dot
dot
เว็บภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน
dot
dot
สมาชิก Webboard/Blog
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletข้อตกลงการเป็นสมาชิก
bulletเว็บบอร์ด-คุยกันหลังฉาก
bulletเว็บบอร์ด-Games ย้อนยุค
bulletเว็บบอร์ด-ชุดจำลองประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-หนังสือประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-เพลงประวัติศาสตร์
bulletคำถาม/คำตอบ ล่าสุด
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
dot
สงครามโลกครั้งที่ 2
dot
bulletสมรภูมิยุโรป (สัมพันธมิตรVSเยอรมัน-อิตาลี)
bulletสมรภูมิแปซิฟิก-เอเชีย (สัมพันธมิตรVSญี่ปุ่น)
dot
ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อื่นๆ
dot
bulletสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
bulletประวัติศาสตร์ไทย
bulletประวัติศาสตร์อเมริกันยุคเริ่มแรก
bulletสงครามเวียดนามและอินโดจีน
bulletตะวันตกโบราณ (กรีก โรมัน ฯลฯ)
bulletประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
bulletเอเชียโบราณ
bulletประวัติศาสตร์อื่นๆ (ยังไม่แยกหมวดหมู่)
bulletคลิปความรู้จาก YouTube
dot
เรื่องอื่นๆ
dot
bulletบทความเสริมความรู้ทั่วไป
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletผู้จัดทำ
bulletผังเว็บไซต์ (Site Map)
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
bulletถาม-ตอบ (FAQs) (โปรดอ่านก่อนตั้งกระทู้หรือสมัครสมาชิก)
bulletร้านค้าออนไลน์
bulletแบ่งปัน Album
dot
ลิงค์ต่างๆ
dot
bulletรวมลิงค์/แลกลิงค์ ที่นี่ครับ
bulletHistory in Film
bulletHistory on Film
bulletFuKDuK TV ช่องประวัติศาสตร์
bulletกองบิน 21 กองพลบิน 2




โหราศาสตร์ยุคไอที


เว็บแลกลิงค์อื่นๆ

ขายเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ราคาส่ง


Kelly's Heroes การเสียดสีความเป็นวีรบุรุษของอเมริกัน
วันที่ 19/05/2013   14:57:02

webmaster@iseehistory.com

ภาพจากปกดีวีดี บนซ้าย - จ่าบิ๊กโจ, บนขวา - อ๊อดบอล, ล่างซ้าย - เคลลี่ และล่างขวา - แครพเกม

ภาพยนตร์สงครามที่ต่อต้านสงครามหลายเรื่องมักจะออกแนวดรามา แสดงความโหดร้ายรันทดของสงคราม แต่สำหรับ Kelly's Heroes ที่ออกฉายในปี 1970/พ.ศ.2513 กลับออกมาในแนวตลกเสียดสีที่แสดงภาพลักษณ์ของทหารอเมริกันที่ตรงกันข้ามกับความเป็นวีรบุรุษในหนังสงครามแอคชั่นหลายๆ เรื่อง นอกจากนี้ Kelly's Heroes ยังเป็นภาพยนตร์ที่มีความสมจริงของฉากเนื่องจากการยกกองไปถ่ายทำในประเทศยูโกสลาเวีย และการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งที่เป็นของจริงและที่ดัดแปลงให้คล้ายของจริงในยุคนั้น ภาพที่ได้จึงดูสมจริงยิ่งกว่าภาพยนตร์อีกหลายๆ เรื่องในยุคเดียวกัน ลองมาทำความรู้จักกับภาพยนตร์เรื่องนี้กันดูนะครับ

จ่าบิ๊กโจสอบปากคำเชลยศึกเพื่อล้วงความลับว่า ... มีที่ไหนน่าเที่ยว!

