dot
dot
เว็บภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน
dot
dot
สมาชิก Webboard/Blog
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletข้อตกลงการเป็นสมาชิก
bulletเว็บบอร์ด-คุยกันหลังฉาก
bulletเว็บบอร์ด-Games ย้อนยุค
bulletเว็บบอร์ด-ชุดจำลองประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-หนังสือประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-เพลงประวัติศาสตร์
bulletคำถาม/คำตอบ ล่าสุด
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
dot
สงครามโลกครั้งที่ 2
dot
bulletสมรภูมิยุโรป (สัมพันธมิตรVSเยอรมัน-อิตาลี)
bulletสมรภูมิแปซิฟิก-เอเชีย (สัมพันธมิตรVSญี่ปุ่น)
dot
ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อื่นๆ
dot
bulletสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
bulletประวัติศาสตร์ไทย
bulletประวัติศาสตร์อเมริกันยุคเริ่มแรก
bulletสงครามเวียดนามและอินโดจีน
bulletตะวันตกโบราณ (กรีก โรมัน ฯลฯ)
bulletประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
bulletเอเชียโบราณ
bulletประวัติศาสตร์อื่นๆ (ยังไม่แยกหมวดหมู่)
bulletคลิปความรู้จาก YouTube
dot
เรื่องอื่นๆ
dot
bulletบทความเสริมความรู้ทั่วไป
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletผู้จัดทำ
bulletผังเว็บไซต์ (Site Map)
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
bulletถาม-ตอบ (FAQs) (โปรดอ่านก่อนตั้งกระทู้หรือสมัครสมาชิก)
bulletร้านค้าออนไลน์
bulletแบ่งปัน Album
dot
ลิงค์ต่างๆ
dot
bulletHistory on Film
bulletกองบิน 21 กองพลบิน 2
bulletIELTS British Council
bulletIELTS IDP
bulletMUIC




โหราศาสตร์ยุคไอที


เว็บแลกลิงค์อื่นๆ


From Here to Eternity ดรามาชีวิตทหารอเมริกันก่อนการโจมตีเพิร์ลฮาเบอร์ article
วันที่ 19/05/2013   16:18:19

webmaster@iseehisotry.com

ได้เคยแนะนำภาพยนตร์เกี่ยวกับการโจมตีอ่าวเพิร์ลฮาเบอร์ไปแล้ว 2 เรื่อง คือ Tora!Tora!Tora! กับ Pearl Harbor โดยเรื่องแรกหนักไปในเรื่องการนำเสนอข้อเท็จจริงที่บันทึกกันไว้อย่างตรงไปตรงมาและเป็นกลาง  เรื่องที่ 2 ออกแนวแอคชันปนดรามาหน่อยๆ เน้นไปในเรื่องความเป็นฮีโร่ของทางฝ่ายอเมริกันจนเกินความจริงอยู่หลายประเด็น  ส่วนเรื่องที่จะนำมาพูดคุยกันในวันนี้  เป็นอีกแนวหนึ่งซึ่งไม่ใช่การนำข้อเท็จจริงมากางให้ดูว่าการโจมตีดังกล่าวมีสาเหตุความเป็นมาอย่างไร  ไม่ได้กล่าวถึงความผิดถูกดีเลวโง่ฉลาดหรือความเป็นฮีโร่ของใครหรือของฝ่ายไหน  เป็นเพียงการเล่าเรื่องราวชีวิตของทหารอเมริกันฝ่ายเดียวว่า  ก่อนที่พวกเขาจะต้องถูกฉุดเข้าสู่สงครามโลกนั้น  พวกเขาเป็นอยู่กันอย่างไร  โดยเหตุการณ์การโจมตีเพิร์ลฮาเบอร์นั้น เป็นแค่จุดหักมุมในตอนท้ายเรื่องเท่านั้น  บอกกล่าวกันไว้เลยครับสำหรับคอหนังสงครามแอคชันว่าเรื่องนี้อาจจะไม่สะใจท่านด้วยเหตุที่หนักไปทางดรามา แถมยังเป็นภาพยนตร์ตั้งแต่ยุคหนังขาวดำอีกต่างหาก  นั่นคือเรื่อง From Here to Eternity ที่ออกฉายในปี 1953/พ.ศ. 2496 สร้างจากนวนิยายในชื่อเดียวกันจากบทประพันธ์ของ James Jones คนเดียวกับเจ้าของบทประพันธ์เรื่อง The Thin Red Line นั่นแหละครับ

