dot
dot
เว็บภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน
dot
dot
สมาชิก Webboard/Blog
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletข้อตกลงการเป็นสมาชิก
bulletเว็บบอร์ด-คุยกันหลังฉาก
bulletเว็บบอร์ด-Games ย้อนยุค
bulletเว็บบอร์ด-ชุดจำลองประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-หนังสือประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-เพลงประวัติศาสตร์
bulletคำถาม/คำตอบ ล่าสุด
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
dot
สงครามโลกครั้งที่ 2
dot
bulletสมรภูมิยุโรป (สัมพันธมิตรVSเยอรมัน-อิตาลี)
bulletสมรภูมิแปซิฟิก-เอเชีย (สัมพันธมิตรVSญี่ปุ่น)
dot
ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อื่นๆ
dot
bulletสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
bulletประวัติศาสตร์ไทย
bulletประวัติศาสตร์อเมริกันยุคเริ่มแรก
bulletสงครามเวียดนามและอินโดจีน
bulletตะวันตกโบราณ (กรีก โรมัน ฯลฯ)
bulletประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
bulletเอเชียโบราณ
bulletประวัติศาสตร์อื่นๆ (ยังไม่แยกหมวดหมู่)
bulletคลิปความรู้จาก YouTube
dot
เรื่องอื่นๆ
dot
bulletบทความเสริมความรู้ทั่วไป
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletผู้จัดทำ
bulletผังเว็บไซต์ (Site Map)
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
bulletถาม-ตอบ (FAQs) (โปรดอ่านก่อนตั้งกระทู้หรือสมัครสมาชิก)
bulletร้านค้าออนไลน์
bulletแบ่งปัน Album
dot
ลิงค์ต่างๆ
dot
bulletรวมลิงค์/แลกลิงค์ ที่นี่ครับ
bulletHistory in Film
bulletHistory on Film
bulletFuKDuK TV ช่องประวัติศาสตร์
bulletกองบิน 21 กองพลบิน 2




โหราศาสตร์ยุคไอที


เว็บแลกลิงค์อื่นๆ

ขายเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ราคาส่ง


Escape from Sobibor แหกค่ายนรกนาซี
วันที่ 19/05/2013   14:49:41

โดย webmaster@iseehistory.com


เมื่อตอนที่ผมหาข้อมูลเขียนเรื่อง Defiance เมื่อเดือนก่อน  ได้พบความเห็นผู้ชม Youtube รายหนึ่งบ่นๆ ว่าในสงครามใครๆ เขาก็ลำบากกันทั้งนั้น  ทำไมพูดกันแต่เรื่องความลำบากของพวกยิว  ตอบกันง่ายๆ แม้้คนบางคนอาจไม่ยอมเข้าใจง่ายๆ ก็ต้องบอกว่า มันเป็นประเด็นใหญ่ที่พวกนาซีสร้างความโหดร้ายเอาไว้  ก่อนหน้านั้นมีคนที่เชื่อพิลึกหนักไปกว่านั้นอีก  ในคราวที่ผมไปร่วมงานของหอภาพยนตร์องค์การมหาชน  มีผู้ร่วมชมภาพยนตร์รายหนึ่งไปอ้างคำพูดของนักการเมืองอาหรับรายไหนก็ไม่ทราบ หาว่า Holocaust ไม่มีจริง  ย้ำอยู่แต่ว่าคนไทยเราเชื่อข้อมูลอเมริกันมากเกินไป  นี่แหละครับ ความไม่เชื่อมันก็เป็นความเชื่ออย่างหนึ่ง  สมัยหนึ่งเราเคยอยู่ในยุคที่เรียกกันว่า "ตามก้นอเมริกัน"  เขาให้ส่งทหารไปรบที่ไหนก็ไป  มีหนังมีเพลงฮิตอะไรก็เห่อตามเขาไปด้วย  ผ่านมาหลายปีบทจะแอนตี้อเมริกันก็ไม่เชื่อกระทั่งเรื่องที่เขายอมรับกันทั่วเอาดื้อๆ  ถ้าไม่เชื่อข้อมูลอเมริกันจะเชื่อข้อมูลประเทศที่เคยถูกนาซีปกครองแล้วก็ใช้เป็นฐานในการฆ่ายิวขนานใหญ่อย่างโปแลนด์ไหมล่ะ  ภาพยนตร์เรื่องที่จะคุยกันในวันนี้ไม่ได้สร้างโดยโปแลนด์แต่ก็อาศัยข้อมูลจากผู้ที่รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่นั่น  ค่ายนรกที่ไม่ใหญ่และดังเท่า Auschwitz แต่หนังเรื่องนี้อาจทำให้คุณประทับใจชาวค่ายนี้มากกว่าก็ได้  นั่นคือภาพยนตร์อังกฤษเรื่อง Escape from Sobibor ออกฉายทางทีวีในปี 1987/2530 (น่าแปลกนะครับที่เมืองนอกมีหนังหลายเรื่องที่สร้างฉายทางทีวีด้วยความยาวเพียง 2-3 ชั่วโมง และมีคุณภาพแทบไม่ต่างจากหนังฉายตามโรงเลย) เรื่องราวของชาวยิวในค่ายมรณะโซบิบอร์ที่ได้รวมตัวกันต่อสู้กับบรรดาผู้คุมโหดนาซีจนสามารถหนีรอดไปได้จำนวนหนึ่ง และทำให้ค่ายดังกล่าวต้องปิดตัวลงไป


เจ้าหน้าที่ทหารเอสเอสที่บังคับบัญชาค่ายขณะรอต้อนรับ "เหยื่อ"


ยามซึ่งเป็นทหารยูเครน การแต่งตัวก็คล้ายเอาเครื่องแบบเยอรมันมาเปลี่ยนสีเท่านั้น


ผู้ชายทางซ้ายคือนายเบอร์ลินเนอร์ซึ่งเป็น "โอเบอร์คาโป" หัวหน้าของ "คาโป" หรือพวกยิวที่ทำงานให้นาซีในการควบคุมยิวด้วยกัน
ภาพนี้ขณะพานางเอก "ลูก้า" ออกจากโรงเย็บผ้าไปยังโรงเลี้ยงกระต่าย