"แท่งตะกั่ว" ที่ผู้การเยอรมันอ้างว่าเอาไว้ใช้ถ่วงให้กระเป๋าเอกสารจมน้ำถ้าถูกจับเป็นเชลย

เหตุการณ์ในเรื่องนี้เริ่มขึ้นในเมืองแนนซี่ประเทศฝรั่งเศส ประมาณเวลาได้เพียงว่าเป็นช่วงหลังจากปฏิบัติการวันดีเดย์และการปลดปล่อยปารีสมาได้ระยะหนึ่ง เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อพลทหารเคลลี่ อดีตนายร้อยที่ถูกปลดเพื่อเป็นแพะรับบาปให้กับความพ่ายแพ้ในการรบครั้งหนึ่ง ได้ไปจับตัวนายพันเอกของเยอรมันนายหนึ่งมาตามคำสั่งของจ่า "บิ๊กโจ" ซึ่งความจริงจ่าแกอยากจะได้แค่ทหารหนุ่มๆ สักคนมาเพื่อจะถามหาที่ๆ จะพาลูกน้องไปเที่ยวกันในเมืองในภายหลัง แต่ในขณะที่จ่าบิ๊กโจไปพบผู้กองเมทแลนด์ซึ่งเป็นผบ.ร้อย เคลลี่พบว่าสิ่งที่ผู้การเยอรมันอ้างว่าเป็น "แท่งตะกั่ว" สำหรับถ่วงให้กระเป๋าเอกสารจมน้ำนั้น แท้ที่จริงเป็นแท่งทองคำ และจากการมอมเหล้าผู้การเชลยจนเมาได้ที่ ก็ทราบความจริงว่าทางเยอรมันกำลังขนทองคำแท่งเหล่านี้ จำนวน 14,000 แท่ง มูลค่าราวๆ 16 ล้านเหรียญ ไปไว้ที่ธนาคารในเมืองแคลร์มอนท์ ห่างออกไปราว 25-30 ไมล์โดยมีรถถังไทเกอร์จำนวน 3 คัน กับทหารราบไม่ทราบจำนวนคุ้มกันอยู่ เมื่อจ่าบิ๊กโจกลับมาในขณะที่หน่วยกำลังเตรียมจะถอยจากการโจมตีของเยอรมัน เคลลี่ได้เล่าเรื่องทองให้จ่าทราบก่อนที่จะพากันถอยตามหน่วยของตนไปโดยไม่สามารถจะรักษาชีวิตของผู้การเยอรมันไว้ได้

ผู้กองเมทแลนด์ขนเรือยอชต์ลำเบ้อเริ่มไปปารีส ทิ้งลูกน้องให้พักในที่ที่รกร้าง

อ๊อดบอลเสนอที่จะนำรถถังเชอร์แมนของตนเข้าร่วมขบวนการปล้นทอง ... แล้วน้องหนูข้างบนเกี่ยวอะไรด้วย???

อุแม่เจ้า...จะมารบรึมาปิคนิคกันเนี่ย!?1?

