dot
dot
เว็บภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน
dot
dot
สมาชิก Webboard/Blog
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletข้อตกลงการเป็นสมาชิก
bulletเว็บบอร์ด-คุยกันหลังฉาก
bulletเว็บบอร์ด-Games ย้อนยุค
bulletเว็บบอร์ด-ชุดจำลองประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-หนังสือประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-เพลงประวัติศาสตร์
bulletคำถาม/คำตอบ ล่าสุด
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
dot
สงครามโลกครั้งที่ 2
dot
bulletสมรภูมิยุโรป (สัมพันธมิตรVSเยอรมัน-อิตาลี)
bulletสมรภูมิแปซิฟิก-เอเชีย (สัมพันธมิตรVSญี่ปุ่น)
dot
ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อื่นๆ
dot
bulletสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
bulletประวัติศาสตร์ไทย
bulletประวัติศาสตร์อเมริกันยุคเริ่มแรก
bulletสงครามเวียดนามและอินโดจีน
bulletตะวันตกโบราณ (กรีก โรมัน ฯลฯ)
bulletประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
bulletเอเชียโบราณ
bulletประวัติศาสตร์อื่นๆ (ยังไม่แยกหมวดหมู่)
bulletคลิปความรู้จาก YouTube
dot
เรื่องอื่นๆ
dot
bulletบทความเสริมความรู้ทั่วไป
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletผู้จัดทำ
bulletผังเว็บไซต์ (Site Map)
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
bulletถาม-ตอบ (FAQs) (โปรดอ่านก่อนตั้งกระทู้หรือสมัครสมาชิก)
bulletร้านค้าออนไลน์
bulletแบ่งปัน Album
dot
ลิงค์ต่างๆ
dot
bulletรวมลิงค์/แลกลิงค์ ที่นี่ครับ
bulletHistory in Film
bulletHistory on Film
bulletFuKDuK TV ช่องประวัติศาสตร์
bulletกองบิน 21 กองพลบิน 2




โหราศาสตร์ยุคไอที


เว็บแลกลิงค์อื่นๆ

ขายเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ราคาส่ง


ฤทธิ์จักรพญายม ภาค 1-2
วันที่ 19/05/2013   19:03:07


เปิดฉากเป็นการทักท้วงคดีบทความที่เจียงหนาน

webmaster@iseehistory.com

หากคุณคิดจะสร้างหนังสักเรื่อง คุณจะใช้อะไรเป็นตัวเด่นหรือจุดขายเรียกความสนใจคนดู? หรือหนังเรื่องโปรดของคุณมีจุดเด่นอะไร?  พระเอกหล่อนางเอกสวย? พล็อตเรื่องพลิกไปพลิกมา? ปล่อยแก๊กทุกๆ 2-3 นาที? ยิงกันสนั่นระเบิดตูมตาม? ฯลฯ หนังแต่ละเรื่องอาจมีจุดเด่นๆ มากกว่า 1 อย่างได้  ทางเลือกหนึ่งสำหรับหนังแอคชั่นคือการใช้อาวุธพิเศษที่อาจจะเป็นของฝ่ายพระเอกหรือฝ่ายผู้ร้ายเป็นตัวเดินเรื่อง  ดังเช่นในภาพยนตร์กำลังภายใน 2 ภาคจบของชอว์บราเดอร์ที่นำกลับมาให้เราชมกันในรูปแบบ VCD/DVD เรื่อง ฤทธิ์จักรพญายม ภาค 1-2 ที่ฉายในปี 1975 และ 1978 (พ.ศ.2518 และ 2521) ที่นำเอาอาวุธสุดพิศดารที่สามารถขว้างไปตัดหัวคนในระยะ 100 ก้าว  มาเป็นอาวุธที่ทางการราชวงศ์ชิงใช้ปราบปรามผู้แข็งข้อชาวฮั่น  ดูแล้วเสียวต้นคอตลอดเรื่อง  แต่ก็สนุกเร้าใจไม่แพ้หนังกำลังภายในหรือหนังแอคชั่นชาติอื่นใดเลย  มาดูเรื่องราวของภาพยนตร์ทั้งสองภาคกันก่อนครับ

ภาคแรก

ภาพยนตร์เริ่มเรื่องจากการบรรยายว่า รัชสมัยหย่งเจิ้น มีเหล่าบัณฑิตที่เจียงหนาน ได้แก่ จางซื่อถิง ว่านจิงฉี หลู่หลิวเหลียง ได้ร่วมกันเขียนบทความวิจารณ์การปกครอง พระจักรพรรดิหย่งเจิ้นพิโรธสั่งประหารทั้งสามกันแบบล้างตระกูล  แล้วมาเริ่มฉากแรกจริงๆ ตอนที่ขุนนาง 2 ท่าน คือ เฉินเลี่ย กับ เหยียนเล่อปู้  ถวายฎีการ้องทุกข์ให้บัณฑิตชาวฮั่นทั้งสามที่ถูกประหารล้างตระกูล  แน่ละครับว่าฮ่องเต้ไม่ทรงฟังแล้วยังไล่ตะเพิดออกไปจากท้องพระโรง  แล้วยังไม่หนำพระทัย โดยมีรับสั่งให้ขุนนางคนสนิทชื่อซินคังไปจัดการสังหาร  แต่คนสนิทอีกรายหนึ่งทูลแนะนำว่าควรกระทำแบบลับๆ   ซินคังครุ่นคิดหาวิธีการต่างๆ จนวันหนึ่งไปเห็นคนแสดงกลแบบต่างๆ  จนในที่สุดก็ปิ๊งว่าจะต้องใช้จักรพญายมหรือเจ้า Flying Guillotine นี่แหละในการสังหาร  ลักษณะคล้ายๆ หมวกกลมๆ ที่มีใบมีดรอบตัว ผูกติดกับโซ่ยาวๆ  แต่ความร้ายกาจจริงๆ ของมันซ่อนอยู่ข้างใน คือเมื่อโยนไปครอบหัวใครแล้ว  มันจะทิ้งตาข่ายลงมาพร้อมด้วยใบมีดข้างในอยู่รอบคอ พอกระตุกโซ่เจ้าใบมีดข้างในนี้ก็จะตัดหัวเหยื่อเก็บไว้ในถุงตาข่ายนั้นพากลับไปให้ผู้ใช้ สามารถใช้สังหารเหยื่อได้ในระยะ 100 ก้าว ในหนังช่วงนี้น่าสังเกตนะครับว่าในห้องของซินคังมีภาพจักรพญายมอยู่แล้ว โดยไม่บอกว่าซินคังวาดเองหรือเปล่า ตัวจักรก็ไม่ปรากฏว่าไปมีออร์เดอร์สั่งทำหรือสั่งซื้อมาจากไหน  เอาเป็นว่าซินคังได้ไปนำเอาจักรพญายมมาทดสอบให้ทอดพระเนตร ที่น่าเจ็บใจสำหรับผมและคนรักหมาอีกหลายๆ ท่านคือตะแกเล่นเอามาทดสอบกับน้องหมาได้  แต่หวังว่าในการถ่ายทำจะไม่ได้ใช้ชีวิตหน้องหมาจริงๆ นะ  จักรพรรดิหย่งเจิ้นทอดพระเนตรแล้วเป็นที่ถูกพระทัย จึงมีรับสั่งให้จัดตั้งหน่วยจักรพญายมขึ้น  คัดเลือกยอดฝีมือจากองครักษ์ฝ่ายหน้า 12 คนมาฝึก  โดยกำชับว่าทุกคนต้องจงรักภักดี ใครทรยศประหาร 9 ชั่วโคตร จะเรียกว่าเป็นหน่วย SWAT (Special Weapons And Tactics) ของฮ่องเต้ได้หรือไม่ก็แล้วแต่ท่านนะครับ  ในหนังยังได้มีการเอ่ยชื่อสมาชิกทั้ง 12 ในฉากที่ต้องสาบานตนก่อนฝึกด้วย แต่ขอให้จำแต่คนที่สำคัญก็แล้วกันครับ คือ หม่าถึง พระเอกของเรื่อง สี่ซวงคุน ซึ่งเป็นตัวร้าย กับ เสี่ยเทียนฟู่ และ หลอเผิง เพื่อนของพระเอก