ก่อนจะเข้าเนื้อเรื่องในภาพยนตร์ลองมาดูรายละเอียดบางประการของค่ายมรณะแห่งนี้กันก่อนครับ ค่ายโซบิบอร์นี้เป็นค่ายมรณะที่จัดตั้งขึ้นในเมือง Lublin ทางตะวันออกของโปแลนด์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการไรน์ฮาร์ด (Operation Reinhard) มีชื่อเป็นทางการในภาษาเยอรมันว่า SS-Sonderkommando Sobibor เริ่มการก่อสร้างในเดือนมีนาคม 1942/พ.ศ.2485 ในราวกลางเดือนเมษายนก็เริ่มทดลองทดลองใช้ห้องอบแก๊ส ถัดมาในเดือนพฤษภาคม ค่ายมรณะอันเป็นเสมือนโรงงานผลิตความตายให้กับชาวยิวก็เริ่มดำเนินการโดยลำเลียงเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายมาทางรถไฟ พื้นที่ในค่ายจะแบ่งอกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน คือ เขตที่พักของเจ้าหน้าที่ทหาร (Garrison Area) ซึ่งรวมถึงประตูทางเข้าและชานชลาที่รถไฟขนเหยื่อจะมาจอด อีก 3 ส่วนเรียกว่า Lage (Camp) 1-3 โดย แคมป์ 1 เป็นโรงเรือนของบรรดาคนงานยิวที่ถูกคัดเลือกออกมาจากกลุ่มเหยื่อเพื่อมาทำงานในค่าย เช่น การเก็บศพ การรวบรวมและคัดเลือกเสื้อผ้าทรัพย์สินต่างๆ ของพวกที่ถูกรมควัน  และงานจิปาถะอื่นๆ แคมป์ 2 เป็นโรงเรือนต่างๆ ซึ่งเป็นที่ทำงานของบรรดาคนงานยิว  และแคมป์ 3 คือโรงรมแก๊สสังหารเหยื่อนั่นเอง  การปกครองในค่ายแห่งนี้ จะมีทหารเอสเอสเยอรมันเป็นผู้ควบคุมทั้งหมดเพียง 16 คน ผู้บัญชาการคือ ร้อยเอก ฟรานซ์ ไรช์ไรเนอร์ (Captain Franz Karl Reichleitner น่าสังเกตว่าในเรื่องแปลยศเป็นภาษาอังกฤษเลย ถ้าตามยศของเอสเอสจริงๆ จะเรียกว่า SS-Hauptsturmführer) ถัดมาเป็นรองผบ.คือร้อยโทนีมันน์ (Lieutenant Niemann หรือตามยศของเอสเอสน่าจะเป็น SS-Obersturmführer) ถัดมาก็จะเป็นทหารยศจ่าซึ่งในเรื่องก็เรียกเป็น Sergeant หรือ Sgt. กันหมด  ตัวที่แสบที่สุดคือจ่าวากเนอร์ (Sgt. Gustav Wagner) นอกนั้นถ้าจำเป็นจะกล่าวถึงเป็นรายๆ ไป ถัดมาจะเป็นทหารชาวยูเครน หรือทหารยูเครเนียนยศไม่เกินสิบเอกจำนวน 125 คน จากนั้นก็จะเป็นคนยิวที่ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมคนยิวด้วยกันอีกที เรียกว่า คาโป (Kapo) ไม่ทราบว่ามีกี่คน มีหัวหน้าคาโป 1 คน เรียกว่าโอเบอร์คาโป (Oberkapo) บรรดาชาวยิวที่มาถึงที่นี่ส่วนใหญ่จะถูกส่งไปยัง "โรงอาบน้ำ" หรือที่จริงก็คือห้องอบแก๊สพิษนั่นเอง  ก่อนการสังหารหมู่พวกนาซีจะคัดเลือกเฉพาะช่างฝีมือด้านต่างๆ ไว้เพื่อทำงานในค่าย

ภาพยนตร์เกริ่นนำเรื่องด้วยการเล่าแบ็คกราวน์ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับปฏิบัติการไรน์ฮาร์ดของไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ ผบ.สูงสุดของหน่วยเอสเอสในอันที่จะกำจัดยิวโดยการจัดตั้งค่ายมรณะอย่างลับๆ จำนวน 3 ค่ายในโปแลนด์ตะวันออก ประกอบด้วย Belzec, Treblinka และ Sobibor ซึ่งค่ายสุดท้ายนี้มีการลุกฮือของชาวยิวเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1943/พ.ศ.2486 แล้วจึงมาเปิดฉากจริงๆ ที่ค่ายโซบิบอร์ในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่บรรดาคนงานยิวในค่ายถูกเรียกไปรวมตัวเพื่อปฏิบัติงานต้อนรับพวกที่จะจากรถไฟตามปกติ  มีคนงาน 3 คนมากระซิบกระซาบกับลีอองซึ่งจะว่าเป็นหัวหน้าหรือลูกพี่ของคนยิวในค่ายก็ไม่เชิง แต่ไม่ใช่คาโปนะครับ ทั้ง 3 บอกว่าพวกตนซึ่งได้รับหน้าที่ออกไปทำสวนนอกค่ายจะหนีในวันนี้  ลีอองพยายามห้ามก็ไม่ฟัง  จึงต้องออกไปรับขบวนรถไฟตามหน้าที่  เมื่อรถไฟมาถึง พวกเอสเอสก็จะเปิดเพลงวอลซ์สร้างบรรยากาศ  บรรดาชาวยยิวในขบวนรถไฟจะก้าวลงจากรถพร้อมสัมภาระโดยความช่วยเหลือของบรรดาคนงานชายในค่าย  จากนั้นจะให้แยกผู้หญิงและเด็กออกจากผู้ชายอายุ 14 ขึ้นไป  ผบ.ค่ายจะกล่าวกับบรรดาชาวยิวที่มาถึงว่าค่ายแห่งนี้เป็นค่ายแรงงาน ทุกคนที่ทำงานจะได้รับความเป็นอยู่ที่ดี  แต่เนื่องจากไข้รากสาดกำลังระบาดจึงจะนำแต่ละกลุ่มไปอาบน้ำอุ่นแยกกัน  จากนั้นพวกเอสเอสจะถามหาช่างประเภทต่างๆ แล้วคัดแยกออกมา  ในจำนวนนี้จะมีพวกคนงานยิวที่อยู่มาก่อนแอบกระซิบคนที่ท่าทางจะเข้ากับตัวได้ให้อาสาอ้างตัวว่าเป็นช่างประเภทเดียวกัน เสร็จการคัดเลือกคนงานหรือช่างประเภทต่างๆ คนที่เหลือจะถูกพาไป "อาบน้ำ"  พวกที่ได้รับการคัดเลือกก็เข้าประจำหน้าที่ของตนตามโรงเรือนต่างๆ 


