dot
dot
เว็บภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน
dot
dot
สมาชิก Webboard/Blog
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletข้อตกลงการเป็นสมาชิก
bulletเว็บบอร์ด-คุยกันหลังฉาก
bulletเว็บบอร์ด-Games ย้อนยุค
bulletเว็บบอร์ด-ชุดจำลองประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-หนังสือประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-เพลงประวัติศาสตร์
bulletคำถาม/คำตอบ ล่าสุด
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
dot
สงครามโลกครั้งที่ 2
dot
bulletสมรภูมิยุโรป (สัมพันธมิตรVSเยอรมัน-อิตาลี)
bulletสมรภูมิแปซิฟิก-เอเชีย (สัมพันธมิตรVSญี่ปุ่น)
dot
ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อื่นๆ
dot
bulletสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
bulletประวัติศาสตร์ไทย
bulletประวัติศาสตร์อเมริกันยุคเริ่มแรก
bulletสงครามเวียดนามและอินโดจีน
bulletตะวันตกโบราณ (กรีก โรมัน ฯลฯ)
bulletประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
bulletเอเชียโบราณ
bulletประวัติศาสตร์อื่นๆ (ยังไม่แยกหมวดหมู่)
bulletคลิปความรู้จาก YouTube
dot
เรื่องอื่นๆ
dot
bulletบทความเสริมความรู้ทั่วไป
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletผู้จัดทำ
bulletผังเว็บไซต์ (Site Map)
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
bulletถาม-ตอบ (FAQs) (โปรดอ่านก่อนตั้งกระทู้หรือสมัครสมาชิก)
bulletร้านค้าออนไลน์
bulletแบ่งปัน Album
dot
ลิงค์ต่างๆ
dot
bulletรวมลิงค์/แลกลิงค์ ที่นี่ครับ
bulletHistory in Film
bulletHistory on Film
bulletFuKDuK TV ช่องประวัติศาสตร์
bulletกองบิน 21 กองพลบิน 2




โหราศาสตร์ยุคไอที


เว็บแลกลิงค์อื่นๆ

ขายเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ราคาส่ง


Exodus - อีกตำนานกำเนิดประเทศอิสราเอล
วันที่ 19/05/2013   20:36:13

webmaster@iseehistory.com

ได้เคยนำภาพยนตร์เรื่อง Cast a Giant Shadow  เรื่องราวของนายทหารอเมริกันเชื้อสายยิวที่ไปเป็นที่ปรึกษาทางทหารให้กับชาวยิวในช่วงก่อตั้งประเทศอิสราเอล มาเขียนแนะนำพูดคุยกันมาครั้งหนึ่ง  ทั้งที่จริงภาพยนตร์เกี่ยวกับยิวและประเทศอิสราเอลที่เป็นอมตะในโลกภาพยนตร์นั้นคงไม่พ้นเรื่อง Exodus ที่ออกฉายในปี 1960/พ.ศ.2503 ที่กำลังนำมาพูดถึงในวันนี้  ซึ่งเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับการนำชนชาติยิวที่เหลือรอดจากการสังหารหมู่ของนาซีมายังดินแดนปาเลสไตน์ที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นบ้านเกิดและดินแดนตามพันธสัญญาของพระเจ้า การอพยพกลับมาครั้งนี้ถูกนำไปเปรียบเปรยกับเมื่อครั้งที่โมเสสนำผู้คนหลบหนีออกจากอิยิปต์ในสมัยโบราณกาลตามที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับพันธสัญญาเก่า (Old Testament) อันมีชื่อตอนว่า "Exodus"