เมื่อเข้าสู่ที่ตั้งใหม่ ผู้กองเมทแลนด์ผู้เป็นหลานนายพลสั่งให้หน่วยของจ่าบิ๊กโจพักผ่อน 3 วัน ณ ที่ซึ่งรกร้างแทบไม่มีอะไรเลย ตัวเองปลีกตัวไปอีกทางเพื่อจะเอาเรือยอชต์กลับไปปารีสแล้วก็ช้อปปิ้ง  แต่อดีตผู้หมวดเคลลี่ใจไปอยู่กับทองที่ธนาคารหลังแนวข้าศึกแล้ว จึงได้เที่ยวนำแท่งทองตัวอย่างไปเดินสายตระเตรียมการที่จะไปปฏิบัติการปล้นทองให้ได้ รายแรกไปขอความร่วมมือจากจ่ามัลลิแกน หน่วยปืนค.ให้ยิงคุ้มกันในคืนที่จะเคลื่อนย้ายกำลัง  ขออาวุธยุทโธปกรณ์และข่าวกรองจากจ่าแครพเกมฝ่ายพลาธิการ ซึ่งจ่าแกก็ให้ความสนใจจะขอร่วมขบวนไปกับเคลลี่ด้วย และยังมีจ่าอ๊อดบอล ผู้คุมหมวดรถถังเชอร์แมนจำนวน 3 คัน เมื่อบังเอิญมาได้ยินเคลลี่คุยกับแครพเกมแล้ว ก็เสนอตัวที่จะนำกำลังไปสนับสนุนด้วย อีตาอ๊อดบอลนี่นับเป็นตัวละครสำคัญที่เผลอๆ จะเด่นกว่าอดีตผู้หมวดเคลลี่ของเราด้วยซ้ำ ตามเรื่องบอกตรงๆ ว่าตะแกออกจะบ้าๆ บวมๆ ทั้งผมยาวทั้งหนวดเครารุงรังราวกับฮิปปี้ในยุค 60-70 ผู้หมวดของหน่วยแกพึ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน จากนั้นหมวดรถถังของแกก็ทำทีเป็นว่ากำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม ที่จริงก็เพียงแค่การ "โมดิฟาย" ให้สามารถข่มขวัญข้าศึกตามแนวทางของแก อันได้แก่ ปรับแต่งเครื่องยนต์ให้วิ่งเร็วขึ้นทั้งเดินหน้าถอยหลัง (ทำนองเดียวกับแต่งรถซิ่งรึเปล่าเนี่ย?) หาท่อมาครอบลำกล้องปืน 76 มม. ให้ดูเหมือนเป็นปืนขนาด 90 มม. ติดลำโพงนอกตัวรถถัง สำหรับเปิดเพลงดังๆ เวลาออกรบ ความเป็นอยู่ของอ๊อดบอลกับลูกน้อง ดูแล้วก็คล้ายๆ คณะยิปซีหรือกรุ๊ปทัวร์ที่มาปิคนิค มีสาวจากไหนก็ไม่รู้มาร่วมวงสังสรรค์กันเอิกเกริก  กลับมาที่พระเอกของเราดีกว่า เมื่อได้เจราจากับผู้สนับสนุนเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็กลับมาหาจ่าบิ๊กโจ ทีแรกจ่าแกก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยนัก แต่ก็จำต้องยอมเพราะเคลลี่ได้กล่อมสมาชิกทุกคนจนอยู่หมัดแล้ว

ในคืนที่คณะของเคลลี่-บิ๊กโจจำนวนราวโหลกว่าๆ เริ่มออกเดินทางโดยรถประจำหน่วย 4 คันฝ่าด่านเยอรมันออกมา ทุกอย่างเหมือนจะไปได้ด้วยดี แม้ว่าจ่ามัลลิแกนหน่วยปืนค.จะมีประวัติความเหลวไหลไม่ตรงเวลา และเคยยิงถล่มพวกเดียวกันมา แต่ครั้งนี้ด้วยอำนาจทอง ทำให้จ่าแกอุตส่าตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อจะได้ตื่นขึ้นมาสั่งยิงคุ้มกันได้ตามนัดหมาย แต่อนิจจา กลางคืนฝ่าด่านข้าศึกมาได้ด้วยดี ครั้นถึงรุ่งเช้า พวกเขากลับถูกเครื่องบินของฝ่ายเดียวกันถล่มจนย่อยยับ ตัวคนน่ะหลบเข้าที่กำบังได้ทัน แต่ยานพาหนะที่ใช้เดินทางเสียหายยับเยิน ทำเอาสมาชิกบ่นกันพึมก่อนจะออกเดินทางด้วยเท้ากันต่อไป

