dot
dot
เว็บภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน
dot
dot
สมาชิก Webboard/Blog
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletข้อตกลงการเป็นสมาชิก
bulletเว็บบอร์ด-คุยกันหลังฉาก
bulletเว็บบอร์ด-Games ย้อนยุค
bulletเว็บบอร์ด-ชุดจำลองประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-หนังสือประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-เพลงประวัติศาสตร์
bulletคำถาม/คำตอบ ล่าสุด
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
dot
สงครามโลกครั้งที่ 2
dot
bulletสมรภูมิยุโรป (สัมพันธมิตรVSเยอรมัน-อิตาลี)
bulletสมรภูมิแปซิฟิก-เอเชีย (สัมพันธมิตรVSญี่ปุ่น)
dot
ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อื่นๆ
dot
bulletสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
bulletประวัติศาสตร์ไทย
bulletประวัติศาสตร์อเมริกันยุคเริ่มแรก
bulletสงครามเวียดนามและอินโดจีน
bulletตะวันตกโบราณ (กรีก โรมัน ฯลฯ)
bulletประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
bulletเอเชียโบราณ
bulletประวัติศาสตร์อื่นๆ (ยังไม่แยกหมวดหมู่)
bulletคลิปความรู้จาก YouTube
dot
เรื่องอื่นๆ
dot
bulletบทความเสริมความรู้ทั่วไป
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletผู้จัดทำ
bulletผังเว็บไซต์ (Site Map)
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
bulletถาม-ตอบ (FAQs) (โปรดอ่านก่อนตั้งกระทู้หรือสมัครสมาชิก)
bulletร้านค้าออนไลน์
bulletแบ่งปัน Album
dot
ลิงค์ต่างๆ
dot
bulletHistory on Film
bulletกองบิน 21 กองพลบิน 2
bulletIELTS British Council
bulletIELTS IDP
bulletMUIC




โหราศาสตร์ยุคไอที


เว็บแลกลิงค์อื่นๆ


ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนหนึ่ง


   
    ที่จะมาเล่าต่อไปนี้..เพราะเหตุการณ์นั้นต่อเนื่องและต่อยอดไปกับเรื่องฮิตเล่อร์ที่กำลังนำมาลงอยู๋อีกกระทู้หนึ่ง..เลยคิดว่า..อาจจะเป็นสาระประโยชน์กับท่านผู้อ่านที่สนใจ..กล่าวคือ

ประมวลเหตุการณ์ถอยหลังนับไปได้ร่วมร้อยปีและจากประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้อย่างเด่นชัดในหน้าข่าวของหนังสือพิมพ์ที่มีมาตั้งแต่ยุคของพระนางวิคตอเรีย(1819-1901) และเชื่อว่า เนื้อความในเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้จะทำให้หลายๆคนเข้าใจในระบบและชีวิตของเจ้านายพอสมควร ว่ามิได้มีความสุขสบายอย่างเช่นในนิทานแฟนตาซีอย่างที่เราเคยอ่านกันในสมัยเด็กๆ อีกทั้งยังมีกลไกซับซ้อนซ่อนเงื่อนงำไว้อีกมากมาย  เพราะพวกเขาถือว่า ในหลังรั้ววังนั้น ทุกอย่างต้องเป็น mystic ทั้งสิ้น..

    บรรดาแฟนๆคงเข้าใจนะคะว่า การเขียนครั้งนี้หรือครั้งไหนๆก็ตาม วิวันดาก็เหมือนคนพากษ์หนังขายยา..ที่ชอบสร้างสรรความบันเทิงให้กับผู้ชมตามภาพที่ปรากฏในจินตนาการที่ถ่ายทอดมาจากตัวอักษรที่ใช้ดีกรีของการเปรียบเทียบในสำนวนไทยอาจจะต่างกันไปบ้าง(เพราะอุปมาอุปมัยไม่เหมือนกัน)
    แต่จะคงไว้ซึ่ง"อารมณ์" ให้ได้ใกล้เคียงที่สุด
    และที่สำคัญคือ..
    ต้องการถ่ายทอดความรู้และความกระจ่างให้ได้มากเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าบางครั้งอาจต้องอธิบายเสริมขึ้นไปอีกก็ยินดีที่จะทำ เพราะไหนๆก็ตั้งใจทำงานแล้ว อยากให้ออกมาเป็นที่ถูกใจและได้ผลดีที่สุด

   Victoria and Albert  

            ราชวงค์วินด์เซอร์นั้นถือว่าเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ (เพราะการเปลี่ยนชื่อ..เพื่อเป็นการตัดสายญาติกับเยอรมันให้หมดจด) ในปี 1917 นั้น ถือกำเนิดมาด้วยความจำเป็น..
            อีกทั้งความจริงแล้วก็คือภาพลวงตาที่ถูกสานกันขึ้นมาใหม่โดยขุนนางและเหล่าเสนาบดีแทบทั้งสิ้น
            จากภาพเดิมๆของเหล่าพระราชวงค์ที่มีสายเลือดเยอรมันที่แสนเข้มข้นในชื่อราชวงค์เดิมว่า Saxe-Coberg-Gotha  เพราะเริ่มมาจากพระนางวิคตอเรียแห่งอังกฤษได้อภิเษกกับเจ้าชายอัลเบิร์ตจากราชวงค์เยอรมัน Saxe-Coberg-Gotha
            และจากนั้นมาเหล่าบรรดาพระโอรสและพระธิดาที่มีรวมกันถึงเก้าพระองค์ก็ได้ทำการอภิเษกโยงสายใยไปทั่วยุโรป
            ความสัมพันธระหว่างอังกฤษและเยอรมันจึงเปรียบเสมือนญาติสนิท และภาษาเยอรมันเป็นภาษาหลักอีกภาษาหนึ่งที่ใช้ในพระราชฐานนับได้มาตั้งแต่ปี 1714 (ที่เยอรมันคงไว้ซึ่งอิทธิพลเหนืออังกฤษ)

            ตราบจนปี 1915 คือครั้งแรกที่อังกฤษมีกษัตริย์ที่สามารถตรัสด้วยสำเนียงของภาษาอังกฤษแท้ๆ(ที่เรียกว่า King's English) โดยไม่ติดเหน่อสำเนียงเยอรมัน...
            พระองค์คือ พระเจ้า George V (พระอัยกาในสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธองค์ปัจจุบัน)
            ทั้งๆที่พระองค์เองก็มีสายเลือดเยอรมันอยู่เต็มตัว..แต่พระองค์กลับไม่ทรงโปรดทุกอย่างที่เป็นเยอรมัน ไม่ว่าจะเป็นคน ภาษา หรือ สิ่งของ
            สาเหตุคือ..
            ในยุคนั้น คือ ปี 1900s ต้นๆ ชาวอังกฤษเริ่มหวาดหวั่นในแสนยานุภาพของทหารปรัสเซีย(แคว้นหนึ่งของเยอรมันที่มีชื่อเสียงในด้านการทำสงคราม) และกริ่งเกรงในความกระหายศึกของไกเซอร์ที่มีกองทัพที่กล้าแข็งที่มีสมญาระบือไปว่า..รบที่ไหน ชนะที่นั่น..

            ข่าวการรบพุ่งที่มีมาถึงหูชาวอังกฤษว่า..ความเหี้ยมโหดของทหารของไกเซอร์นั้นถึงขนาดฆ่าได้แม้กระทั่งเด็กเล็กและประชาชนชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ในการวางระเบิดหมู่บ้านหนึ่งที่ไม่มีทางต่อสู้ อีกทั้งไม่มีอาวุธใดๆ
            เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในปี 1915 (หลังจากที่ได้ประกาศสงคราม หรือ ในตอนนั้นเรียกว่า The Great War ซึ่งมาเรียกว่าสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในทีหลัง)
            ได้สร้างความตระหนกไปทั่ว...และตามมาด้วยความจงเกลียดจงชัง

            หนังสือพิมพ์อังกฤษได้พาดหัวข่าวในการกระทำครั้งนี้ว่า..ป่าเถื่อนเยี่ยงสงครามของพวกฮั่น หรือ
            พวกไร้ความศิวิไล ไร้มนุษยธรรม

            ไม่ว่าจะประนามเยอรมันอย่างไร.. พิษสงของไกเซอร์ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น..เรือของอังกฤษถูกจมลงโดยเรือดำน้ำของเยอรมัน..ทหารถูกฆ่าตายเป็นเบือในการปะทะที่ชายแดนฝรั่งเศส
            ชาวอังกฤษก็สุดจะทนต่อไป...กระแสความเกลียดชังความโหดร้ายของเยอรมันมีขึ้นจนถึงขีดสุดจนเข้าขั้นวิกฤติ

         
    Kaiser Wilhelm II       
         
         

          

            กระแสนั้น..ร้ายถึงขนาดคนที่มีชื่อออกสำเนียงเยอรมันอย่างคนขายเนื้อคนหนึ่งถูกขว้างปาด้วยก้อนหิน
            หรือ บ้านใครก็ตามที่เลี้ยงสุนัขพันธ์ดัชชุนด์ถูกวางเพลิง
            ขนมปังเยอรมันต้องหยุดกิจการ
            เสียงเพลงของโมสาร์ทและบีโธเฟนถูกแบนตามไปด้วย

            ความจงชังเยอรมันนั้น หาใช่แต่ในอังกฤษเท่านั้น มันลุกลามไปทั่วยุโรปจนถึงอเมริกา ขนาดที่ว่า ฮอลลีวู๊ดยังสร้างหนังออกมาประจานด้วยชื่อและเนื้อเรื่องแสบๆทั้งนั้น เช่น To Hell with the Kaiser, Wolves of Kultar,
            The Kaiser: The Beast of Berlin
           
ความรู้สึกของผู้คนอังกฤษที่มีต่อเยอรมันนั้น ไม่ต่างอะไรกับพวกป่าเถื่อนหรือกองทัพจากขุมนรกที่ไล่ฆ่าได้แม้แต่ผู้บริสุทธิ์ที่

พระเจ้ายอร์จที่ห้า ต้องทรงกล้ำกลืนความโศกเศร้าในพระหฤทัย
และทรงเกรงไปว่า สักวันหนึ่งข้างหน้าในไม่ช้าไม่นาน ประชาชนของพระองค์ก็คงต้องตื่นขึ้นมาพบกับความจริงว่า พวกเยอรมันที่เขาเกลียดกลัวนัก..ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหนเลย
ทุกคนล้วนแล้วแต่นั่งชี้นิ้วอยู่บนหอคอยงาช้าง เป็นเจ้าเป็นนายอยู่เหนือหัวพวกเขานี่แหละ เพราะจะว่าไป เหล่าประยูรญาติที่สนิทชิดเชื้อก็ยังเป็นเยอรมันอยู่อีกหลายสาย..หลายสาแหรกสานกันไปสานกันมาจนยุ่งเหยิงไปหมดทั่วยุโรป
          
ซึ่งพระราชวงค์ที่รักเหล่านั้น ต่างล้วนตกอยู่ในอันตราย หากประชาชนจะลุกฮือขึ้นมา และเมื่อถึงในยามนั้น พระองค์คงช่วยเหลืออะไรพวกเขาแทบไม่ได้
อย่างเช่น
พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าชาย หลุยส์ ออฟ แบตเทนเบอร์ค ( Prince Louis of Battenberg 1st Marquess of Milford Haven) ที่มีพระนามเด่นชัดเป็นภาษาเยอรมัน (คือ "berg" เป็นภาษาเยอรมันที่แปลได้ว่า ภูเขา)
ทั้งๆที่เจ้าชายหลุยส์ได้ทรงเป็นแม่ทัพเรือออกทำสงครามเพื่ออังกฤษอย่างเต็มความสามารถ
 