ภาพยนตร์เปิดเรื่องขึ้นในปี 1941 ที่ค่ายทหาร Schofield บนเกาะ Oahu ในบริเวณหมู่เกาะฮาวาย พลทหาร Robert E. Lee Prewitt ที่ขอย้ายจาก Fort Shafter บนเกาะโฮโนลูลู พึ่งเดินทางมาถึงกองร้อย G บังเอิญได้เจอคนรู้จักคือพลทหาร Angelo Maggio ที่กำลังตัดหญ้าอยู่ก็แวะทักทายกันนิดหน่อยก่อนจะเข้าไปรายงานตัวกับผู้บังคับกองร้อย คือ ร้อยเอก Dana Holmes เจ้าของสมญานามว่า "Dynamite" โดยมีจ่าสิบเอก Milton Warden ผู้ทำหน้าที่จ่ากองร้อยร่วมสนทนา  ผู้กองโฮมส์ถามพรูวิตถึงสาเหตุการขอย้ายจากหน่วยพลแตรที่สังกัดเดิม ทีแรกพรูวิตไม่ยอมบอก  จ่าวอร์เดนสังเกตว่าพรูวิตเป็นถึงนายสิบแล้วทำไมยอมลดยศลงมาเพื่อเป็นพลทหารที่นี่  พรูวิตจึงยอมบอกความจริงว่ารับไม่ได้กับการที่หน่วยเดิมเอาเด็กเส้นมาเป็นพลแตรมือหนึ่งแทนตน  บังเอิญผู้กองโฮมส์ได้ทราบมาก่อนว่าพรูวิตเป็นนักมวยฝีมือดีอีกด้วย  และโฮมส์เองเป็นผู้ใช้เส้นสายในการขอให้พรูวิตมาอยู่กองร้อยของตนเพื่อให้พรูวิตเข้ามาร่วมทีมมวยที่จะต้องไปแข่งขันในระดับกรมในเดือนธันวาคมแต่ยังขาดนักชกในรุ่นมิดเดิลเวทอยู่โฮมส์สัญญาจะเลื่อนยศให้พรูวิตหากได้รับชัยชนะ  โดยโฮมส์เองก็หวังจะได้เลื่อนยศเป็นนายพันเมื่อทีมมวยของกองร้อยประสบความสำเร็จเช่นกัน  แต่พรูวิตปฏิเสธโดยสิ้นเชิงว่าเขาเลิกชกแล้วเพราะว่าเคยพลั้งมือชกเพื่อนรักคนหนึ่งจนบาดเจ็บถึงกับตาบอดไป  โฮมส์พยายามหว่านล้อมยังไงพรูวิตก็ไม่ยอม  ทำให้โฮมส์ผิดหวังและจ่าวอร์เด็นได้เตือนพรูวิตว่ากำลังประสบความลำบากจาการ “ปรนนิบัติ” (Treatment) ที่โฮมส์กับสมุนกำลังจะจัดให้


