากบทความนี้เป็นลิขสิทธิ์อัน ชอบธรรมของผู้เขียน และอาจะมีการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลบ้างตามความเหมาะสม ในการนำบทความไปเผยแพร่ในเว็บไซต์อื่นๆ จึงขอความร่วมมือให้ใช้วิธีการคัดลอกเฉพาะ Link หรือ URL Address แทนการคัดลอกบทความทั้งหมด  หากมีการคัดลอกไปในลักษณะแอบอ้างเป็นผู้เขียน หรือมีเจตนาอื่นใดที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อทางเว็บ iseehistory.com แล้ว จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย

ชื่อเรื่องภาษาไทย :  นรกตะรูเตา

ชื่อภาษาอังกฤษ : TA RU TAO

เรื่องเดิม :  ในไตเติ้ลเรื่องมีข้อความว่า "สุมนทิพย์ สร้างจากเรื่องจริง" ยังไม่ทราบว่า "สุมนทิพย์" เป็นใคร และเขียนเรื่องนี้เป็หนังสือหรืออย่างไร?

ผู้กำกำกับ : รุจน์ รณภพ, จรัล พรหมรังษี (ผู้ช่วยกำกับการแสดง)

ผู้อำนวยการสร้าง : อัญชลี ชอบประดิษฐ์ (ชื่อจริงของ อรัญญา นามวงศ์)

ผู้เขียนบท :  ส.อาสนจินดา

ผู้แสดง :

  • สมบัติ เมทะนี - พันโทหลวงพิษณุรักษ์เสนา
  • นาท ภูวนัย - ร้อยเอกสกลสมรรถการ
  • อรัญญา นามวงศ์ - บุหงา
  • ศิริขวัญ นันทศิริ - ตันหยง
  • มานพ อัศวเทพ -หมอปรีชา
  • อดุลย์ ดุลยรัตน์ - พระยาสราวุฒิวิจารณ์
  • ภิภพ ภู่ภิญโญ - นายหมี
  • บุญส่ง ดวงดารา
  • บู๊ วิบูลย์นันท์
  • สีเทา - เฉลา ตาทิพย์
  • ขวัญ สุวรรณะ - หลวงสรรพจนานุกิจ 
  • เทอด ดาวไท
  • กฤช เนาวกานต์
  • ม.ล.โกมล ปราโมช
  • สมชาย สามิภักดิ์
  • สุคนธ์ คิ้วเหลี่ยม
  • ถวัลย์ คีรีวัฒน์ - กลั่น
  • พีระพล ปิยะวรรณ
  • เชษฐ์ อนุชิต
  • เมือง มาระตี
  • พิศ พวงเพชร
  • บุญส่ง คงล้อมญาติ
  • ฉกาจ ปุควนิจย์

ควรอ่านเพิ่มเติม

กระทู้ที่เกี่ยวข้อง

  • (ยังไม่มี)

 
เรียนเชิญสมาชิกร่วมแสดงความคิดเห็นที่ด้านล่างสุดของหน้าเว็บ (ต้องสมัครและ Login ก่อน) ผู้ชมทั่วไปหรือสมาชิกที่ต้องการโพสต์รูป เชิญร่วมแสดงความเห็นได้ที่เว็บบอร์ด "คุยกันหลังฉาก" ในกระทู้ที่มีอยู่แล้ว หรือ สร้างกระทู้ใหม่ (คลิกที่นี่) ครับ

หากเป็นสมาชิก Facebook แสดงความเห็นได้ในฟอร์มข้างล่างนี้ครับ

Bookmark and Share

คลิปจาก www.youtube.com

สำหรับเรื่องนี้เนื่องจากยังไม่พบ Trailer หรือหนังตัวอย่างใดๆ จึงขอนำภาพธรรมชาติอันสวยงามในปัจจุบันของเกาะตะรูเตามาให้ชมแทนครับ

ทางเว็บไม่มีนโยบายนำภาพยนตร์ฉบับ เต็มมาให้ดูออนไลน์หรือให้ดาวน์โหลดเนื่องจากเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และไม่ มีพื้นที่สำหรับเก็บไฟล์ภาพยนตร์

 



ประวัติศาสตร์ไทย

ซามูไรอโยธยา แฟนตาซีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น วันที่ 19/05/2013   19:28:54
ขุนรองปลัดชู : การฟื้นฟูวีรกรรมสามัญชนที่ถูกลืม วันที่ 19/05/2013   19:29:37
ฟ้าใส ใจชื่นบาน : อุดมการณ์ตกยุค หรือ อารมณ์ขันที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด? วันที่ 19/05/2013   19:30:31
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๔ ศึกนันทบุเรง วันที่ 19/05/2013   19:31:32
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๓ ยุทธนาวี : "ตำนาน" ที่คงต้องรอตอนจบกันอีกนาน วันที่ 19/05/2013   19:32:48
สามเสือสุพรรณ ดรีมทีมตำนานเสือ? วันที่ 19/05/2013   19:33:41
ทิพพ์ช้าง วีรกรรมท้องถิ่นที่ถูกส่วนกลางครอบงำ วันที่ 19/05/2013   19:34:33
จงอางผยอง - กำลังภายในในหนังไทยที่ลงตัว วันที่ 19/05/2013   19:35:48
มหาราชดำ วันที่ 19/05/2013   19:36:28
เสือใบ : แบบฉบับของยุคหนังบู๊เฟื่องฟู วันที่ 19/05/2013   19:39:11
สุภาพบุรุษเสือใบ : วีรกรรมของโจรชาวบ้าน? วันที่ 19/05/2013   19:40:14
จอมโจรมเหศวร โรบินฮู้ดเมืองไทย? วันที่ 19/05/2013   19:41:12
บางระจัน อีกหนึ่งกรณีที่ต่างจากประวัติศาสตร์ วันที่ 19/05/2013   19:42:39
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๒ ประกาศอิสรภาพ วันที่ 19/05/2013   19:45:12
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๑ องค์ประกันหงสา วันที่ 19/05/2013   19:46:02
สารคดี ตามรอย ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช : การเติมเต็มความรู้ ประวัติศาสตร์ ใน ภาพยนตร์ วันที่ 19/05/2013   19:47:11
อารีดัง : ศึกรบศึกรัก ของ ทหารไทย ใน สงครามเกาหลี วันที่ 19/05/2013   19:48:00
สุริโยไท ฉบับสมบูรณ์ ๕ ชั่วโมง วันที่ 19/05/2013   19:48:56
เบื้องหลัง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วันที่ 19/05/2013   19:49:39
พิชัยดาบหัก : ผู้สร้างน่าจะทำการบ้านมากกว่านี้ วันที่ 19/05/2013   19:50:22
เจ้าตาก : การไปตั้งหลักที่จันทบุรี แล้วน้องมิ้นเกี่ยวอะไรด้วย? วันที่ 19/05/2013   19:50:59
The King Maker เมื่อเราได้เห็นบทบาททหารต่างชาติสมัยอยุธยามากขึ้น วันที่ 19/05/2013   19:51:37
ยุวชนทหาร เปิดเทอมไปรบ (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   19:52:16 article
รักสยาม เท่าฟ้า (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   19:52:54 article



