dot
dot
เว็บภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน
dot
dot
สมาชิก Webboard/Blog
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletข้อตกลงการเป็นสมาชิก
bulletเว็บบอร์ด-คุยกันหลังฉาก
bulletเว็บบอร์ด-Games ย้อนยุค
bulletเว็บบอร์ด-ชุดจำลองประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-หนังสือประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-เพลงประวัติศาสตร์
bulletคำถาม/คำตอบ ล่าสุด
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
dot
สงครามโลกครั้งที่ 2
dot
bulletสมรภูมิยุโรป (สัมพันธมิตรVSเยอรมัน-อิตาลี)
bulletสมรภูมิแปซิฟิก-เอเชีย (สัมพันธมิตรVSญี่ปุ่น)
dot
ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อื่นๆ
dot
bulletสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
bulletประวัติศาสตร์ไทย
bulletประวัติศาสตร์อเมริกันยุคเริ่มแรก
bulletสงครามเวียดนามและอินโดจีน
bulletตะวันตกโบราณ (กรีก โรมัน ฯลฯ)
bulletประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
bulletเอเชียโบราณ
bulletประวัติศาสตร์อื่นๆ (ยังไม่แยกหมวดหมู่)
bulletคลิปความรู้จาก YouTube
dot
เรื่องอื่นๆ
dot
bulletบทความเสริมความรู้ทั่วไป
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletผู้จัดทำ
bulletผังเว็บไซต์ (Site Map)
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
bulletถาม-ตอบ (FAQs) (โปรดอ่านก่อนตั้งกระทู้หรือสมัครสมาชิก)
bulletร้านค้าออนไลน์
bulletแบ่งปัน Album
dot
ลิงค์ต่างๆ
dot
bulletรวมลิงค์/แลกลิงค์ ที่นี่ครับ
bulletHistory in Film
bulletHistory on Film
bulletFuKDuK TV ช่องประวัติศาสตร์
bulletกองบิน 21 กองพลบิน 2




โหราศาสตร์ยุคไอที


เว็บแลกลิงค์อื่นๆ

ขายเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ราคาส่ง


เว่ยตี่ฮองเฮา+สนมเอกนอกบัลลังก์ กับปูยีในมุมมองผู้สร้างหนังฮ่องกง
วันที่ 19/05/2013   16:25:33

webmaster@iseehistory.com

ในช่วงหลังจากเขียนแนะนำเรื่อง The Last Emperor ของ Bernardo Bertolucci ไม่นาน ผมได้ไปพบภาพยนตร์อีก 2 เรื่องที่เกี่ยวกับจักรพรรดิปูยีที่สร้างโดยฮ่องกง เป็นหนัง 2 ภาคต่อกัน คือเรื่อง "เว่ยตี่ฮองเฮา"  (ชื่อภาษาอังกฤษที่ปกเหมือน ของ Bertolucci ซะด้วย คือ The Last Emperor) และ "สนมเอกนอกบัลลังก์" (The Last Imperial Concubine) ดูแล้วก็ดีใจเป็นอย่างยิ่งว่าได้เห็นอีกมุมมองของจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีนมาเติมเต็มกับของ Bertolucci เกือบจะพอดี อย่างนี้ก็ต้องนำมาเขียนแนะนำกันให้ครบชุดไปเลย แต่ก็ต้องสับสนกับข้อมูลของตัวภาพยนตร์ เนื่องจากในปกหนังของทั้งสองเรื่องไม่ได้ระบุข้อมูลอะไรเกี่ยวกับผู้แสดงหรือผู้สร้างเลย ครั้นพอลองใช้ชื่อภาษาอังกฤษค้นดู ทีแรกหลงนึกว่าภาพยนตร์ภาคแรกเป็นเรื่อง Huo long หรือ Last Emperor: Pu Yi's Latter Life แต่พอไปเจอคลิปหนังตัวอย่างของ Last Emperor: Pu Yi's Latter Life ใน Youtube ปรากฏว่าดูหน้าผู้แสดงแล้วเป็นคนละคนกัน จึงพยายาม Search กันใหม่จนแน่ใจว่าที่จริงแล้วคือเรื่อง Moot doi wong hau หรือ The Last Empress ต่างหาก ปีที่ออกฉายก็ยังไม่ตรงกันว่าเป็นปี 1986/พ.ศ.2529 หรือ 1987/พ.ศ.2530 กันแน่ ส่วน The Last Imperial Concubine ไม่มีข้อมูลใดๆ เลย แต่จากเนื้อเรื่องที่ต่อเนื่องกัน ผมจึงขอนำภาพยนตร์ทั้งสองมาเขียนแนะนำรวมกันไปเลย และข้อมูลภาพยนตร์ในตอนท้ายขอใช้ข้อมูลของเรื่อง Moot doi wong hau เลยนะครับ

ฉากไตเติ้ล หว่านหลงในขบวนพิธีอภิเษกอย่างมโหฬาร

ภาพยนตร์ภาคแรกเปิดฉากไตเติ้ลขึ้นมาเป็นขบวนแห่พระนางกั๊วปู้หลงหรือหว่านหลงเพื่อเข้าสู่พิธีอภิเษกกับพระจักรพรรดิหรือฮ่องเต้ปูยี ณ พระราชวังต้องห้ามกรุงปักกิ่งในเดือนธันวาคม 1922/พ.ศ.2465 หลังจากราชวงศ์ชิงหมดอำนาจไปแล้ว 11 ปี จากนั้นมาเริ่มเรื่องจริงๆ ในอีก 9 ปีถัดมาที่เทียนจินในปี 1931/พ.ศ.2474 พระจักรพรรดินีหรือฮองเฮาหว่านหลงทรงพักผ่อนอิริยาบถในสวนโดยมีพระเชษฐาของนางกับนายทหารญี่ปุ่นนามมัตสุโมโตดูแล พระนางได้ปฏิเสธที่จะไปร่วมงานวันเกิดของพระสนมซูหรือเหวินซิ่วที่ฮ่องเต้ปูยีทรงจัดขึ้น ฉากถัดมา ณ ที่จัดงานเลี้ยงดังกล่าว ฮ่องเต้ปูยีเสด็จออก ก็ทรงทราบข่าวว่านอกจากฮองเฮาจะไม่เสด็จแล้ว พระสนมก็ออกไปซื้อของยังไม่กลับ จึงโปรดให้คนสนิทออกไปตาม ปรากฏว่าพระสนมได้ปฏิเสธที่จะกลับไปร่วมงานและจะไม่กลับไปเป็นพระสนมอีกต่อไป ฮ่องเต้ได้ให้คนพยายามปิดข่าวและตามนางกลับมา แต่ไม่เป็นผล ฮ่องเต้ปูยีจึงทรงยอมหย่ากับนางโดยออกราชโองการว่านางมีชู้