 
บน Katherine "Kitty" Fremont และ Ari Ben Canaan
ล่าง Karen กับ Dov Landau


คิตตี้ กับ นายพลซูเธอร์แลนด์

ภาพยนตร์เริ่มเรื่องในราวปี 1947/พ.ศ.2590 เมื่อนาง Katherine "Kitty" Fremont (ต่อไปขอเรียกเธอสั้นๆ ว่า "คิตตี้") นางพยาบาลหม้ายสาวชาวอเมริกัน มาเยือนเกาะไซปรัสเพื่อมาพบซูเธอร์แลนด์นายพลอังกฤษเพื่อนของสามีเธอซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวสงครามที่พึ่งเสียชีวิตจากการวางระเบิดรถทหารอังกฤษของพวกยิวใต้ดิน และตัวเธอก็พึ่งแท้งบุตรระหว่างการเดินทาง  ณ ที่นี้เป็นที่ตั้งของแคมป์ผู้อพยพชาวยิวที่รอดจากการสังหารหมู่ในยุโรป ซึ่งมีชาวยิวหลั่งไหลเข้ามาตลอด  คิตตี้ได้ขออาสาเป็นพยาบาลในค่ายผู้อพยพดังกล่าวสัก 2-3 วัน  อีกด้านหนึ่ง Ari Ben Canaan สมาชิกกลุ่มยิว Haganah อดีตนายร้อยเอกกองกำลังยิวในกองทัพอังกฤษ ได้มายังเกาะไซปรัสเพื่อเตรียมแผนการอพยพชาวยิวจากค่ายผู้ลี้ภัยในไปยังปาเลสไตน์  ณ ค่ายผู้อพยพ คิตตี้ได้รู้จักกับ Karen Hansen สาวยิวจากเดนมาร์ก และ Dov Landau หนุ่มยิวจากค่ายเอาชวิตซ์ (Auschwitz) คิตตี้เริ่มรู้สึกเอ็นดูคาเร็นจนอยากพาเธอไปอุปการะที่อเมริกา  แต่คาเร็นยังปรารถนาที่จะไปพบพ่อที่รอดชีวิตจากช่วงสงครามและอยู่ที่ปาเลสไตน์ ทางด้านอารีในชื่อปลอมว่าผู้กองโบนได้ดำเนินการตามแผนในการลักลอบนำผู้อพยพจำนวน 611 คนจากค่ายไปลงเรือโอลิมเปียหรือที่ตัวเขาเองเรียกว่า "เอ็กโซดัส" เพื่อเตรียมเดินทางไปยังปาเลสไตน์ แต่อ้างกับนายทหารอังกฤษที่ดูแลว่าจะนำไปยัง Hamburg เยอรมัน  นายพลซูเธอร์แลนด์ได้ทราบเรื่องจากคิตตี้ที่กำลังจะไปรับตัวคาเร็นแล้วไม่พบจึงสั่งให้เรือรบมาขวางไม่ให้เรือออกเดินทางได้  อารีขู่ที่จะวางระเบิดเรือหากทหารอังกฤษก้าวขึ้นมาบนเรือ คิตตี้ขึ้นมาบนเรือเพื่อตามหาคาเร็น และเกิดการโต้คารมกับอารีเล็กน้อย คิตตี้ได้พบกับคาเร็น ๆ ยืนยันที่จะอยู่ในเรือเพื่อจะไปปาเลสไตน์  อารีกับพวกยอมส่งคนบนเรือ 23 คนกลับเข้าค่าย ที่เหลือได้อดข้าวประท้วง จนมีผู้เสียชีวิตเป็นหมอชราผู้หนึ่ง นายพลซูเธอร์แลนด์จึงได้เดินทางไปลอนดอนเพื่อยื่นคำร้องต่อรัฐบาลอังกฤษจนทบวงเมืองขึ้นยินยอมให้เรือออกเดินทางไปยังปาเลสไตน์ได้ โดยคิตตี้ได้ร่วมเดินทางมาจนถึงท่าเรือไฮฟา เขตปาเลสไตน์ด้วย