พรูวิตเมื่อแรกมาถึงบ้านทรายทอง เอ๊ย! กองร้อยจี


ผู้กองโฮมส์ (ซ้าย) พยายามเกลี้ยกล่อมพรูวิตให้ร่วมทีมมวยของกองร้อย


พรูวิตถูก "ปรนนิบัติ" ในสนามฝึกอย่างโจ๋งครึ่มแบบนี้แหละครับ


ทางด้านโฮมส์นั้น  นอกจากความปรารถนาจะเลื่อนยศแล้ว  ยังมีปัญหากับภรรยาชื่อ Karen ที่หมางเมินกันมานานเนื่องจากในอดีตเมื่อตอนที่แต่งงานกันได้ไม่นาน  โฮมส์ซึ่งทำตัวเสเพลได้ทิ้งคาเร็นไปเที่ยวเตร่และกลับมาในสภาพที่เมาแอ๋ในขณะที่เธอตั้งครรภ์และเจ็บท้องอย่างหนัก  ผลคือลูกที่คลอดออกมาก็เสียชีวิตและคาเร็นไม่สามารถมีลูกได้อีก  ทำให้เธอหาทางออกด้วยการคบผู้ชายอื่นไปเรื่อยๆ และชายคนล่าสุดที่เข้ามาในชีวิตเธอก็คือจ่าวอร์เด็นนั่นเอง  เรื่องราวในตอนต่อๆไปจึงเป็นเรื่องคู่ขนานของสองพระเอก  คนแรกคือพรูวิตที่จะต้องถูกผู้กองโฮมส์และลูกน้องที่เป็นครูฝึกกลั่นแกล้งกดดันต่างๆนานาเพื่อที่จะให้พรูวิตต้องยอมร่วมทีมมวยให้ได้  กับเรื่องราวความรักระหว่างจ่าวอร์เดนกับคุณนายผู้กองอย่างคาเร็นที่ต้องเป็นไปอย่างหลบๆซ่อนๆ


พรูวิต (คนหันหลัง) กำลังห้ามแม็กกิโอไม่ให้้มีเรื่องกับจ่าแฟ็ตโซ่ (ซ้าย)


พรูวิตกับลอรีน


คุณจ่า(วอร์เด็น)กับคุณนายผู้กอง(คาเร็น)


ด้านพรูวิตนั้นเป็นธรรมดาเมื่อมีคนกลั่นแกล้งก็ต้องมีคนเห็นใจโดยเฉพาะเพื่อนรักเพื่อนเกลออย่างแม็กกิโอที่ในยามพักผ่อนได้พาเขาไปเที่ยวที่คลับแห่งหนึ่งชื่อว่า New Congress ทำให้พรูวิตได้พบรักกับ 'Lorene' หรือในชื่อจริงว่า Alma Burke หญิงบริการที่นั่น ย้ำนิดนะครับว่าลอรีนเป็นแค่พนักงานที่ทำหน้าที่แค่การเอ็นเตอร์เทนแขกเท่านั้น ไม่ได้ถึงขั้นขายเนื้อขายตัวแต่อย่างใด  ที่คลับแห่งนี้พรูวิตยังต้องพบกับศัตรูตัวสำคัญอีกคนคือจ่า James R. "Fatso" Judson หัวหน้าพัศดีเรือนจำทหารที่เขม่นกันเนื่องจากแฟ็ตโซ่ชอบเล่นเปียโนกวนประสาทคนอื่น และชอบวางอำนาจบาตรใหญ่  หลังจากไปเที่ยวพักผ่อนคราวนั้น  พรูวิตถูกบรรดาครูฝึกที่เป็นสมุนของโฮมส์กลั่นแกล้งกดดันไปเรื่อยๆ จนไม่ได้ไปพบลอรีนที่คองเกรสคลับอีก  ซึ่งจ่าวอร์เด็นก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้นอกจากเป็นชู้กับคุณนายผู้กอง เอ๊ย!  นอกจากมองตาปริบๆ โดยที่ตัวเองก็ต้องประสบปัญหาความรักเช่นกัน


อีกตัวอย่างของการ "ปรนนิบัติ" กันที่สังเวียนมวย


จ่าวอร์เด็น (กลาง) เข้ามาห้ามศึกระหว่างจ่าแฟ็ตโซ่ (ซ้าย) กับแม็กกิโอ (ขวา)


หมู่กัลโลวิตซ์ (คนขวาที่โดนชกท้อง) ยั่วโทสะให้พรูวิตออกแรงฟาดกำปั้นจนได้
แต่พระเอกของเราก็ยังไม่ยอมร่วมทีมมวยเข่นเดิม