พระสนมเหวินซิ่ว

ปูยีกลับมาครองราชย์ในฐานประมุขของประเทศแมนจูกัว หุ่นเชิดของญี่ปุ่น

ทหารญี่ปุ่นมาทูลเชิญให้ฮองเฮาเสด็จกลับวัง ชายตรงกลางที่หันหน้าคือ หลี่เย่ถิง ที่ภายหลังได้เป็นชายชู้ของฮองเฮา

ความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้ปูยีกับฮองเฮาหว่านหลงไม่ดีขึ้น วันหนึ่งพระนางได้ยินฮ่องเต้ตรัสปรึกษากับผู้ใกล้ชิดเกี่ยวกับชื่อของราชวงศ์ แต่พระนางกลับไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม ตกกลางคืนฮ่องเต้ก็ทรงเมินเฉยต่อพระนางไม่ได้ร่วมเตียงกันเยี่ยงสามีภรรยา พอวันรุ่งขึ้นฮองเฮาจึงได้ทราบว่าฮ่องเต้ได้เสด็จไปแมนจูเรียแล้ว ภายหลังในปี 1932/2475 ฮ่องเต้ปูยีจึงได้พาฮองเฮาไปยังเมืองฉางชุนเพื่อคุมอำนาจในแมนจูเรีย และในฤดูใบไม้ผลิปี 1934/2477 ด้วยความช่วยเหลือของญี่ปุ่น ปูยีจึงได้กลับสู่บัลลังก์ราชวงศ์ชิงโดยสมบูรณ์ในฐานะประมุขรัฐแมนจูกัวที่เป็นหุ่นเชิดของญี่ปุ่น ความสัมพันธ์ระหว่างสองพระองค์ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย องค์ฮ่องเต้นั้นด้านหนึ่งก็ทรงอึดอัดกับการที่ญี่ปุ่นมีอิทธิพลต่อบรรดาขุนนางข้าราชการทั้งหลาย แต่ก็ต้องจำยอมรวมถึงยอมรับมาตรการรักษาความปลอดภัยจนไม่ยอมเสด็จไปเดินเล่นกับฮองเฮาตามที่พระนางทูลเชิญ พระนางจึงเสด็จไปเที่ยวในสวนเองกับคนใกล้ชิดจำนวนหนึ่ง จนทหารญี่ปุ่นมาพบและทูลเชิญแกมบังคับให้เสด็จกลับ เมื่อฮ่องเต้ทรงทราบก็ลงโทษฮองเฮาถึงขั้นโบยตี ครั้นตกกลางคืนฮ่องเต้จึงทรงมีรับสั่งกับฮองเฮาด้วยดี โดยทรงขออย่าให้ฮองเฮารีบเลิกฝิ่นจนเสียสุขภาพ ทรงปรารภเรื่องที่ไม่มีพระโอรสและญี่ปุ่นจะให้รับหญิงญี่ปุ่นเป็นสนม

พระสนมถันอี้หลิง

ฮ่องเต้ปูยีเสด็จไปเยือนญี่ปุ่นโดยไม่ได้นำฮองเฮาไปด้วย ในระหว่างนี้ฮองเฮาได้ลักลอบเป็นชู้กับนายทหารคนสนิทนามหลี่เย่ถิง เมื่อฮ่องเต้ปูยีเสด็จกลับก็ไม่ได้เสด็จไปหาฮองเฮาถึง 5 เดือน จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนไปพบว่าฮองเฮาทรงมีอาการแพ้พระครรภ์ ฮ่องเต้ปูยีจึงเสด็จไปหาฮองเฮาที่ห้องบรรทมและทำร้ายนางด้วยความพิโรธอย่างยิ่ง ต่อมา (ในประวัติศาสตร์คือปี 1937/พ.ศ.2480) ปูยีได้ทรงรับนางสนมใหม่เป็นหญิงสาวจากปักกิ่งที่งดงามมาก นามว่า ยู่หลินหรือถันอี้หลิง ด้านฮองเฮาได้ขอให้ทรงปล่อยหลี่เย่ถิงโดยทรงขู่ว่าจะให้นักข่าวเปิดโปงเรื่องราวทั้งหมด ฮ่องเต้ปูยีจึงทรงทำเป็นปล่อยหลี่เย่ถิงไป แต่แท้ที่จริงได้ให้คนติดตามไปบังคับให้หลี่เย่ถิงเขียนจดหมาย 3 ฉบับทำทีเป็นส่งข่าวแก่ฮองเฮาว่าได้เดินทางไปถึงที่ต่างๆ จนถึงบ้านเกิดแล้ว จากนั้นก็สังหารหลี่เย่ถิงเสีย ไม่นานฮองเฮามีพระประสูติกาลแต่พระโอรสสิ้นพระชนม์ทันที ฮ่องเต้ปูยีโปรดให้หลอกพระนางว่าพระโอรสยังมีชีวิตอยู่แต่ยกให้คนอื่นไปแล้ว ฝ่ายญี่ปุ่นได้แสดงอิทธิพลกดดันให้ฮ่องเต้ปูยีทรงปลดอำมาตย์เจิ้นที่ไม่นิยมญี่ปุ่นออก แล้วเอาจางอิ๋งฮุ่ยซึ่งปูยีทรงเห็นว่าไม่เป็นโล้เป็นพายแต่ภักดีญี่ปุ่นมาแทน และยังฟ้องเรื่องที่พระสนมยู่หลินเก็บใบปลิวของพวกต่อต้านญี่ปุ่นเพื่อกดดันให้เลือกสาวญี่ปุ่นเป็นสนมแทน ปูยีจำต้องทรงลงโทษพระสนมยู่หลินด้วยการโบยตีแทนการประหาร ดูภาพจากภาพยนตร์คงเข้าใจนะครับว่าผู้ชายปกติที่ไหนจะไปประหารพระสนมที่งดงามอย่างนี้ด้วยเหตุเพราะกระดาษแผ่นเดียวได้