คิตตี้ประทับใจในคาเร็นจนอยากนำไปอุปการะที่อเมริกา


อารี (กลาง) นำเอกสารปลอมมาขอนำผู้อพยพชาวยิวไปขึ้นเรือ


คิตตี้ขึ้นมาบนเรือ Exodus เพื่อตามหาคาเร็น และปะทะคารมกับอารีเล็กน้อย

เมื่อถึงปาเลสไตน์ ชาวยิวจากเรือ Exodus ได้เดินทางไปอยู่นิคมยิวที่ Gan Dafna นอกจาก ดอฟ ที่ได้แอบปลีกตัวออกไปสมัครเป็นสมาชิกของกลุ่มยิวหัวรุนแรงที่ชื่อว่าเออร์กุน (Irgun) แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะต้องถูกทหารอังกฤษจับตัวไปหนหนึ่ง แล้วถูกปล่อยตัวไปจนพบกลุ่มเออร์กุนตัวจริง ที่นี่เขาได้อาสาที่จะวางระเบิดโดยใช้ประสบการณ์จากการต่อสู้กับทหารเยอรมันในระหว่างสงคราม  แต่หัวหน้ากลุ่มเออร์กุนชื่อว่า  Akiva ซึ่งเป็นลุงหรืออาของอารีได้ถามหลอกล่อจนรีดความจริงได้ว่า  ที่จริงแล้วดอฟได้ความรู้ในการใช้ระเบิด และรอดชีวิตอยู่ในค่ายเอาชวิตซ์ได้ด้วยการทำหน้าที่วางระเบิดสร้างหลุมฝังศพขนาดใหญ่สำหรับฝังศพชาวยิวที่ถูกฆ่าแล้วเผาไม่ทัน และเขายังถูกใช้เป็นเหยื่อบำเรอกามของทหารนาซีอีกด้วย  อย่างไรก็ตาม กลุ่มเออร์กุนก็ยอมรับเขาเข้าเป็นสมาชิก


กลุ่มเออร์กุนรับดอฟ แลนเดา เข้าเป็นสมาชิกเพื่อเตรียมแผนการก่อการร้าย


อารีพาคิตตี้มารับประทานอาหารกับครอบครัวก่อน "วงแตก"


ภาพเหตุการณ์วางระเบิดที่โรงแรมคิงเดวิดที่อารี คิตตี้ และคาเร็นเห็นจากโรงพยาบาล

ด้านอารีและคิตตี้ได้หลงรักต่อกันและกัน อารีพาเธอมารู้จักกับครอบครัว แต่ระหว่างที่กินข้าวด้วยกันก็เกิดวงแตกเนื่องจาก Barak พ่อของอารีไม่พอใจที่มีการเอ่ยถึง Akiva และกลุ่มเออร์กุนที่บารัครังเกียจว่าชอบใช้ความรุนแรงอันแตกต่างจากแนวทางของกลุ่มฮากานาที่ครอบครัวนี้เป็นสมาชิก  ต่อมาอารีกับคิตตี้ได้พาคาเร็นมาพบพ่อของเธอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าพ่อของเธอไม่อยู่ในสภาพที่จะจำเธอได้แล้ว  พออารี คิตตี้ และคาเร็นกำลังออกจากโรงพยาบาล ก็เห็นการระเบิดที่โรงแรมคิงเดวิด ซึ่งทำให้มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายมากมาย ซึ่งเป็นฝีมือของดอฟตามคำบงการของกลุ่มเออร์กุนนั่นเอง  หลังเกิดเหตุดอฟหลบหนีไปได้ แต่อาคิวากับพวกถูกจับตัวและถูกตัดสินให้ประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ ระหว่างรอการลงโทษ บารัคกับอารีได้มาเยี่ยมอาคิวา ต่อมาอารีได้ไปติดต่อกับกลุ่มเออร์กุนเพื่อวางแผนการช่วยเหลืออาคิวาออกจากเรือนจำ ซึ่งวิธีการค่อนข้างจะซับซ้อน มีทั้งสายที่เป็นนักโทษอยู่ภายในจำนวนหนึ่ง ทั้งการแอบลักลอบนำสิ่งของจดหมายต่างๆ เข้าไปให้สายเหล่านั้น  เรียกว่าใช้กลอุบายทั้งบุ๋นทั้งบู๊กันสารพัด  แต่สุดท้ายรถที่พาอารีและอาคิวาหนีถูกทหารอังกฤษระดมยิง อาคิวาได้รับบาดเจ็บจนเสียชีวิตในที่สุด  ส่วนอารีนั้นอุตส่าซมซานไปจนถึงโรงพยาบาลในนิคมชาวยิวที่กานดาฟนา และเพื่อหลบหนีการจับกุมของทหารอังกฤษ  คิตตี้จึงนำเขาไปรักษาที่หมู่บ้านอาหรับซึ่งเพื่อนรักของอารีชื่อ Taha เป็นมุกตาร์อยู่ที่นั่น