 Prince Louis of Battenberg         


หากแต่พระองค์ได้ทรงเป็นเป้าหมายของการจงชังในครั้งนี้ไปด้วย เพราะ ได้ประสูติในแผ่นดินเยอรมัน มีพระนามเป็นเยอรมัน ติดสำเนียงเยอรมัน จ้างคนรับใช้เยอรมันและมีที่ดินจวบจนถึงการครองหลักทรัพย์อยู่ในเยอรมันด้วย

           
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในครั้งนั้นได้กระทำอย่างเร่งด่วน เพื่อความจงรักภักดีต่ออังกฤษ
เจ้าชายหลุยส์จึงต้องจำใจยอมลาออกจากตำแหน่งแม่ทัพเรือ และ คืนฐานันดรแห่งความเป็นเจ้า..เหลือไว้เพียงชื่อที่ต้องเปลี่ยนใหม่ตามคำขอร้องของพระเจ้ายอร์จ
จาก แบทเตนเบอร์ค มาเป็น Mountbatten ...คือว่าไม่ต้องคิดหาคำกันให้ยาก แปลกันมาตรงๆนี่แหละ จากภาษาเยอรมัน มาเป็นภาษาอังกฤษแบบตรงตัวเพราะไม่ว่าทั้ง berg หรือ mount ก็คือ ภูเขา เหมือนกัน..
 ซึ่งแม้จะไม่ชอบพระทัยนัก แต่เจ้าชายพระอนุชาก็ต้องจำทน เพื่อคงไว้ด้วยสร้อยพระนาม (Marquess of Milford Haven) ต่อไป เพื่อฐานันดรของลูกเต้าจะได้ไม่หลุดโผไปจากการมีเชื้อสาย
พระองค์ทรงทำพระทัยให้ยอมรับกับพระนามใหม่แบบขำๆ ดังจากข้อความในจดหมายเหตุถึงพระโอรสว่า ...
 "บันทึกไว้เลยนะว่า..วันที่ 9 มิถุนายน พ่อที่เคยเกิดมาเป็นเจ้าฟ้า..จู่ๆก็เหลือถูกลดบรรดาศักดิ์ลงมาแค่ระดับขุน ระดับหลวง..ช่างกระจอกเสียจริง"
ซึ่งตรงนี้ที่โอรสองค์เล็กสุด คือ Louis (พระนามเดียวกับพระบิดา) ทำพระทัยไม่ได้กับการผันแปรในชะตาชีวิต
(ในภายหลังพระองค์คือ ท่านลอร์ดหลุยส์ เมาท์แบตแทนผู้ที่มีบทบาทอย่างมากมายกับพระราชวงค์) ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อไม่นานมานี้ถึงความหลังครั้งนั้นว่า..
            "ทุเรศจริงๆ พ่อของฉันได้ออกรบทัพจับศึก นำกองทัพเรือออกทำสงครามอย่างเต็มความสามารถถึงสี่สิบกว่าปี เพราะเราคือเลือดเนื้ออังกฤษที่ต้องตอบแทนให้กับแผ่นดิน..ถ้าจะใช้หัวคิดจริงๆแล้ว.แน่นอนว่าเราทั้งหมดย่อมต้องมีสายเลือดเยอรมันอันเก่าแก่ตั้งแต่โบราณกาล และมันเป็นความผิดของเราตรงไหนล่ะ..ท่านพ่อทรงก้าวมาถึงการเป็นแม่ทัพเรือได้ เพราะทรงใช้พระปรีชาสามารถด้วยพระองค์เอง และผลที่ได้รับคือความอับอาย หยามเหยียด เพราะไอ้ความคิดโง่ๆของใครบางคนนี่แหละ"

 Lord Louis Mountbattan 
            
         
         

          

            ซึ่งไม่ใช่แต่ตระกูล Battenberg เท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะพระเจ้ายอร์จที่ห้าได้ทรงการกระทำแบบ"ล้างบางเยอรมัน"กับพระประยูรญาติอื่นๆด้วย เช่น พี่เขยเพราะพระราชินีของพระองค์ ก็คือ พระนาง Mary of Teck คือ
Duke of Teck มาเป็น Marquess of Cambridge และ Prince Alexander of Teck มาเป็น Earl of Athlone ส่วนสายของ Mecklenberg-Strelitz, Hesse, Wittins เจ้านายสายเยอรมันที่อยู่เด่นชัดในสาแหรกก็เปลี่ยนมาเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งสิ้น
            สรุปง่ายๆว่า..เชื้อสายเจ้าดั้งเดิมที่สืบเนื่องมาแต่ครั้งอัศวินทูโทนิคที่ได้รวบรวมเยอรมันให้เป็นปึกแผ่นมาแต่ครั้งกระโน้น กลายมาเป็นแค่เสนาบดีในราชวงค์ใหม่ของพระเจ้ายอร์จที่ห้านี่เอง
พระเจ้ายอร์จที่ห้าได้ทรงเล็งเห้นว่า สถาบันราชวงค์จะอยู่สูงสุดเอื้อมไปก็คงไม่ไหว เพราะเจ้านายสายเดียวกันได้ปลดประจำการจากพระยศไปก็มากต่อมาก เดี๋ยวจะหดสั้นกุนกู๋สิ้นเผ่าพันธ์ไปอย่างน่าเสียดาย
พระองค์จึงทรงออกพระราชบัญญัติขึ้นมาใหม่..ว่าด้วยเรื่องการอภิเษกของเชื้อพระวงค์..ว่า..สามารถอภิเษกได้กับบุคคลธรรมดาที่มียศฐาบรรดาศักดิ์พอสมน้ำสมเนื้อ
            นี่คือ..ปรากฏการณ์ครั้งแรกแห่งประวัติศาสตร์ที่เจ้านายสามารถอภิเษกกับสามัญชนได้
            และ นี่คือทางสะดวกของ เจ้าฟ้าชายอัลเบิร์ต หรือ "Bertie" อันเป็นพระนามที่ถูกเรียกขานในหมู่พระญาติใกล้ชิด คือพระโอรสองค์ที่สองของพระองค์ที่จะได้ขอใช้สิทธินี้เป็นพระองค์แรก โดยการที่จะขอแต่งงานกับสุดที่รักที่เป็น..สาวร่างป้อม หน้าหวาน ธิดาสาวของท่านเอิร์ล เวลช์ (Earl Welsh) นามว่า Elizabeth Bowes-Lyon
(ต่อมา สาวที่ว่าคนนี้ ได้กลายมาเป็นควีนมัม..หรือ สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธ พระมารดาของควีนองค์ปัจจุบัน....วิวันดา)

           
ในช่วงนั้น คือช่วงที่พระเจ้ายอร์จต้องทรงงานเป็นอย่างหนักในเรื่องที่ต้องกลบเกลื่อนเปลี่ยนสายเลือดให้กับเหล่าพระประยูรญาติที่ใกล้พระองค์ยิ่งกลบมากเท่าไหร่... ตอก็ผุดตามขึ้นมามากเท่านั้น
เพราะจากสถานะการณ์สงคราม ข่าวสารนั้นแทบจะควบคุมไม่ได้ เช่นว่า...พระญาติสนิท(สายเยอรมัน) พระองค์หนึ่งคือ Prince Albert of Schleswig-Holstein ที่มีตำแหน่งในด้านควบคุมดูแล ค่ายกักกันเชลยอังกฤษในกรุงเบอร์ลิน ที่พระเจ้ายอร์จต้องทรงออกมาให้การด้วยพระสุรเสียงที่แหบแห้งแก้เกี้ยวว่า
            "เจ้าชายอัลเบิร์ต แห่งชเลส์วิค พระองค์ท่านไม่ได้เป็นพวกเยอรมันเต็มตัวหรอก ตำแหน่งที่ได้ก็แค่หัวโขนที่ทางเยอรมันตั้งให้เท่านั้น"
            ว่าแล้วพระองค์ก็ต้องทรงมาเป็นกังวลในเรื่องเชื้อชาติดั้งเดิมของพระชายาอีกด้วย เพราะพระราชินีคือ พระนาง แมรี่ แห่ง เทค นั้นก็เป็นเยอรมันแท้ๆ
            หากแต่โชคดีที่พระนางตรัสภาษาอังกฤษได้เนี๊ยบไม่มีหลุดเหน่อเยอรมันออกมาให้แสลงหู และเป็นที่ยอมรับว่า..พระนางทรงมีคุณสมบัติเหมาะสมกับบัลลังค์แห่งอังกฤษอย่างครบถ้วน

            จากนั้น..การเรียกขานพระเจ้าไกเซอร์ (อันความจริงแล้วคือพระประยูรญาติที่ใกล้ชิดโดยสายเลือด เพราะเป็นหลานยายของพระราชินีวิคตอเรีย จากพระธิดาองค์แรกกับพระเจ้าเฟเดอริคที่สามแห่งเยอรมัน)ที่แสนสนิทสนมเมื่อก่อนสงคราม เคยเรียกขานกัน ว่า สมเด็จลุงวิลลี่ ก็ไม่มีอีกแล้ว...เหลือไว้แต่ วิลลี่เฉยๆ

            พระนางอเล็กซานดราแห่งเดนมาร์ค พระมารดาของพระเจ้ายอร์จที่ห้าได้ทรงส่งข้อความขอร้องให้ปลดธงตราประจำพระองค์ของไกเซอร์ออกไปจากพระวิหารหลวง และนี่คือครั้งแรกที่พระนางอเล็กซานดราได้เข้ามาออกความเห็นในเรื่องการบ้านการเมืองของพระโอรส หลังจากที่หนังสือพิมพ์ เดลี่ เมล์ ได้ทำข่าวถึงเรื่องในพระวิหารหลวงมีธงประจำตระกูลศัตรูแขวนเด่นเป็นสง่าอยู่ถึงแปดผืนด้วยกัน
            แถมในข่าวได้มีการกระทบกระแทกแด..ดันอย่างไม่เกรงใจว่า..
            "อ้อ..หมายความว่า..ทุกวันนี้ชาวอังกฤษที่เข้าไปสวดมนต์ขอพรจากพระนั่น..เท่ากับ..เข้าไปขอพรให้ศัตรูด้วยน่ะซิ มิน่าเล่า ฝ่ายโน้นถึงได้แข็งแกร่งเข้าไปทุกวัน ไม่รู้ว่าพวกเสนาบดี วันวันมัวแต่ไปทำอะไรอยู่ ไม่รู้จักสอดส่องดูซะมั่ง"
            ความจริงข่าวนี้ก็เข้าถึงพระกรรณมานานแล้ว แต่ก็ยังคงทำเฉย จนกระทั่งมีจดหมายที่ขึ้นต้นมาว่า จอร์จี้..ลูกรัก เท่าน้านนนแหละ
            ธงทั้งแปดถูกปลดลงแบบเส้นยาแดงผ่าแปด..ก่อนจะมีม๊อบบุกเข้ามาปลดให้

        

            เรื่องสงคราม..พระองค์ก็มิได้นิ่งนอนใจ รบพุ่งเยี่ยงกษัตริย์เป็นพัลวันเช่นกัน พระองค์ได้ส่ง ปริ้น ออฟ เวลส์ มงกุฏราชกุมาร (หรือเจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ด อันมีพระนามเล่นในครอบครัวว่า เดวิด ถ้าจะถามว่า เดวิด..มาจากไหน คำตอบก็คือ เป็นคำสร้อยพระนามสุดท้าย) ไปช่วยรบที่ฝรั่งเศส...