ยานพาหนะเสียหายจากการบอม์ของเครื่องบินฝ่ายเดียวกัน

ซุ่มโจมตีเยอรมันที่สนามทุ่นระเบิด

ขอข้ามเรื่องทางอ๊อดบอลมาก่อนนะครับ คณะของเคลลี่-บิ๊กโจยังไม่หมดเคราะห์กรรมแค่นั้น เดินทางกันมาถึงที่โล่งแห่งหนึ่ง สมาชิกเคราะห์ร้ายรายหนึ่งนามว่าเกรซก็เหยียบกับระเบิดเข้าให้อย่างจัง ทุกคนจึงต้องนำดาบปลายปืนออกมาทิ่มดินหาทุ่นระเบิดกันจ้าละหวั่น กว่าจะมะงุมมะงาหราออกมากันได้ไม่ทันจะครบทุกคน ทหารเยอรมันก็แห่กันมาถึง 2 คันรถ กำลังส่วนใหญ่ที่ออกจากสนามทุ่นระเบิดมาได้ก็ได้แต่ซุ่มหลังกำแพง ปล่อยให้เพื่อนที่เหลืออีก 2 คน คือมิทเชลกับจ๊อบ แกล้งนอนฟุบไม่ไหวติง ที่สุดก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปะทะกันได้ ฝ่ายเยอรมันซึ่งถูกซุ่มโจมตีเสียชีวิตหมด แต่ฝ่ายอเมริกันก็ต้องสูญเสียมิทเชลกับจ๊อบ ณ ที่สนามทุ่นระเบิดนั้นเอง ฉากนี้จึงกลายเป็นฉากที่รันทดที่สุดของภาพยนตร์

อ๊อดบอลประจัญบาน!!!

ทางด้านหมวดรถถังของอ๊อดบอล เริ่มแรกก็สามารถลอดอุโมงค์ออกมายิงถล่มหน่วยทหารเยอรมันที่ขวางอยู่ได้ ทั้งปืนใหญ่รถถัง ปืนกล และเสียงเปิดเพลงดังก้องสนามรบไปหมด ว่าแต่ว่าเพลงที่เปิดมันเพลงของยุคสงครามโลกหรือเพลงของยุคที่สร้างหนังกันแน่ ช่างมันก่อน เอาเป็นว่าอ๊อดบอลกลับต้องมาพบอุปสรรคจากสะพานที่จะใช้ข้ามแม่น้ำถูกเครื่องบินฝ่ายเดียวกันทำลายลงซะก่อนเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงของเยอรมัน จึงต้องตัดสินใจโทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เป็นทหาช่างสะพานในแนวหลัง ให้มาช่วยวางสะพานขนาด 60 ฟุตให้ เจ้าเพื่อนคนนั้นไม่รู้จะหาคนที่ไหนมาขนสะพานก็เอาพวกดุริยางค์ที่กำลังซ้อมดนตรีเดินสวนสนามกันอยู่นั้นยกขโยงกันมาช่วย เมื่ออ๊อดบอลกับพวกมาพบกับคณะของเคลลี่-บิ๊กโจที่จุดนัดหมาย จึงถูกต่อว่าไปตามระเบียบ แต่ทุกคนก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากร่วมขบวนเดินทางกันต่อไป

นายพลโคลท์เข้าใจว่าทหารกล้าของตนบุกเข้าทะลวงแนวข้าศึก (คนที่หอบของอยู่ข้างหลังคือผู้กองเมทแลนด์)

ซากโครงเหล็กข้างหลังคือสะพานที่มีอยู่เดิมแต่ถูกสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดทำลาย ทางซ้ายคือสะพานของทหารช่างที่จวนจะพังอยู่รอมร่อ