ปฏิบัติการช่วยเหลืออาคิวาที่เกือบสำเร็จ


บารัก พ่อของอารี กล่าวสุนทรพจน์กับฝูงชนเมื่อทราบข่าวการลงมติของสหประชาชาติ

ต่อมา สหประชาชาติก็ได้ลงมติให้มีการก่อตั้งรัฐอิสราเอลอิสระและอังกฤษจะต้องถอนทหารออกไปภายใน 5 เดือน (ตามประวัติศาสตร์วันที่ลงมติคือวันที่ 22 พฤศจิกายน 1947/พ.ศ.2490 และจะมีผลให้อังกฤษถอนทหารออกจากปาเลสไตน์ในวันที่ 15 พฤษภาคม ปีถัดไป) แต่ไม่ทันไรรัฐยิวก็เริ่มเผชิญการคุกคามจากเพื่อนบ้าน ทาฮาถูกกดดันจากพวกอาหรับหัวรุนแรงให้ส่งคนไปร่วมเป็นทหารและพวกอาหรับประกาศจะโจมตีกานดาฟนา ทาฮาจึงแจ้งให้อารีกับคิตตี้กลับไปอพยพคนที่กานดาฟนา อารีได้สั่งให้มีการอพยพเด็กๆ ออกไปยังที่ปลอดภัย และเตรียมการป้องกันหมู่บ้าน  ขณะที่ดอฟกำลังเฝ้ายามระวังเหตุ คาเร็นได้มาส่งข่าวว่ามีกำลังเสริมมาช่วยป้องกันหมู่บ้าน และขอความรักจากเขา  ดอฟสัญญาจะแต่งงานกับคาเร็นและขอให้เธอกลับไปก่อน  แต่ระหว่างทางคาเร็นถูกอาหรับลอบฆ่าตาย  รุ่งเช้าอารีพบศพของทาฮาถูกฆ่าแขวนคอ ส่วนดอฟก็พบศพของคาเร็น  ภาพยนตร์จบลงโดยอารี คิตตี้ ดอฟ และพรรคพวกจัดการฝังศพคนทั้งสองไว้ด้วยกันอย่างเศร้าสร้อย แล้วพากันขึ้นรถบรรทุกออกเดินทางไปสู่สนามรบ

ข้อสังเกตประการแรก คือ ภาพยนตร์ฉบับเต็มนั้น มีความยาวถึง 208 นาที หรือเกือบ 3 ชั่วโมงครึ่ง  แต่ในเวอร์ชันพากย์ไทยที่จัดจำหน่ายในเวลานี้ มีความยาวประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง (2 แผ่น VCD คงแผ่นละประมาณ 80 นาที) ซึ่งยากจะคาดเดาได้ว่าฉากที่ถูกตัดไปนั้นสำคัญมากน้อยแค่ไหน  เท่าที่ตรวจสอบกับเรื่องย่อภาษาอังกฤษในวิกิพีเดียดูราวกับว่าใจความสำคัญยังอยู่ครบ ไม่ว่าอย่างไรการพูดคุยกันในที่นี้จึงต้องอยู่บนพื้นฐานของภาพยนตร์เท่าที่เหลือรอดมาจากการตัดต่อที่ว่า