             King Edward VIII (David)  
           

            

            ส่วนเจ้าฟ้าชายอัลเบิร์ต หรือ เบอร์ตี้ ดุ๊ค ออฟ ยอร์คพระโอรสองค์ที่สองออกไปประจำการกับเรือรบหลวง คอลลินวูด

            Albert, Duke of York (Bertie)  
           

            ต่อมาคือปี 1917 ที่พระญาติสนิท ซาร์แห่งรัสเซีย หรือ ที่เรียกขานกันอย่างสนิทสนมว่า พี่นิคกี้..(เพราะ ซารินา หรือ เอมเปรส อเล็กซานดรา เป็น หลานยาย (สายเยอรมัน)ของพระราชินีวิคตอเรีย ซึ่งอภิเษกกับซาร์นิโคลาส พระโอรสของพระเจ้าอล็กซานเดอร์ ที่สามแห่งรัสเซีย) ถูกคณะก่อการล้มล้างพระราชบัลลังค์..
            ซึ่งข่าวนี้..พระองค์ได้โยนความผิดพลาดไปให้กับ
            เอมเปรส อเล็กซานดรา พระมเหสี(หรือ ซารินา)ของซาร์ทันที ว่า
            "ก้อหล่อนเป็นเยอรมันแท้ๆนี่นา..ใครเขาจะเอาไว้ แถมเท่านั้นยังไม่พอยังทำตัวเป็นใส้ศึกให้กับบ้านเกิดของตัวอีก ส่วนซาร์เองก็อ่อนปวกเปียกเสียจนไม่รู้เท่าทันเมียของตัวเอง"
            และนี่คือข้อความที่พระองค์อยากจะเชื่อ..
            ส่วนความสนิทสนมที่เคยเรียกกันว่า พี่นิคกี้ นั้น ก็ไม่มีอีกแล้วเช่นกัน ความเป็นญาติได้เลือนหายไปตั้งแต่มีเรื่องยุ่งๆของคณะก่อการในรัสเซียได้ขยายตัว
            ซาร์ได้เคยขอร้อง..ขอเข้ามาลี้ภัยในอังกฤษทั้งครอบครัว พระองค์ได้ปฏิเสธหน้าตาเฉย..ห้ามทั้งหมดเข้ามาในประเทศอย่างเด็ดขาด ทรงว่า..
            ไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วยกับสายรัสเซียนี่
            ยิ่งมีปะปนกับสายเลือดเยอรมันอย่างนี้ด้วยแล้ว..ยิ่งไม่เอาใหญ่
            พระองค์ได้จดหมายตอบกลับแบบแนะนำให้พ้นตัวไปว่า
            "น่าจะขอไปอยู่แถวๆสเปนหรือฝรั่งเศสทางตอนใต้จะดีกว่า.."
            และเพราะข้อความตัดรอนในนั้นเอง..ทำให้คณะผู้ก่อการคอมมิวนิสต์ในรัสเซียรู้ได้ทันทีว่า..สายใยสายสัมพันธ์ของซาร์กับอังกฤษนั้นไม่มีให้ต้องเกรงกลัวอีกต่อไปแล้ว
            ทางอังกฤษได้"ตัดเชือก"กับซาร์และครอบครัวอย่างเด็ดขาด
            นี่คือสาเหตุและที่มาของการโยกย้ายทั้งตระกูลไปทรมานที่ไซบีเรีย..และตามต่อมาด้วยการ "สังหารหมู่ราชวงค์โรมานอฟแบบทารุณที่สุด"
            เพราะในทีแรกๆ ทางคณะผู้ก่อการออกจะเกรงๆอังกฤษอยู่บ้าง เผื่อว่าอาจจะส่งกองทัพมาย่ำยีในฐานะที่รังแกพระญาติ แต่พอเมื่อทราบว่า..ทางอังกฤษสิ้นเมตตาพี่น้องสายเลือดเดียวกันเข้าจริงๆ
            ความหวั่นเกรงที่มีแต่ทีแรกก็หมดไป..เหลือไว้แต่การ"เอาคืน"กับซาร์และครอบครัว
            (ซึ่งจะเล่าต่อไป.. คือ เลิศเลอวงศา..โรมานอฟ..เป็นงานที่กำลังทำอยู่..ยังเขียนไม่จบเลยค่ะวิวันดา)

          
และมาถึงการล้างบ้านของพระองค์เองแล้วคราวนี้..คือต้องเปลี่ยนชื่อพระราชวงค์ที่แสนจะเป็นเยอรมันให้ออกมาฟังดูขลังๆแบบอังกฤษ
ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร เหล่าบรรดาขุนนางเจ้าความคิดทั้งหลายต่างก็ช่วยกันระดมหาชื่อกันเป็นวรรคเป็นเวร
จนมาถึงท่านลอร์ด สตัมฟอร์ดแฮม ที่คิดคำว่า วินด์เซอร์ออกมาได้ เพราะเรื่องขลังไม่ต้องห่วง..ชื่อวินด์เซอร์นี้ คือชื่อของพระราชวังที่เก่าแก่ครั้งโบราณกาลมาตั้งแปดร้อยกว่าปี นับถอยหลังไปได้ตั้งแต่สมัยพระเจ้าวิลเลี่ยมผู้เกรียงไกร
 ซึ่งชื่อนี้ได้ถูกพระทัยพระเจ้ายอร์จที่ห้าทันที..
            ฉะนั้น..ในวันที่ 17 กรกฏาคม 1917 คือวันที่พระองค์ได้ทรงสถาปนาพระนามของพระราชวงค์ใหม่เป็น วินด์เซอร์ จากเดิมคือ แซค-โคเบอร์ค-โกธา(Saxe-Coberg-Gotha)
            และพระองค์ได้ประกาศถอดพระยศทั้งหมดที่เคยเกี่ยวข้องกับทางสายเยอรมันให้ทุกคนได้ทราบโดยทั่วกัน และประกาศถอนพระองค์กับการที่เป็นพระประยูรญาติกับทางสายโน้นเช่นกัน
            แม้ว่าพระประยูรญาติเหล่านั้นจะร่วมสายเลือดเดียวกันกับสมเด็จพระราชินีวิคตอเรียก็ตาม..

            พระองค์และครอบครัว..บัดนี้คือ เลือดเนื้อแห่งราชวงค์วินด์เซอร์ แห่ง อังกฤษ ที่แสนบริสุทธิ์ผุดผ่อง
            ทางฝั่งไกเซอร์ได้ยินข่าวเรื่องเปลี่ยนชื่อและการประกาศถอดญาติของอังกฤษ ก็ทรงอดขำไม่ได้ แต่ก็ทรงเข้าพระทัยดีถึงเรื่องความอ่อนไหวของการเมืองและการสงคราม กระนั้นก็ยังตรัสล้อๆว่า..
            "เฮ้อ..ฐานันดรเจ้านายเนี่ยนะ..ก็เปรียบเสมือนพรหมจรรย์หญิงนั่นแหละ..ลองว่า. เสียไปแล้ว ก็..อย่าหวังว่าชาตินี้จะได้มันกลับคืนมา.."
            และไกเซอร์ได้ทำการ"ตอกพระพักต์"พระเจ้ายอร์จและพระราชวงค์อื่นๆจนหงายอันเป็นการ"แก้ลำ" ในเวลา สิบเก้าปีต่อมา ในยามที่พระเจ้ายอร์จที่ห้าเสด็จสวรรคต
            โดยการส่งพระญาติเยอรมันแท้ๆสายราชวงค์ดั้งเดิม
            คือ Duke of Saxe-Coberg-Gotha ไปร่วมในพิธีพระศพ และท่านดยุคนั่น..ไปในงานด้วยเครื่องแต่งกายของทหารนาซี..!!

            Duke of Saxe-Coberg-Gotha  ในเครื่องแบบของนาซี
           


            พระเจ้ายอร์จที่ห้านั้น..โดยปรกติพระองค์ไม่ค่อยทรงทำอะไรที่ออกนอกพระพักต์จนเกินเหตุ
            แต่พระองค์ก็ทรงทำทุกอย่างที่จะให้ความเป็นเยอรมันของพระราชวงค์นั้นหายไปจากความทรงจำและความคิดของประชาชนให้มากเท่าที่จะทรงกระทำได้
            แม้กระทั่งการ"คว่ำบาตร" พี่น้องญาติโยมอย่างเลือดเย็น เพื่อความมั่นคงของราชบัลลังก์

             ขนาดข่าวร้ายที่เกิดขึ้นกับราชวงค์โรมานอฟหลังจากที่ถูกสังหารหมู่โดยพวกบอลเชวิค พระองค์ได้ทรงบันทึกไว้สั้นๆในไดอะรี่ว่า
            "มันช่างทารุณเสียเหลือเกิน..ขอไว้อาลัยให้กับนิคกี้ ผู้ซึ่งเป็นคนดี...ใจดี และเป็นสุภาพบุรุษโดยแท้จริง"
            การที่ต้องเป็นเช่นนี้ ก็เพียงเพื่อความมั่นคงของบัลลังค์ของพระองค์เอง และพระองค์ได้ทรงทำหน้าที่ของกษัตริย์ด้วยความมุ่งมั่นในกว่ายี่สิบปีต่อมา
            ทรงดำเนินรอยตามพระยุคลบาทของพระนางเจ้าวิคตอเรียพระอัยยิกาอย่างเคร่งครัด

            จากประวัติจริงๆแล้ว..พระเจ้ายอร์จที่ห้านั้น พระยศเดิมคือ ดยุค ออฟ ยอร์ค และไม่เคยคิดว่าจะก้าวขึ้นมาสู่บัลลังก์ได้ จวบจนพระเชษฐา คือ ดยุค ออฟ แคลแร้นซ์ (Prince Albert Victor, Duke of Clarence and Avondale)  สิ้นพระชนม์ในปี 1892
            จากเด็กหนุ่มที่ตะรอนๆไล่ยิงไก่ป่า ยิงกวาง..ในเขตป่าพระราชฐานนอร์ฟอล์คอยู่ดีๆต้องมากลายเป็นมกุฏราชกุมารแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว..อีกทั้งความรู้ที่มีก็น้อยมาก..เพราะไม่ทรงโปรดการอ่าน ไม่โปรดดนตรี
            ไม่โปรดการเรียนใดๆ ไม่ว่า ศิลป หรือ วิทยาศาสตร์
            สิ่งเดียวที่พระองค์สนพระทัยมากกว่าใดๆคือ การสะสมแสตมป์ในสมุดเล่มโต..พระองค์สามารถประทับแปะสแตมป์ดวงเล็กดวงน้อยจากประเทศต่างๆ
            ที่ไม่เคยเสด็จได้เป็นวันๆ
            และไม่โปรดการเดินทางไกล ตลอดทั้งรัชสมัยของพระองค์ทรงเคยเสด็จออกนอกประเทศเพียงสองครั้ง ครั้งแรกคือ อินเดีย สำหรับพิธีราชาภิเษก ในปี 1911
            
            Prince Albert Victor, Duke of Clarence and Avondale (ซึ่งความจริงคือพระคู่หมายของ เจ้าหญิง Mary of Teck หากแต่สิ้นพระชนม์ไปเสียก่อน เจ้าหญิงแมรี่ ออฟ เทค จึงมาอภิเษกกับพระอนุชา หรือ King George V)
         

            และต่อมาในปี 1913 ได้เสด็จเยี่ยมพระประยูรญาติที่ยุโรป(รวมทั้งเยอรมัน เพราะตอนนั้นยังมีไมตรีกันอยู่)
            หลังจากที่ทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงแมรี่แห่งเทคจนมีพระโอรส ถึงห้า พระธิดาหนึ่งนั้น พระองค์ได้ตรัสเสมอว่า
            "เมื่อสมัยฉันยังเด็กๆ พ่อดุมาก..และแน่นอนว่า..พวกลูกชายของฉันก็ต้องโดนการเข้มงวดแบบเดียวกัน"
            เสียงที่ตรัสนั้นจะสะท้อนกลับถึงพระกรรณหรือไม่..ก็ไม่มีใครทราบได้ แต่ที่แน่ๆคือ พระโอรสองค์โต มกุฏราชกุมาร เจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ด ปรินซ์ ออฟ เวลส์ (ต่อมาได้ถอดถอนจนเหลือแค่ ดยุค ออฟ วินด์เซอร์)
             เคยตั้งพระทัยในเรื่องที่จะเขียนชีวประวัติแวดวงของพระองค์เองทั้งๆที่ได้ตั้งพระทัยและออกพระโอษฐ์ไปแล้วกับสำนักพิมพ์..แต่แล้วก็ต้องล้มล้างไป เพราะพระองค์ได้ตรัสเล่าว่า
            "ไม่อยากประกาศให้ทุกคนได้รู้หรอกนะ ว่า..พวกฉันน่ะไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ ฉันเองก็เคยทำอะไรเฉิ่มๆไปตั้งหลายอย่าง..อย่างเมื่อครั้งที่ฉันได้นั่งร่วมโต๊ะรัปประทานอาหารเคียงข้างด้วยนักเขียนใหญ่นามกระเดื่องคับฟ้าคนหนึ่ง ทันที่เขาคุยกันถึงเรื่องของ the Bronte sisters ฉันกลับไม่รู้เรื่องเลยว่าเขาพูดกันถึงเรื่องอะไร แถมดันถามกลับไปอีกว่า.. the Bronte sisters เนี่ย เป็นใครกัน"
            ( the Bronte sisters คือนักประพันธ์นวนิยายคลาสสิคที่แสนโด่งดังในอังกฤษยามนั้นที่ใครๆก็กล่าวขวัญถึงในสมัยนั้น)