พระสนมถันอี้หลิงเข้าเฝ้าฮองเฮาหว่านหลง

ขบวนแห่พระศพพระสนมถันอี้หลิง อีกฉากที่มโหฬารตระการตา

ช่วงต่อมาดูเหมือนปูยีจะทรงพบแต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอยู่ตลอด เมื่อฮองเฮาทรงแอบได้ยินนางกำนัลคุยกันเรื่องที่หลี่เย่ถิงตายและพระโอรสได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ทำให้พระนางเสียพระทัยจนเสียพระสติไปในทันที อำมาตย์เจิ้นที่พึ่งพ้นจากตำแหน่งก็ถึงแก่กรรมกระทันหันเพราะยาพิษของญี่ปุ่น ด้านพระสนมยู่หลินได้ไปเข้าเฝ้าฮองเฮาหว่านหลงที่แม้จะทรงเสียพระสติ แต่ก็สามารถพูดจากันได้ด้วยดี หลังจากนั้นพระสนมทรงพระประชวร ญี่ปุ่นทำทีเป็นส่งหมอมาช่วยรักษา แต่พอหมอญี่ปุ่นฉีดยาให้สักพักหนึ่งเท่านั้น พระสนมก็เท่งทึง เอ๊ย! สิ้นพระชนม์ไปต่อหน้าพระพักตร์ปูยี ปูยีทรงพระพิโรธอย่างยิ่ง เป็นผู้ชายคนไหนก็ต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแบบนี้หละครับ ภรรยาคนหนึ่งขอหย่า อีกคนเป็นบ้าอยู่ คนที่สามทั้งสวยทั้งดีเพียบพร้อมก็ต้องมาตายลงอีก ถ้าเป็นเมืองไทยสมัยนี้คุณหมอยุ่นโดนฟ้องอานแน่ๆ ภาพยนตร์ภาคแรกจบลงที่ฉากขบวนพิธีพระศพพระสนมยู่หลิน ที่ทำให้ฮองเฮาคุ้มคลั่งเพราะทรงนึกไปถึงวันที่อภิเษกกับฮ่องเต้ กลางงานพระศพนั้นเอง ก็มีรถของญี่ปุ่นคันหนึ่งวิ่งมาจอด เจ้าโยซึโอกะนายทหารญี่ปุ่นตัวแสบก็จูงเด็กผู้หญิงในชุดนักเรียนเดินกะเล่อกะล่ากันมา พร้อมด้วยคำบรรยายว่าพระสนมยู่หลินสิ้นพระชนม์ในปี 1942 (พ.ศ.2485) และทางญี่ปุ่นได้นำเด็กหญิงญี่ปุ่นอายุ 15 มาเป็นพระสนมแทน แต่ในภาคสองที่จะเล่าต่อไปนั้นตลอดเรื่องกลับดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้เป็นญี่ปุ่นเลย เล่นเอางงเหมือนกันครับ

แค่จะหาผู้หญิงซื่อๆ ที่คุมได้ซักคน?

พระสนมอี้ฉิน (ขวา) กับนางจิ้งหลัน (ซ้าย) ที่กลายมาเป็นคู่ทุกข์คู่ยากในตอนหลัง

เอารากกระเทียมที่ขุดได้ในสวนมาแจกบนโต๊ะเสวย

เปิดฉากภาพยนตร์ภาค 2 ในปี 1956/พ.ศ.2499 ตอนที่อดีตสนมหลี่อี้ฉินไปเยี่ยมอดีตฮ่องเต้ปูยีที่เรือนจำ ผู้คุมมีท่าทีเห็นใจปูยีถึงกับบอกว่าจะให้ปูยีพักสัก 2-3 วันเพื่อจะได้อยู่กับเธอ แต่แท้ที่จริงเธอมาเพื่ออะไรเดี๋ยวจะเฉลยตอนท้ายเรื่อง ภาพยนตร์ได้ย้อนเรื่องกลับไปปี 1942/พ.ศ.2485 ขณะฮ่องเต้กำลังพิจารณาเลือกนางสนมจากภาพเด็กสาวที่ญี่ปุ่นนำมาให้ดู แล้วกลับมาที่ฉากพิธีศพพระสนมยู่หลิน ขบวนแห่ศพยังเคลื่อนไปไม่ทันพ้นวัง ทหารญี่ปุ่นก็จูงเด็กหญิงในชุดนักเรียนลงรถมาเข้าพิธีอภิเษก (เรื่องจริงยังไงๆ ก็ไม่น่าจะเป็นวันเดียวกัน แต่หนังเขาคงอยากเน้นอะไรบางอย่างเท่านั้น) เพียงวันแรกๆ ผลของการเลือก "เด็ก" มาเป็นสนมก็แสดงออกมา ทั้งการสั่งน้ำมูกในโต๊ะเสวย การไปปีนกำแพงวังเพื่อดูวิวกับเด็กผู้ชาย ตกกลางคืนได้ยินเสียงฮองเฮาหวีดร้อง และเห็นนางจิ้งหลันสาวใช้แอบพบกับสามี เอารากกระเทียมมากินที่โต๊ะเสวย ฯลฯ บางเรื่องก็โดนดุไปตามระเบียบ แต่บางเรื่องกลับกลายเป็นที่เอ็นดูไปด้วยซ้ำ

กลัวญี่ปุ่นวางยา?

คืนหนึ่งทหารญี่ปุ่นได้นำของว่าง 10 อย่างจากองค์จักรพรรดิญี่ปุ่นมาถวายให้ปูยีทรงลองว่าชอบแบบไหน ปูยีทรงผลัดว่าวันถัดไปจะให้คำตอบ แล้วกลับเอาขนมเหล่านั้นไปให้เด็กๆ กินแทน โดยบอกพระสนมอี้ฉินว่ากลัวถูกญี่ปุ่นวางยา (ก็น่าให้ระแวงอยู่หรอก ในภาคก่อนทั้งอำมาตย์เจิ้นทั้งพระสนมยู่หลินก็เสร็จพี่ยุ่นแกไปแล้ว แต่ไหงต้องมาหลอกใช้เด็กด้วยล่ะ) และทรงอึดอัดพระทัยที่ถูกบังคับให้พระองค์ทรงกราบไหว้บรรพบุรุษญี่ปุ่นแทนบรรพบุรุษตนเอง พระสนมอี้หลันได้แอบไปเข้าเฝ้าฮองเฮา ทีแรกๆ ฮองเฮาก็ต้อนรับด้วยดี ไปๆ มาๆ ก็อาละวาดจนพระสนมอี้ฉินเตลิดออกมาเหมือนกัน เธอก็เลยออกมาอาละวาดต่อกับพวกข้าราชบริพาร และทูลฮ่องเต้เป็นนัยว่าเธอรู้แล้วว่าทำไมฮองเฮาถึงเป็นบ้า ฮ่องเต้ทรงไม่พอพระทัยไปทำร้ายฮองเฮาเข้าอีก วุ่นดีแท้