ซินคังขณะใช้ความคิดในการสร้างจักรพญายม
รูปจักรทางขวานั้นไม่มีการระบุว่าซินคังวาดเองหรืออย่างไร?


จักรที่นำมาให้ทอดพระเนตร

การฝึกของหน่วยพญายมนี้ ได้อยู่ในสายพระเนตรพระกรรณของพระจักรพรรดิหย่งเจิ้นตลอด  เพียงแค่วันแรก หม่าถึง กับ สี่ซวงคุน ทำได้ดีก็ได้รับพระราชทานทอง 100 ตำลึงเป็นรางวัลในทันที ท่ามกลางความแปลกใจของทุกคนว่าทรงทราบได้อย่างไร  สาเหตุหรือครับ  ก็ทรงใช้กล้องส่องทางไกลทอดพระเนตรจากหอคอยที่ห่างออกไปน่ะซี  ครั้นพอเก็บตัวฝึกมาได้ราว 1 เดือน เสี่ยเทียนฟู่ บ่นกับหม่าถึงว่าเหงาอยากได้ผู้หญิง  วันต่อมาพอเข้าห้องจะนอนก็พบสาวงามคนหนึ่งนามว่า หวั่นจู เข้ามาหา ทีแรกก็ดีใจว่าจะได้สมปรารถนา ครั้นเห็นตัวอักษรที่หน้าอกเธอก็ทราบว่าฮ่องเต้พระราชทานนางมาให้ก็ตกใจเผ่นหนีไปหาหม่าถึงในทันที  หากหนุ่มๆ คนไหนที่อิจฉาเสี่ยเทียนฟู่เกิดสงสัยว่าทำไมตะแกถึงตกใจขนาดนั้น  ก็ขอให้ลองนึกดูว่า  ถ้าเราพูดอะไรลับหลังแล้วเจ้านายยังรู้ได้ล่ะก็  ท่าจะไม่ค่อยดีซะแล้ว  เหตุที่ฮ่องเต้ทรงทราบคำพูดของเสี่ยเทียนฟู่ได้ก็ไม่ใช่ปาฏิหาริย์อะไรหรอกครับ  เนื่องด้วยอีตาสี่ซวงคุนแกเป็นสปายที่คอยจับตาดูและแอบฟังอะไรต่างๆ ไปเพ็ดทูลฮ่องเต้อยู่น่ะครับ  แต่ก็ใช่ว่าฮ่องเต้จะทรงฟังและเชื่อตาสปายคนนี้ไปซะทุกเรื่อง  วันหนึ่ง  หม่าถึง พระเอกของเรานึกอะไรก็ไม่ทราบ ปิดตาฝึกจักพญายมตามลำพัง  แล้วเกิดพลาดไปเกือบทำร้ายสี่ซวงคุน ๆ โมโห จนเป็นเรื่องวิวาทกัน แต่ซินคังมาห้ามทัน  สี่ซวงคุนไปทูลยุยงฮ่องเต้ว่าหม่าถึงคิดทรยศ แต่ฮ่องเต้ซึ่งทรงทราบว่าเกิดการวิวาทกันก็ไม่ทรงเชื่อแต่ประการใด