           
            ความไม่สมบูรณ์ทั้งด้านสติปัญญาหรือร่างกายมักเกิดขึ้นได้บ่อยๆในเจ้านายที่ทำการเสกสมรสในกลุ่มสายเลือดเดียวกัน อย่างเช่นเจ้าฟ้าชายจอห์น พระโอรสองค์สุดท้องก็เช่นกัน
            ที่ใครต่อใครถือเป็นเรื่องน่าอับอาย เพราะพระองค์มีพระสติปัญญาไม่สมบูรณ์ อีกทั้งมีโรคประจำตัวคือโรคลมชัก
            ทางที่แก้ปัญหานั่นก็คือ เจ้าฟ้าชายจอห์นได้ถูกส่งตัวออกไปอยู่ที่นอกเมือง ที่พระตำหนักแซนดริงแฮม จนเสียชีวิตไปเมื่ออายุได้เพียงสิบสามชันษา [1905-1919]
            

            Prince John 
             


             และถึงแม้ว่าพระเจ้ายอร์จที่ห้าจะไม่มีความรู้มากมายนักในเรื่องของการปกครอง..แต่พระองค์ได้ชนะใจของประชาชนในด้านการปฏิบัติภาระกิจต่อประเทศชาติอย่างแข็งขัน
            อีกทั้งทรงโปรดที่จะแต่งพระองค์ด้วยเครื่องแบบทหารเต็มยศอยู่อย่างตลอดเวลา
            ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการสวนสนามหรือการแสดงแสนยานุภาพใดๆ พระองค์จะประทับโดดเด่นเป็นสง่า
            ด้วยเครื่องแบบที่มีประกายเงาวับ..
            ประชาชนต่างเฝ้าชื่นชมยกย่องพระองค์ราวกับบิดาบังเกิดเกล้าที่ทำทุกอย่างเพื่อความเติบโตของประเทศ
            และความจริงมันก็เป็นเช่นนั้น
            ประเทศอังกฤษได้แผ่แสนยานุภาพออกไปอย่างกว้างไกลในรัชสมัยของพระองค์ เพราะ หลังจากการชนะสงคราม(โลกครั้งที่หนึ่ง) การขยายอาณาดินแดนได้มีออกไปในเกือบทุกทวีป
            จนเป็นที่มาของคำว่า..พระอาทิตย็ไม่เคยลับดวงในเครือแห่งจักรภพอังกฤษ

            แต่เมื่อยามใกล้สิ้นรัชกาลของพระองค์ คือปี 1936 นั้น..สงครามใหญ่กับเยอรมันเจ้าเก่า..ได้ส่อวี่แววออกมาให้เห็นอีกแล้ว และสงครามครั้งนี้มีการปลุกระดม และการออกข่าวดิสเครดิตเข้าแทรก
            ซึ่งทั้งสองอย่างนี้..อาจจะทำให้สถาบันกษัตริย์อังกฤษมีการไหวสั่นคลอน หรือ..อาจทำให้ราชวงค์วินเซอร์ที่ยังมีรากฐานไม่มั่นคง..ล้มครืนลงไปต่อหน้าต่อตาก็เป็นได้

            เพราะสองปีก่อนที่จะเสด็จสวรรคตนั้น..พระองค์ทรงหวั่นเกรงเหลือเกินที่เจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ด มกุฏราชกุมาร ที่ทรงมีพระชนมายุได้ถึง สี่สิบเอ็ด ยังไม่อภิเษกสมรส และยังไม่ต้องพระทัยผู้หญิงคนไหน..
            นอกจากชอบหวือหวากับเหล่าบรรดาแม่ม่ายผัวเผลอทั้งหลายในแวดวงไฮโซ..แต่..พระเจ้ายอร์จมาได้รับข่าวที่ต้องทำให้พระองค์แทบทรุดป่วยยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อทราบข่าวล่าว่า
            เจ้าฟ้าชายกำลังตกหลุมรักอดีตแม่หม้ายชาวอเมริกัน ที่กำลังครองเรือนอยู่กับสามีคนที่สอง..นามว่า นางวอลลิส วาร์ฟิลด์ ซิมปสัน
            ตามกฏมณเทียรบาล..ไม่ยอมรับหญิงที่มีผ่านการหย่าร้างที่จะก้าวเข้ามาเป็นเจ้าเป็นนาย
            ฉะนั้น พระเจ้ายอร์จที่ห้าได้มีพระบัญชาไม่ให้เจ้าฟ้าชายพาหญิงคนนี้เข้ามาให้เห็นเป็นอันขาด
            และก่อนสิ้นพระชนม์ไม่เท่าไหร่ พระองค์ได้ออกปากพยากรณ์อนาคตของเจ้าฟ้าชายได้อย่างแม่นยำราวตาเห็นว่า
            "ฉันตายไปไม่ถึงปีร๊อก..มันก็เหลิง ทำอะไรตามใจของมันเอง"
            พระองค์จึงได้ย้ำ...ขอคำสาบานจากพระราชินีว่า จะต้องไม่ทรงอ่อนข้อให้กับองค์มกุฏราชกุมารเรื่องของหญิงที่มีตราบาปคนนั้นเป็นอันขาด
            ซึ่งพระราชินีให้คำมั่นสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะต่อพระสวามีที่ทรงบูชายิ่งเหนือสิ่งอื่นใด อีกทั้งคำสัญญานั้นได้ทรงถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

            และจากการที่ผิดหวังในองค์มกุฏราชกุมาร..พระเจ้ายอร์จที่ห้าจึงมีพระประสงค์ที่จะให้พระโอรสองค์ที่สอง(เจ้าฟ้าชายอัลเบิร์ต "เบอร์ตี้" นั้นใครๆก็ทราบดีว่า พระองค์ทรงตรัสติดอ่าง) ได้ขึ้นครองราชย์แทน เพื่อที่จะผ่องถ่ายราชบัลลังค์ให้กับพระนัดดา เจ้าหญิงอลิซาเบธน้อยๆที่พระองค์รักอย่างสุดสวาทขาดใจ เจ้าหญิงอลิซาเบธ หรือ ที่ทรงเรียกองค์เองไม่ชัดตามประสาเด็กๆว่า "ลิลิเบท"( Lilibet คือ สมเด็จพระราชินี อลิซาเบธที่สอง องค์ปัจจุบัน)

            
            พระเจ้ายอร์จที่ห้า..ถึงขนาดเปรยๆออกมาอย่างตั้งพระทัยว่า
            "ฉันเฝ้าภาวนาขอให้เอ็ดเวิร์ดไม่ได้แต่งงาน หรือ แต่งไปก็ไม่มีลูกที่จะสืบทอดบัลลังค์ โอกาสจะได้เป็นของเบอร์ตี และลิลิเบทหลานรักของปู่"

            Lilibet

            


            หลังจากที่ออดๆแอดๆมานานพอสมควร พระเจ้ายอร์จที่ห้าได้เสด็จสู่สวรรคตในวันที่ 20 มกราคม 1936 เวลา ห้าทุ่มห้าสิบห้านาที ...ว่ากันว่า
            Lord Dawson แพทย์ประจำพระองค์ได้ฉีดทั้งมอร์ฟีนและโคเคนให้อย่างเกินพิกัด ตามความเห็นชอบของคณะแพทย์และเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ที่ไม่ต้องการให้ทรงทรมานอีกต่อไป
            และที่สำคัญคือ ต้องการให้การสวรรคตของพระองค์ได้ออกทันข่าวหนังสือพิมพ์ไทม์ฉบับเช้า
            เพราะจะได้เป็นข่าวใหญ่พาดหัวอย่างเอิกเกริกสมพระเกียรติ เพราะถ้าพลาดจากเวลานี้ไป
            ข่าวอาจไปตกอยู่กับหน้าหนังสือพิมพ์เล็กๆกรอบบ่ายที่ไม่มีความสำคัญอะไรนัก..
 
           อนิจจา...พระเจ้ายอร์จที่ห้า..ผู้ซึ่งได้ก่อตั้งพระราชวงค์วินด์เซอร์มากับพระหัตถ์ด้วยองค์เอง
           เมื่อถึงคราวจะสิ้นพระชนม์..ยังต้องจัดเวลาให้อยู่ในไพร์ม ไทม์ของระบบวงจรของการเสนอข่าวสาร
           ดังกับเป็น"ลาง"ให้กับลูกหลานของพระองค์ให้ต่างต้องระวังองค์กันต่อไปว่า..ในภายภาคหน้ารัศมีของพระราชวงค์จะ"รุ่ง" หรือ "ร่วง" เห็นทีคงต้องขึ้นอยู่กับ สื่อ และ การข่าว..อย่างไม่ต้องสงสัย

            พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ ที่มีพระชนมายุได้ 41 ชันษา กำลังทรงระดมใช้ความสามารถทั้งหมดที่มี เพื่อที่จะทำการอภิเษกสมรสกับนางวอลลิส ซิมปสันให้ได้ แต่ทว่า นางยังไม่เสร็จสิ้นจากการหย่าร้างจากสามีอันดับสอง
            กระนั้น..ระหว่างที่ทรงรอคอย พระองค์ได้ทรงแจ้งพระราชประสงค์กับคณะรัฐบาลว่า ในพิธีราชาภิเษกที่จะเกิดขึ้นในไม่กี่เดือนข้างหน้า พระองค์ต้องการให้นางวอลลิสได้รับการสถาปนาเป็นพระราชินีเสียในคราวเดียวกัน..
            เล่นเอาท่านนายกรัฐมนตรี สแตนลีย์ บอลด์วิน เหงื่อกาฬแตกพลั่ก..เรียกประชุมคาบิเน็ตด่วน...

           นักการเมืองรุ่นเก๋าอย่าง วินสตัน เชอร์ชิลล์ กลับเห็นว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลก ท่านจะทำอะไรก็ตามพระทัยท่าน จะเอาอีหนูมาเป็นราชินี ก็เรื่องของท่าน
           (เชอร์ชิลล์..คิดไม่เหมือนคนอื่น ไม่ขัดขวาง ออกจะสนับสนุนด้วยซ้ำ เพราะ ท่านมีมารดาเป็นชาวอเมริกัน)
            แต่..ทั่นนายก..บอกว่า จะบ้าหรือไง..อังกฤษไม่ต้องการพระราชินีที่มาจากผู้หญิงต่างชาติที่ไม่มีหัวนอนปลายต.. เท่านั้นไม่พอ ยังเป็นแม่หม้ายมาแล้วถึงสองครั้งสองครา
            โอย..ไม่เอา..