ทางด้านนายพลตรีโคลท์ ผู้บัญชาการกองพล กำลังหงุดหงิดแกมประหลาดใจเมื่อได้รับรายงานว่ามีทหารของตนหน่วยไหนก็ไม่รู้ กำลังรุกล้ำเข้าไปในแนวของข้าศึก พอดีขณะนั้นพลวิทยุของกองบัญชาการดักฟังการติดต่อระหว่างทางฝ่ายเคลลี่-บิ๊กโจกับอ๊อดบอลได้ สถานการณ์ขณะนั้น บริเวณแม่น้ำใกล้เมืองแคลร์มอนท์ คณะที่จะไปปล้นทองถูกปืนใหญ่ข้าศึกยิงสกัด อ๊อดบอลสามารถนำรถถังของตนข้ามสะพานไปได้เพียงคันเดียวพร้อมกับเคลลี่และทหารไม่กี่คน อีก 2 คันถูกยิงเสียหาย ทหารราบส่วนที่เหลือยังติดแหง็กอยู่อีกฝั่งแม่น้ำ คือสภาพของสะพานตอนนั้นคนยังพอข้ามไปได้ แต่ไม่สามารถรองรับพาหนะใดๆ ได้แล้ว บิ๊กโจกับพรรคพวกในหมวดได้ตัดสินใจข้ามน้ำตามไปก่อนที่สะพานจะพังแล้วขึ้นไปบนรถถังของเคลลี่ออกเดินทางต่อไป ปล่อยให้ทหารราบที่ตามมาสร้างสะพานให้หาทางตามไปทีหลังกันเอาเอง ทางด้านนายพลโคลท์ได้ฟังการติดต่อทางวิทยุแบบไม่รู้เรื่องอะไรมาก่อนก็หลงดีใจนึกว่าคนของตัวใช้ความกล้าหาญตีทะลวงแนวข้าศึก ก็สั่งให้ยกกำลังตามไปหวังจะมอบเหรียญกล้าหาญให้กับวีรบุรุษให้ถึงมือเลย

ฉากรบอันดุเดือดในตอนท้าย

ทีนี้คณะปล้นทองก็มาถึงที่หมายซะที เคลลี่ได้ส่งคนเข้าไปลอบสังเกตการณ์ในเมืองจนทราบว่าฝ่ายเยอรมันที่ป้องกันธนาคารอยู่มีรถถังไทเกอร์ 3 คัน ตามทีทราบมาแต่ต้นเรื่องกับทหารราบจำนวนหนึ่ง เขากับพรรคพวกได้ดำเนินกลยุทธจนสามารถกำจัดฝ่ายเยอรมันได้เกือบหมด ยกเว้นแต่รถถังไทเกอร์คันสุดท้าย ขณะที่รถถังเชอร์แมนของอ๊อดบอลนั้นหมดสภาพแล้ว ประตูธนาคารก็ปิดตาย ไม่สามารถเปิดได้นอกจากจะใช้ดินระเบิด เมื่อไม่สามารถเอาชนะขั้นเด็ดขาดด้วยกำลัง เคลลี่ บิ๊กโจ และอ๊อดบอลจึงตัดสินใจเดินหน้าเข้าไปขอเจรจากับผบ.รถถังเยอรมัน ตอนแรกตาผบ.รถถังคันนี้ดูแกตาตี่ๆ หรี่ๆ ชอบกล แต่พอรู้เรื่องทองคำในธนาคารเท่านั้นก็ตาเบิกโพลงทันทีเหมือนกัน ในที่สุดการปล้นทองในธนาคารก็สำเร็จลงได้โดยหุ้นส่วนรายใหม่ตัดสินใจหันป้อมปืนยิงประตูธนาคาร แล้วก็แบ่งทองกันได้ด้วยดีไม่มีการทรยศหักหลังกันแต่ประการใด ปัญหาที่ต้องลุ้นกันตอนสุดท้ายคือนายพลโคลท์ได้นำกำลังเข้ามาในเมืองขณะที่การขนทองจวนจะเสร็จ ทางฝ่ายเคลลี่ต้องออกอุบายหลอกชาวฝรั่งเศสที่มารอต้อนรับทหารอเมริกันว่านายพลโคลท์นั้นคือนายพลเดอโกล ทำให้สามารถแยกย้ายกันหนีได้ทัน

ปราบไม่ได้ก็ชวนมาเป็นพวกซะเลย!

ทอง!ทอง!ทอง!