พากันหนีออกจากวัง

และแล้ววิกฤตก็มาถึงในปี 1945/พ.ศ.2488 เมื่อทหารญี่ปุ่นเข้ามาทูลฮ่องเต้ว่าโซเวียตรัสเซียได้ประกาศสงครามกับญี่ปุ่นและรุกเข้ามาในแมนจูกัวแล้ว พระจักรพรรดิญี่ปุ่นจะทรงส่งข่าวเมื่ออเมริกันยึดครองญี่ปุ่นได้เพื่อให้เสด็จไปมอบตัวกับอเมริกันแทนรัสเซีย ขณะนี้ขอให้รีบเสด็จหนีออกจากเมืองก่อน ฮ่องเต้ปูยีจึงโปรดให้เก็บสมบัติข้าวของมีค่า เผาทำลายเอกสารและม้วนฟิล์มต่างๆ  และทรงบอกความลับกับพระสนมอี้ฉินว่า ยังทรงมีสมบัติมีค่าต่างๆ เก็บอยู่ที่เทียนจินถึง 148 หีบ ได้ทรงมอบโองการกับกุญแจสำหรับเปิดหีบเหล่านั้นไว้กับเธอ คณะของฮ่องเต้ปูยีและทหารญี่ปุ่นได้ออกเดินทางโดยรถไฟและเดินเท้าไปจนถึงชนบทแห่งหนึ่ง ชื่อ "ต้าลี่จือ" (Talitzou) ถึงวันที่ 15 สิงหาคม เมื่อได้ทราบข่าวว่าจักรพรรดิญี่ปุ่นได้ยอมแพ้ต่อสัมพันธมิตรโดยปราศจากเงื่อนไข ฮ่องเต้ปูยีจึงมีโองการประกาศสละบัลลังก์เป็นสามัญชนธรรมดา จากนั้นชาวบ้านในแถบนั้นได้ก่อเหตุจลาจลปล้นฆ่าทหารญี่ปุ่น และมีทหารญี่ปุ่นหลายคนกระทำฮาราคีรี แต่ยังโชคดีที่คณะของปูยีไม่ถูกทำร้าย ทางฝ่ายญี่ปุ่นขอให้ปูยีขึ้นเครื่องบินไปญี่ปุ่นโดยให้เอาคนติดตามไปเฉพาะที่จำเป็น ปูยีอ้างกับอี้ฉินว่าไม่สามารถนำเธอไปด้วยได้เพราะเครื่องบินเต็ม แล้วจะให้รถไฟมารับทีหลังภายใน 3-10 วัน ซึ่งเธอก็ซื่อพอที่จะเชื่อ

ทหารหญิงกองทัพจีนตรวจค้นร่างกายอี้ฉิน

ทหารรัสเซียมาส่งข่าวว่าปูยีถูกจับได้แล้ว

เมื่อปูยีไปแล้ว ทหารรัฐบาลจีนได้ตามมาถึงและควบคุมตัวคณะของปูยีที่ยังเหลือและยึดทรัพย์สินเท่าที่พอจะตรวจค้นได้ อี้ฉินพึ่งจะทราบความจริงจากแผนที่ว่าจะไม่มีรถไฟจากญี่ปุ่นมารับเธอได้เพราะมีทะเลกั้นระหว่างญี่ปุ่นกับจีน ต่อมาทหารรัสเซียได้มาแจ้งข่าวว่าปูยีไม่ได้ไปที่ญี่ปุ่น แต่ถูกควบคุมตัวไปที่รัสเซีย โดยได้ขอคนไปรับใช้รวม 3 คน ซึ่ง 1 ใน 3 นั้นคือสามีของนางจิ้งหลัน คณะของปูยียังอยู่กันอย่างลำบากจนพวกคนใช้แอบขโมยกินเนื้อไก่ที่ทางรัสเซียให้อดีตฮองเฮา ปล่อยให้เธอกินแต่กระดูก อี้ฉินรู้เข้าก็ต่อว่าพวกคนใช้แล้วเอาแหวนไปขายซื้อไก่มาปรุงไก่ตุ๋นให้เธอ แต่อดีตฮองเฮาบอกให้เอาเนื้อไปให้เด็กแล้วตัวเองซดแต่น้ำ (เป็นงั้นไป) ต่อมาอี้ฉินก็จำใจต้องทิ้งอดีตฮองเฮาไป ซึ่งในบทพากย์ไทยบอกว่า "กลับบ้านเกิด" แต่ในฉากต่อมาปี 1946/พ.ศ.2489 กลายเป็นว่าเธอไปอยู่ที่ตึกแห่งหนึ่งในเมืองเทียนจินอยู่ในห้องเดียวกับนางจิ้งหลันซึ่งกำลังป่วยหนัก เธอได้รับข่าวจากหัวต่งซังว่าปูยีได้ไปให้การในศาลนานาชาติ เพียงเท่านี้ก็ทำให้เธอดีใจเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่ออาการของจิ้งหลันทรุดหนักลงเรื่อยๆ เธอได้ตัดสินใจนำโองการและกุญแจไปเปิดหีบสมบัติที่ปูยีมอบไว้ ปรากฏว่าภายในหีบไม่มีของมีค่าใดๆ และจิ้งหลันก็สิ้นใจตายไปในที่สุด

อี้ฉินมาเยี่ยมปูยีในเรือนจำ

 

ปูยีกอดตุ๊กตาที่เคยมอบให้อี้ฉินด้วยความเสียใจ

ย้อนกลับมาที่ฉากอี้ฉินมาเยี่ยมอดีตฮ่องเต้ปูยีที่เรือนจำ เธอจำใจต้องค้างคืนอยู่กับเขา ครั้นรุ่งเช้าเธอได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่เรือนจำว่าเธอต้องประสบความยากลำบากเนื่องจากหางานทำไม่ได้ เพราะพวกญาติวงศ์ของปูยีที่หัวโบราณเห็นว่าเธอไม่จำเป็นต้องทำงานให้เสียศักดิ์ศรี แต่เธอต้องการรายได้เลี้ยงชีวิต จึงตัดสินใจขอหย่ากับปูยีโดยไม่ฟังคำทัดทานของเจ้าหน้าที่เรือนจำ จากนั้นเธอจึงได้ไปขอหย่ากับปูยีโดยนำข้าวของที่เธอเคยได้จากเขาในอดีตมาคืนให้ทั้งหมด ท่ามกลางความโศกเศร้าของปูยี