            แต่ทว่า..ความเห็นของ พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ หรือในพระนามว่า.. พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่แปด กลับทรงดื้อรั้น..และทรงคิดไปเองว่า ประชาชนคงต้องเห็นพระทัย และเข้าใจในความรักของพระองค์
            สรุปคือ..ให้ประชาชนลงคะแนนเสียง
            ผลคือ...เสียงออกมาเป็นสองฝ่าย..
            หนึ่งคือ ทิ้งนังแม่ม่ายคนนั้นซะ...
            สอง...ถ้าไม่ทิ้ง ก็ต้องสละราชบัลลังค์
            และนั่นคือ..คำตอบสุดท้าย..จากมหาชนชาวบริเตน

            (ช่วงตอนนี้มีในภาพยนตร์ เรื่อง The King's Speech)

            
            เสียงตอบกลับคืน..จากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่แปด ที่เพิ่งขึ้นครองราชย์ได้เพียงสิบเดือน ที่ว่า..ถ้า...ปราศจากหญิงที่รักอยู่เคียงข้าง..บัลลังค์ก็ไม่มีความหมายใดๆ...นั่นก็คือ..ประชาชนว่า งั้นก็อย่ามาเป็นเลยพระเจ้าแผ่นดิน..
            พระองค์ก็เลยต้องตัดสินพระทัย..สละราชสมบัติ
            และคำแถลงการณ์ที่ออกอากาศไปทั่วในทุกประเทศ(ที่ใช้ภาษาอังกฤษ) นั้นได้กระทำขึ้นในวันที่ 11 ธันวาคม 1936 จากสถานีในพระราชวังวินด์เซอร์ พระสุรเสียงนั้น
            ดังก้องกังวานไปทั่ว ไม่ว่าจะในมหานครนิวยอร์ค ที่แม้กระทั่งคนขับรถแท๊กซี่ก็ต้องยอมนำรถเข้าจอดข้างทางเพื่อที่จะได้รับยินรับฟังอย่างชัดๆ
            แต่..ชาวอังกฤษบางกลุ่มที่อยู๋ที่อยู่นอกประเทศ..ต่างระดมส่งโทรเลข วิงวอน ขอร้อง ขอให้ทรงคิดใหม่..และ..อย่าทรงละทิ้งประชาชน
            หากพระองค์ได้ตัดสินพระทัยอย่างเด็ดขาด เพื่อ ความรัก..
            และหกเดือนต่อมา..พระองค์ก็ได้สมรสกับนางซิมปสันสมใจ..
           
            พระมารดา พระนางแมรี่...ถึงกับสลดพระทัย..ทรงตรัสได้แค่สั้นๆว่า.."ลูกยอมสละทุกอย่างเพื่อแลกกับ..ผู้หญิงพรรค์นี้..เนี่ยนะ??"
            ท่านนายกฯ ถึงกับพูดตามอย่างตัวตลกในโรงละคร..ที่ประชดได้อย่างสะใจว่า..
            "เป็นจอมทัพเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินดีๆไม่ชอบ..กลับมาชอบ..ตำแหน่งผัวรายที่สามของหญิงเหลือเดน"

            คณะฝ่ายสำนักพระราชวัง..และ รัฐบาล ต้องวิ่งวุ่นหาพระยศที่เหมาะสมและลงตัวให้อย่างทุลักทุเล..
            ในที่สุดก็ได้ดีสุดมาที่ ตำแหน่ง ดยุค ออฟ วินด์เซอร์ ส่วนหม่อมวอลลิส ก็ดำรงตำแหน่ง ดัชเชส ไปตามระเบียบ..

            ย้อนกลับไปดูความหลังของ เจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ด ครั้งยังเป็นมกุฏราชกุมารกันหน่อยเป็นไร..ดังที่ได้เล่ามาแล้วว่า พระนามเล่นๆในครอบครัวนั้น คือ เดวิด..
            ที่นำมาจากสร้อยพระนามสุดท้าย..ดังนี้..HRH Prince Edward Albert Christian George Andrew Patrick David (ชื่อนะเนี่ย)
            พระองค์เมื่ออยู่ในวัยหนุ่ม..นับว่าเป็นเจ้าชายที่ทรงพระสิริโฉมอย่างยิ่ง พระเกศาสีบลอนด์ พระเนตรสีฟ้ามีแววอ่อนหวานปนโศกนิดๆ มีเสน่ห์ในองค์เอง
            ไม่ว่าเสด็จไปไหนผู้คนต่างรักใคร่ เอ็นดู ชื่นชม กับเจ้าฟ้าชายองค์นี้นัก ยิ่งสาวๆนั้นไม่ต้องพูดถึง พระองค์ได้ครองใจผู้หญิงทั้งประเทศเลยก็ว่าได้

            ในยามนั้น..กระแสคลั่งองค์มกุฏราชกุมารนั้น เป็นเอามาก..ขนาดเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าใครคนหนึ่งจะเล่าอย่างตื่นเต้นจนแทบลืมหายใจว่า..
            "นี่นะเธอ..ชั้นได้เต้นรำกับผู้ชายคนหนึ่ง..เค้าเคยได้เต้นรำกับผู้หญิงที่เคยเต้นรำกับปริ้นซ์ ออฟ เวลส์ด้วยละ.."
            แค่นี้..ก็กรี๊ดกันสลบแล้ว..ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

            หนึ่งในนั้น..คือ สาวร่างป้อม หน้าหวาน..ธิดาของท่านเอิร์ลแห่งสก็อตแลนด์ เธอมีนามว่า..Lady Elizabeth Angela Marguerite Bowes-Lyon (ต่อมาก็คือ พระราชินีอลิซาเบธ หรือ ควีนมัม เพราะมาอภิเษกกับพระเจ้ายอร์จที่หก พระอนุชาของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่แปด ผู้ซึ่งสละราชสมบัติมาหยกๆ)
            จากการที่เป็นลูกสาวเกือบสุดท้อง เลดี้ อลิซาเบธ ได้รับการเลี้ยงดูอย่างทนุถนอมราวกับใข่ในหิน จนอายุเข้า ยี่สิบสามปี ยังไม่มีแฟน..เพื่อนๆต่างก็ออกเรือนกันไปหมดแล้ว
            เลดี้ อลิซาเบธ ได้พบกับมกุฏราชกุมาร เจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ด ปริ๊นซ์ ออฟ เวลส์ เพียงครั้งเดียว ผู้คนก็เริ่มจับตา..
            หนังสือพิมพ์ เดลี่ นิวส์ ได้นำข่าวไปลงในหน้าซุบซุบไฮโซ..ในวันที่ 5 มกราคม 1923 ว่า
            "เห็นที..เจ้าสาวในอนาคตของปริ๊นซ์ ออฟ เวลส์ คงจะไม่แคล้วเป็นธิดาขุนนางสก๊อตเป็นแน่แท้"
            ในข่าว..แม้จะได้ลงชื่อจริงก็ตาม แต่ผู้คนก็พอทราบได้ดีว่าเป็นใคร..บรรดาเพื่อนฝูงของ เลดี้ อลิซาเบธ ต่างก็พากันซ้อมท่าก้มศรีษะคำนับหรือถอนสายบัวให้
            และ..นั่นทำให้เธออึดอัดใจ เพราะรู้ดีว่า นั่นไม่ใช่ความจริง และ..น่าอับอายยิ่งนัก
            จนต้องมีการประสานงานแก้ข่าว..ซึ่งทางหนังสือพิมพ์ได้ยินยอมลงให้ว่า ขออภัย...ข่าวที่เขียนไปนั้น..ไม่มีมูลพอให้เชื่อถือได้
           (ในสมัยก่อน..ผู้หญิงยังเป็นฝ่ายเสียหายในเรื่องแบบนี้ เพราะ ถ้าข่าวออกไปอย่างนั้น..ผู้ชายที่ไหนจะกล้ามาสู่ขอ..และยิ่งถ้าไม่จริง..ก็ต้องรีบแก้อย่างเร่งด่วนเพราะอัตราเสี่ยงที่จะขึ้นคานทองนั้น..มีสูงมาก..วิวันดา)

            Lady Elizabeth Angela Marguerite Bowes-Lyon 
            
   

            หมายเหตุ..ในช่วงที่ควีนมัมเจริญพระชันษามากแล้ว พระองค์เคยเล่าให้นักข่าวฟัง โดยทรงยอมรับว่า..เมื่อครั้งนั้นพระองค์ก็เป็นคนหนึ่งที่"คลั่ง" ปริ๊นซ์ ออฟ เวลส์เหมือนกับสาวคนอื่นๆทั้งเกาะ และตรัสว่า
            "พระองค์น่ะ ดูดีไปหมด" และต่ออีกด้วยว่า.."หมายถึงตอนนั้นนะ"

            และสาวงามอลิซาเบธคนนี้ก็ไม่ได้เป็นที่ต้องพระทัยต่อองค์มกุฏราชกุมารสักนิด ในยามนั้น พระองค์ทรงโปรดแต่หญิงที่มีร่างโปร่งบาง เข้าข่ายผอมแห้งแรงน้อย
มิหนำซ้ำ..หลังจากที่ได้อภิเษกกับหม่อมวอลลิสแล้ว ทั้งคู่ยังแอบนินทา เรียกพระราชินีว่า..แม่คุ๊กกี้ อีกต่างหาก เนื่องจากพระองค์ทรงออกท้วมนิดๆ และชอบเสวยจุบจิบ


            ต่อมาไม่กี่เดือน คือ เมษายน 1923 เลดี้ อลิซาเบธ ได้ตัดสินใจตกลงยอมแต่งงานกับ เจ้าฟ้าชายอัลเบิร์ต หรือ "เบอร์ตี้" ดยุค ออฟ ยอร์ค พระอนุชาของเจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ด ผู้ซึ่งเพิ่งถูกสลัดรักมาจากเลดี้ มัวรีน สแตนลีย์มาหมาดๆ..
            ถามว่า..ขนาดเป็นพระอนุชาแล้วยังถูกหญิงสลัดรักได้ยังไง..
            ตอบว่า..ได้ซิ..เพราะเจ้าฟ้าชายพระองค์นี้ ไม่หล่อ ไม่มีเสน่ห์ ติดอ่าง(วาจานะ ไม่ใช่อย่างอื่น) พระเนตรขยิบ มุมพระโอษฐ์จะมีมีอาการกระตุกนิดๆ อยู่เป็นประจำ
            แต่..ใครๆก็เข้าใจดีว่า นอกเหนือจากการที่จะได้เป็นสมาชิกคนแรกในพระราชวงค์ที่มาจากพื้นฐานของเป็นสามัญชนแล้ว เลดี้ อลิซาเบธ จำเป็นต้องคว้ารถด่วนขบวนสุดท้ายนี่ไว้ เนื่องจากอายุเริ่มมากขึ้น(สมัยนั้น สาวๆที่มีอายุในวัยทีนก็เริ่มมีคู่หมายกันแล้ว)..
            จึงนับว่าเป็นการได้ทั้งเงินและกล่องราวกับรับโชคสองชั้น
            ส่วนว่าที่พระสวามี..จะหน้าตา"ขึ้นกล้อง"หรือไม่อย่างไร ค่อยมาแก้ใขกันทีหลัง

            เมื่อพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่แปด..ได้ยอมสละราชบัลลังค์เพื่อหญิงที่รักในปี 1936 นั้น..โชคไม่ใช่สองชั้นแล้วสำหรับเลดี้    อลิซาเบธ ที่ตอนนั้นดำรงฐานะคือ ดัชเชส ออฟ ยอร์ค เพราะ พระสวามี
            ดยุค ออฟ ยอร์ค ได้เลื่อนขึ้นมาจ่อ ครองบัลลังค์ต่อไปจากพระเชษฐา นั่นเท่ากับว่า ดัชเชสกำลังจะกลายเป็นพระราชินีแห่งอังกฤษ ที่มาจากสามัญชน
            อย่างนี้ต้องเรียกว่าโชคมหาโชค..