"เหยื่อ" กำลังลงจากรถไฟโดยมีคนงานยิว (ชุดสีน้ำเงิน) คอยช่วยเหลือ


ตะแลงแกงที่ใช้แขวนคอผู้กระทำผิด โดยมีควันจากปล่องไฟของโรงอบแก๊สเป็นแบ็คกราวน์

ในบรรดาสมาชิกใหม่ที่ได้รับการคัดเลือกไว้เป็นช่างหรือคนงานเหล่านี้ มีตัวละครสำคัญๆ เช่นช่างทำรองเท้าชื่ออิทซัค สองพี่น้องช่างทองชื่อชโลโมกับโมเสสซึ่งอายุยังค่อนข้างน้อย  ลูก้าช่างเย็บเสื้อผ้าที่ต่อมาถูกย้ายไปทำงานเลี้ยงกระต่าย ฯลฯ  ไม่นานคนงานยิวกลุ่มใหม่นี้ก็ได้รับทราบว่าครอบครัวของตนตายกันหมดและเห็นความโหดร้ายต่างๆ ในค่าย  เช่น คนสวน 3 คนที่พยายามหนีเมื่อตอนต้นเรื่องถูกฆ่าแล้วนำศพมาให้พวกที่เหลือดู  โมเสสที่ไปรับทองจากจ่าบาวเออร์ในเขต 3 ได้ไปเห็นภาพกลุ่มชาวยิวที่ถูกต้องเข้าห้องรมควัน  หญิงคนหนึ่งที่แอบนำลูกมาเลี้ยงในโรงเย็บผ้าถูกจ่าวากเนอร์ยิงทิ้งทั้งแม่และลูก  คนงาน 13 คนพยายามหลบหนีแต่ถูกจับได้และนำมาประหารต่อหน้าคนงานยิวทั้งหมดโดยก่อนประหารยังให้ทั้ง 13 เลือกคนงานมาตายพร้อมกับตน 1 คน รวมเป็น 26 คน  เหตุการณ์หลังสุดที่ผมเอ่ยถึงนี้ทำให้ลีอองกับพรรคพวกที่คบคิดกันที่จะหนีต้องกลับมาทบทวนว่าหากหลบหนีกันไปตามลำพังไม่กี่คนแล้วจะทำให้คนที่เหลือต้องประสบความสูญเสียไปด้วย ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม  จึงต้องหาทางให้ชาวยิวในค่ายสามารถหลบหนีไปได้ทั้งหมด  แต่ยังไม่สามารถคิดหาวิธีการและจังหวะเวลาที่เหมาะสมได้


ผบ.ค่ายมาหาชโลโมที่โรงเรือนช่างทองเพื่อออกแบบเครื่องประดับ


ภายในโรงเรือนเย็บผ้าที่พวกผู้หญิงทำงาน


ภายในโรงเรือนที่ใช้คัดแยกเสื้อผ้าของ "เหยื่อ"


ชาวยิวที่กำลังถูกต้อนเข้าโรงอบแก๊ส  พวกที่ถอดเสื้อผ้าแล้วก็มีนะ แต่ไปหาดูจากในหนังเอาเองนะครับ
ดูน่าสังเวชมากกว่าเซ็กซี่เป็นไหนๆ เลยไม่เอามาให้ดู


การประหารผู้ทำผิดคิดหนีและคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อย่างละ 13 คน แบบเชือดไก่ให้ลิงดู

หลังจากรอกันมากว่าครึ่งเรื่อง "พระเอก" ก็พึ่งโผล่มาครับ  เมื่อผู้หมวดอเล็กซานเดอร์ เปเชอร์สกี้ หรือ "ซาช่า" (Alexander 'Sasha' Pechersky) กับเชลยศึกที่เป็นทหารรัสเซียเชื้อสายยิวเช่นเดียวกับตนถูกส่งมายังค่ายโซบิบอร์  ลีอองก็ไม่รีรอที่จะหาทางนัดหมายหมวดซาช่ามาปรึกษาหารือกันในเรื่องที่จะแหกค่ายหนีกันออกไปทั้งหมด  แน่นอนว่าผู้หมวดของเราก็ต้องสนใจให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี  แต่เรื่องแบบนี้ไม่ใช่คุยกันหนสองหนก็จบ  ลีอองจึงต้องอุปโลกน์ให้ผู้หมวดซาช่าเป็นแฟนกับลูก้าเพื่อให้ผู้หมวดแกมาคุยแผนการหลบหนีได้โดยทำทีเป็นว่ามาเยี่ยมแฟนสาว พอได้นักการทหารมาช่วยอะไรๆ ก็ชัดเจนขึ้นมาก  ผู้หมวดเห็นว่าหากกำจัดพวกเอสเอส 16 คนลงได้ พวกทหารยูเครน 125 คนก็เหมือนไม่มี "สมอง"  แผนการโดยคร่าวๆ คือ ในวันที่ลงมือจะเริ่มการลอบฆ่าพวกเอสเอสตั้งแต่เวลา 4 ถึง 5 โมงเย็นรวมถึงการตัดไฟฟ้าและสายโทรศัพท์ จนกระทั่งเวลาเรียกแถว 5 โมงเย็น ก็จะพากันเดินออกทางประตูหน้าซึ่งไม่มีกับระเบิดอยู่  ซึ่งจะทำได้ต่อเมื่อการลอบฆ่าเป็นผลสำเร็จ และมีคาโปอย่างน้อย 1 คนให้ความร่วมมือในการประสานงานจนถึงเวลาที่จะเดินออกทางประตูหน้า และแล้วหวยก็ไปออกที่โอเบอร์คาโปที่ชื่อเบอร์ลินเนอร์เป็นคนแรก  เนื่องจากกลุ่มผู้ก่อการเห็นว่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญ  จึงได้ลอบฆ่าเบอร์ลินเนอร์โดยจัดฉากว่าป่วยตายเอง  แล้วปอร์เช็คก็ก้าวขึ้นมาเป็นโอเบอร์คาโปแทน


ผู้หมวดซาช่า (กลาง) มาวางแผนกับลีออง (ซ้าย) โดยแสร้งทำเป็นว่ามาหาแฟนคือลูก้า (ขวา)
ซึ่งภายหลังเธอก็หลงรักผู้หมวดขึ้นมาจริงๆ เพราะฉนั้นคุณผู้ชายอย่าได้เห็นเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องเล่นๆ เชียว