ชาวฝรั่งเศสหลงนึกว่านายพลโคลท์เป็นนายพลเดอโกล

ในด้านความรู้ทางประวัติศาสตร์คงแทบจะเอาอะไรกับภาพยนตร์เรื่องนี้แทบไม่ได้ จะมีเค้าความจริงอยู่บ้างก็แค่ความเชื่อที่ว่ากองทัพนาซีเคยแอบขนย้ายหรือซุกซ่อนทอง คล้ายๆ กับเรื่องทองของกองทัพญี่ปุ่นในบ้านเราที่เคยเป็นข่าวฮือฮาในบางช่วง โดยส่วนตัวผมยังเเห็นว่าเรื่องนี้เป็นพียงภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ที่อาศัยเวลาช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์มาเป็นฉากให้ตัวละครเท่านั้น แต่ก็เป็นฉากประวัติศาสตร์ที่ดูสมจริงสมจัง จากการยกกองไปถ่ายทำที่ประเทศยูโกสลาเวีย ซึ่งในเวลานั้นยังคงมีตึกรามบ้านช่องแบบยุโรปสมัยเก่าอยู่ อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นของจริงในสงครามโลกครั้งที่ 2 มีบ้างที่มีการดัดแปลงให้เหมือนของจริง ที่เห็นได้ชัดคือรถถังทางฝ่ายอเมริกันใช้รถถัง Sherman ของจริงเลย ส่วนรถถัง Tiger I ของเยอรมันนั้น ข้อมูลเขาบอกว่าเอารถถัง T-34 ของรัสเซียมาตกแต่งดัดแปลงโดยฝีมือช่างยูโกสลาเวีย นอกจากนี้ ผมเห็นรถกึ่งสายพานของฝ่ายเยอรมันที่เอารถสายพานลำเลียงแบบ M3 มาเสริมเกราะด้านหน้าและด้านข้างให้ดูคล้ายรถในตระกูล Sd.kfz 251ของเยอรมัน แต่ช่วงล่างยังเห็นได้ชัดว่าเป็นรถกึ่งสายพานของอเมริกัน หากเทียบกับภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดในช่วงใกล้เคียงกัน อย่างเช่น  A Bridge Too Far ที่เริ่มฉายในปี 1977/พ.ศ.2520 สร้างทีหลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้ง 7 ปี ยังต้องเอารถถังสมัยใหม่มาติ๊งต่างเป็นรถถัง Panzer เลยครับ

ขบวนรถถังเชอร์แมนและยุทโธปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้จริงในสงครามโลก

รถถัง Tiger I ที่ดัดแปลงมาจากรถถังรัสเซีย

จากการตั้งกระทู้โหมโรงไว้ในเว็บบอร์ด หลายท่านบอกว่าสนุกสนานเฮฮามาก แต่ตัวผมเองดูครั้งแรกกลับรู้สึกเส้นลึกกว่าชาวบ้านอยู่นิดหน่อย คือพอจะรู้ว่าเป็นมุกตลกเสียดสี แต่ไม่ถึงกับขำกลิ้งไปซะทุกตอนด้วยความรู้สึกค้านๆ อะไรบางอย่างอยู่ในใจ

ประการแรกอาจจะมาจากบทบาทของคุณปู่คลินท์ อีสต์วู้ด ในวัยหนุ่ม ที่รับบทเป็นเคลลี่ ตอนนั้นคุณปู่แกดูหนุ่มฟ้อและมาดดี ดูแล้วรู้สึกเชื่อเลยว่าคุณปู่ เอ๊ย! เคลลี่ดูเหมือนนายร้อยมากกว่าพลทหาร แต่ในอีกด้าน บทบาทที่ดูค่อนข้างนิ่งแบบนี้ตามความรู้สึกส่วนตัวกลับไม่ค่อยจะเชื่อว่าตะแกจะโลภมากอยากพาพวกไปปล้นทองสักเท่าไหร่ นอกเสียจากความอยากจะแก้แค้นที่โดนถอดยศ แต่ในหนังก็ไม่เห็นพูดเรื่องนี้สักครั้ง