จากการดูเปรียบเทียบกับ The Last Emperor ของ Bertolucci ประกอบกับการค้นคว้าเพิ่มเติม ผมมีข้อสังเกตบางประการรวมถึงข้อเท็จจริงบางประการที่ควรทราบประกอบการดูภาพยนตร์ดังนี้

ปูยีในมุมมองจีน

ภาพลักษณ์ของปูยีในเรื่องนี้ต่างจากในภาพยนตร์ของ Bertolucci อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ใน The Last Emperor นั้น ปูยีมีแต่ความน่าเห็นใจจากการเป็น "เด็กที่เหงาที่สุดในโลก" และพยายามแสดงออกด้วยการปฏิวัติปฏิรูปอะไรๆ ในพระราชวังต้องห้าม แต่ต้องถูกรัฐบาลสาธารณรัฐผลักไส สุสานบรรพชนถูกทำลาย จนต้องเตลิดไปเป็นหุ่นเชิดของญี่ปุ่น มาในภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งน่าจะช่วยเติมเต็มเรื่อง The Last Emperor ในเรื่องของชีวิตรักบนราชบัลลังก์แมนจูกัว ภาพลักษณ์ของปูยีกลับเต็มไปด้วยความหรูหรา ฟุ้งเฟ้อ บ้าอำนาจ ใช้ความรุนแรงกับภรรยาตนเองไม่เว้นกระทั่งคนท้องคนเสียสติ รับเด็กสาวอายุน้อยมาเป็นพระสนมและหลอกลวงเธอต่างๆ ฯลฯ แม้จะมีบางตอนที่สะท้อนความรู้สึกอึดอัดของปูยีจากการกดดันต่างๆ ของญี่ปุ่น คล้ายกับบางตอนใน The Last Emperor แต่ภาพด้านลบของปูยีในส่วนอื่นดูเหมือนจะบดบังความน่าเห็นใจนี้ไปจนสิ้น

สรุปว่าฝรั่งมองปูยีในแง่ดีเกินไปหรือคนจีนมองปูยีในแง่ร้ายเกินไป หรือภาพลักษณ์จากภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่องจะผสมกลมกลืนกันอย่างไร? ก็แล้วแต่ท่าน ที่แน่ๆ คือเราคงไม่อาจมองข้ามภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่งได้แน่ รวมถึงเรื่อง Last Emperor: Pu Yi's Latter Life ก็เป็นอีกเรื่องที่จะต้องนำมาพิจารณากันในโอกาสต่อไป

แล้วพระสนมยู่หลินกับพระสนมอี้ฉินเป็นญี่ปุ่นหรือจีน/แมนจู?

ที่ Blog ของ "หนูปุจฉา" (http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=drib777&group=11) ระบุชัดว่า ยู่หลินหรือถังอี้หลิงเป็นนักศึกษาญี่ปุ่น ส่วนอี้ฉินหรืออี้จินนั้น ระบุเพียงว่าปูยีสุ่มเลือกจากผู้หญิงที่ญี่ปุ่นเสนอ

ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่ายู่หลินหรือ Tan Yuling เป็นคนแมนจู ส่วนอี้ฉินหรือ Li Yuqin นั้นไม่ได้ระบุตรงๆ แต่ก็น่าจะเป็นคนจีน

ในภาพยนตร์ 2 ภาคที่กล่าวนี้ ระบุว่ายู่หลินเป็นคนแถวๆ ปักกิ่ง อันนี้ไม่เป็นปัญหามากนัก หากเธอเป็นญี่ปุ่นแล้วคงไม่ถูกพวกทหารญี่ปุ่นกำจัดแน่ แต่กับอี้ฉินนั้น ตอนจบของภาคแรกเสียงบรรยายภาษาไทยบอกว่าเธอเป็นเด็กนักเรียนญี่ปุ่น แต่ในภาคสองแม้ปูยีจะเลือกเธอจากรูปภาพที่ญี่ปุ่นเสนอ แต่ไม่เคยระบุตรงๆ ว่าเธอเป็นญี่ปุ่น และอะไรหลายๆ อย่างในเรื่องก็บอกอยู่โดยอ้อมว่าเป็นคนจีน โดยเฉพาะเมื่อเธอถูกปูยีหลอกว่าจะให้รถไฟจากญี่ปุ่นมารับ แล้วมารู้จากการดูแผนที่ทีหลัง เธอจึงน่าจะเป็นเด็กสาวจีนที่อ่อนภูมิศาสตร์มากกว่าจะเป็นเด็กสาวญี่ปุ่นที่จะต้องถูกนำตัวมาทางเครื่องบินหรือทางเรือ จะแปลกอยู่หน่อยตรงที่ว่าทำไมการยัดเยียดหญิงญี่ปุ่นให้เป็นสนมปูยีจึงไม่สำเร็จ

ประเด็นอื่นๆ

  • ระหว่างฮองเฮาหว่านหลงกับพระสนมเหวินซิ่วนั้น ว่ากันว่าเดิมทีฮ่องเต้ปูยีทรงพอพระทัยเหวินซิ่วมากกว่า แต่พระญาติทั้งหลายเห็นว่าหว่านหลงมีความงามเหมาะสมกว่า ผลจึงลงเอยว่าให้หว่านหลงเป็นฮองเฮาแล้วเหวินซิ่วเป็นสนมเอก นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มของปัญหาครอบครัวมาที่พัฒนามาจนทำให้เหวินซิ่วต้องขอหย่าในภายหลัง
  • น่าสังเกตว่าชีวิตของปูยีในเทียนจินก่อนจะไปเป็นประมุขของแมนจูกัวนั้น ยังนับว่าโอ่อ่า มีข้าราชบริพารรับใช้อยู่จำนวนไม่น้อย
  • ไม่มีการกล่าวถึง Kawashima Yoshiko หรือองค์หญิงตงเจินเลย และไม่มีการลักพาตัวฮองเฮาจากเทียนจินไปยังแมนจูกัว
  • ความแตกต่างในเรื่องชะตากรรมของชายชู้ของฮองเฮาและการสิ้นพระชนม์ของโอรสฮองเฮาในภาพยนตร์เรื่องนี้กับใน The Last Emperor
  • ใน The Last Emperor ฮองเฮาถูกพวกญี่ปุ่นพรากไปจากวังหลังจากประสูติพระโอรส แต่เรื่องนี้พระนางยังคงอยู่ในบริเวณวังและมีบทบาทในเรื่องมาตลอดแม้จะเสียพระสติไปแล้ว
  • ในบทภาษาไทยตอนที่ทะแม่งที่สุดคือตอนที่นายทหารญี่ปุ่นมาทูลปูยีแจ้งข่าวเรื่องโซเวียตประกาศสงครามกับญี่ปุ่น และได้พูดคุยกันเรื่องการ "บุก" ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ เหตุการณ์ต่อมาในเรื่องเป็นการอพยพหนีชัดๆ ไม่ทราบว่าแปลกันมาอย่างไร
  • เรื่องชื่อและสำเนียงภาษาจีนเป็นเรื่องที่วุ่นวายพางงสำหรับคนไม่รู้ภาษาจีนอย่างผม เคยอ่านพบว่าคนจีนแต่ละคนนั้น มีทั้งชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อแซ่ ฯลฯ จำกันแทบไม่ไหว แล้วยังมีสำเนียงภาษาต่างกัน ทั้งแมนดารินหรือจีนกลาง แต้จิ๋ว (คนจีนส่วนใหญ่ในไทย) กวางตุ้ง (สำเนียงในฮ่องกง) จากชื่อที่ปกของภาคแรกว่า "เว่ยตี่ฮองเฮา" แต่ในภาพยนตร์ทั้ง 2 ภาคไม่เอ่ยชื่อว่า "เว่ยตี่" แม้แต้คำเดียว ผู้จำหน่ายหนังน่าจะยึดอะไรสักอย่างให้ตลอด
  • ฯลฯ