ฉากสุดท้าย การแหกค่ายหนีที่ผิดแผน แต่ก็มีคนรอดไปได้ส่วนหนึ่ง และทำให้ค่ายต้องปิดตัวลง

แล้วจังหวะเวลาก็มาถึงเมื่อผู้กองไรช์ไลท์เนอร์ ผบ.ค่าย กับจ่าวากเนอร์ต้องเข้าไปธุระในเมือง Lublin เป็นเวลา 3 วัน บรรดาสมาชิกได้ตัดสินใจที่จะลงมือในวันรุ่งขึ้น  บังเอิญก่อนการลงมือมีทหารเอสเอสกลุ่มหนึ่ง จำนวน 2 คันรถรวมแล้วประมาณ 30 นายแวะมาพักที่ค่ายโซบิบอร์  ทำเอาบรรดาสมาชิกต้องบอกเลื่อนกันอุตลุด  ในวันถัดมาจึงได้ลงมือจริง บรรดาสมาชิกผู้ก่อการได้พยายามหลอกล่อทหารเอสเอสเข้ามาเป็นเหยื่อในโรงเรือนที่ตนทำงานทีละคน ซึ่งสำเร็จเป็นส่วนใหญ่  มีที่ต้องตามไปฆ่าถึงห้องทำงาน 1 ราย คือจ่าเบ็คมันน์  จนใกล้เวลาเรียกแถว ยังมีเหลือรอดอยู่ 2 จ่า คือ จ่าเฟรนเซล กับ จ่าบาวเออร์  ซึ่งรายแรกไปพบศพจ่าเบ็คมันน์ในห้องทำงาน  รายหลังทราบเรื่องจากทหารยูเครนที่ไปพบศพจ่าคนหนึ่งเข้า  ขณะนั้นคาโปปอร์เช็คได้เรียกแถวคนงานแล้ว  เมื่อเห็นว่าความแตกซะก่อน  ลีอองกับผู้หมวดซาช่าจึงบอกให้ทุกคนหนีเอาตัวรอดแบบตัวใครตัวมัน  คนงานส่วนใหญ่วิ่งหนีกระจัดกระจายไปทุกด้าน  โดยมีคนส่วนน้อยที่หมดอาลัยตายอยากไม่ยอมหนี  คณะผู้ก่อการที่มีอาวุธได้ช่วยยิงต่อสู้กับทหารยูเครนที่เป็นยามแม้กระนั้นผู้หลบหนีก็ยังต้องบาดเจ็บล้มตายจากการยิงของทหารยามและกับระเบิดเป็นจำนวนมากรวมถึงตัวละครสำคัญบางคน เช่น ซามูเอล คาโปปอร์เช็ค ฯลฯ  ที่เหลือมีบทบรรยายเล่าชะตากรรมภายหลังเหตุการณ์  เช่น ลีอองนั้น แม้จะรอดชีวิตไปจนสามารถสร้างกิจการบังหน้าและช่วยเหลือชาวยิวด้วยกันไปได้ระยะหนึ่ง  ก็ยังถูกพวกต่อต้านยิวฆ่าตายในภายหลัง  ผู้หมวดซาช่าได้กลับไปร่วมรบกับกองทัพรัสเซียและกลายมาเป็นพยานสำคัญในการดำเนินคดีกับทหารยูเครนในค่ายโซบิบอร์  ด้านนางเอกของเราคือลูก้านั้นหายไปในชนบทโปแลนด์โดยไม่มีใครทราบชะตากรรมอีกเลย คงมีแต่เสื้อนำโชคที่เธอมอบให้กับผู้หมวดซาช่าที่จัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์รัสเซีย  คนอื่นๆ นอกจากนั้นได้ไปตั้งรกรากในอเมริกา อิสราเอลและบราซิล บางคนยังได้กลับมาเป็นพยานในการดำเนินคดีกับพวกนาซีด้วย ทางฝ่ายผู้ร้ายนั้น รอ.ไรช์ไลต์เนอร์ผบ.ค่ายได้ไปเป็นผบ.ค่ายอื่นอยู่ไม่นานก็ถูกพวกพาร์ติซานฆ่าตาย  จ่าวากเนอร์ถูกแทงตายในบราซิลภายหลังเหตุการณ์ เป็นต้น รายละเอียดหาชมได้จากตอนท้ายภาพยนตร์นะครับ  ส่วนค่ายโซบิบอร์ถูกฮิมม์เลอร์สั่งปิดตายโดยได้มีการนำต้นไม้มาปลูกเป็นการกลบเกลื่อน  แต่แล้วหลังสงครามก็ได้มีการสร้างอนุสรณ์ให้เป็นเกียรติแก่บรรดาผู้เคราะห์ร้ายและนักสู้ ณ บริเวณที่เคยเป็นค่ายโซบิบอร์

ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ควรทราบเพิ่มเติม

กับคำถามซ้ำๆ เดิมๆ ที่ว่าหนังเรื่องนี้เท็จจริงแค่ไหน  ในภาพรวมผมตอบได้เลยว่าแม้จะเป็นภาพยนตร์บันเทิง แต่ก็อาศัยพื้นฐานจากข้อเท็จจริงเป็นหลัก (Non-Fiction)   แต่ทั้งนี้ก็ยังมีข้อเท็จจริงบางประการที่สมควรกล่าวเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจที่สมบูรณ์อยู่บ้างเล็กน้อย