อารีกล่าวไว้อาลัยที่หลุมฝังศพของคาเร็นและทาฮา

ด้านประวัติศาสตร์เบื้องหลังนั้น เนื่องจากได้เคยค้นคว้ามาเขียนไว้ในตอนที่แนะนำภาพยนตร์เรื่อง Cast a Giant Shadow มาแล้ว  จึงขอสรุปสั้นๆ เท่าที่เห็นจากภาพยนตร์ว่า ในกลุ่มชาวยิวที่มุ่งหวังจะก่อตั้งรัฐอิสระของชาวยิวนั้น  ยังมีความแตกต่างทางความคิดอย่างน้อยก็ระหว่างฝ่ายที่หัวรุนแรงอย่าง Irkun กับอีกฝ่ายคือ Hakana แต่ยังไม่ถึงขั้นยกพวกตีกันเองอย่างที่มีพระเอกเรื่อง Cast a Giant Shadow บ่นเอาไว้  ในส่วนที่เกี่ยวกับความเลวร้ายของอาณานิคมอังกฤษและพวกอาหรับหัวรุนแรงนั้น  เป็นธรรมดาของเรื่องจากมุมมองฝ่ายยิว และจะว่าไปก็ยังเห็นไม่ค่อยชัดนัก

ในด้านการต่อสู้ของชนชาติยิวเพื่อให้ได้เอกราชจนสามารถก่อตั้งประเทศอิสราเอลในประเทศปาเลสไตน์นั้น  ดูเหมือนเราจะต้องเข้าใจอยู่ก่อนแล้วว่าการเป็นอาณานิคมของอังกฤษเป็นเรื่องเลวร้าย  แต่สำหรับคนไทยที่หลงตนเองว่ารอดปากเหยี่ยวปากกามาได้นั้น จะรังเกียจ(ลัทธิอาณานิคมของ) "ฝรั่งเศส" มากกว่า  ในภาพยนตร์เท่าที่เหลือจากการตัดต่อแทนที่จะเห็นความเลวร้ายใดๆ ของอังกฤษ กลับกลายเป็นว่า "ยิว" ต่างหาก (อย่างน้อยก็คือกลุ่ม Irkun) ที่ก่อการร้ายใช้ความรุนแรง  แค่เริ่มเรื่องมาเหตุที่นางเอกต้องไปพบนายพลซูเธอร์แลนด์ไซปรัสก็เพื่อสอบถามการตายของสามีที่เป็นผู้สื่อข่าวที่อยู่ในรถทหารอังกฤษที่ถูกพวกยิววางระเบิด  เมื่อเรือ Exodus จะออกจากท่าแล้วถูกเรือรบอังกฤษขวาง พระเอกก็ขู่จะระเบิดเรือหากทหารอังกฤษขึ้นมาบนเรือ ซึ่งนายพลซูเธอร์แลนด์ต้องยอมอ่อนข้อเพราะเคยมีเรือผู้อพยพยิวทำเช่นนั้นมาแล้ว  การที่กลุ่ม Irkun ยอมรับดอฟซึ่งเคยรับใช้นาซีมาก่อน (แม้จะด้วยภาวะจำยอม) เพื่อก่อการร้ายด้วยการวางระเบิดฆ่าคนบริสุทธิ์จำนวนมาก 