พิธีสาบานตน


การฝึกฝน


เสี่ยเทียนฟู่ กับ หวั่นจู


โดนแบบนี้ไม่รอดสักราย

และแล้ว เมื่อหน่วยพญายมฝึกสำเร็จ ก็มีราชโองการให้เริ่มงานทันที  คงเดาได้นะครับว่าออร์เดอร์แรกๆ ก็คือการเช็คบิลสังหารเฉินเลี่ย ตามด้วย เหยียนเล่อปู้  ที่ติดค้างกันมาแต่เริ่มเรื่องนั่นเอง  หม่าถึง เสี่ยเทียนฟู่ และ หลอเผิง เริ่มไม่สบายใจที่ต้องเข่นฆ่าขุนนางตงฉิน  แต่สี่ซวงคุนกับคนอื่นต่างพากันยกย่องซินคังขึ้นเป็นพ่อบุญธรรม  ทันใดนั้นมีออร์เดอร์มาอีก  ให้ไปฆ่า "ใต้เท้าสือ" ซึ่งเป็น่ขุนนางตงฉินอีกรายหนึ่ง ขณะปฏิบัติงาน เสี่ยเทียนฟู่ ออกอาการกลัวจนเกือบจะเสียงาน พอเสร็จภารกิจฮ่องเต้จึงสั่งให้ซินคังสังหารเสี่ยเทียนฟู่กับหวั่นจูทิ้งเสีย  นับเป็นสมาชิกของหน่วยฯ คนแรกที่ต้องมาถูกเด็ดหัวด้วยอาวุธนี้เสียเอง เมื่อหม่าถึงทราบก็ไม่พอใจและต่อว่าซินคังกับสี่ซวงคุนต่อหน้าคนอื่นๆ  หลอเผิงแอบยุให้หม่าถึงหนี  พอดีจังหวะที่ฮ่องเต้มีราชโองการให้สังหารหม่าถึง ๆ หนีไปนอกวังได้สำเร็จ  ระหว่างหนีการตามล่าหม่าถึงพบรักนางเอกชื่อแม่นางอี้ผิง เป็นนักแสดงเร่ร่อนที่ได้ช่วยเขาไว้  ทั้งสองตามไปกันอยู่ในชนบท  หน่วยจักรพญายมยังคงออกตามหาพระเอกของเราอย่างไม่ลดละ  ขณะที่เจ้าสี่ซวงคุนผู้เป็นสปายของฮ่องเต้เริ่มแสดงธาตุแท้ความเลวร้ายหนักเข้าไปอีก กล่าวคือระหว่างการตามล่า ซินคังซึ่งจับคู่กับสี่ซวงคุนแวะดูดวงกับหมอดูรายหนึ่ง หมอดูทำนายว่านอกจากจะหาคนไม่เจอแล้วซินคังยังจะมีเคราะห์ถึงเลือดตกยางออก  สี่ซวงคุนแสร้งทำเป็นโมโหแทนแล้วอาละวาดล้มโต๊ะพยากรณ์ ซินคังห้ามไว้แล้วชวนกันออกเดินทางต่อ  สี่ซวงคุนแอบเก็บเอากระดาษที่ใช้ในการพยากรณ์ไป  ด้านหม่าถึงต้องฆ่าเพื่อนที่เคยร่วมหน่วยพญายมด้วยกันอีก 2 คนในคืนวันที่นางเอกคลอดลูก  แล้วรุ่งขึ้นต้องพากันหนีไปอยู่ที่อื่นอีก  ซินคังซึ่งทราบข่าวมีศพไร้หัวตามมาถึงที่ว่าการอำเภอ  ขณะที่เจ้าตัวร้ายสี่ซวงคุนเอากระดาษที่หมอดูใช้พยากรณ์ไปบิดเบือนกราบทูลฮ่องเต้ว่าซินคังเป็นกบฏ  ซินคังกับหลอเผิงบังเอิญมาพบนางเอกกับลูกชื่อเสี่ยวซัน หลอเผิงเห็นพระหยกของหม่าถึงห้อยคอลูกอยู่ก็จำได้ เกรงจะเป็นอันตรายจึงแอบขโมยมา  ที่โรงเตี๊ยมซินคังแอบเห็นหลอเผิงดูพระหยก  พอดีสี่ซวงคุนมาพบจึงเล่าให้สี่ซวงคุนฟัง สี่ซวงคุนรู้แล้วก็สนองคุนพ่อบุญธรรมของตัวด้วยการฆ่าซินคังตามราชโองการ  รุ่งขึ้นสี่ซวงคุนแอบสกดรอยตามหลอเผิงไปจนถึงบ้านของหม่าถึง  แต่ทำได้แค่ฆ่าหลอเผิงแล้วสู้หม่าถึงไม่ได้  ต้องหนีออกมา  หม่าถึงพาครอบครัวหนีต่อ ระหว่างนี้ได้พยายามคิดอาวุธที่จะใช้ป้องกันจักรพญายม  คือก้านร่มที่ทำด้วยเหล็ก โดยไปจ้างช่างตีเหล็กรายหนึ่งทำ ซึ่งพอจะใช้งานได้บ้าง  สามารถดีดจักรพญายมกลับไปหาเจ้าของได้  แต่ความที่รีบทำหรือช่างยังไม่เก่งพอก็ไม่ทราบ ใช้ได้ทีสองทีก็พัง  ในที่สุดต้องล่อสี่ซวงคุนกับพวกหน่วยพญายมที่เหลือไปที่หน้าผาสูงแห่งหนึ่ง  แล้วใช้ลูกล่อลูกชนกันนิดหน่อยกว่าจะเช็คบิลกำจัดสี่ซวงคุนกับพวกได้หมด  แล้วก็กลับไปหาลูกเมียเพื่อหนีต่อไป


พบรักระหว่างหนีการตามล่า


หม่าถึงกับก้านร่มที่ประดิษฐ์ขึ้นมาปราบจักรพญายม



ภาคสอง

ในภาคนี้ซึ่งสร้างทีหลังภาคแรกถึง 3 ปี ได้มีการเปลี่ยนตัวแสดงกันอุตลุต ตั้งแต่พระเอกที่เปลี่ยนจากเฉินกวนไท่มาเป็นตี้หลุง  ตัวฮ่องเต้ที่เอากุ๊ฟงผู้แสดงเป็นซินคังในภาคแรกมารับบท  และเอาผู้แสดงเป็นสี่ซวงคุนมารับบทเป็นหัวหน้าหน่วยจักรพญายมรุ่นใหม่ แล้วเพิ่มตัวแสดงที่เป็นกลุ่มผู้ต่อต้านฮ่องเต้อีกหลายราย เริ่มต้นภาพยนตร์ขึ้นมาก็มีการเลียนแบบหนังฮอลลีวู้ดเรื่องคลีโอพัตรากันนิดหน่อย  คือเป็นฉากในวัง มีข้าราชบริพารแบกม้วนผ้าห่มมาต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้หย่งเจิ้น  พอคลี่ออกมาก็ปรากฏสาวงามชาวฮั่นเปลือยกายกลิ้งออกมา  แต่ฮ่องเต้กลับเอาพระแสดงกระบี่มาเชือดคอนางทิ้งซะด้วยเหตุผลเพียงว่า "ไม่ชอบหญิงชาวฮั่น"  เดือดร้อนเจ้าพวกที่แบกผ้าห่มห่อเธอมาเมื่อตะกี้ต้องแบกศพกลับไป  สักประเดี๋ยวก็มีคนร้ายพยายามเข้ามาลอบสังหารฮ่องเต้ แต่ไม่สำเร็จและได้รับบาดเจ็บกลับไป  ถ้าใครเดาว่าเป็นหม่าถึงล่ะผิดถนัดเลยครับ  ภาพยนตร์ตัดมาที่จอมยุทธกลุ่มหนึ่ง เรียกว่าจอมยุทธเจียงหนาน หัวหน้าคือจอมยุทธกันเฟิ่งฉือ คนสำคัญอื่นๆ เช่น  หลี่ซื่อเหนียง เจียงฉางฟง หลี่เซิ่นหนาน ฯลฯ ทั้งหมดนัดพบกันเพื่อจะเดินทางไปตั้งหลักที่เขาตันเสีย  พอดีมีจอมยุทธหญิงนามน่าหลันเข้ามาแจ้งข่าวว่า ไป๋ไท่กวน ได้พยายามลอบสังหารฮ่องเต้แต่ไม่สำเร็จ  และหน่วยจักรพญายมกำลังตามมา  แม้กระนั้นเหล่าจอมยุทธยังอุตส่ารอจนไป๋ไท่กวนมาถึงแล้วต่อว่าต่อขานกันนิดหน่อย  พอดีหน่วยจักรพญายมมาถึง  แล้วจัดการสังหารกลุ่มผู้ก่อการไปหลายคน  แต่ยังไม่ต้องตกใจนะครับ  พวกที่ตายล็อตนี้ยังแค่ตัวประกอบเท่านั้น  และแล้วหม่าถึงก็ปรากฏตัวพร้อมกับก้านร่มเหล็กที่ใช้ตอบโต้กับอาวุธจักรพญายมจนเจ้าพวกหน่วย SWAT หรือจักรพญายมรุ่นน้องตายเกือบหมด ที่เหลือก็เผ่นหนีไป กลุ่มจอมยุทธได้ออกปากชวนหม่าถึงไปเขาตันเสียด้วยกัน  แต่หม่าถึงปฏิเสธ  