เรื่องของผู้หมวดซาช่า (Alexander 'Sasha' Pechersky) นั้น ตามประวัติบอกว่าเขาต้องตกเป็นเชลยศึกมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 1942/พ.ศ.2485 และถูกควบคุมตัวอยู่ตามค่ายเชลยศึกต่างๆ มาหลายแห่งอยู่ราวๆ 2 ปี จนมาอยู่ที่โซบิบอร์ในวันที่ 18 กันยายน 1943/พ.ศ.2486 ในฉากที่ผู้หมวดแกได้พบกับคนงานยิวอื่นๆ นั้น  คงยากที่จะเล่าเรื่องสถานการณ์สงครามได้ราวกับพึ่งตกเป็นเชลย เว้นแต่จะทราบเรื่องจากคนที่ตกเป็นเชลยทีหลัง  ซึ่งบทสนทนาในหนังจำต้องกระชับเกินกว่าจะบอกประเด็นเหล่านี้ได้  ส่วนที่นอกเหนือจากภาพยนตร์ สิ่งที่น่าน้อยใจแทนผู้หมวดแกก็คือ ก่อนจะตกเป็นเชลยเคยมีความดีความชอบจากการช่วยผู้บังคับบัญชาที่บาดเจ็บก็ไม่เคยได้รับรางวัลอะไรเพราะคุณพ่อของผู้หมวดเป็นอัยการในยุคพระเจ้าซาร์  แหกค่ายโซบิบอร์ออกมาก็ไม่เคยได้ความดีความชอบอะไรตลอดชีวิต  ตอนหนีออกมาใหม่ๆ ได้เข้าร่วมกับกองโจรพาร์ติซานกลุ่มหนึ่งแล้วก็กลับไปอยู่ในกองทัพโซเวียตในกองพันที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า "Penal Battalion" อันมีความหมายประมาณว่าเป็นหน่วยที่จัดตั้งจากทหารเชลยและพาร์ติซานที่กองทัพไม่ค่อยจะไว้ใจ จึงส่งออกไปตายเป็นการลงโทษหรือส่งไปรบทำคุณไถ่โทษ  ก็อุตส่าเอาชีวิตรอดมาได้  หลังสงครามก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ไปเป็นพยานในศาลอาชญากรสงครามเมืองนูเร็มเบิร์ก  จนกระทั่งสตาลินตายจึงได้เป็นพยานในคดีพิจารณาความผิดของอดีตทหารยูเครนในโซบิบอร์ ทำให้ 10 ใน 11 ผู้ต้องหาถูกประหารชีวิต


ลูก้ามอบเสื้อนำโชคที่เธอทำเองให้ผู้หมวดซาช่าก่อนการแหกค่าย ของจริงยังมีจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์รัสเซีย

ด้านจำนวนผู้หลบหนีออกจากค่ายโซบิบอร์นั้น  ในภาพยนตร์กล่าวเพียงว่ามีผู้หลบหนีออกไปได้ประมาณ 300 คนจากจำนวนคนในค่ายประมาณ 500-600 คน   เท่าที่ผมได้ค้นคว้าเพิ่มเติม ได้พบข่าวร้ายว่าในจำนวนคนที่ออกไปได้นั้น  ส่วนใหญ่ถูกจับตัวกลับมาสังหารที่ค่าย  คงเหลือคนที่เหลือรอดจริงๆ ราว 50-70 คนเท่านั้น  ไม่ทราบว่าเป็นเพราะความเก่งกาจของพวกเอสเอสและทหารยูเครน หรือเป็นเพราะชาวบ้านแถบนั้นไม่ได้ช่วยเหลือชาวยิวที่หลบหนีกันหรืออย่างไร

ด้านการสร้างภาพยนตร์

มีบางประเด็นที่แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่ได้ทำให้เสียอรรถรสอะไรมาก  ก็ขอฝากไว้เป็นข้อสังเกตกันสักนิด ดังนี้ครับ

ภาษาที่ใช้  ต้องไม่ลืมนะครับว่าค่านนรกนาซีทำนองนี้ย่อมจะต้องขนชาวยิวจากประเทศต่างๆ ทั่วยุโรป ภาษาที่คนในค่ายใช้ย่อมแตกต่างกัน ตั้งแต่เยอรมัน โปล รัสเซีย ดัทช์ ฯลฯ  ซึ่งจะต้องเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารระหว่างคนในค่ายกันไม่น้อย  แต่ใน Escape from Sobibor นี้  เป็นเช่นภาพยนตร์หลายเรื่องที่จำต้องเอาความสะดวกเข้าว่าโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

ผู้แสดง  ค่อนข้างจะเห็นได้ชัดเลยครับว่า ในการแสดงเป็นนาซีโหดทั้งหลายนั้น  เอาคนอังกฤษมาใส่เครื่องแบบเยอรมันทั้งนั้น  ต่างจากภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่สังคมอเมริกันประกอบด้วยคนหลายเชื้อชาติ  การจะหาคนที่เชื้อสายเยอรมันหรืออื่นๆ ที่คล้ายกันมารับบททหารเยอรมันนั้นจะง่ายกว่า  ส่วน Rutger Hauer ผู้รับบทเป็นผู้หมวดซาช่านั้น  ที่จริงเป็นชาวดัทช์  แต่รูปร่างหน้าตาก็พอกล้อมแกล้มให้เชื่อว่าเป็นทหารรัสเซียได้จริงครับ  และเขาก็ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำจากเรื่องนี้ในฐานะผู้แสดงสนับสนุนยอดเยี่ยม  (เหตุที่ไม่ได้ในฐานะผู้แสดงนำอาจเป็นเพราะพึ่งจะมีบทบาทในช่วงครึ่งหลังของเรื่อง)

ฉากการต่อสู้และความโหดร้ายรุนแรงต่างๆ สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้พยายามแสดงออกแบบไม่ให้โจ่งแจ้งเกินไป ประมาณว่ามีเลือดให้เห็นอยู่ไม่กี่ซีซี  แต่ในช่วงที่พวกยิวล่อลวงพวกนาซีไปฆ่านี่แม้จะไม่ได้เห็นเลือดมากมายเช่นกัน  พอฆ่าไปหลายๆ จ่าแล้วรู้สึกสยองยิ่งกว่าการยิงสู้กันซึ่งๆ หน้าซะอีก  แม้ในเรื่องเราจะรู้ว่าพวกนาซีเหล่านี้ทำบาปกรรมไว้ไม่น้อยก็ตาม ถ้าจะจัดเรทอย่างน้อยคงต้อง น13+ ละมั๊ง?