เทียบกับ Cast a Giant Shadow แล้ว คนละเรื่องกันเลยครับ เอ่อ...มันก็คนละเรื่องอยู่แล้วนี่นะ  คือ Cast a Giant Shadow มันเป็นการต่อสู้อย่างชายชาติทหาร (ที่จริงกองทัพยิวก็มีทหารหญิงด้วย)  ซึ่งต่างจากการวางระเบิดฆ่าคนบริสุทธิ์ที่โรงแรมคิงเดวิดอย่างมาก  พอตัวการใหญ่โดนจับได้ยังต้องวางแผนไปแหกคุกช่วยกันออกมาอีก  ยังดีหน่อยที่ลุงอาคิวาแกไม่รอดถูกยิงตายระหว่างหลบหนี  คล้ายกับว่าเจ้าของบทประพันธ์ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับความรุนแรงซักเท่าไหร่  ดูแล้วถ้าจะให้เห็นใจยิวละก็ คงต้องสงสารหรือสมเพชที่มีบางคนบางกลุ่มใช้วิธีการผิดๆ ซะมากกว่า


คิตตี้กับอารีขณะความรักกำลังหวานชื่น

สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประเด็นหลักของเรื่อง  แต่ดูเหมือนไม่ได้รับการเน้นเท่าที่ควร  น่าจะเป็นเรื่องความแตกต่างทางความคิดระหว่าง "คิตตี้" กับตัวละครอื่นที่เป็นยิว  โดยเธอเป็นผู้เริ่มเรื่องด้วยการมาที่ไซปรัสเพื่อถามข่าวสามีที่พึ่งเสียชีวิต  ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ทำให้เธอต้องแท้งลูก เรียกว่าเริ่มเรื่องด้วยการสูญเสีย "ครอบครัว" ของเธอ  และเมื่อเธอพบคาเร็นในค่ายผู้อพยพ สิ่งที่เธอคาดหวังมาตลอดคือการนำสาวน้อยยิวผู้นี้ไปอุปการะที่อเมริกาบ้านเกิดของเธอเพื่อชดเชยการสูญเสีย "ครอบครัว" ดังกล่าว  ทั้งๆ ที่เห็นอยู่ว่าคาเร็นกับเพื่อนร่วมชาติชาวยิวกำลังดิ้นรนขวนขวายที่จะก่อตั้งประเทศของเธอขึ้นมา  การที่เธอไปปิ๊งกับนายอารีพระเอกหนุ่มของเราแม้จะไม่ได้ลดทอนความต้องการแต่แรกของเธอ แต่กลับลดทอนความสำคัญของมันในสายตาผู้ชมไปไม่น้อย  หากความปัญหาระหว่างความต้องการดังกล่าวของเธอกับความต้องการสร้างชาติของบรรดาตัวละครยิวจะปะทุเป็นความขัดแย้งจนถึงโต้คารมกันบ้างน่าจะทำให้เนื้อเรื่องเข้มข้นขึ้นมาบ้าง  อย่างไรก็ตาม การตายของคาเร็นในตอนท้ายเรื่องนอกจากจะดับความหวังของคิตตี้ผู้หวังจะอุปการะเธอและความหวังของดอฟผู้เป็นแฟนแล้ว  ยังเป็นการดับความหวังที่ชาวยิวจะอยู่ร่วมกับชาวอาหรับอย่างสันติสุขได้ แม้จะมีชาวอาหรับบางส่วนที่ไม่ต้องการความรุนแรงดังเช่นทาฮาที่ถูกฝังอยู่เคียงข้างเธอ


ทาฮา เพื่อนอาหรับผู้รักสันติของอารีที่ต้องสังเวยชีวิตในคืนเดียวกับคาเร็น

พูดถึงทาฮา มุกตาร์ผู้รักสันติและเพื่อนรักของอารีแล้ว การที่ตะแกพึ่งจะโผล่มาในตอนหลังๆ ไม่กี่ตอนแล้วมาตายลง ได้ลดความรู้สึกว่ายิวกับอาหรับควรจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ลงไปไม่น้อย  คาดว่าในหนังฉบับเต็มหรือในนวนิยายตะแกน่าจะมีบทบาทอะไรมากกว่านี้มาแต่ต้น