            ถ้ามีคนสงสัย..จะรู้ว่า แล้วประชาชนคนอังกฤษมีความเห็นอย่างไร?
            ขอตอบว่า..ทุกคนชื่นชมยินดี และยอมรับอย่างภาคภูมิใจ เนื่องจากตลอดเวลาที่ได้ทรงอยู่ในตำแหน่งดัชเชส นั้น..ข่าวของครอบครัวยอร์ค เป็นไปในทางที่ดี
            และด้วยความฉลาดของดัชเชสที่รู้จักทำ"พีอาร์"ให้กับตนเองและพระสวามีแบบพอดีๆ โดยที่ใครๆมักเขียนขานได้อย่างสนิทใจว่า Betty and Bert สมกับเป็นครอบครัวตัวอย่างที่แสนอบอุ่น เช่น..
            ภาพที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์(ยามที่ไปทำข่าว) มักเป็นภาพของดัชเชสในฐานะแม่บ้านที่น่ารัก กำลังรินน้ำชาให้กับพระสวามี หรือ พาสุนัขเดินเล่นในปาร์ค
            อีกทั้งได้อนุญาตให้ เลดี้ ซินเธีย แอสควิท เขียนชีวประวัติ ในชื่อว่า The Married Life of Duchess of York และหลังจากที่มีพระธิดาองค์แรก ก็ได้มีการจัดทำหนังสือ
            The Story of Princess Elizabeth,Told with the Sanction of Her Parents เขียนโดย Miss Anne Ring จากปากคำตามที่ดัชเชสได้ให้สัมภาษณ์

ความจริง..เสียงคัดค้านค่อนแคะก็ย่อมมีติดตามมาบ้าง..ว่า "เว่อร์" หรือ "เห่อ" ก็มีบ้าง หากแต่ด้วยท่าทางที่ละมุนละไม รอยยิ้มที่มีไมตรี การวางตัวที่เป้นกันเองและเหมาะสมต่อการเป็นเจ้านาย
ดัชเชส ออฟ ยอร์ค..ได้ครองใจประชาชนมาตั้งแต่ตอนนั้น...
ความเป็นตัวตนของดัชเชส หรือ พระราชินีอลิซาเบธ (และ ควีนมัม ในต่อมาภายหลัง)นั้น..คือ ถือกำเนิดมาในปี 1900 ในรัชสมัยของพระนางวิคตอเรียจากครอบครัวขุนนางสก๊อตที่มีฐานะดี ผ่านร้อนผ่านหนาวและผ่านสงครามโลกมาถึงสองครั้ง
 เห็นอังกฤษมาตั้งแต่เป็นมหาอาณาจักร จนหดเหลือแค่เครือจักรภพ
พระองค์คือปุชนียบุคคลที่อยู่กลางใจของคนอังกฤษเสมอมา..และทรงอยู่เหนือข่าวสารที่นักหนังสือไม่กล้าที่จะแตะต้องให้หมองพระทัย
เพราะผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้ มีความสามารถค้ำบัลลังค์ของพระสวามีให้ยืนยงคงอยู่ได้มาถึงปัจจุบัน..

พระองค์คือหญิงสามัญชนที่พลัดหลงเข้ามาอยู่ปะปนกับฝูงหงส์ก็จริง แต่ได้ทำตัวอย่างให้อังกฤษได้เห็นว่า เจ้านายที่ดีสมควรทำตัวเช่นไร..
ในยามที่บ้านเมืองสงบสุข พระองค์ทรงปฏิบัติภาระกิจอย่างเต็มพระกำลังในฐานะพระราชินีที่แสนอ่อนหวาน พระพักต์มีรอยพระสรวลอยู่เป็นนิจ..

หากแต่..ในยามสงคราม(โลกครั้งที่สอง) อังกฤษคือเป้าหมายของการโจมตีอย่างหนัก
พระองค์ทรงเข้มแข็ง และเด็ดขาดเกินกว่าที่ใครๆคาดคิด นั่นคือ ไม่ยอมจากไปไหน ไม่ยอมลี้ภัย ยืนยันที่จะประทับอยู่เคียงคู่กับประชาชนจนถึงที่สุด..

            ภาพที่พระองค์และพระเจ้ายอร์จที่หก พระสวามียืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของส่วนหนึ่งในพระราชวังบั๊คกิ้งแฮมถูกส่งแพร่หลายออกไปทั่วโลก..
            และพระราชินีได้ตรัสว่า
            "ฉันดีใจที่ได้แชร์ความทุกข์ยากเหมือนกับผู้ที่ประสบเคราะห์กรรมคนอื่นๆ เขาจะได้รู้ว่า..เราเองก็โดนด้วยเช่นกัน"
            คณะรัฐบาลขอให้พระธิดาทั้งสองอพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยที่อื่น แต่พระองค์ได้ทรงมีพระบัญชาเฉียบขาดว่า
            "พวกเราจะต้องอยู่กับพระเจ้าอยู่หัว..และพระองค์จะประทับอยู่ที่นี่..ไม่เสด็จไปไหนทั้งนั้น.."
            เท่านั้นไม่พอ..ทั้งสองพระองค์ต่างออกเยี่ยมราษฏรที่เดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ขวัญและกำลังใจของประชาชนอังกฤษเกิดฮึกเหิมแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
            จนฮิตเล่อร์ได้ให้สมญากับพระองค์ว่า.."เป็นหญิงที่น่าอันตรายที่สุดในยุโรป"
            หลังสงครามเสร็จสิ้น..พวกทหารต่างพร้อมใจกันแต่งเพลงร้องกันจนติดปากว่า

            She put on her finest gown, her gayest smile and stayed in town, while London Bridge was falling down.

 

 

 

ภาพของพระราชินีที่ทรงสวมมงกุฏกลายเป็นภาพคริสมาสต์การ์ดที่เป็นที่นิยมอย่างสูงสุดในหมู่ทหารและประชาชน และได้ถูกส่งไปมาไปทั่วโลก
            และได้กลายเป็นสัญญลักษณ์และศูนย์กลางของกำลังใจ ที่ประชาชนสามารถติดตามการปฏิบัติภาระกิจที่เข้มแข็งของพระองค์ได้..
            ไม่ว่าจากข่าววิทยุหรือจากข่าวก่อนการฉายหนัง..(ตอนนั้นยังไม่มีโทรทัศน์)
            จากข้อความที่พระองค์ได้ตรัสออกวิทยุนั้น ช่างจับใจยิ่ง..
            "ไม่ว่าฉันจะไปทางไหน ฉันก็พบแต่กับรอยยิ้มและประกายตาที่สดใส ทั้งๆที่เราต่างก็รู้ว่า..ถนนที่เรากำลังย่างก้าวไปนั้น มันช่างขรุขระ แหลมคม แต่..มันก็เป็นทางตรง..จนเราสามารถมองเห็นชัยชนะที่อยู่เบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน"
            แค่ประโยคนี้ประโยคเดียว..
            ต่อให้เยอรมันมาบอมบ์อีกร้อยครั้ง..ชาวอังกฤษก็หาได้หวั่นเกรงไม่..
            ภาพพระราชินีที่ทรงดำเนินไปบนเศษอิฐ เศษดินที่หักพังด้วยชุดสวยๆ พร้อมฉลองพระหัตถ์ และพระมาลานั้น..ออกจะแปลกตาของนักข่าวไปนิด ถึงกับมีการทูลถามจากถึงเรื่องการเหมาะสม
            พระองค์ทรงพระสรวลน้อยๆ ตอบว่า..
            "เหมาะสมซิ..เพราะเวลาที่พวกเขาจะออกมาพบฉัน..เขายังพยายามแต่งตัวให้ออกมาให้ดูดีที่สุดเลยนี่"

            และ..ความจริงก็มีอยู่ว่า..ก่อนการออกเยี่ยมประชาชนนั้น..พระองค์ได้มีการหารือกับช่างออกแบบฉลองพระองค์เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า..จะไม่มีการทรงเครื่องแบบของทหารเหล่าใดๆ และไม่มีการหรูหราเกินเหตุ
            นอกจากชุดประโปรงที่ดูเรียบร้อย รวมไปถึงสีที่ใช้ ต้องไม่มีสีดำอันเป็นเครื่องหมายถึงความเศร้าโศก หรือ สีที่เจิดจ้าจนเกินควรเช่นสีแดง..
            สีที่ใช้ทั้งหมดคือ สีออกแนวหม่นกลายๆ..เช่น ฟ้าหม่น ชมพูหม่น หรือ ม่วงจางๆ

            และในขณะเดียวกัน.. หลังจากที่ได้ทอดพระเนตรเห็นบรรดาประมุขของประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นทั้งพระมหากษัตริย์ หรือ พระราชินี ที่ต่างพากันเดินระทดระทวย และ หนีตายกันอย่างทุลักทุเลเข้ามาขอลี้ภัยในอังกฤษ
            พระราชินีอลิซาเบธถึงกับประกาศออกไปว่า..
            จะขออยู่สู้ตาย..ไม่มีวันยอมแพ้เด็ดขาด จะต้องยิงกันก็เอา..
            และ จากนั้น ทั้งพระองค์และพระเจ้าอยู่หัวต่างก็ทรงซ้อมการทรงพระแสงปืนอย่างเอาจริงเอาจัง

ในขณะที่ทั้งพระราชินี และพระเจ้ายอร์จที่หก ได้ทรงปักหลักสู้ตายกับฮิตเล่อร์อยู่นั้น..
            ฝ่ายทาง"อดีต"พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่แปด หรือ ปัจจุบัน คือ ดยุค ออฟ วินเซอร์ กับ หม่อม ทั้งสองเอาใจช่วยฝ่ายศัตรูอย่างไม่อ้อมค้อม..อีกทั้งได้ออกข่าวให้ยอกแสยงใจฝ่ายทางราชบัลลังค์ได้ในทุกโอกาส
            ในเดือนเมษายน 1941 ท่านดยุคได้กล่าวว่า..
            "ถ้าอเมริกาจะมาร่วมรบในสงครามครั้งนี้ ก็นับว่าไม่ฉลาดเลย เพราะยังไงๆ ยุโรปก็ต้องพ่ายแพ้อยู่ดี"
            ส่วนหม่อมวอลลิส หรือ ดัชเชส ออฟ วินเซอร์ ได้กล่าวเสริมขึ้นว่า
            "ถ้าอเมริกา..เข้ามาร่วมจริงๆ ก็บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ได้เลย..ว่า ประเทศนี้"เสียรู้"และถูกเขา"เอาเปรียบ" ไปได้ทั้งปีทั้งชาติ"
              
            Duke and Duchess of Windsor  and Hitler 

 






            มาถึงตรงนี้ต้องเล่าถึงสัมพันธภาพของสองครอบครัวนี้หน่อยเป็นไร..ว่า..ไม่ลงรอยกันอย่างแรง..ราวกับหรือยิ่งกว่า ขมิ้นกับปูน ก็ว่าได้
            เพราะ..หลังจากที่การสละราชสมบัติของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่แปดผู้อื้อฉาวอย่างกระทันหันนั้น..
            ทางฝ่ายพระราชวัง(ที่นำทีมใหม่โดยพระราชินีอลิซาเบธ) ได้สร้างกระแสกีดกันทุกทางเพื่อไม่ให้
            ดยุค ออฟ วินด์เซอร์ อยู่ในประเทศ หรือได้รับตำแหน่งใดๆทางการเมือง เพราะ พระราชินีไม่ต้องการให้มี"หอกข้างแคร่" อยู่ใกล้พระองค์
            เนื่องจากยังทรงเกรงกระแสในอดีตที่ประชาชนทั้งรักและคลั่งใคล้อดีตประเจ้าแผ่นดินนั้นอาจยังมีอยู่อีกมากมาย และ เพื่อไม่ต้องการให้ข้าแผ่นดินยังฝักใฝ่ พะวักพะวงเป็นสองฝักสองฝ่ายราวกับมีระบบ "วังหน้า" "วังหลัง" ให้เกิดการมีข้าสองเจ้า บ่าวสองนายให้เป็นที่วุ่นวายไป
            จึงมีพระราชดำริให้ดยุค ออฟ วินเซอร์ออกไปให้พ้นๆจากอังกฤษจะเป็นการดีที่สุด..