ดังที่ผมได้กล่าวในตอนท้ายการแนะนำเรื่อง The Last Emperor ว่า ภาพยนตร์เรื่องนั้นไม่ได้กล่าวถึงพระสนมทั้งสองของปูยีในระหว่างที่ครองราชย์ในแมนจูกัว ที่อาจสะท้อนถึงปัญหาบางอย่างในชีวิตปูยีขณะนั้นได้เหมือนกัน ก็มาได้ภาพยนตร์เรื่อง "เว่ยตี่ฮองเฮา"-"สนมเอกนอกบัลลังก์" นี้ เข้ามาเสริมได้พอเหมาะพอเจาะ แต่ในทางกลับกัน หากใครได้ชมภาพยนตร์สองภาคนี้โดยไม่ได้ชม The Last Emperor หรือไม่ทราบข้อมูลทางประวัติศาสตร์มาก่อน ก็จะขาดความเข้าใจในหลายๆ เรื่องเช่นกัน ยิ่งถ้าได้ชมเพียงภาคใดภาคหนึ่งโดยไม่ได้ชมอีกภาคหนึ่งจะยิ่งไปกันใหญ่ การจัดจำหน่ายภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ในบ้านเราคงต้องทำการบ้านกันอีกมากครับ


คำคมชวนคิด

  • "คนดีๆ อย่างเจ้า ก็ต้องเข้ามาใช้กรรมในวังเรอะ?" ฮองเฮาหว่านหลงตรัสกับพระสนมยู่หลิน
  • "... เขาแค่จะหาเด็กผู้หญิงซื่อๆ ที่ควบคุมได้ซักคน..." ฮองเฮาหว่านหลงตรัสกับพระสนมอี้ฉิน
  • "วิญญาณของเราเหมือนถูกเนรเทศออกไปนอกโลกแล้ว" ชายชราผู้หนึ่งกล่าวหลังจากทราบข่าวญี่ปุ่นยอมจำนน
  • "คุณคิดว่าฉันเดินทางมาไกลจนถึงที่นี่เพื่อจะหาผู้ชายนอนด้วยรึไงล่ะ" คำพูดสุดท้ายของอี้ฉินที่กล่าวกับปูยีที่เรือนจำก่อนจะจากไป

เนื่องจากบทความนี้เป็นลิขสิทธิ์อัน ชอบธรรมของผู้เขียน และอาจะมีการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลบ้างตามความเหมาะสม ในการนำบทความไปเผยแพร่ในเว็บไซต์อื่นๆ จึงขอความร่วมมือให้ใช้วิธีการคัดลอกเฉพาะ Link หรือ URL Address แทนการคัดลอกบทความทั้งหมด  หากมีการคัดลอกไปในลักษณะแอบอ้างเป็นผู้เขียน หรือมีเจตนาอื่นใดที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อทางเว็บ iseehistory.com แล้ว จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย

ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ : The Last Empress (ฉบับที่ขายในไทยใช้ชื่อภาษาอังกฤษบนปกว่า The Last Emperor และ The Last Imperial Concubine)

ชื่อภาษาจีน : Moot doi wong hau, Mo dai huang hou (Hong Kong: Mandarin title)

ชื่อภาษาไทย :  เว่ยตี่ฮองเฮา, สนมเอกนอกบัลลังก์

ผู้กำกำกับ : Chan Ga Lam, Suen Ching Gwok  (imdb อ้างว่าเป็น Jialin Chen กับ Han Hsiang Li)

ผู้เขียนบท :  Cheung Siu Tin

ผู้แสดง : (ตามข้อมูล imdb)

  • Athena Chu  ...  Wen Xiu (as Yin Zhu)
  • Yiwei Fu ...  Tan Yuling
  • Zhang Hua ...  Li Chang'an
  • Wen Jiang ...  Pu Yi
  • Wei Liu ...  Li Yueting
  • Hong Pan ...  Wan Rong
  • Bide Yan ...  Zhang Jinghui

(hkcinemagic.com ระบุชื่อผู้แสดงเพียง 4 คน คือ  Poon Hung, Jiang Wen, Foo Aau Wai, Lau Wai)

ควรอ่านเพิ่มเติม

กระทู้ที่เกี่ยวข้อง

 
เรียนเชิญสมาชิกร่วมแสดงความคิดเห็นที่ด้านล่างสุดของหน้าเว็บ (ต้องสมัครและ Login ก่อน) ผู้ชมทั่วไปหรือสมาชิกที่ต้องการโพสต์รูป เชิญร่วมแสดงความเห็นได้ที่เว็บบอร์ด "คุยกันหลังฉาก" ในกระทู้ที่มีอยู่แล้ว หรือ สร้างกระทู้ใหม่ (คลิกที่นี่) ครับ

หากเป็นสมาชิก Facebook แสดงความเห็นได้ในฟอร์มข้างล่างนี้ครับ

Bookmark and Share

ทางเว็บไม่มีนโยบายนำภาพยนตร์ฉบับ เต็มมาให้ดูออนไลน์หรือให้ดาวน์โหลดเนื่องจากเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และไม่ มีพื้นที่สำหรับเก็บไฟล์ภาพยนตร์

 