ภาพยนตร์เรื่องนี้จะว่าเข้าใจยากก็ไม่เชิง  เนื่องจากเป็นภาพยนตร์ที่เน้นไปในแนวดรามาที่ต้องใช้สมาธิในการดูพอสมควรแล้ว  บริบททางประวัติศาสตร์ก็เป็นเรื่องที่คนไทยไม่ค่อยคุ้น  แล้วไม่ทราบว่าการที่ภาพยนตร์ถูกตัดให้พอดีกับ VCD 2 แผ่นมีผลอะไรแค่ไหน  คงต้องคอยติดตามว่าหากมีเวอร์ชันเต็มใน DVD แล้วจะมีความแตกต่างจากเวอร์ชัน VCD นี้อย่างไรบ้าง

คำคมชวนคิด

  • "ผู้ชายอย่างทอม (สามีคิตตี้) เป็นคนประเภทชอบเก็บสิ่งที่พิเศษที่สุดไว้ใกล้หัวใจเขา" นายพลซูเธอร์แลนด์กล่าวกับคิตตี้
  • "อย่าคาดหวังว่าผมจะมีชื่อในประวัติศาสตร์เพราะเด็กยิวคนเดียว คุณก็เหมือนกันนะ สายไป คุณช้าไปสิบปี เด็กยิวเกือบสองล้านคนถูกผลักไสเหมือนกับสัตว์ ไม่มีใครต้องการ ไม่มีประเทศไหนต้องการรวมถึงประเทศคุณ ไม่มีใครอยากให้เรารอดตาย ชีวิตคนยิวถูกมาก มันถูกกว่าเนื้อวัวหรือถูกยิ่งกว่าปลาเฮอริ่งซะอีก" อารีกล่าวกับคิตตี้
  • "ถ้า(ผม)เป็นยิวผมจะปล่อยให้มันเกิดขึ้นกับยิวได้ยังไง ไม่ว่าใครก็ตามปล่อยให้มันเกิดขึ้นได้ยังไง ยิว คริสเตียม พุทธ และอิสลาม ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม" นายพลซูเธอร์แลนด์กล่าวกับคิตตี้ก่อนตัดสินใจไปลอนดอนเพื่อขอให้รัฐบาลอังกฤษปล่อยเรือโอลิมเปีย(เอ็กโซดัส)เดินทางไปยังปาเลสไตน์
  • "เสรีภาพมันเจ็บปวด เราได้ครอบครองปาเลสไตน์ ... เรามีจุดหมายเดียวกัน หลานเป็นฮากานา วิธีการต่างจากเออร์กุน แต่หัวใจเราคืออิสราเอล" อาคิวากล่าวกับอารีก่อนสิ้นลมหายใจ
  • "สักวันอาหรับและยิวจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติเช่นเดียวกับผืนดินที่เขาได้อยู่ร่วมกันเมื่อตาย" คำกล่าวของอารีในพิธีฝังศพคาเร็นและทาฮา

เนื่องจากบทความนี้เป็นลิขสิทธิ์อัน ชอบธรรมของผู้เขียน และอาจะมีการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลบ้างตามความเหมาะสม ในการนำบทความไปเผยแพร่ในเว็บไซต์อื่นๆ จึงขอความร่วมมือให้ใช้วิธีการคัดลอกเฉพาะ Link หรือ URL Address แทนการคัดลอกบทความทั้งหมด  หากมีการคัดลอกไปในลักษณะแอบอ้างเป็นผู้เขียน หรือมีเจตนาอื่นใดที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อทางเว็บ iseehistory.com แล้ว จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย

ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ : Exodus

ชื่อภาษาไทย :  ชนวนไฟสงคราม

เรื่องเดิม :  นวนิยายจากการประพันธ์ของ Leon Uris

ผู้กำกำกับ : Otto Preminger

ผู้สร้าง : Otto Preminger

ผู้เขียนบท :  Dalton Trumbo

ผู้แสดง :