            วินสตัน เชอร์ชิลล์ ได้เสนอความเห็นให้ท่านดยุคออกไปปฏิบัติการต่างพระเนตรพระกรรณในตำแหน่ง อุปราชแห่งหมู่เกาะบาฮามัส คาริบเบียน แต่..ข้อเสนอนี้ถูกระงับไปด้วยความไม่ต้องพระประสงค์ของสมเด็จพระราชินี
            ที่ทรงเล็งเห็นว่า ตำแหน่งอุปราช นั้นยัง"หรูเกิน" สำหรับครอบครัวนี้
            เพราะนั่นเท่ากับว่า เป็นการยกฐานะของหม่อมวอลลิสให้สูงขึ้นไปกว่าเดิม พระองค์ต้องการให้คนทั้งคู่หลุดโผไปจากฐานันดรอย่างไม่มีวันผุดวันเกิด
            และเท่านั้นไม่พอ..พระองค์ได้ส่งจดหมายไปยัง ลอร์ด ลอยด์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศด้วยข้อความว่า..
            "ในความเห็นที่รัฐบาลจะยกตำแหน่งอุปราชแแห่งบาฮามัส ให้ท่านดยุค ออฟ วินด์เซอร์นั้น ฉันว่ามันออกจะดีเกินไปสำหรับที่นังผู้หญิงที่มีผัวถึงสามคนจะขึ้นมาเป็นชายาแห่งพระอุปราช..เธอมีความคิดเห็นว่าอย่างไร มันไม่กลาย
             เป็นการยกย่องกันมากไปหน่อยหรือ?"
            ท่านเซอร์ วอลเตอร์ มอนค์ตัน เสนาบดีฝ่ายอาลักษณ์ได้บันทึกเหตุการณ์ตรงนี้ไว้ว่า

            "เราคิดว่าสมเด็จพระราชินีไม่ทรงต้องการให้ท่านดยุคได้มีโอกาสที่จะกลับมาครองใจประชาชนได้อีกต่อไป และพระองค์เฝ้าจ้องติดตามการเคลื่อนไหวในแทบทุกขณะจิต เพราะท่านดยุคเป็นคนที่มีเสน่ห์แพรวพราวบุคลิกภาพยอดเยี่ยมเหนือบุรุษใดๆ อันอาจจะให้เป็นข้อเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนในระหว่างสองพี่น้อง ในขณะที่พระเจ้าแผ่นดินของเรานั้น"ด้อย"กว่าในทุกทาง"

         

            อย่างไรก็ตาม..ตำแหน่งอุปราชแห่งบาฮามัสได้ตกอยู่ในมือของดยุคจนได้..ด้วยเหตุผลทางการเมืองที่สำคัญเหนืออื่นใด..
           แต่สมเด็จพระราชินีก็ไม่ได้ทรงลดลาวาศอกเช่นเดียวกัน
            พระองค์ได้ทรงประกาศกฏเกณฑ์ในการทำความเคารพ ท่านดยุค และดัชเชส ออฟ วินด์เซอร์ (หรือ ที่จะเรียกว่า หม่อมวอลลิสในการเขียนถึงต่อไป..เพื่อไม่ให้เป็นการสับสน) ว่า
            สำหรับท่านดยุค ยังคงดำรงฐานะเฉกเช่นเดียวกับพระเจ้าบรมวงค์เธอ และใช้ราชาศัพท์ รวมทั้งการต้องได้รับความเคารพอย่างถูกต้อง ทั้งการคำนับ และการถอนสายบัว
            แต่สำหรับ..หม่อม แล้ว..ทุกอย่างไม่ต้องปฏิบัติ ไม่ต้องใช้ราชาศัพท์ แค่..คำว่า..Your Grace ก็เพียงพอ

            หม่อมวอลลิส..ถูกเรียกโดยพระเจ้าอยู่หัวว่า..นางซิมปสัน แต่สำหรับพระราชินีแล้ว..เธอถูกเรียกว่า "นางคนนั้น"

            ทันทีที่ข้อความนี้แพร่หลายออกไป..ท่านดยุคได้ส่งจดหมายต่อว่ามาทางเชอร์ชิลล์ทันทีว่า..
            "ฉันต่อต้านความเห็นของพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องการปฏิบัติต่อเมียฉัน..เอ..หรืออาจจะเป็นความเห็นของสมเด็จพระราชินีกระมัง..ฉันเชื่อว่า ถ้าใครมาจ้องจงเกลียดจงชังเมียของเธอบ้าง เธอก็คงไม่อยากจะเป็นญาติดีกับพวกเขาเหมือนอย่างที่ฉันกำลังรู้สึกอยู่.."

            และผลสะท้อนนั้นก็คือ เป็นการประกาศให้คนนอกได้รู้ด้วยว่า..หม่อมวอลลิส..เป็นที่รังเกียจต่อพระราชวงค์
            ดังนั้น..ไม่ว่าหม่อมจะย่างกรายไปไหน ผู้คนต่างแสดงความรังเกียจตามไปด้วยจนออกนอกหน้าไปบางครั้ง

            หลายสิบปีต่อมา..ยามที่มีนักข่าวไปสัมภาษณ์ท่านดยุคถึงเรื่องการไม่ลงรอยระหว่างพระองค์และสมเด็จพระราชินี..ว่าเป็นเพราะเหตุใด ท่านดยุคตอบได้อย่างทันควันว่า..
            "ก็จะมีอะไร..นอกจากอิจฉาจนตัวสั่นละซิ หรือจะพูดให้สุภาพนะ หล่อนน่ะอยากจะแต่งงานกับฉันจะตาย"
            ข้อความนี้ได้ประทานให้สัมภาษณ์ก่อนที่ท่านดยุคจะสิ้นพระชนม์ไปไม่นาน


            และทุกครั้งที่มีข่าวบันทึกเป็นภาพยนตร์ออกมาฉาย..ฟ้องให้เห็นว่า..หม่อมวอลลิสเดินทางอย่างหรูหราไปยังที่โน่นที่นี่ด้วยเรือสำราญ ในมือถือกระเป๋าแอร์เมส (Hermes ที่ผลิตทุกอย่างออกมาด้วยมือมนุษย์ เช่นกระเป๋าถือ ที่คนไทยประเภทเศรษฐีใหม่กำลังเห่อกันนั้น ปัจจุบัน ใบละสี่แสนจนถึงล้านกว่าๆ)
            ในขณะที่ภาวะของประเทศกำลังคับขันไปด้วยสงคราม ประชาชนต้องใช้บัตรปันส่วนอาหาร
            แต่...หม่อมยังเจิดจ้าไปด้วยประกายของเข็ดกลัดมรกตที่เม็ดโตเท่าใข่ไก่ รวมทั้งเสื้อคลุมขนสัตว์ผืนโตขนาดเอามาทำพรมปูห้องได้ ทั้งที่ประชาชนชาวอังกฤษแร้นแค้นแทบจะไม่มีเสื้อผ้าใส่

            เท่านั้นไม่พอ..ข่าวว่า..หม่อมต้องใช้เครื่องบินเฟิร์ส คลาส บินไปมาระหว่าง บาฮามัส กับ นิวยอร์ค เพื่อไปทำผม เล่นเอาพระราชินีแทบจะประชวรพระวาโย..!!

           

 

 

ทันที่ที่พระราชบัลลังค์ต้องเปลี่ยนมือมาทางพระเจ้ายอร์จที่หกนั้น สถานะการณ์ของสงครามเริ่มกรุ่นขึ้นมา..ทั้งพระองค์และพระราชินีจึงต้องรีบหาที่เกาะไว้เพื่อการป้องกันภัยที่จะมาถึงอังกฤษ
            จะใครเสียอีกเล่า..นั่นคือ มหามิตรอเมริกา..ที่ทั้งสองพระองค์ต้องการให้เข้ามาให้ความช่วยเหลือในทุกๆด้านอีกทั้ง..ถ้ากระโดดเข้ามาร่วมด้วย..ก็จะดีมาก
            ดังนั้น..การเสด็จประพาสอเมริกาจึงเป็นสิ่งที่กระทำอย่างด่วน..โดยการประสานงานของ นาย โจเซฟ เคนเนดี้ (บิดาของท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับ JFK) เอกอัครราชทูตอเมริกาประจำสำนักเซ็นต์ เจมส์ และเมื่อเสด็จกลับมา..
ทั้งนายโจเซฟ และภริยา นางโรส ได้รับเชิญให้เป็นเกียรติให้เข้าไปพำนักนอนเล่นในพระราชวังวินด์เซอร์ในวันสุดสัปดาห์ ระหว่างที่กำลังร่วมโต๊ะเสวยนั้น
            พระราชินีที่ประทับนั่งอยู่ระหว่าง นายกรัฐมนตรี นาย เนวิลล์ แชมเบอร์เลน และ นายโจเซฟ
            พระองค์ได้ทรงถือเป็นโอกาสเล่าถึงการเดินทางให้ฟังอย่างสำราญพระหฤทัยว่า..การเสด็จสู่อเมริกานั้น พระองค์รู้สึกประทับใจมากที่ได้รับการต้อนรับและการรับรองอย่างอบอุ่นจากท่านประธานาธิบดีรูสเวลต์และท่านผู้หญิงที่บ้านพักของท่านประธานาธิบดีเองที่ ไฮด์ ปาร์ค และได้ทรงลิ้มรสฮ็อต ด็อก กับ เบียร์

           
หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า..การเสด็จเยือนอเมริกาในครั้งนั้น ได้สร้างความวุ่นวายเพียงไร..ในฝ่ายพรรครีพับริกัน (พวกที่มีพื้นเพมาจากขุนน้ำขุนนางผู้ดีอังกฤษ)
ที่คุณหญิงคุณนายของพวกท่านๆนักการเมืองแสดงความไม่พอใจอย่างยิ่ง ที่ท่านประธานาธิบดีได้จัดงานต้อนรับพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินีแบบไปรเวทจนเกินไปที่บ้านไฮด์ ปาร์คที่ว่านั่น
ถึงขนาด..เปิดการวาระการอภิปราย ให้มีการยกเลิกหมายกำหนดการอันนั้น..เพราะ พวกคุณเธอได้อ้างว่า..
"ไม่มีการถวายความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ และที่บ้านนั้นก็ไม่มีห้องพักที่เหมาะสม พวกพนักงานก็มีพวกชาวผิวดำปะปนอยู่มาก ส่วนพวกที่คัดเลือกให้มาเป็นมหาดเล็กก็เป็นพวกชาวไอริชที่มีผมสีแดงแจ๋..ที่เหมาะต่อการไปตัดฟืนหรือใช้เช็ดถูรองพระบาทจะเข้าท่ากว่า.."