เรื่อง Escape from Sobibor นี้เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะช่วยยืนยันว่า Holocaust หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวโดยพวกนาซีนั้น ไม่ใช่แค่นิทานโกหกของอเมริกันอย่างที่ผู้นำอาหรับคนหนึ่งกล่าวอ้าง  หากใครยังหลงนึกว่าการเข่นฆ่าชาวยิวเป็นเรื่องโกหกหรือเป็นความชอบธรรมของนาซีแล้ว  คงต้องจับส่งไปทัวร์โปแลนด์สักรอบนึงมั๊ง  แต่ออกค่าใช้จ่ายเองนะ  ก่อนจบต้องขออีกนิดนึงว่า สิ่งที่อยากได้นักหนาคือความคิดเห็นของท่านสมาชิกและผู้อ่านทั่วไปในอันที่จะช่วยเติมเต็มความรู้และแง่คิดให้แก่กันและกัน  ใครคิดว่ายังขาดอะไรก็ช่วยกันเติมๆ หน่อยเถอะครับ


อนุสรณ์ ณ บริเวณที่เคยเป็นค่ายโซบิบอร์

คำคมชวนคิด

  • "ถ้ามีแรงเหลือเยอะนักไประบายกับผู้ที่กดขี่เรามิดีกว่าหรือ?" (If we have energy to spend, let's spend it against those who have reduced us to this.)  ลีอองพูดเพื่อห้ามการทะเลาะกันระหว่างคาโปปอเช็คกับผู้หญิงที่มาแย่งอาหาร
  • "การรอดตายนี่แหละคือการแก้แค้น" (The best revenge is for you to survive.)  เอด้าบอกกับอิทซัค ตอนท้ายเรื่อง ทั้งสองคนสามารถรอดชีวิตและได้แต่งงานกันในภายหลัง
  • "ถ้าผมไม่เคยกินลูกแอปเปิ้ลมาก่อน คงไม่อยากกินลูกสีเขียวหรอก" (If I'd never had eaten and apple before, I wouldn't want the green one.) ชโลโมพูดกับ Bajle หญิงสาวซึ่งอายุมากกว่า คุณผู้ชายที่ชอบ "พี่สาวครับ" จะจำไปใช้บ้างก็ได้  ส่วนตอนท้ายเรื่อง ชโลโมสามารถหลบหนีจนไปตั้งรกรากในบราซิล ส่วน Bajle เสียชีวิตขณะหลบหนี
  • "ใครที่รอดตาย ไปเป็นพยาน ให้โลกรู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่" (Those of you who survive, bear witness. Let the world know what has happend here.) ลีอองกล่าวกับบรรดานักโทษยิวก่อนแยกย้ายกันหลบหนี

 

เนื่องจากบทความนี้เป็นลิขสิทธิ์อันชอบธรรมของผู้เขียน และอาจะมีการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลบ้างตามความเหมาะสม ในการนำบทความไปเผยแพร่ในเว็บไซต์อื่นๆ จึงขอความร่วมมือให้ใช้วิธีการคัดลอกเฉพาะ Link หรือ URL Address แทนการคัดลอกบทความทั้งหมด  หากมีการคัดลอกไปในลักษณะแอบอ้างเป็นผู้เขียน หรือมีเจตนาอื่นใดที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อทางเว็บ iseehistory.com แล้ว จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย

ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ : Escape from Sobibor

ชื่อภาษาไทย :  แหกค่ายนรกนาซี

เรื่องเดิม : 
หนังสือของ Richard Rashke จากต้นฉบับลายมือ (manuscript "From the Ashes of Sobibor") ของ Thomas 'Toivi' Blatt    หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากค่ายโซบิบอร์

ผู้กำกำกับ : Jack Gold

ผู้สร้าง : Dennis E. Doty

ผู้เขียนบท :  Reginald Rose, Stanislaw 'Shlomo' Szmajzner

ผู้แสดง :

  • Alan Arkin    ...     Leon Feldhendler
  • Joanna Pacula    ...     Luka
  • Rutger Hauer    ...     Alexander 'Sasha' Pechersky
  • Hartmut Becker    ...     Sgt. Gustav Wagner
  • Jack Shepherd    ...     Itzhak Lichtman
  • Emil Wolk    ...     Samuel
  • Simon Gregor    ...     Stanislaw 'Shlomo' Szmajzner
  • Linal Haft    ...     Oberkapo Porchek
  • Jason Norman    ...     Thomas 'Toivi' Blatt
  • Robert Gwilym    ...     Chaim Engel
  • Eli Nathenson    ...     Moses Szmajzner
  • Kurt Raab    ...     Sgt. Frenzel
  • Eric P. Caspar    ...     Capt. Franz Reichleitner
  • Hugo Bower    ...     Sgt. Beckmann
  • Klaus Grünberg    ...     Sgt. Bauer (as Klaus Grunberg)
  • Wolfgang Bathke    ...     Sgt. Hurst
  • Henning Gissel    ...     Sgt. Fallaster
  • Henry Stolow    ...     Lt. Niemann
  • Ullrich Haupt    ...     Sgt. Wolf
  • Patti Love    ...     Eda
  • Judith Sharp    ...     Bajle
  • Ellis Van Maarseveen    ...     Selma Wijnberg
  • David Miller    ...     Mundek
  • Jack Chissick    ...     Hershel
  • Ned Vukovic    ...     Morris
  • Sara Sugarman    ...     Naomi
  • Peter Jonfield    ...     Kapo Sturm
  • Dijana Krzanic    ...     Esther Terner
  • Irfan Mensur    ...     Kalimali
  • Zoran Stojiljkovic    ...     Boris
  • Svetolik Nikacevic    ...     Old Man
  • Mihailo 'Misa' Janketic    ...     Kapo Berliner (as Misa Janketic)
  • Dejan Cavic    ...     Kapo Spitz
  • Zlatan Fazlagic    ...     Weiss
  • Predrag Milinkovic    ...     Kapo Jacob

ควรอ่านเพิ่มเติม

กระทู้ที่เกี่ยวข้อง

 
เรียนเชิญสมาชิกร่วมแสดงความคิดเห็นที่ด้านล่างสุดของหน้าเว็บ (ต้องสมัครและ Login ก่อน) ผู้ชมทั่วไปหรือสมาชิกที่ต้องการโพสต์รูป เชิญร่วมแสดงความเห็นได้ที่เว็บบอร์ด "คุยกันหลังฉาก" ในกระทู้ที่มีอยู่แล้ว หรือ สร้างกระทู้ใหม่ (คลิกที่นี่) ครับ

Bookmark and Share

ชมภาพยนตร์ออนไลน์ฟรี (Soundtrack) จาก www.youtube.com/movies


 