คืนวันหนึ่ง ขณะที่วอร์เด็นกับบรรดาสมาชิกในกองร้อยจีกำลังพักผ่อนในร้านเหล้าบริเวณค่าย  แฟ็ตโซ่ได้เข้ามาหาเรื่องแม็กกิโอจนเกือบจะวิวาทกัน  วอร์เด็นต้องเข้ามาห้าม  จากนั้นเขาได้ตัดสินใจให้ใบผ่านแก่พรูวิตเพื่อไปเที่ยวในเมืองตอนสุดสัปดาห์  ทำให้พรูวิตได้กลับไปหาลอรีนหลังจากไม่ได้เจอกัน 6 สัปดาห์  แต่แม็กกิโอเพื่อนเกลอกันนั้นกลับพลาดท่าเนื่องจากแต่งตัวช้าทำให้ถูกเรียกตัวไปทำหน้าที่เวรยาม  แม็กกิโอได้หนีหน้าที่ตามไปจนพบพรูวิตกับลอรีน  พรูวิตพยายามจะพาแม็กกิโอกลับกองร้อยแต่แม็กกิโอไปมีเรื่องกับสารวัตรทหารซะก่อน  ทำให้เขาถูกจับขึ้นศาลทหารและถูกจำคุก 6 เดือน  ช่วงนี้แม้พรูวิตจะต้องผจญเวรกรรมต่อไปโดยขาดเพื่อนคู่ซี้แต่ความรักระหว่างเขากับลอรีนได้ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ   ทางฝ่ายจ่าวอร์เด็นนั้นคาเร็นขอให้เขาไปสมัครอบรมเป็นนายทหารเพื่อที่เธอจะได้สามารถขอหย่าสามีมาแต่งกับเขาได้อย่างมีหน้ามีตา แต่วอร์เด็นไม่ชอบการเป็นนายทหารเลย  และแล้วคืนหนึ่ง  ขณะที่พรูวิตกับวอร์เด็นกำลังนั่งกินเหล้าปรับทุกข์กันอยู่  แม็กกิโอที่พึ่งหนีออกจากคุกมาในสภาพบาดเจ็บสาหัสได้ซมซานเข้ามาหาและเล่าให้พรูวิตฟังว่าถูกแฟ็ตโซ่ทารุณต่างๆนานา จากนั้นก็ขาดใจตาย  คืนต่อมา พรูวิตเข้าเมืองไปดักพบแฟ็ตโซ่เพื่อชำระแค้น  ทั้งสองดวลมีดกันจนแฟ็ตโซ่ถึงแก่ความตายแต่พรูวิตเองก็ได้รับบาดเจ็บซมซานไปยังบ้านพักของลอรีน