1

ความคิดเห็นที่ 1 (17395)
avatar
คนเล่าเรื่อง

โอ้โห ต้องงขอยกนิ้วให้กับการไปขุดเอาหนังเก๋ากึ๊ก แม้จะไม่ถึงรุ่นมิตร ชัยบัญชามาเล่าสู่กันฟังครับ หนังเรื่องนี้ ผมไปดูแบบหนังกลางแปลงตอนยังเด็กอยู่เลยครับ

ดังที่ผมเคยบอกไว้แล้ว หนังไทยในอดีตยังขาดการกำกับศิลป์ที่ดี เพราะข้อจำกัดในเรื่องของบุคลากรและทุนสร้าง ดังนั้น ฉาก อาคารสถานที่  เสื้อผ้า ทรงผม  ตลอดจนอุปกรณ์ต่าง ๆ ในหนังจึงออกมาอย่างขัดลูกนัยตาของคนดูประจำครับ  หนังไทยในอดีตจึงขาด ๆ เกิน ๆ จนดูขี้เหร่อย่างที่เห็นครับ

ส่วนเรืองของบทบู๊นั้น ผมไม่คิดว่าจะโอเเวอร์ไปกว่าหนังแอ็คชั่นฝรั่งเท่าไหร่  แค่ผู้หญิงสู้กับจระเข้นี่เรื่องเล็กครับ  หนังจีนกับหนังฝรั่งเวอร์กว่านี้อีกเยอะ

ส่วนการดำเนินเรื่องนั้น  ผมคิดงว่าคงเป็นอย่างที่คุณบอกนั่นแหละครับ  แค่อิงประวัติศาสตร์แบบหลวม ๆ ไม่ได้ทำการบ้านอะไรมากมาย  แล้วก็ขายตัวของคู่พระคู่นางอย่างสมบัติ อรัญญาครับ  ผู้กำกับคือ ป๋า ส. ที่มีความคิดขวาสุดขั้ว  ผมเคยอ่านข้อเขียนของท่านในหนังสือบันเทิงเล่มหนึ่งเมื่อ 20 กว่าปีก่อน  ท่านรู้สึกสังเวชและโมโหกับสถานการณ์การเมืองของเราในเวลานั้น (เป็นยุคของป๋าเปรมครับ) จนท่านกล้าเขียนแบบระบายอารมณ์ว่า น่าจะถวายคืนพระราชอำนาจให้กับพระเจ้าอยู่หัวไปให้ท่านปกครองเหมือนแต่เดิมเสียจะได้ยุติความวุ่นวายเสียที

ขอบคุณครับที่อุตส่าห์นำเรื่องมาเล่ากันครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น คนเล่าเรื่อง (danai-at-buu-dot-ac-dot-th) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2009-02-16 22:19:25


ความคิดเห็นที่ 2 (17785)
avatar
โรจน์ (Webmaster)

ขอตอบประเด็นเดียวในเรื่องที่อรัญญาในบทบุหงาลงไปสู้กับจระเข้ ด้านหนึ่งก็อาจจะดูเป็นบทบู๊เว่อๆ อยู่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ต้องถือว่านางเอกสมัยก่อนมีความสามารถรอบด้านเล่นได้หลายบท นางเอกรุ่นเก่าแต่ละคนต้องเคยเห็นเธอในมาดถือปืนเอ็ม 16 เช่นเดียวกับชายชาตรีมาแล้วทั้งนั้น ส่วนนางเอกสมัยนี้เป็นอย่างไรก็ดูกันเอาเองนะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น โรจน์ (Webmaster) (webmaster-at-iseehistory-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2009-02-19 16:35:42


ความคิดเห็นที่ 3 (101991)
avatar
TEETAWARTYH

 สุดยอด

ผู้แสดงความคิดเห็น TEETAWARTYH (teetawat_13932-at-hotmail-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-02-13 18:26:00



1


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
| WW II Europe | WW II Asia | WW I | Vietnam War | ประวัติศาสตร์ไทย | บทความจากสมาชิก | คุยกันหลังฉาก | บทความทั้งหมด |

สนใจร่วมเขียนบทความในเว็บไซต์ เชิญอ่าน แนวทางการร่วมเขียนบทความ ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์

Custom Search



eXTReMe Tracker