ถัดมาคือความรู้สึกที่เหมือนกับว่าผู้สร้างเอาความเบื่อหน่ายสงครามเวียดนามของคนอเมริกันมายัดใส่ไว้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เห็นได้ชัดที่สุดจากบุคลิกของอ๊อดบอลที่กระเดียดไปทางฮิปปี้ จะว่าไปแล้ว หนังสงครามโลกที่สร้างในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็ดูคล้ายจะสะท้อนความรู้สึกต่อสงครามเวียดนามทั้งด้านบวกและด้านลบ คือเรื่องที่เน้นแอคชั่นและความสำเร็จในสงครามโลกก็เหมือนจะสนับสนุนสงครามเวียดนาม เรื่องที่ออกแนวดรามาก็เหมือนจะค้านอยู่กลายๆ ความแตกต่างอยู่ที่ว่า ในสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น เป็นการปลดแอกประเทศต่างๆ จากการยึดครองของเยอรมัน-ญี่ปุ่น อันตรงกับความต้องการของเจ้าของประเทศที่ถูกยึดครองเหล่านั้น ขณะที่สงครามเวียดนาม (รวมถึงสงครามอื่นหลังจากนั้นที่อเมริกันเข้าไปเกี่ยวข้อง) มันเป็นเรื่องความขัดแย้งทางอุดมการณ์ของคนในประเทศนั้นๆ ที่อเมริกันเข้าไปเลือกข้างเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน ย้อนกลับมาที่ Kelly's Heroes สภาพความเละๆ เทะๆ ของทหารอเมริกันในเรื่องนี้อาจมีเค้าความจริงปรากฏอยู่บ้างเล็กน้อย แต่เมื่อมันถูกเน้นมากเกินไปถึงขนาดยกขบวนกันทิ้งหน้าที่ไปปล้นแบงก์นี่ ดูคล้ายกับผู้สร้างจะไม่เคารพในเกียรติของบรรพบุรุษตัวเองเลย

มุกสุดท้ายของอ๊อดบอล ขอแลกเครื่องแบบกับเยอรมัน และซื้อรถถังไทเกอร์มาใช้ ทั้งที่กำลังโทรไม่ใช่เล่น

ด้านภาพลักษณ์ทหารเยอรมันนั้น ในเรื่องไม่ได้มีความเลวร้ายอะไรนัก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเหมือนผักปลาให้ฝ่ายพระเอกยิงเล่นเกือบจะตลอดเรื่อง จนกระทั่งตอนสุดท้ายมาหักมุมโดยให้การปล้นทองสำเร็จลงได้ด้วยความร่วมมือของพลรถถังเยอรมันเองนั้น คงเป็นดังที่สมาชิกท่านหนึ่งกล่าวไว้ในเว็บบอร์ด คือสุดท้ายคนชาติไหนๆ ก็ไม่พ้นความโลภทั้งนั้น  ต่างกันแต่จะรบกันเพราะความโลภหรือร่วมมือกันเพราะความโลภขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ลองมาเทียบกับเหตุการณ์ปัจจุบันไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศ ใครจะร่วมมือกับใครหรือใครจะรบกับใคร มันอยู่ที่ตัวผลประโยชน์และวิธีการในการเจรจาเท่านั้นเองครับ

หากท่านไม่คิดเล็กคิดน้อยอย่างผมก็คงมีความสุขกับเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะมุกตลกต่างๆ รวมถึงภาพบรรยากาศสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ดูสมจริงสมจังอย่างยิ่งครับ

คำคมชวนคิด

  • เราก็บ้า งั้นคงไม่อยู่ที่นี่หรอก  (We're all nuts or we wouldn't be here.) ทหารคนหนึ่งพูดขึ้นเมื่อจ่าบิ๊กโจบอกว่าอ๊อดบอลเป็นคนบ้า
  • ถ้