เหล่าจอมยุทธที่จะไปรวมตัวที่เขาตันเสียเพื่อชำระหนี้เลือดที่เจียงหนาน


ตี้หลุงมารับบทหม่าถึงในภาคสอง กำลังใช้ก้านร่มต่อสู้กับจักรพญายม

ฮ่องเต้พิโรธที่หม่าถึงยังมีชีวิตอยู่ และเกรงว่าเขาจะเป็นอันตรายต่อไปเพราะเป็นหน่วยพญายมรุ่น 1 ที่รู้ทั้งวิธีใช้และวิธีทำลาย ตอนนี้ขุนนางสำคัญสองคนซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยจักรพญายมอยู่ด้วย คือ เซียงเป่าอิง กับ กังเจิ้งเฟิง  ได้ออกอุบายให้มีประกาศนำชาวฮั่น 1 คนต่อ 10 ครัวเรือนมาสังหารทุก 3 วัน เพื่อล่อให้ทั้งหม่าถึงและเหล่าจอมยุทธเจียงหนานออกมา แน่ละครับว่าพระเอกอย่างหม่าถึงต้องยอมเสียสละออกมาให้ทางการแมนจูจับเพื่อช่วยชาวบ้าน  แล้วก็ตามสูตรคือขณะกำลังจะถูกประหารเหล่าจอมยุทธเจียงหนานก็มาช่วยไว้พอดี  ฮ่องเต้ไม่พอพระทัยจึงสั่งให้ประหารขุนนางที่รับผิดชอบทีเดียว 3 คน ใครห้ามก็ไม่ฟัง แม้กระทั่งราชครูหยางจวงผู้ทำหน้าที่พระอาจารย์มาถึง 20 ปี ก็ยังถูกปลดและส่งกลับบ้านนอก  แล้วยังสั่งให้ทหารตามไปฆ่าราชครูในขณะเดินทาง ลูกเมียต้องถูกฆ่าตาย  ส่วนตัวราชครูเองน่าหลันมาช่วยไว้ได้ แล้วพาไปที่เขาตันเสีย เหล่าจอมยุทธเจียงหนานได้ส่งคนปลอมเป็นทูตเกาหลีแอบซ่อนอาวุธลับมีพิษไว้ในเครื่องบรรณาการเพื่อหวังลอบสังหารฮ่องเต้หย่งเจิ้น  แต่ความที่ไม่มีโอกาสได้ดูหนังเกาหลีเหมือนคนไทยสมัยนี้หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ทำให้ฮ่องเต้ซึ่งปกติใส่ชุดเกราะป้องกันตัวไว้อยู่แล้วจับพิรุธได้  ทำให้บรรดาผู้ที่ปลอมเข้าไปถูกฆ่าตายหมด  


ราชครู (ซ้าย) พยายามทูลทัดทานฮ่องเต้ แต่ก็ถูกปลด แล้วถูกตามฆ่า


แผนปลอมเป็นทูตเกาหลีประสบความล้มเหลว

ฮ่องเต้ไปหาลามะกู้เปิ่นซึ่งมีความชำนาญในเรื่องอาวุธลับต่างๆ โดยบอก Requirement เรื่องที่จักรพญายมถูกทำลายโดยก้านร่มเหล็กของหม่าถึง  ขอให้ท่านลามะคิดหาวิธีปรับปรุงจักรพญายมเป็นเวอร์ชันใหม่ด้วย  ท่านลามะคิดอยู่ระยะหนึ่งก็สามารถประดิษฐ์จักรพญายมสองชั้นขึ้นมาได้  เมื่อมีการใช้ก้านร่มเหล็กก็จะทำลายได้แต่ตัวจักรชั้นล่าง  ชั้นบนก็จะกระเด็นเข้าสู่เป้าหมายจนสำเร็จ  นับเป็นการปรับปรุงเวอร์ชันใหม่ที่ใช้แก้ปัญหาให้ยูสเซอร์อย่างได้ผลจริง ไม่ใช่อย่างซอฟต์แวร์สมัยนี้ที่ปรับเวอร์ชันไม่รู้กี่รอบจนตัวเลขเวอร์ชันเพิ่มเป็นสิบ  แต่ยูสเซอร์ก็ยังใช้งานจริงแค่ฟังก์ชันพื้นๆ  มาเข้าเรื่องของเราต่อดีกว่า  ฮ่องเต้ได้โปรดให้มีการคัดเลือกคนเข้ามาฝึกจักรพญายมสองชั้น และให้คนอีกส่วนหนึ่งไปตามจับหม่าถึงที่ตอนนี้หลบไปเปิดร้านตีเหล็กอยู่  น่าหลันแอบรู้ความลับจึงนำไปบอกเหล่าจอมยุทธเจียงหนาน ๆ ให้คนไปบอกหม่าถึง และยกกำลังไปช่วย  หม่าถึงหนีจากร้านตีเหล็กไปถึงบ้านแล้วจำต้องยอมให้ทางการจับตัวเพื่อชีวิตลูกเมีย  แต่พอได้ตัวหม่าถึงแล้วพวกทหารกลับสังหารลูกเมียเขาทิ้งต่อหน้าต่อตา (จะว่าแมนจูพวกนี้โหดเหี้ยมหรือผู้กำกับแกไม่รู้จะเก็บลูกเมียพระเอกไว้ทำอะไรแล้วก็ว่ากันไป) พอดีเหล่าจอมยุทธเจียงหนานมาช่วย (มาเร็วอีกหน่อยก็ไม่ได้) แล้วพาหม่าถึงหนีออกมาได้ 