สงครามโลกครั้งที่ 2 - ยุโรป

Inglourious Basterds ยุทธการเดือดเชือดนาซี วันที่ 27/05/2013   23:02:43 article
The World at War สารคดีที่ช่วยให้เห็นภาพรวมสงครามโลกครั้งที่ 2 วันที่ 19/05/2013   11:26:48
The Boy in the Striped Pyjamas เด็กชายในชุดนอนลายทาง วันที่ 19/05/2013   11:30:27
สารคดีชุด The History Channel World War II จาก BBC วันที่ 19/05/2013   11:32:15
Defiance วีรบุรุษชาติพยัคฆ์ (กลุ่มนักสู้ยิวในเบลารุส) วันที่ 19/05/2013   14:50:16
Brother's War ยุทธการสกัดแผนการหลังม่านเหล็ก วันที่ 19/05/2013   14:51:09
Life Is Beautiful ยิ้มไว้โลกนี้ไม่มีสิ้นหวัง(?) วันที่ 19/05/2013   14:52:30
Stauffenberg ในเวอร์ชันของเยอรมันเอง วันที่ 19/05/2013   14:54:02
Valkyrie : ยุทธการดับจอมอหังการ์อินทรีเหล็ก วันที่ 19/05/2013   14:55:25
Kelly's Heroes การเสียดสีความเป็นวีรบุรุษของอเมริกัน วันที่ 19/05/2013   14:57:02
Enigma รหัสลับพลิกโลก วันที่ 19/05/2013   14:58:01
The Fallen หลายฝ่ายหลายชีวิตกับความไร้สาระของสงคราม วันที่ 19/05/2013   14:59:09
ป้อมปืนนาวาโรน หนามแหลมมีพิษที่ยอกอกอังกฤษ วันที่ 19/05/2013   15:02:34
La Grande Vadrouille: หนังสงครามแนวตลกชั้นครู วันที่ 19/05/2013   15:04:14
Saints and Soldiers รบกันแต่อย่าเกลียดกัน??? วันที่ 19/05/2013   15:05:31
The Devil's Brigade กองพลน้อยปีศาจลูกผสมอเมริกัน-แคนาดา วันที่ 19/05/2013   15:06:55
The Battle of the River Plate วันที่ 19/05/2013   15:08:04
Das Boot U – 96 เรือล่มเมื่อจอด วันที่ 19/05/2013   15:11:04
Mosquito Squadron นิยายรักนักบิน วันที่ 19/05/2013   15:12:40
Where Eagles Dare วันที่ 19/05/2013   15:14:27
THE EAGLE HAS LANDED (แผนสิบหกอินทรีเหล็ก) วันที่ 19/05/2013   15:15:36
The Pianist ความวิปโยคจากอคติทางเชื้อชาติ วันที่ 19/05/2013   15:17:06
The Last Armored Train ว่าด้วยรถไฟหุ้มเกราะในสงครามโลก วันที่ 19/05/2013   15:18:21
Days of Glory เมื่อพี่(ฝรั่ง)เศสยังติดหนี้คนอาหรับ วันที่ 19/05/2013   15:19:32
To Hell And Back สงคราม...สร้างวีรบุรุษ วันที่ 19/05/2013   15:21:01
The Great Escape แหกค่ายมฤตยู วันที่ 19/05/2013   15:22:20
Combat! คัมแบ็คในรูปแบบ VCD วันที่ 19/05/2013   15:23:45
D-Day the Sixth of June นิยายรักวันดีเดย์ วันที่ 19/05/2013   15:24:52
D-Day 6.6.44 สารคดี จาก BBC วันที่ 19/05/2013   15:25:59
The Atlantic Wall ปราการชายฝั่งยุโรป ของ ฮิตเลอร์ วันที่ 19/05/2013   15:27:09
Saving Private Ryan วันที่ 19/05/2013   15:28:34
Von Ryan's Express ด่วนนรกเชลยศึก วันที่ 19/05/2013   15:29:52
Memphis Belle ป้อมบินเย้ยฟ้า วันที่ 19/05/2013   15:30:55
Land and Freedom ความล้มเหลวของฝ่ายซ้ายใน สงครามกลางเมืองสเปน วันที่ 19/05/2013   15:34:12
633 ฝูงบินมัจจุราช วันที่ 19/05/2013   15:35:21
Cross of Iron อิสริยาภรณ์ แห่ง ความกล้า กับ ความบ้าเกียรติ วันที่ 19/05/2013   15:36:41
Kill Rommel การต่อต้านสงครามด้วยมนุษยธรรม วันที่ 19/05/2013   15:37:39
The Bridge at Remagen อีกยุทธการยึดสะพานที่คำสั่งเป็นพิษ วันที่ 19/05/2013   15:38:46
Donwfall (Der Untergang) ปิดตำนานบุรุษล้างโลก (ฮิตเลอร์) วันที่ 19/05/2013   15:52:54
Band of Brothers บทเรียนเรื่อง "ภาวะผู้นำ" วันที่ 19/05/2013   15:53:55
Nuremberg: ศาลยุติธรรม ระดับโลก หรือ ปาหี่ของผู้ชนะ? วันที่ 19/05/2013   15:55:43
Sophie Scholl กับ ขบวนการต่อต้านนาซี ใน เยอรมัน วันที่ 19/05/2013   15:56:49
โอมาร์ มุกตา ผู้หาญสู้ เผด็จการ ฟาสซิสต์ อิตาลี วันที่ 19/05/2013   15:58:04
แพตตัน การรบกับข้าศึก VS การแข่งขันกับพันธมิตร วันที่ 19/05/2013   15:59:18
Hitler the Rise of Evil ชีวิตของจอมเผด็จการที่เสมือนนิยายอมตะ วันที่ 19/05/2013   16:00:23
A Bridge Too Far ศึกสะพานนรก เพราะการวางแผนผิดพลาด วันที่ 19/05/2013   16:01:54
D-Day: Men and Machines สารคดี เบื้องหลัง การยกพลขึ้นบก ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ วันที่ 19/05/2013   16:03:14
ทัวร์ สงครามโลกครั้งที่สอง กับ กองพลที่ 1 สหรัฐฯ (The Big Red One) วันที่ 19/05/2013   16:04:20
Battle of the Bulge ยุทธภูมิรถถังที่อาศัยการตีความข้อมูลข่าวกรอง วันที่ 19/05/2013   16:05:30
Battle of Britain สงครามอินทรีเหล็ก วันที่ 19/05/2013   16:08:59
The Longest Day การยกพลขึ้นบก ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ วันที่ 19/05/2013   16:10:08
ยุทธภูมิเลือด Stalingrad วันที่ 19/05/2013   16:11:23
Enemy at the Gates : วีรบุรุษสามัญชนจากอูราลในสมรภูมิ สตาลินกราด วันที่ 19/05/2013   16:12:27
Dark Blue World (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   16:14:45 article
Hart's War (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   16:15:49 article