  • Paul Newman ...  Ari Ben Canaan
  • Eva Marie Saint ...  Katherine "Kitty" Fremont
  • Ralph Richardson ...  Gen. Sutherland
  • Peter Lawford ...  Maj. Caldwell
  • Lee J. Cobb ...  Barak Ben Canaan
  • Sal Mineo ...  Dov Landau
  • John Derek ...  Taha
  • Hugh Griffith ...  Mandria
  • Gregory Ratoff ...  Lakavitch
  • Felix Aylmer ...  Dr. Lieberman
  • David Opatoshu ...  Akiva Ben Canaan
  • Jill Haworth ...  Karen
  • Marius Goring ...  Von Storch
  • Alexandra Stewart ...  Jordana Ben Canaan
  • Michael Wager ...  David Ben Ami

ควรอ่านเพิ่มเติม

กระทู้ที่เกี่ยวข้อง

  • (ยังไม่มี) 

 
เรียนเชิญสมาชิกร่วมแสดงความคิดเห็นที่ด้านล่างสุดของหน้าเว็บ (ต้องสมัครและ Login ก่อน) ผู้ชมทั่วไปหรือสมาชิกที่ต้องการโพสต์รูป เชิญร่วมแสดงความเห็นได้ที่เว็บบอร์ด "คุยกันหลังฉาก" ในกระทู้ที่มีอยู่แล้ว หรือ สร้างกระทู้ใหม่ (คลิกที่นี่) ครับ

หากเป็นสมาชิก Facebook แสดงความเห็นได้ในฟอร์มข้างล่างนี้ครับ

Bookmark and Share

ภาพยนตร์ตัวอย่าง (Trailer) จาก www.youtube.com
 

ทางเว็บไม่มีนโยบายนำภาพยนตร์ฉบับ เต็มมาให้ดูออนไลน์หรือให้ดาวน์โหลดเนื่องจากเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และไม่ มีพื้นที่สำหรับเก็บไฟล์ภาพยนตร์

 



ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย

71: Into the Fire สมรภูมิไฟล้างแผ่นดิน วันที่ 19/05/2013   20:31:42
May 18 - พฤษภาทมิฬของเกาหลีใต้ วันที่ 19/05/2013   20:32:36
CHE 2008 วันที่ 19/05/2013   20:34:01
เช! ความสำเร็จและความล้มเหลวของสงครามประชาชน วันที่ 19/05/2013   20:34:55
สี่เกล๊อะ จาไมก้า ว่าด้วยประวัติศาสตร์โอลิมปิกส์ฤดูหนาวแนวคอมเมดี้ วันที่ 19/05/2013   20:38:49
ความรุ่งโรจน์ ในโลกมืด ของ เรย์ ชาลส์ วันที่ 19/05/2013   20:39:38
Cast A Giant Shadow : ศึกรบศึกรักของขุนพลยิวอเมริกัน วันที่ 19/05/2013   20:40:41
Black Hawk Down วันที่ 19/05/2013   20:41:45
The Motorcycle Diaries บันทึกลูกผู้ชาย ชื่อ...เช วันที่ 19/05/2013   20:42:51
ฟอร์เรสต์ กัมป์ ยำใหญ่ประวัติศาสตร์อเมริกาช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 วันที่ 19/05/2013   20:43:50
สารคดี Che Guevara วันที่ 19/05/2013   20:44:52
The Front Line (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   20:45:40 article
The Last King of Scotland (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   20:46:14 article
Hotel Rwanda (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   20:46:40 article
Apollo 13 (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   20:47:12 article
เท กึก กี เลือดเนื้อเพื่อฝัน วันสิ้นสงคราม (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   20:47:39 article
The Lady อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   20:48:07 article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
| WW II Europe | WW II Asia | WW I | Vietnam War | ประวัติศาสตร์ไทย | บทความจากสมาชิก | คุยกันหลังฉาก | บทความทั้งหมด |

สนใจร่วมเขียนบทความในเว็บไซต์ เชิญอ่าน แนวทางการร่วมเขียนบทความ ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์

Custom Search



eXTReMe Tracker