แม็กกิโอ (ขวา) กำลังจะสิ้นใจในวงแขนของพรูวิต


ชำระแค้นให้เพื่อนก่อนจะสำเร็จแต่ตัวเองก็สาหัส


ข่าวการตายของแฟ็ตโซ่โดยไม่ทราบมือสังหารกลายเป็นพาดหัวข่าวใหญ่  การหายตัวไปของพรูวิตทำให้เหตุการณ์ต่างๆ ทำท่าว่าจะคลี่คลายลงเมื่อทางกองทัพได้มีการสอบสวนความผิดของผู้กองโฮมส์และบีบให้เขาลาออกเพื่อแลกกับการไม่ต้องขึ้นศาลทหาร  ผู้กองคนใหม่ประกาศจะไม่มีการพิจารณาเลื่อนยศทหารจากผลการชกมวยและสั่งปลดสิบเอกกัลโลวิทช์ลูกน้องคนสำคัญของโฮมส์ในการ “ปรนนิบัติ” พรูวิตมาตลอด  ปัญหาตอนนี้คือจ่าวอร์เด็นทำใจไม่ได้กับการสมัครเข้าอบรมเป็นนายทหาร  คาเร็นซึ่งยังไม่สามารถหย่าจากโฮมส์ได้จึงต้องเตรียมเดินทางตามสามีกลับสหรัฐฯ ขณะที่พรูวิตก็ยังบาดเจ็บและกลายเป็นคนขี้เมาอยู่ที่บ้านของลอรีน  ทีนี้ก็ถึงตาของฝูงบินพี่ยุ่นซะที  หลังจากรอกันมานานโดยในเรื่องแทบจะไม่ได้กล่าวอะไรเกี่ยวกับสงครามเลย  เช้าวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 1941 ฝูงบินญี่ปุ่นได้เข้าโจมตีฐานทัพและกองเรือรบที่จอดอยู่ที่อ่าวเพิร์ลฮาเบอร์รวมถึงค่ายโชฟิลด์  ซึ่งจ่าวอร์เด็นได้นำทหารออกมายิงต่อสู้กับเครื่องบินญี่ปุ่นอย่างห้าวหาญ  ตกค่ำทางการประกาศให้ทุกบ้านพรางไฟและอยู่แต่ในบ้านและมีการลาดตระเวณรักษาความปลอดภัยทั่วบริเวณเกาะ  พรูวิตซึ่งยังไม่หายดีกลับคิดว่าในเวลาคับขันอย่างนี้เป็นเวลาที่เขาควรจะกลับไปทำหน้าที่ที่กองร้อย  โดยไม่ฟังคำทัดทานของลอรีนว่าเขาถูกกองทัพกระทำไม่ดีมาตลอด  และสถานการณ์เวลานั้นหากเขาไม่ถูกทหารที่ลาดตระเวนอยู่ยิงตายก็คงถูกจับขึ้นศาลทหาร   แต่เขาก็ยังดื้อรั้นและออกไปถูกทหารยิงตายในที่สุด  จ่าวอร์เด็นมาดูศพพรูวิตด้วยความเสียใจรำพันว่าการชกมวยของกรมที่พรูวิตปฏิเสธมาตลอดได้ถูกเลื่อนไปโดยปริยายแล้ว  ด้านลอรีนได้ลงเรือกลับไปสหรัฐฯ และพบกับคาเร็น  เธอบอกคาเร็นว่า “คู่หมั้น” เธอเป็นนักบินที่เสียชีวิตขณะพยายามนำเครื่องขึ้นไปต่อสู้กับญี่ปุ่น  แต่เมื่อเธอเอ่ยชื่อพรูวิตออกมา  คาเร็นออกอาการประหลาดใจนิดๆ อาจจะเป็นเพราะเธอจำได้ว่าเป็นชื่อของพลทหารที่จ่าวอร์เด็นเคยบอกว่ากำลังตามหาอยู่  แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา


จ่าวอร์เด็นคุมลูกน้องต่อสู้กับเครื่องบินญี่ปุ่นอย่างห้าวหาญทั้งที่มีแค่อาวุธทหาราบ

หลายท่านที่ดูคงจะออกปากว่า “พึ่งจะมารบกันตอนท้ายเรื่องเนี่ยนะ” ขนาดผมดูรอบแรกทำใจไว้แล้วว่าไม่ใช่หนังแอคชันยังรู้สึกทำนองนี้  ตั้งแต่เริ่มเรื่องมาจนก่อนจะเกิดเหตุการณ์โจมตีนี้แทบจะไม่ได้มีการกล่าวอะไรเกี่ยวกับสงครามโลกที่ดำเนินอยู่ในส่วนอื่นเลย  ครั้งแรกๆ ก็แค่อีตาจ่าแฟ็ตโซ่ด่าแม็กจิโอซึ่งมีเชื้อสายอิตาเลียนว่า “มุสโสลินี” โดยไม่ได้กล่าวถึงการรบราฆ่าฟันที่ไหนเลย  ถัดมาก็ตอนที่คุณนายคาเร็นขอให้จ่าวอร์เด็นไปอบรมเป็นนายทหาร  ซึ่งจ่าแกบอกว่ากว่าจะได้เป็นนายทหารก็คงพอดี “เกิดสงคราม” โดยไม่ได้พูดถึงว่ากองทัพสหรัฐฯ จะไปรบกับใครด้วยเหตุอะไร  แม้ตลอดเรื่องจะมีป้ายสถานที่ที่จะบอกให้รู้ว่าเป็นบริเวณอ่าวเพิร์ลฮาเบอร์ที่จะเกิดสงครามในไม่ช้า  แต่ทั้งเรื่องก็ไม่ได้พูดถึงการเตรียมการรบของฝ่ายใดหรือข่าวสงครามที่ไหนเลย