1

ความคิดเห็นที่ 1 (94636)
avatar
คนเล่าเรื่อง

เท่าที่อ่านดู หนังเรื่องนี้สร้างโดยทีมงานชาวอังกฤษชาติคู่แค้นรายใหญ่ชาติหนึ่งของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 ดังนั้น เนื้อหาก็ต้องให้นาซีเยอรมันเป็นผู้ร้ายไปเต็ม ๆ แน่นอนครับ แต่ด้วยความที่เป็นหนังทีวี เลยไม่ได้ทำจนเกิดความขนพองสยองเกล้าแก่ผู้ชมมากจนเกินไป  แล้วเนื้อเรื่องก็ค่อนข้างเป็นสูตรตามแนวหนังโศกนาฏกรรมครับ

เรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวไม่เป็นความจริงนี่  เป็นธรรมดาที่ชาติซึ่งไม่ถูกกับยิวย่อมพูดอะไรแบบกลบเกลื่อนเหมือนไม่ได้ตั้งใจให้ฝ่ายยิวดูน่าสงสารในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา (ไม่ต่างจากอดีตนายกบางท่านบอกว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา มีคนตายไปแค่คนเดียว) ดังนั้น ผมจึงไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของชาวอาหรับในเรื่องนี้มากมายนัก

แต่อย่างว่าแหละครับ  ขนาดเรื่องราวในอดีตที่มีหลักฐานเป็นภาพถ่ายและภาพยนตร์บันทึกไว้ตลอดจนพยานผู้รู้เห็นเป็นจำนวนมากมายมหาศาล  ยังมีคนบังอาจมาพูดแย้งแบบว่าไม่ใช่ความจริงได้ นับประสาอะไรกับเรื่องการเริ่มสงสัยการพิชิตดวงจันทร์ของ อพอลโล่ 11 ของอเมริกาว่าเป็นจริงหรือไม่  แล้วก็ในปัจจุบันที่เหตุการณ์นองเลือดในประเทศสารขัณฑ์ที่ถูกกำหนดให้มีพล็อตเรื่องด้านเดียว  และพระเอกฝ่ายเดียวที่มีภาพลักษณ์เป็นยิ่งกว่าพ่อพระ (พระกาฬ) เสียอีก ในขณะที่ผู้ร้ายเป็นเสียยิ่งกว่าอมนุษย์ แล้วอย่างนี้ เราจะเชื่อถือข่าวสารและประวัติศาสตร์ของประเทศสารขัณฑ์ได้แค่ไหนล่ะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น คนเล่าเรื่อง ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2010-05-19 21:23:27


ความคิดเห็นที่ 2 (95287)
avatar
soontorn1

คนเราจะเชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องอะไรนั้น ผมว่าอยู่ที่ตัวของเราเองมากที่สุด อย่างผมเองอาศัยประสบการณ์ชิวิตที่ผ่านมาเป็นบทเรียนให้รู้ว่าเรื่องไหนควรเชื่อหรือไม่ควร หลายเรื่องที่ผ่านมาก็เชื่อผิดๆตามคนอื่น ทุกวันนี้ข้อเท็จจริงหาไม่ยากแล้ว แทบจะอยู่ในอินเตอร์เนททุกเรื่อง ขึ้นอยู่กับความใจกว้างของบุคคลนั้นเอง ว่าจะยอมรับขอมูลของฝ่ายตรงข้ามกับความเชื่อของตัวเองได้แค่ไหน

ผู้แสดงความคิดเห็น soontorn1 (soontorn1-at-sanook-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2010-06-30 12:53:39


ความคิดเห็นที่ 3 (97217)
avatar
โรจน์ (Webmaster)

ก่อนอื่นต้องขออภัยว่าประเด็นที่จะตอบคอมเม้นต์อาจจะเหมือนความรู้สึกช้าไปสักนิด

ที่ "คนเล่าเรื่อง" บอกว่า ทีมงานผู้สร้างเป็นชาวอังกฤษคู่แค้นรายใหญ่ชาติหนึ่งของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ต้องให้เยอรมันเป็นผู้ร้ายเต็มเปานั้น   หากดูจากปีที่เริ่มออกฉาย  (1987/พ.ศ.2530) คงไม่มีอะไรจะต้องแค้นกันในเรื่องสงครามโลกแล้วละครับ (ถ้าฟุตบอลละว่าไปอย่าง)  ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่ออังกฤษไม่ได้ถูกเยอรมันยึดครองก็ไม่มีการกวาดต้อนชาวยิวไปจากเกาะอังกฤษ  เหตุการณ์ในภาพยนตร์ก็เกิดขึ้นในยุโรปตะวันออก  ซึ่งอังกฤษไม่ใช่คู่กรณีโดยตรง  การที่ผู้ร้ายจะต้องเป็น "เยอรมัน" หรือพูดให้ชัดคือพวกเอสเอสอันเป็นกองกำลังทางการเมืองของนาซีเยอรมันนั้นเป็นข้อเท็จจริงพื้นฐานทางประวัติศาสตร์อยู่แล้ว  ผู้สร้างหนังจะเป็นฮอลลีวู้ด อังกฤษ ท่านมุ้ย หรือเยอรมันเอง  พวกเอสเอสที่คุมค่ายนี้ก็ต้องตกเป็นผู้ร้ายตามที่ปรากฏในประวัติศาสตร์อยู่วันยังค่ำ  ต่างกันแต่จะนำเสนอยังไง  และถ้าให้พวกนีโอนาซีสร้างแล้วเรื่องคงกลับตาลปัดไปเลย

 

ผู้แสดงความคิดเห็น โรจน์ (Webmaster) (webmaster-at-iseehistory-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2010-09-08 08:04:44


ความคิดเห็นที่ 4 (102037)
avatar
Demetorius

 ขอบคุณครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Demetorius (maceus-at-hotmail-dot-co-dot-th) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-04-25 21:23:48



1


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
| WW II Europe | WW II Asia | WW I | Vietnam War | ประวัติศาสตร์ไทย | บทความจากสมาชิก | คุยกันหลังฉาก | บทความทั้งหมด |

สนใจร่วมเขียนบทความในเว็บไซต์ เชิญอ่าน แนวทางการร่วมเขียนบทความ ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์

Custom Search



eXTReMe Tracker