ฮ่องเต้โปรดให้ลามะกู้เปิ่นปรับปรุงจักรพญายม จนได้เป็นจักรพญายม 2 ชั้น

ถึงวันที่เหล่าองครักษ์เข้าสาบานตนเป็นหน่วยหยดโหลหิต (จักรพญายม)  น่าหลันได้นำสมัครพรรคพวกมาขอสมัครเป็นหน่วยหยดโลหิตบ้างเพื่อหาทางขโมยแบบจักรพญายมสองชั้น  ฮ่องเต้เห็นมีฝีมือของน่าหลันก็ยินยอมให้มีองครักษ์หญิงหน่วยหยดโลหิตควบคู่กับผู้ชาย น่าหลันหาทางขโมยแบบจักรพญายมสองชั้นมาจากวัดลามะได้  ท่ามกลางความระแวงสงสัยของฮ่องเต้และลูกสมุน  ฮ่องเต้แม้จับไม่ได้เรื่องขโมยแบบจักรพญายมก็ยังใช้ให้น่าหลันไปฆ่าเจ้ากรมทหารบิดาของเธอเอง  น่าหลันจำใจทำโดยนำยาพิษไปให้พ่อด้วยความเสียใจอย่างยิ่งซึ่งเจ้ากรมทหารก็ยินยอมแต่โดยดี  ฮ่องเต้ทำเป็นไว้วางใจแต่งตั้งน่าหลันเป็นหัวหน้าในการปราบกบฏเจียงหนาน แต่สั่งให้ลูกน้องทั้งสองคอยจับตาดู  น่าหลันเมื่ออยู่ที่โรงเตี๊ยมใกล้เขาตันเสียเห็นว่าหน่วยหยดโลหิตไม่อยู่ในวังก็คิดจะนำเหล่าจอมยุทธเจียงหนานย้อนกลับไปปลงพระชนม์ฮ่องเต้  ขอให้หน่วยหยดโลหิตหญิงถ่วงเวลาหน่วยหยดโลหิตชายไว้  เธอลอบไปพบกับหม่าถึงที่พึ่งคิดวิธีปราบจักรพญายมเวอร์ชันสองได้ โดยกำลังประดิษฐ์เป็น "โซ่พิฆาต" (กระบองสองท่อนที่ผูกกันด้วยโซ่) ให้เร่งทำงานแล้วไปช่วยเหล่าจอมยุทธในวันรุ่งขึ้น  แล้วเธอรีบเดินทางไปเตือนพรรคพวกที่เขาตันเสียก่อนนำจอมยุทธเจียงหนานส่วนใหญ่ย้อนกลับเข้าไปในวัง  ด้านพรรคพวกของน่าหลันไม่สามารถถ่วงเวลาหน่วยหยดโลหิตได้นาน  เซียงเป่าอิง กับ กังเจิ้งเฟิง จึงให้คนส่วนหนึ่งไปเขาตันเสีย ที่เหลือนำกำลังกลับไปอารักขาฮ่องเต้ เรื่องต่อจากนี้คงไม่ต้องเล่ากันละเอียดนัก  ทางด้านเขาตันเสียนั้น  สู้กันประเดี๋ยวเดียว ทั้งหน่วยหยดโลหิต และฝ่ายจอมยุทธเจียงหนานที่มีเพียงจอมยุทธกันกับพรรคพวกไม่กี่คนก็ตายเรียบ ก่อนขาดใจตายยังได้สั่งเสียให้หม่าถึงที่ไปถึงทีหลังตามไปช่วยพวกตนฆ่าฮ่องเต้หย่งเจิ้น  ซึ่งที่วังหลวงนี้ก็ต่อสู้กันอุตลุตไปหมด ผลสุดท้ายคือฮ่องเต้ก็ต้องสิ้นพระชนม์พระเศียรหลุดด้วยจักรพญายมนั้นเอง โดยบรรดาผู้ก่อการก็ไม่มีใครเหลือรอดสักคน


หน่วยจักรพญายมหญิง นำโดย น่าหลัน (ชุดสีชมพูซ้ายมือ) อันเป็นแผนขโมยแบบของจักรพญายมสองชั้น


กระบองสองท่อนที่ต่อกันด้วยโซ่ ใช้ปราบจักรพญายมได้ทั้งสองเวอร์ชัน



ข้อเท็จจริงที่ควรทราบประกอบการชมภาพยนตร์

กว่าจะจบสองภาคได้เลือดกระเซ็นเต็มจอเลย  เช็ดๆ ออกซะก่อนนะครับ  แล้วมาดูข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์กันสักนิด

ประเด็นแรก เจ้าจักรพญายม หรือ จักรโลหิต หรือ Flying Guillotine นี้ เป็นอาวุธที่มีจริงหรือไม่  ตรงนี้พอจะฟันธงได้เพียงว่า "มีจริง" แต่รูปร่างลักษณะการใช้งานและอานุภาพมันเหมือนกับที่ปรากฏในหนังหรือไม่  ในวิกิพีเดียภาษาอังกฤษเล่าเรื่องที่เป็นประวัติความเป็นมาของมันไว้เพียงนิดเดียว  แล้วไปพูดเรื่องในภาพยนตร์ต่างๆ ซะเป็นส่วนใหญ่  คลิปใน Youtube ที่มีคนตัดต่อมาจากสารคดีของ National Geographic ก็พูดยากว่าเชื่อได้แค่ไหน  แล้วการที่จะโยนหรือเหวี่ยงเจ้าจักรนี้ให้ไปครอบหัวคนได้นี่ก็ไม่ใช่ง่ายๆ  น่าจะต้องอาศัยการฝึกฝนกันไม่ใช่น้อยๆ 

แล้วมันเป็นอาวุธที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ๆ ซิงๆ ในยุคหย่งเจิ้น หรือมันมีมาก่อนอย่างไร ดูเผินๆ จากในหนังเหมือนซินคังเป็นคนคิดขึ้นมา  แต่ก็อย่างที่กล่าวในตอนต้นว่าไม่เห็นแกเอาออร์เดอร์ให้ใครไปทำโปรดักส์ให้  เทียบกับในหนังทีวีเรื่องศึกสายเลือดที่ผมเคยดูเมื่อหลายปีก่อน  เขาบอกว่าเป็นอาวุธของพวกลามะชั้นสูง ลักษณะเป็นเหมือนโถกลมๆ คว่ำลงที่ใหญ่พอจะครอบหัวคนได้เลยโดยไม่มีการทิ้งตาข่าย เมื่อใช้ฆ่าใครแล้วก็จะมีการจารึกชื่อเหยื่อไว้ภายในตัวจักรด้วย

เรื่องการจัดตั้งหน่วยจักรพญายมหรือหน่วยหยดโลหิตก็แทบจะหาข้อเท็จจริงอะไรไม่ได้  ถ้ามันเป็นอาวุธประจำตัวของพวกลามะอย่างในหนังทีวีที่ผมเคยดู  ตัวอาวุธและวิชาการใช้จักรก็คงเป็นที่หวงแหนเกินกว่าที่่จะนำมาถ่ายทอดให้คนอื่นง่ายๆ  และการฝึกคงต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ อย่างในภาคแรก  ไม่ใช่ฝึกกันประเดี๋ยวประด๋าวอย่างในภาคสองตอนคิดจักรพญายมเวอร์ชัน 2 ได้แล้ว  และเจ้าจักรพญายมเวอร์ชัน 2 หรือจักรพญายม 2 ชั้นนี้น่าจะเป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียนบทเพื่อให้เนื้อเรื่องเข้มข้นขึ้นเท่านั้น

โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าจักรพญายมมีจริง  แต่น่าจะใช้งานจำกัดอยู่เฉพาะพวกลามะหรือคนกลุ่มเล็กๆ ที่ต้องฝึกกันเป็นแรมเดือน  ส่วนการจัดตั้งหน่วย SWAT ยุคราชวงศ์ชิงนั้น  น่าจะจ้างวานคนที่ใช้เป็นอยู่แล้วมากกว่าจะหาคนมาฝึกใหม่เป็นรุ่นๆ อย่างในหนังครับ

แล้วจักรพรรดิ์หย่งเจิ้นทรงพระร้ายอะไรนักหรือ?