สงครามโลกครั้งที่ 2 - เอเชีย/แปซิฟิก

From Here to Eternity ดรามาชีวิตทหารอเมริกันก่อนการโจมตีเพิร์ลฮาเบอร์ วันที่ 19/05/2013   16:18:19 article
The Pacific สมรภูมิวีรบุรุษ .. วันที่ 19/05/2013   16:21:18
สามพี่น้องตระกูลซ่งผู้ยิ่งใหญ่ ภาพยนตร์ที่ใฝ่หาความสมานฉันท์แห่งชนชาติจีน วันที่ 19/05/2013   16:24:41
zero ซีโร่ บินเพชฌฆาต ลูกผู้ชายแห่งแดนอาทิตย์อุทัย วันที่ 19/05/2013   16:26:34
The Last Emperor จักรพรรดิโลกไม่ลืม วันที่ 19/05/2013   16:27:34
Kawashima Yoshiko - ผู้หญิงพันธุ์มหาอำนาจ วันที่ 19/05/2013   16:28:36
Don't Cry, Nanking สงครามอำมหิตปิดตาโลก วันที่ 19/05/2013   16:29:52
Away All Boats อีกแบบฉบับนักบริหารที่น่าศึกษา วันที่ 19/05/2013   16:30:55
Flying Tigers หนังสงครามเรื่องแรกของ John Wayne วันที่ 19/05/2013   16:32:04
Letters from Iwo Jima เมื่อฝรั่งสร้างหนังญี่ปุ่นได้น่าประทับใจ วันที่ 19/05/2013   16:33:04
Flags of our Fathers วันที่ 19/05/2013   16:34:14
The Bridge on the River Kwai สะพานข้ามแม่น้ำแคว วันที่ 19/05/2013   16:35:23
Thin Red Line : มนุษย์กับธรรมชาติ VS มนุษย์กับสงคราม วันที่ 19/05/2013   16:36:25
ยุทธภูมิโหด โอกินาว่า (Battle of Okinawa) มุมมองที่ไม่สมบูรณ์ วันที่ 19/05/2013   16:37:22
MacArthur ขุนพลอเมริกัน ผู้เป็นดั่ง รัฐบุรุษ ในแดนญี่ปุ่น วันที่ 19/05/2013   16:38:20
Pearl Harbor นวนิยายบนแผ่นฟิล์มที่บิดเบือนประวัติศาสตร์? วันที่ 19/05/2013   16:39:10
The Great Raid 121 แบบฉบับอันยอดเยี่ยมของปฏิบัติการช่วยเชลยศึก วันที่ 19/05/2013   16:40:53
ยุทธนาวีที่ Midway : วีรกรรมคนปนโชคชะตา วันที่ 19/05/2013   16:42:05
Yamato ปรัชญาแห่งการยอมสู้ตายเพื่อการเกิดใหม่ที่ดีกว่า วันที่ 19/05/2013   16:43:00
Tora!Tora!Tora! โศกนาฏกรรมที่ Pearl Harbor ทั้งของผู้แพ้และผู้ชนะ วันที่ 19/05/2013   16:43:44
แฉลับสงครามโหด (Untold Stories of World War II) วันที่ 19/05/2013   16:44:37
นายพลเรือเอก ยามาโมโต ผู้หวังรีบเผด็จศึกเพื่อสันติภาพ วันที่ 19/05/2013   16:45:33
Windtalkers เมื่อคุณกันใช้รหัสลับภาษาอินเดียนแดงในยุทธการที่เกาะไซปัน วันที่ 19/05/2013   16:48:39
Oba: The Last Samurai (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   16:49:22 article
My Way (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   16:49:51 article
Ip Man ภาค 1-2 (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   16:50:19 article



1

ความคิดเห็นที่ 1 (23632)
avatar
คนเล่าเรื่อง

คือ อย่างนี้ครับ ชาวจีนถูกชาวแมนจูที่เป็นคนต่างชาติปกครองอย่างกดขี่ข่มเหงบ้าง พัฒนาประเทศอย่างมีวิสัยทัศน์บ้างสลับกันไป  แต่ว่าช่วงหลัง ๆ จักรพรรดิแมนจูกลับเป็นจอมงี่เง่าทำลายชาติบ้านเมือง โดยรวม ๆ แล้ว ชาวจีนต้องพบกับความขมขื่นจากการปกครองของชาวแมนจูมาโดยตลอด

พอพ้นจากการปกครองของราชวงศ์ชิงแล้ว  ชาวจีนต้องมาเจอกับการปกครองของพวกขุนศึกชิงแผ่นดินกันอย่างสนุกมือบนความทุกข์เข็ญลำเค็ญของชาวบ้าน  แล้วยังเจอการรุกรานแบบป่าเถื่อนกับการกระทำแบบอมนุษย์ของทหารญี่ปุ่น กว่าจะได้เป็นประเทศสาธารณรัฐก็ต้องหลังสงครามโลกไปแล้วตั้ง 4 ปี  ดังนั้น จึงไม่แปลกหรอกครับที่  หนังประวัติศาสตร์อันใกล้ของจีนมักจะให้แมนจู ฝรั่ง ญี่ปุ่น และพวกขุนศึกเป็นผู้ร้ายเสมอ  ไม่ว่าหนังฮ่องกงหรือแผ่นดินใหญ่

หนังเรื่องนี้ ผมเข้าใจว่าคงสร้างมาจากแนวคิดดังว่า ฝู่หยี (นี่คือสำเนียงแมนดารินที่ถูกต้องครับ) จึงเป็นวายร้ายตัวเอ้ที่ต้องแสดงความร้ายกาจออกมาอย่างจงใจ (คล้าย ๆ กับที่การสร้างเรื่องให้อดีตผู้นำต้องเป็นทรราชย์แบบจงใจในบางรัฐในขณะนี้)  และก็คงจะเป็นความจริงอยู่พอสมควร  แต่คงไม่ทั้งหมด  ผมคิดว่าฝู่หยีก็เป็นมนุษย์เดินดินกินข้าวแกงที่ไม่ต่างจากเรา ๆ ท่าน ๆ หรอกครับ

จริง ๆ แล้ว ฝู่หยีนับเป็นผู้ร้ายรายหนึ่งที่ไม่เต็มตัวนัก  ถ้าเราอ่านจากหนังสือที่เขาเขียนก็พอจะเข้าใจได้ว่า  เขาเป็นเหยื่อผู้หลงผิดจากระบอบฮ่องเต้จีนที่สร้างความล่มจมให้กับประเทศชาติ และโชคชะตาก็นำพาให้เขาเจอแต่คนไม่ดีอยู่เสมอ แต่เมื่อเขาได้ประสบการณ์ชีวิตของจริงและได้มีโอกาสไปกลับใจในมหาวิทยาลัยชีวิตในเรือนจำ  เขาก็รู้สำนึกผิดชอบชั่วดี  และเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเป็นคนสามัญตามปกติได้

ผมยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้  แต่ก็พอจะเข้าใจในมุมมองของผู้สร้าง  และต้องบอกว่าราชวงศ์แมนจูยังคงเป็นรอยด่างทางประวัติศาสตร์ที่สะเทือนความรู้สึกของชาวจีนอยู่ไม่หายซึ่งเราก็ต้องเข้าใจพวกเขานะครับ

อ้อ การอ่านภาษาจีนในสมัยใหม่นั้น เขาจะใช้ตัว Pin Yin ในการสะกด คือเป็นการนำอักษรโรมันมาสะกดและออกเสียงตามที่กำหนดไว้ซึ่งไม่ตรงกับการออกเสียงของฝรั่งครับ  ดังนั้น การอ่านตัวพินยินจึงต้องเข้าใจระบบการออกเสียงพอสมควร ไม่อย่างนั้นจะเป็นสำเนียงวิบัติจนชาวจีนฟังไม่รู้เรื่องครับ เช่น จางซิยี่  Zhang Zi Yi อ่านให้ถูกต้องเป็นจางจื่ออี๋ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น คนเล่าเรื่อง (danai-at-buu-dot-ac-dot-th) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2009-03-15 23:53:01


ความคิดเห็นที่ 2 (24153)
avatar
โรจน์ (Webmaster)

เรื่องการออกเสียงภาษาจีนนี่ก็คงคล้ายกับคำในภาษาอังกฤษและภาษาต่างประเทศอื่นๆ ที่คนไทยเราคุ้นเคยกับชื่อหรือการออกเสียงแบบหนึ่ง จะผิดจะถูกยังไงหรือมีที่มาจากไหนก็ตาม พอได้พบได้ยินการออกเสียงที่ถูกต้องของเจ้าของภาษากลายเป็นคนละเรื่อง แล้วจะเลือกที่อาจจะผิดแต่คุ้นเคยกันดีหรือเลือกที่ถูกตามเจ้าของภาษาแต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่อง?

ในหนังสือวิเคราะห์สามก๊กเล่มหนึ่งเขาชี้แจงแนวทางไว้ว่า เนื่องจากสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง(หน)ที่เรารู้จักกันดีมีเนื้อหาและตัวละครจำนวนหนึ่งถูกตัดออกไป เมื่อเขาจะกล่าวถึงตัวละครหรือชื่อที่มีในสามก๊กฉบับภาษาไทยก็จะใช้ตามนั้น ถ้าเป็นชื่อที่ไม่มีในฉบับภาษาไทยจึงจะใช้สำเนียงจีนกลาง ดูแล้วเหมือนจะ Double Standard แต่น่าจะเป็นผลดีกับคนไทยส่วนใหญ่ที่คุ้นกับชื่อในฉบับเจ้าพระยาพระคลังครับ

สำหรับในเว็บแห่งนี้ ซึ่งอนาคตจะต้องกล่าวถึงหนังจีนที่น่าสนใจอีกหลายเรื่อง แนวทางที่คิดไว้คร่าวๆ ส่วนหนึ่งยังต้องเอ่ยชื่อตามที่ปรากฏในบทพากย์ไทยไว้เพื่อไม่ให้คนที่ได้ซื้อได้ดูภาพยนตร์แล้วไม่สับสน แต่คงต้องมีการค้นคว้าเพิ่มเติมมาหมายเหตุประกอบด้วยว่าชื่อนั้นๆ ที่ถูกควรจะออกเสียงอย่างไร สรุปว่าขอรับไว้พิจารณาปรับปรุงในบทความต่อๆไปครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น โรจน์ (Webmaster) (webmaster-at-iseehistory-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2009-03-16 22:34:46


ความคิดเห็นที่ 3 (25148)
avatar
คนเล่าเรื่อง

เรื่องสำเนียงของภาษาจีนนี่  คนไทยเรายังไงก็ยังคุ้นเคยและจดจำชื่อต่าง ๆ ในสำเนียงแต้จิ๋วอยู่ดีครับ อย่างเช่น ฮ่องเต้  ฮองเฮา ขันที กังฉิน ตงฉิน ดังนั้น คงเป็นไปได้ยากครับที่จะเปลี่ยนให้คนไทยมาเข้าใจสำเนียงแมนดารินของจริง

อันที่จริง คำว่าแมนดารินนี่  ก็มาจากการที่ชาวแมนจูได้ดักแปลงภาษาจึนกลางขึ้นมาใหม่ให้เป็นมาตรฐาน  และคำว่าแมนดารินนั้น ถ้าอ่านแบบจีนแท้ ๆ ที่ไม่ย่นย่อละก็ คือ คำว่า แมนจูต้าเหยิน หมายถึง ชาวแมนจูผู้ยิ่งใหญ่น่ะครับ ข้อความนี้ ผมอ้างจากท่านผู้รู้ภาษาและประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งบอกมาครับ

ประวัติศาสตร์จีนในทุกยุคนับว่ามีสีสันมากครับ  เราสามารถศึกษาได้อย่างไม่รู้เบื่อ  แล้วหนังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีนที่สร้างกันก็มากมายหลากหลายมุมมองจนหลายเรื่องแทบจะเป็นนิยายซะมากกว่าครับ

เอาเป็นว่า ใครจะช่วยให้ผมเสาะหาหนังเรื่อง ฌ้อปาอ๋อง ขุนศึกลำน้ำเลือด ฉบับหลี่เหลี่ยงเหว่ยและก่งลี่ได้สักทีครับ จะได้นำมาเขียนถึง

ป.ล. เรื่อง cool running นี่ผมกำลังหาข้อมูลเพิ่มเติมครับ  แต่ขอบอกก่อนนะครับว่า เรื่องนี้เป็นแบบอิงประวัติศาสตร์แล้วเดินเรื่องแบบคอมเมดี้นะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น คนเล่าเรื่อง (danai-at-buu-dot-ac-dot-th) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2009-03-18 21:56:24



1


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
| WW II Europe | WW II Asia | WW I | Vietnam War | ประวัติศาสตร์ไทย | บทความจากสมาชิก | คุยกันหลังฉาก | บทความทั้งหมด |

สนใจร่วมเขียนบทความในเว็บไซต์ เชิญอ่าน แนวทางการร่วมเขียนบทความ ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์

Custom Search



eXTReMe Tracker