ถ้าจะถามถึงเหตุผลของการดำเนินเรื่องแบบปกปิดการสงครามจนเกือบมิดแล้วมาหักมุมตอนท้าย  ผมเดาว่าเป็นความพยายามของผู้ประพันธ์ในการถ่ายทอดเรื่องราวของสามัญชนคนธรรมดาที่เป็นทหารในกองทัพซึ่งเป็นองค์กรที่ยังมีความอยุติธรรมอยู่ไม่น้อย  แม้จะมีกลไกที่สามารถจะสะสางคานอำนาจกันได้บ้าง  แต่กว่าจะเห็นผลก็ค่อนข้างสายเกินไป  ตัวละครแต่ละตัวต่างก็สะท้อนปัญหาในกองทัพในแง่มุมที่แตกต่างกัน พอจะสรุปได้ดังนี้
 

  • พรูวิต เป็นทหารชั้นผู้น้อยที่ต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในแบบที่ภาษาสมัยนี้น่าจะตรงกับคำว่า “อารยะขัดขืน” คือ ไม่พอใจระบบเส้นสายก็ย้ายมาแบบหนีเสือปะจระเข้  เมื่อประกาศยืนยันว่าข้าจะไม่ชก ก็ยืนยันเช่นนั้นมาตลอด  แม้จะถูกกลั่นแกล้งประการใดก็ยอมทนด้วยความรักกองทัพและเพื่อรักษาหลักการของตนไว้ เกือบลืมบอกไปว่าพระเอกคนนี้แกมีชื่อหน้าว่า "Robert E. Lee" ที่ตั้งตามแม่ทัพคนดังของฝ่ายใต้ในสงครามกลางเมือง  ผู้ประพันธ์ตั้งชื่อนี้ให้กับพระเอกคล้ายจะสื่อว่าตัวละครนี้เป็นตัวแทนของค่านิยมเก่าๆ บางอย่างของคนอเมริกัน
     
  • แม็กกิโอ เป็นทหารชั้นผู้น้อยอีกคนที่ต้องเป็นเหยื่อความอยุติธรรมในกองทัพ  ตอนแรกๆ ที่พรูวิตโดน “ปรนนิบัติ” เคยโวยในสนามฝึกทำให้ต้องรับโทษตามพรูวิตจนต่อมาไม่กล้าออกปากอะไร  แล้วตอนหลังต้องมาเป็นเหยื่อความโหดของจ่าแฟ็ตโซ่
     
  • วอร์เด็น จ่ากองร้อยที่งานจริงๆ จมอยู่กับเอกสาร คนทำงานตัวจริงที่รับภาระมากกว่านาย เป็นอีกคนที่เห็นความไม่ถูกต้องแล้วก็ได้แต่นิ่งเฉยเซฟตัวเองไปวันๆ  ทั้งที่ใจจริงก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าวถึงขนาดที่ตัวเองไม่อยากจะได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งเพราะกลัวตัวเองจะกลายเป็นคนเลวไปด้วย
     
  • ผู้กองโฮมส์ นายทหารที่ขาดความเป็นผู้นำทั้งในหน่วยทหารและในครอบครัว แต่ยังไม่วายทะเยอทะยานอยากได้ยศตำแหน่ง
     
  • สิบเอกกัลโลวิทช์ ครูฝึกจอม “ปรนนิบัติ” เป็นคนประเภทรักนายมากกว่าลูกน้อง ทำทุกอย่างเพื่อให้นายพอใจโดยไม่สนใจผิดถูกชั่วดี
     
  • จ่าแฟ็ตโซ่ โดยชั้นยศอาจจะไม่ใหญ่โตอะไรนัก  แต่ยังไม่วายใช้ตำแหน่งหน้าที่วางอำนาจเกะกะเกเรโดยไม่คาดคิดว่าสักวันจะเจอดีเข้าบ้าง