ประวัติศาสตร์ที่(ค่อนข้าง)เป็นทางการทั้งในตำราและในอินเตอร์เน็ตแทบจะไม่ได้กล่าวถึงความเลวร้ายอะไรของจักรพรรดิองค์นี้มากไปกว่าเรื่องที่เป็นความเชื่อที่มาจากผู้ประพันธ์นวนิยายและหนังกำลังภายในต่างๆ นั่นเอง  ประเด็นที่ฮ่องเต้องค์นี้ต้องทรงตกที่ประทับของผู้ร้าย ได้แก่

ความเชื่อว่าพระองค์ทรงชิงบัลลังก์มาจากพระอนุชา คือ องค์ชายสิบสี่  โดยสมคบกับพระปิตุลาปลอมแปลงราชโองการแต่งตั้งรัชทายาทของจักรพรรดิคังซีผู้เป็นพระบิดา  ประเด็นนี้ไม่ปรากฏในเรื่อง "ฤทธิ์จักรพญายม" แต่ปรากฏในหนังเรื่องอีกหลายเรื่อง  ที่ดังที่สุดคงเป็นหนังทีวีเรื่อง "ศึกสายเลือด" ที่ฉายเมื่อประมาณยี่สิบกว่าปีก่อน  แล้วการแก้ราชโองการที่ว่านี้ก็เพียงแค่ขโมยราชโองการมาเติมขีดเข้าไปที่ตัวอักษรจีนให้เปลี่ยนจาก "สิบสี่" เป็น "สี่" ซึ่งนักประวัติศาสตร์สมัยหลังๆ เขามีข้อโต้แย้งว่าเป็นไปไม่ได้  ในสมัยนั้นแค่หนังสือราชการธรรมดายังใช้อักษรแมนจู  แล้วนับประสาอะไรกับเอกสารสำคัญขนาดราชโองการแต่งตั้งรัชทายาท  รายละเอียยดเรื่องนี้หาอ่านได้ตามเว็บไซต์ทั่วไปดังที่ปรากฏในท้ายบทความครับ

อีกด้านหนึ่ง การที่ทรงเป็นฮ่องเต้องค์ต้นๆ ราชวงศ์ชิงที่พึ่งได้อำนาจจากราชวงศ์หมิงไม่นาน  จึงไม่แปลกที่จะต้องทรงตกเป็นผู้ร้ายเพราะ "ขบวนการต้านชิงกู้หมิง"  แต่กับรายละเอียดที่ว่า ทรงกดขี่ข่มเหงชาวฮั่นอย่างไรหรือไม่ โดยเฉพาะ "คดีเลือดที่เจียงหนาน" ที่ภาพยนตร์เรื่อง "ฤทธิ์จักรพญายม" อ้างถึงตั้งแต่ตอนต้นภาคแรกนั้น  ยังหาข้อมูลไม่ได้เลยครับ มีแต่กล่าวว่าพระองค์ได้ทรงปฏิรูประบบภาษีสืบต่อจากพระจักรพรรดิคังซีอันทำให้บรรดาขุนนางและบัณฑิตทั้งหลายต้องเสียภาษีเช่นเดียวกับราษฎรทั่วไป จากการปฏิรูปภาษีและการปกครองที่เข้มงวดทำให้ขุนนางไม่พอใจ จนเกิดการใส่ร้ายว่าปลอมแปลงราชโองการ  ถึงตรงนี้ผมก็ชักเอะใจเหมือนกันว่า  เรื่องบทความของ 3 บัณฑิตแห่งเจียงหนานนั้น  สาเหตุมีเพียงแค่ความไม่พอใจเรื่องภาษีดังที่ว่าหรือเปล่า  ที่แน่ๆ คือ หนังสือ "ประวัติศาสตร์ประเทศจีน" ที่เผยแพร่โดย The Overseas Chinese Affairs Office of the State Council ได้ยกย่องว่ารัชสมัยของ "คังซี-หย่งเจิ้ง-เฉียนหลง" เป็น "ยุครุ่งเรือง" ของจีน

ส่วนการสิ้นพระชนม์ของพระองค์นั้น  บรรดานิยายและหนังกำลังภายในมักกล่าวอ้างว่าทรงถูกแม่นางหลี่ซื่อเหนียงสังหาร  โดยบางเรื่องอ้างว่าเธอเป็นคนรักของพระองค์และเป็นมารดาของพระจักรพรรดิเฉียนหลงด้วย  ในเรื่อง "ฤทธิ์จักรพญายม" นี้ แม่นางหลี่ซื่อเหนียงกลับถูกแม่นางน่าหลันขโมยซีนในฐานะนางเอกของเรื่องไปซะ มิหนำซ้ำประวัติศาสตร์ที่เป็นทางการกลับบอกว่า ทรงสิ้นพระชนม์เพราะโปรดการเสวยยาอายุวัฒนะมากเกินไปต่างหาก  ทรงครองราชย์ระหว่าง ค.ศ.1722 - 1735 (พ.ศ.2265 - 2278) เป็นเวลา 13 ปี และสวรรคตเมื่อพระชนมายุ 58 พรรษา

ในการสร้างภาพยนตร์เป็นสองภาค ผมมีข้อสังเกตเปรียบเทียบดังนี้ครับ

เรื่องของตัวอาวุธจักรพญายมหรือ Flying Guillotine นั้น  ในภาคแรกจะเป็นไปดังที่บล็อกแห่งหนึ่งวิจารณ์ไว้ว่า  ผู้กำกับได้พยายามให้เจ้าอาวุธนี้มีความสมจริง  รวมถึงบทบู๊ต่างๆ ก็เป็นการเตะต่อยกันตามธรรมชาติมากกว่าการต่อสู้ที่โลดโผนเกินจริงแบบหนังกำลังภายในทั่วไป  แต่ก็แปลกที่เจ้าของบล็อกนั้นไม่ยักพูดถึงภาพยนตร์ในภาคสองราวกับไม่เคยรู้จักหรือไม่เคยดู  ซึ่งคราวนี้จะเห็นชัดว่า การแกว่งกงจักรก่อนจะขว้างออกไปนั้น  ได้เปลี่ยนจากการแกว่งตามธรรมชาติมาเป็นรูปแบบที่เหมือนจะเน้นความสวยงาม คือ ตัวจักรมันลอยขึ้นไปอยู่บนหัวเจ้าของได้ยังไงก็ไม่ทราบ  ตัวเจ้าของก็แกว่งโซ่อย่างเดียว  และน่าสังเกตด้วยว่า ตอนเริ่มเรื่องนั้น  เจ้าจักรพญายมนี้เหมือนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอาวุธในการ "ลอบฆ่า" ทำนองเดียวกับปืนของพลซุ่มยิง (Sniper) มากกว่าจะใช้ต่อสู้แบบประจัญหน้า แต่พอสู้กันไปสู้กันมากลับเอาเจ้าจักรพญายมมาซัดกันซึ่งๆ หน้าตั้งแต่ปลายๆ ภาคแรกแล้ว  และในภาคสองนี้  การต่อสู้โดยทั่วๆ ไปก็กลับมาใช้วิชาตัวเบากระโดดต่อสู้กันแบบผาดโผนเช่นเดียวกับหนังกำลังภายในทั่วไป  ด้วยเหตุที่ว่าได้มีการเปลี่ยนตัวผู้กำกับนั่นเอง