ในตำราต่างๆ และในภาพยนตร์เกี่ยวกับเพิร์ลฮาเบอร์เรื่องอื่นๆ มักจะพูดถึงการโจมตีครั้งนี้ในแง่ความไม่พร้อมของกองทัพสหรัฐฯ ในเวลานั้น  โดยเฉพาะด้านของการข่าวอันทำให้ไม่รู้ว่าภัยพิบัติกำลังคืบคลานเข้ามา  ส่วนประเด็นที่ From Here to Eternity สะท้อนออกมานั้นดูกันเผินๆ เรื่องราวของตัวละครเหล่านี้เหมือนจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ฐานทัพถูกโจมตีเลยสักนิด  แต่คิดกันลึกๆ แล้วการที่กองทัพสหรัฐฯ เวลานั้นปล่อยให้คนอย่างผู้กองโฮมส์หรือจ่าแฟ็ตโซ่สร้างอิทธิพลขึ้นมาได้  ซึ่งคงจะมีคนประเภทนี้กระจายอยู่ตามหน่วยต่างๆ ขณะที่คนดีๆ ไม่กล้าทำอะไรแล้ว  มันก็เหมือนเป็นสาเหตุแฝงอีกประการหนึ่งที่ทำให้กองทัพซึ่งเป็นองค์กรประเภทหนึ่งไม่สามารถจะรับมือกับอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้แม้กระทั่งจะคาดการณ์ล่วงหน้า  เรื่องแบบนี้น่าจะเป็นบทเรียนสำหรับองค์กรประเภทอื่นนอกเหนือจากกองทัพด้วยนะครับ

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งพรูวิตและแมกกิโอต่างก็ได้รับคำแนะนำให้นำเรื่องที่ตนถูกกลั่นแกล้งไปร้องเรียนต่อ “เบื้องบน” แต่ทั้งสองก็ปฏิเสธแล้วทำตัวเหมือนยอมเจ็บปวดประชดคนตีดีกว่าโดนหมากัดแล้วไปกัดตอบอะไรประมาณนั้น  ถ้าถามว่าทั้งสองคนนี้โง่หรือเปล่าที่ไม่ยอมใช้ช่องทางการร้องเรียนนี้  ขอลองตอบแบบอ้อมๆ ก็แล้วกันครับว่าในชีวิตจริงสังคมเราส่วนใหญ่ยอมรับหรือมองคนที่ใช้วิธีการ “ฟ้อง” ในแง่ดีเสมอไปหรือไม่  คนที่ “ฟ้อง” แล้วได้รับการสนับสนุนเป็นเรื่องเป็นราวหรือได้รับการคุ้มครองมากน้อยแค่ไหน  และแทนที่จะปล่อยให้คนที่ไม่ได้รับความยุติธรรมต้องฟ้องร้องเอาเอง  ทำไมบรรดาผู้คนที่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกไม่รวมตัวกันปฏิเสธความอยุติธรรมนั้นๆ หรือทำไมองค์กรไม่พยายามหาทางตรวจสอบป้องกันความไม่ยุติธรรมเหล่านั้นซะตั้งแต่แรก

ในด้านของการกำหนดตัวละครและยศทหารนั้น  ผมแปลกใจอยู่อย่างหนึ่งว่าทำไมกองร้อยนี้  มีนายทหารคนเดียวคือผู้กองโฮมส์เป็นผบ.ร้อย แล้วถัดลงมาก็เป็นจ่าวอร์เด็น  แทนที่จะมีร้อยโทร้อยตรีอีกสัก 3-4 คนทำหน้าที่เป็นรองผบ.ร้อยกับผบ.หมวด และน่าจะมีจ่าอีกในจำนวนไล่ๆ กัน  หรือจ่าแฟ็ตโซ่ที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าเรือนจำนั้น  เรือนจำที่ว่านี่เป็นเรือนจำระดับไหน  ไม่มีนายทหารมาทำหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชาเลยหรือไง  ตรงนี้ต้องเดาแบบไม่แน่ใจว่าอาจเป็นเพราะในยามสงบกองทัพสหรัฐฯ อาจจะจงใจปล่อยให้ตำแหน่งที่ไม่จำเป็นว่างลงจนกว่าจะถึงยามสงครามค่อยเรียกกองหนุนเข้ามาบรรจุ  หรือไม่อาจเป็นความจงใจของผู้ประพันธ์หรือผู้สร้างหนังที่จะจำกัดตัวละครลงเพื่อไม่ให้ยั้วเยี้ยเกินไปจนไม่รู้จะใส่บทบาทอะไรให้ก็เป็นได้