บน กุ๊ฟง ซึ่งรับบทเป็นซินคังในภาคแรก แกว่งจักรพญายมตามธรรมชาติ

ล่าง กุ๊ฟง คนเดิม แต่รับบทเป็นฮ่องเต้ในภาคสอง แกว่งจักรพญายมที่ลอยอยู่เหนือหัว

บทบาทผู้ร้ายของจักรพรรดิหย่งเจิ้นเองก็ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวแสดงเท่านั้น  ความร้ายกาจของจักรพรรดิในภาคแรกอาจจะเรียกได้ว่าเป็นความโหดร้ายในเชิงนโยบายหรือในเชิงบริหารจัดการ  คือ เป็นแค่การสั่งให้หาวิธีการฆ่าจนเกิดอาวุธใหม่ สั่งให้จัดตั้งหน่วยจักรพญายม แล้วก็ส่งออร์เดอร์ไปว่าจะต้องฆ่าใครบ้าง  มาในภาคสองนี้ลงมือเองตั้งแต่ตอนต้นเรื่องที่ฆ่าผู้หญิงชาวฮั่นที่ไม่มีความผิดอะไร  สั่งฆ่าขุนนางที่ทำงานพลาดทีเดียว 3 คนแบบไม่ฟังคำทัดทานใครจนกระทั่งปลดพระอาจารย์ของตนเอง ตอนผู้ก่อการปลอมเป็นทูตเกาหลีก็ลงมือตอบโต้เอง จนกระทั่งตอนจบถึงขนาดใช้จักรพญายมมาใช้เป็นพระแสงต่อสู้กับเหล่าพระเอก  ซึ่งตรงนี้อาจจะเกินความจริง ดังที่ผมเห็นว่าเจ้าอาวุธนี้มันต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นเวลานานกว่าจะชำนาญ  ลำพังฮ่องเต้จะมีวรยุทธฝึกอาวุธอื่นไว้รบทัพจับศึกบ้างยังว่าเป็นเรื่องปกติ  แต่การจะมาฝึกใช้จักรพญายมจนชำนาญนี่ผมมองว่าเป็นการเดินเรื่องของหนังที่จะให้สิ้นพระชนม์แบบ "ดาบนั้นคืนสนอง" มากกว่า

โดยสรุปผมเห็นว่าภาพยนตร์เรื่อง ฤทธิ์จักรพญายม ทั้งสองภาคนี้ เป็นเพียงภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ที่นำอาวุธพิเศษ มาผนวกเข้ากับการต้านชิงกู้หมิงในยุคราชวงศ์ชิง และพล็อตเรื่องทำนองเพชฌฆาตกลับใจหันกลับไปสู้เจ้านายตัวเอง ซึ่งเมื่อเทียบกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อาจจะดูไม่ค่อยเป็นธรรมกับองค์จักรพรรดิหย่งเจิ้นเท่าไหร่นัก แต่ในด้านความบันเทิงนอกจากบทบู๊ที่สนุกตามแบบหนังแอ๊คชั่นทั่วไปแล้ว  การที่แต่ละฝ่ายคิดหาวิธีแก้ทางอาวุธของฝ่ายตรงข้ามก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างของภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ

คำคมชวนคิด

  • "อำนาจครองแผ่นดินได้ไม่อาจครองใจคน"  1 ใน 3 ผู้ตรวจการมณฑลทูลฮ่องเต้หย่งเจิ้นก่อนถูกนำตัวไปประหาร


เนื่องจากบทความนี้เป็นลิขสิทธิ์อัน ชอบธรรมของผู้เขียน และอาจะมีการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลบ้างตามความเหมาะสม ในการนำบทความไปเผยแพร่ในเว็บไซต์อื่นๆ จึงขอความร่วมมือให้ใช้วิธีการคัดลอกเฉพาะ Link หรือ URL Address แทนการคัดลอกบทความทั้งหมด  หากมีการคัดลอกไปในลักษณะแอบอ้างเป็นผู้เขียน หรือมีเจตนาอื่นใดที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อทางเว็บ iseehistory.com แล้ว จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย

 

ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ : The Flying Guillotine / The Flying Guillotine II

ชื่อภาษาจีน :
(ภาค 1) : Xue di zi / (ภาค 2) : Can ku da ci sha

ชื่อภาษาไทย :  ฤทธิ์จักรพญายม ภาค 1-2

ผู้กำกำกับ :
(ภาค 1) : Ho Meng Hua / (ภาค 2) : Ching Gong, Hua Shan

ผู้สร้าง :
(ภาค 1) : Runme Shaw / (ภาค 2) : Run Run Shaw

ผู้เขียนบท : 
(ภาค 1) : Ni Kuang / (ภาค 2) : Ni Kuang, Ching Gong, Lee Wing Cheung

ผู้แสดง :

ภาค 1

  • Chen Kuan Tai
  • Ku Feng
  • Wai Wang
  • Kong Yeung
  • Wong Yu
  • Lam Wai Tiu
  • Lau Ng Kei
  • Norman Chu Siu Keung
  • Lee Sau Kei
  • Ai Ti

ภาค 2

  • Ti Lung
  • Shih Szu
  • Lo Lieh
  • Ku Feng
  • Wai Wang
  • Wong Chung
  • Yeung Chi Hing
  • Nancy Yen Nan Hsi
  • Goo Man Chung
  • Fan Mei Sheng


ควรอ่านเพิ่มเติม

กระทู้ที่เกี่ยวข้อง

  • (ยังไม่มี)

 
เรียนเชิญสมาชิกร่วมแสดงความคิดเห็นที่ด้านล่างสุดของหน้าเว็บ (ต้องสมัครและ Login ก่อน) ผู้ชมทั่วไปหรือสมาชิกที่ต้องการโพสต์รูป เชิญร่วมแสดงความเห็นได้ที่เว็บบอร์ด "คุยกันหลังฉาก" ในกระทู้ที่มีอยู่แล้ว หรือ สร้างกระทู้ใหม่ (คลิกที่นี่) ครับ

หากเป็นสมาชิก Facebook แสดงความเห็นได้ในฟอร์มข้างล่างนี้ครับ

Bookmark and Share

ภาพยนตร์ตัวอย่าง (Trailer) จาก www.youtube.com


 


ภาค 1

 


ภาค 2

ทางเว็บไม่มีนโยบายนำภาพยนตร์ฉบับ เต็มมาให้ดูออนไลน์หรือให้ดาวน์โหลดเนื่องจากเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และไม่ มีพื้นที่สำหรับเก็บไฟล์ภาพยนตร์

 



เอเชียโบราณ

มังกรระห่ำ ดาบปราบพยัคฆ์ (Sino Dutch war 1661) แบบฉบับของการต้านชิงกู้หมิง วันที่ 19/05/2013   18:58:36
Jodhaa Akbar ภาพยนตร์เพื่อความสมานฉันท์ทางศาสนา วันที่ 19/05/2013   19:00:10
ฌ้อปาอ๋อง ขุนศึกลำน้ำเลือด วันที่ 19/05/2013   19:01:17
ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาเหลียงซาน ภาค 1-2 (The Water Margin/All Men are Brothers) วันที่ 19/05/2013   19:02:10
ทัชมาฮาล รักเราเป็นนิรันดร์ วันที่ 19/05/2013   19:09:43
สามก๊ก ตอน โจโฉ แตกทัพเรือ มหากาพย์แห่งภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์สามก๊กอีก 1 เรื่อง วันที่ 19/05/2013   19:10:42
Mongol แต่งประวัติศาสตร์ใหม่กันอีกแล้ว! วันที่ 19/05/2013   19:11:32
Genghis Khan เวอร์ชันญี่ปุ่น : สงคราม กับ ผู้หญิง และ ครอบครัว วันที่ 19/05/2013   19:12:31
Genghis Khan BBC "จอมโหด" หรือ "ผู้พิชิต" วันที่ 19/05/2013   19:13:25
Marco Polo 2007 เมื่อครั้งตะวันออกยังเจริญกว่าฝรั่ง วันที่ 19/05/2013   19:14:31
Marco Polo ฉบับบู๊ลิ้ม วันที่ 19/05/2013   19:15:27
สารคดี The True Story of Marco Polo : มาร์โค โปโล ไม่เคยไปเมืองจีนจริงๆ ? วันที่ 19/05/2013   19:17:46
อโศกมหาราช (Asoka) จาก ทรราชย์ สู่ ธรรมราชา วันที่ 19/05/2013   19:18:37
ตามรอยพระพุทธเจ้า : คู่มือชาวพุทธฉบับ DVD วันที่ 19/05/2013   19:19:44
ขุนศึกหญิงตระกูลหยาง (Legendary Amazons) (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   19:20:26 article
Genghis Khan (2004 TV series) (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   19:21:12 article



1

ความคิดเห็นที่ 1 (93179)
avatar
คนเล่าเรื่อง

หนังแบบนี้ ผมดูประจำครับตอนเด็ก ๆ เวลามีการฉายหนังกลางแปลงแถวบ้าน   เนื้อหาก็เป็นไปแบบสูตรสำเร็จของหนังกำลังภายในยุคนั้น  คือ ล้างแค้นกับต้านชิงกู้หมิง  โดยจับเอาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาอ้างอิงแบบหลวม ๆ แล้วใส่จินตนาการต่าง ๆ ลงไป ทั้งวรยุทธที่ลึกล้ำ อาวุธสังหารที่พิสดารพันลึก เพื่อให้เป็นการต่อสู้ที่สนุกสนานครับ

ดังที่ผมบอกครับว่า ผู้ร้ายของหนังประวัติศาสตร์จีนในระยะใกล้มักไม่พ้น แมนจู ฝรั่ง ขุนศึก และญี่ปุ่น  ซึ่งสร้างความแสบสันต์ให้แก่ชนชาวจีนในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา คราวนี้ ก็ต้องมอบบทผู้ร้ายให้กับจักรพรรดิแมนจูแบบเต็ม ๆ ให้ครับ

ประเด็นของอาวุธแบบนี้ ผมคิดว่าคงไม่น่าจะมีอยู่จริง  มันเป็นไปได้ยากมากครับที่จะปาอะไรก็แล้วแต่มาครอบหัวคนแล้วตัดหลุดออกไปได้  น่าจะเป็นเพียงจินตนาการแบบเหนือจริงมากกว่าครับ

ผมจำได้ว่าจักรสังหารแบบนี้ปรากฎในหนังอีกหลายเรื่องครับ  มีอยู่เรื่องหนึ่งเหมือนกันที่ผู้ร้ายเป็นคนตาบอด ใช้จักรสังหารแบบนี้ฆ่าคน  และมีลูกน้องเก่ง ๆ ด้านวรยุทธต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่คนเก่งมวยไทย  แต่ทั้งหมดก็แพ้พระเอกในตอนท้ายที่ใช้ฝีมือผสมกับแทคติคในการต่อสู้   ใคร ๆ ที่รู้ก็บอกรายละเอียดด้วยนะครับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น คนเล่าเรื่อง ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2010-03-05 14:00:20


ความคิดเห็นที่ 2 (93202)
avatar
โรจน์ (Webmaster)

พอเขียนเสร็จแล้วกลับมานึกทบทวนดูหลายๆ ตลบ สรุปไม่ได้เหมือนกันครับว่าตกลงเขาสร้างหนังจากประวัติศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์มาเขียนตามหนัง

ลองดูวีดีโออันนี้ดูบ้างครับ http://www.youtube.com/watch?v=Os9q0VUIn9M อาจจะต้องรีบๆ ดูเพราะมันตัดตอนมาจากสารคดีของ National Geographic ที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะโดนลบ  เจ้าจักรพญายมจะมีจริงหรือไม่ อย่างน้อยอีตาคนที่สาธิตในสารคดีนี้ยังทำให้ดูไม่ได้เลยครับ  ทั้งที่ระยะใกล้ๆ  จะว่าต้องฝึกกันเป็นเดือนเป็นปีหรือจะเป็นไปไม่ได้เลยก็แล้วแต่ท่านจะตัดสินครับ

ส่วนหนังเรื่องที่คนตาบอดใช้จักรพญายมนั้นคือ Master of the Flying Guillotine – เดชไอ้ด้วนผจญฤทธิ์จักรพญายม สร้างและแสดงนำโดย หวังอยู่ ครับ   ผมยังไม่คิดจะหามาดู  เพราะเนื้อเรื่องนอกจากไม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์แล้ว   ยังรู้สึกไม่ค่อยดีที่เอาคนพิการมาสู้กันครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น โรจน์ (Webmaster) (webmaster-at-iseehistory-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2010-03-05 21:44:18



1


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
| WW II Europe | WW II Asia | WW I | Vietnam War | ประวัติศาสตร์ไทย | บทความจากสมาชิก | คุยกันหลังฉาก | บทความทั้งหมด |

สนใจร่วมเขียนบทความในเว็บไซต์ เชิญอ่าน แนวทางการร่วมเขียนบทความ ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์

Custom Search



eXTReMe Tracker