จ่าวอร์เด็นขณะมาดูศพพรูวิต


ในบรรดาดาราที่แสดงในเรื่องนี้  โดยส่วนตัวผมมีข้อสังเกตต่อ เออร์เนสต์ บอร์กนายน์ ผู้รับบทเป็นจ่าแฟ็ตโซ่อยู่นิดหน่อย  คาดว่าหลายๆ คนที่พอรู้จักดาราผู้นี้อาจจะคุ้นกับผลงานของท่านผู้นี้ในระยะหลังๆ ที่มักจะรับบทประเภทตัวตลกหรือ “พี่ชายใจดี” อย่างเช่นในเรื่อง All Quiet on the Western Front พอมาดู From Here to Eternity ถึงได้เห็นว่าท่านผู้นี้ก็เล่นบทผู้ร้ายได้ร้ายเหลือเช่นกัน

ย้อนกลับมาดูโปสเตอร์หรือหน้าปกซีดี/ดีวีดีภาพยนตร์เรื่องนี้กันสักนิด  ท่านจะเห็นภาพด้านบนเป็นฝูงบินญี่ปุ่น ด้านล่างเป็นภาพของ เบิร์ต แลงคาสเตอร์ ผู้รับบทจ่าวอร์เด็นกำลังกอดจูบกับ Deborah Kerr อย่างดูดดื่มในเกลียวคลื่น ที่หลายคนอาจคาดเดาได้เพียงว่านี่คงเป็นภาพยนตร์ประเภทรักระหว่างรบซึ่งถูกเพียงส่วนเดียว ประเด็นหลักของเรื่องที่สำคัญกว่านั้นคือชีวิตของสามัญชนในองค์กรที่เรียกกันว่า “กองทัพ” ที่อาจจะคล้ายกับชีวิตของใครอีกหลายคนในองค์กรประเภทอื่นบ้างก็เป็นได้


เนื่องจากบทความนี้เป็นลิขสิทธิ์อัน ชอบธรรมของผู้เขียน และอาจะมีการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลบ้างตามความเหมาะสม ในการนำบทความไปเผยแพร่ในเว็บไซต์อื่นๆ จึงขอความร่วมมือให้ใช้วิธีการคัดลอกเฉพาะ Link หรือ URL Address แทนการคัดลอกบทความทั้งหมด  หากมีการคัดลอกไปในลักษณะแอบอ้างเป็นผู้เขียน หรือมีเจตนาอื่นใดที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อทางเว็บ iseehistory.com แล้ว จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย

คำคมชวนคิด

  • "นายจะเลิกรบเพราะว่ามีคนตายไม่ได้"  (You can't say "stop war" because one man got killed.) ผู้กองโฮมส์กล่าวกับพรูวิตเพื่อกล่อมให้พระเอกลืมความหลังที่เคยชกเพื่อนจนตาบอดแล้วมาร่วมทีมมวยของกองร้อย  เป็นคำพูดที่สะท้อนความเป็นผู้บังคับบัญชาทหารซึ่งถ้าเป็น "สนามรบจริง" ในบางสถานการณ์อาจจะพอฟังได้บ้างเหมือนกัน
     
  • "ผู้ชายรักอะไรแล้วไม่ใช่ว่าจะต้องได้รักกลับคืนนี่"  ( A man loves a thing, that don't mean it's got to love him back.) พรูวิตพูดกับลอรีน เมื่อเธอบอกว่ากองทัพไม่ได้รักเขาอย่างที่เขารักกองทัพ
     
  • "ไม่มีใครโกหกเรื่องเหงาหรอก" (Nobody ever lies about being lonely.) พรูวิตพูดกับลอรีนในอีกตอนหนึ่งที่มีการแง่งอนกัน


ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ : From Here to Eternity

ชื่อภาษาไทย :  -

เรื่องเดิม :
นวนิยายในชื่อเดียวกันจากบทประพันธ์ของ James Jones

ผู้กำกำกับ : Fred Zinnemann

ผู้เขียนบท : 
Daniel Taradash

ผู้แสดง :

  • Burt Lancaster as First Sergeant Milton Warden
  • Montgomery Clift as Private Robert E. Lee Prewitt
  • Deborah Kerr as Karen Holmes
  • Donna Reed as Alma 'Lorene' Burke
  • Frank Sinatra as Private Angelo Maggio
  • Philip Ober as Captain Dana