        
ส่วนท่านประธานาธิบดีรูสเวลท์ก็แสนจะอึดอัดใจ เพราะตัวเองกำลังเป็นเป้าหมายของประชาชนว่าจะฝักใฝ่เข้าร่วมในสงครามนี้หรือไม่
เพราะเสียงส่วนมากนั้น..ไม่เห็นด้วยอีกทั้งทางสภาคองเกรสได้โหวตกันแล้วว่า อเมริกาจะอยู่เป็นกลาง ส่วนการช่วยเหลือ(ประเภทกู้ยืม)นั้น..คงมีบ้างแต่อยู่ในสายตาของรัฐบาลที่จะให้ภาพออกมาอย่างไม่น่าเกลียด
           
ตัวท่านปธน.เองนั้น อยากจะโจนเข้าร่วมในสงครามด้วยใจจะขาด หากแต่..ปีรุ่งขึ้นต่อไป คือปี 1940 คือปีแห่งการเลือกตั้งใหม่..ที่ท่านปธน.จะลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่ซะด้วย
ทุกอย่างเลยต้องชะลอไว้ก่อน

แต่การที่ประมุขของอังกฤษมาเป็นแขกบ้านแขกเมืองในครั้งนี้..แน่นอนว่า..ทุกคนย่อมต้องจับตามองอย่างไม่กระพริบ
การเสด็จมาเยือนในครั้งนี้ ประธานาธิบดีรูสเวลท์ต้องการให้พระเจ้ายอร์จที่หก และพระราชินีได้สร้างสัมพันธอันดีกับชาวอเมริกันเพื่อเป็นการปูทางที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างสะดวกเมื่อถึงคราวจำเป็น

 
แต่..ทุกอย่างแทบจะไม่ได้ผล อย่างเช่น เรื่องของพนักงานที่ทางรัฐบาลได้เลือก"พนักงานรับใช้มือบริการชั้นดี"ระดับอาชีพมาสองสามคน พวกเขาเป็นชาวผิวดำ..
ทันที่ที่ นายเจมส์ พนักงานรับใช้ส่วนตัวของนางซาร่า รูสเวลท์(มารดาของท่านปธน.ที่เป็นชาวอังกฤษ) ทราบเรื่องเข้า..ในฐานะนายเจมส์ เป็นคนอังกฤษเช่นกัน เขาเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ..ขอลาพักร้อนทันที
นางซาร่าถึงกับลงทุนอ้อนวอนว่า..
"น่า..ขอเพียงอยู่ทำงานแค่ตอนพระเจ้ายอร์จและพระราชินีประทับอยู่ที่นี่เท่านั้นแหละ แล้วจะพักร้อนหลังจากนั้นก็ตามใจ.."
           
นายเจมส์ตอบด้วยเสียงเยียบเย็นว่า.."กระผมไม่สามารถทนอยู่ดูพวกท่าน"ย่ำยี"ศักดิ์ศรีของเหนือหัวของเราได้หรอกขอรับ.."

Franklin Roosevelt and his mother, Sara 

 

เมื่อท่านปธน.ได้ฟัง..ท่านถึงกับขำไม่ออก..เพราะไม่เคยคิดเลยว่าเหล่าบรรดาคุณพนักงานรับใช้ของเจ้านายอังกฤษจะเรื่องมากถึงขนาดนี้ ยิ่งมาเจอกับพิษสงของนายเจมส์ ต้นห้องชาวอังกฤษของมารดาตัวเองเข้า ยิ่งงงกันเข้าไปใหญ่..
เพราะตั้งแต่การมาถึงทีแรก มีกำหนดการส่งมาให้ว่า ทางเจ้าบ้านต้องจัดการหาผ้าห่มที่บุด้วยขนห่าน (ไม่ใช่ขนห่านธรรมดา แต่เป็นห่านชั้นดีที่เรียกว่า eiderdown) สำหรับพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี
            และต้องเตรียมกระเป๋าน้ำร้อนให้กับนางพระกำนัลทุกคน ทั้งที่ในตอนนั้นคือเดือนมิถุนายน อันเป็นฤดูร้อนที่อากาศแสนที่จะอบอ้าว..

ส่วนเรื่องที่ท่านปธน. ขำออก..และขำกลิ้ง...นั้นคือเรื่องที่ได้ยินมาว่า..เมื่อสามปีก่อน มหาดเล็กได้นำถาดเครื่องเสวยไปถวายให้พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่แปด (ตอนที่ยังไม่ได้สละราชสมบัติ)ที่ริมสระน้ำ
และพบว่า พระองค์กำลังทาเล็บเท้าให้กับนางซิมปสันอยู๋ มหาดเล็กคนนั้นได้กลับไปแจ้งแก่กรมวัง..ขอลาออกจากการเป็นมหาดเล็กทันที ด้วยเหตุผลคือ..
            เขาทนดูภาพนั้นไม่ได้ และจะไม่ทนอีกต่อไป !!

            
         

ความรู้สึกของการถูกลบหลู่เกียรติของมหาดเล็กคนนั้นเทียบได้เท่ากับของนายเจมส์ ต้นห้องของนางซาร่า ที่ยืนยันไม่ยอมอยู่ที่จะได้เห็น"เหนือหัว"ของเขาได้รับการต้อนรับที่ไม่สมพระเกียรติ
            เขาได้ลาไปพักร้อนหนึ่งวันก่อนที่พระเจ้าอยู่หัวและพระราชินีจะเสด็จที่ประทับที่บ้านไฮด์ ปาร์ค ตามที่ท่านประธานาธิบดีจัดถวาย
           
ตอนที่ระหว่างที่ทั้งสองพระองค์กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางเสด็จไปอเมริกา (โดยเรือเดินสมุทร) นั้น..นายวิลเลี่ยม บุลลิตต์ เอกอัครราชทูตอเมริกาประจำประเทศฝรั่งเศส ได้ส่งข้อความปิดผนึกไปยังท่านปธน. รูสเวลท์
            ใจความว่า..
            "ทั้งสองพระองค์..ได้เดินทางออกไปแล้ว พระราชินีเป็นคนที่น่ารัก เอาเถอะ..เรื่องผ้าห่มขนห่านอะไรนั่น อย่าเอามาเป็นอารมณ์เลยนะ เอาไว้ยามที่ได้คุยกันก็จะรู้เองละว่า ท่านเป็นคนคุยสนุก ยิ้มง่าย..แต่เชื่อม๊ะล่ะ ว่า น้องสะใภ้ท่าน..เจ้าฟ้าหญิงแมรี่ (พระขนิษฐาองค์รองไปจากพระเจ้ายอร์จที่หก) เที่ยวเอาไปนินทาทั่วว่า ยิ้มโฆษณา..ยิ้มได้ทั้งวัน  จะว่าไปนะ..พระพักต์ของพระองค์มีส่วนเหมือนกับแคดดี้ที่ถือถุงกอล์ฟให้ผมที่สนามกอล์ฟที่สก๊อตแลนด์เปี๊ยบเลย อัธยาศัยก็ดีเหมือนกันด้วย..ส่วนพระเจ้ายอร์จนั่นก็เริ่มพูดจารู้เรื่องขึ้นมาบ้าง แต่ท่าทางติดจะ"ตื่นๆ"อยู่ไม่หาย"

            ข้อความของนายบุลลิตต์ ในช่วงท้ายๆ ได้เขียนย้ำเตือนท่านปธน.เอาไว้ด้วยว่า.."อย่าได้เผลอหลุดพูดถึงท่านดยุค แห่ง วินด์เซอร์ และหม่อมเชียวนะ เพราะไม่นานมานี้ ท่านดยุคได้ส่งจดหมายไปฟ้องพระมารดา..ในเรื่องที่ว่าพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้เห็นแก่พี่แก่น้องแม้แต่นิด แม่เมียชาวบ้านนั่นพูดอะไรก็เชื่อไปหมด ต่อไปนี้..พี่น้องคงไม่ต้องมองหน้ากันแล้ว..

          

ปีก่อนหน้าการเยือนอเมริกานี้ ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จเยือนฝรั่งเศสมาครั้งหนึ่ง ที่ได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลามจากชาวปารีเชียง
ยกเว้นแต่ นายเอดวารด์ เดลาดิเยร์ นายกรัฐมนตรี ที่ นำไปกล่าวลับหลังว่า..
"พระเจ้าแผ่นดินช่างไม่เอาไหนเอาซะเลย..ส่วนพระราชินีก็เห่อเหิม ชาวบ้านจะเป็นจะตายไม่สำคัญ...ขอแต่ให้ตัวเองได้เป็นควีนไปตลอดกาลก็พอ"

เมื่อถึงอเมริกา ทั้งสองพระองค์มาถึงพร้อมทั้งมหาดเล็กและนางพระกำนัลแบบเต็มพิกัด กระเป๋าและหีบสัมภาระมีมามากมายก่ายกอง ฝ่ายพวกคุณพนักงานเริ่มเข้าประจำที่ และตั้งหน้าตั้งตาจับผิดไปได้แทบทุกเรื่อง
            มหาดเล็กคนหนึ่งได้บ่นดังๆว่า..ทั้งอาหารและเครื่องดื่มที่ทำเนียบได้เตรียมไว้ให้นั้น มันเทียบไม่ได้กับของพระราชวังบั๊คกิ้งแฮมเลยแม้แต่นิดทั้งๆที่พระราชวังได้จำกัดจำเขี่ยคุณภาพอาหารเพราะเป็นช่วงอยู่ในเตรียมจะมีสงครามแล้วนะเนี่ย..ยังดีกว่าที่อเมริกาอีกร้อยเท่าพันเท่า

ยิ่งไอ้หมอนั่นยิ่งพูด เลยทำให้คนอเมริกันได้ล่วงรู้ความจริงเลยว่า...ภาพพจน์ที่พระราชวังได้ประกาศออกข่าวไปโครมๆว่า อาหารการกินก็ใช้บัตรปันส่วน และมัธยัสถ์เช่นเดียวกับชาวบ้านนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
ในห้องเสวยยังคงเสริฟเนื้ออบ เนยแท้ๆที่มีตราประทับ อีกทั้ง เหล้าองุ่น แชมเปญ ไม่เคยขาด
 พระกระยาหารเช้า สำหรับพระเจ้ายอร์จที่หก ก็คือ ใข่สองฟอง เบคอนหกชิ้น ทุกวัน
พระกระยาหารค่ำคือ ไก่ป่าอบ บ้าง เนื้ออบบ้าง แล้วแต่
ส่วนพระราชินี มักจะเสวยพระกระยาหารมื้อค่ำรวบไปกับเวลาน้ำชา และที่ขาดไม่ได้คือ เค้กข้าวโอ๊ต ขนมทุกชนิด อันเป็นสาเหตุให้ทรงพระเจริญขึ้นถึง 12 ปอนด์ภายในปีเดียว
           
ช่างพระภูษาได้เล่าว่า.."ยังไง ยังไง พระองค์ก็ไม่หยุดเสวยเค้กข้าวโอ๊ตแน่นอน เพราะทรงโปรดมาก ฉลองพระองค์ถึงต้องเอามาแก้กันบ่อยๆ"
ส่วนชาที่ทรงโปรดนั้น คือการผสมระหว่างชาจีนและชาซีลอนชั้นเลิศ และน้ำที่ใช้ชง ต้องเป็นน้ำประปาลอนดอน ซึ่งในการเดินทางยังอเมริกาครั้งนั้น..น้ำประปาที่ว่านี่ก็ถูกบรรจุลงในถัง..ส่งลงเรือมาด้วย..ไม่นับหีบสัมภาระอื่นๆที่มีมากมาย
            เพราะ ด้วยพระเจ้ายอร์จที่หกนั้น ทรงโปรดการฉลองพระองค์ด้วยเครื่องแบบต่างๆ และออกพิถีพิถันในเรื่องนี้อยู่มาก พระองค์มีช่างที่ช่วยกันทำงานเป็นทีมมีงานตัดเย็บได้ทุกวัน
           
จนครั้งหนึ่ง พระเจ้ายอร์จที่ห้า พระบิดาได้เคยกล่าวถึงพระโอรสองค์นี้ว่า
"แย่จังนะ.. ที่เบอร์ตี้ไม่ค่อยสนใจเรื่องอื่นๆ นอกจากเรื่องแต่งตัว ขนาดไปล่าสัตว์แท้ๆยังห่วงว่ากางเกงจะเสียทรงเลย" และยิ่งเรื่องฉลองพระองค์ของพระราชินีด้วยแล้ว..พระเจ้ายอร์จทรงกระตุกทุกครั้งที่มีคนนินทามาว่า พระราชินีแต่งพระองค์ได้เชยสุดๆ..
            พระองค์จึงมีพระบัญชาให้นักออกแบบชื่อดัง นาย นอร์แมน ฮาร์ทเนลล์ เข้าพบ และมอบให้ดูแลเรื่องฉลองพระองค์ของพระราชินี และ วางแนวไว้ให้ด้วยว่า ต้องหรูหราอย่างสมพระเกียรติ
ซึ่งก็ได้สมพระทัย เพราะต่อมา ไม่ว่าจะเป็นขนนกธรรมดา ขนนกระจอกเทศ ผ้าลูกไม้ เฟอร์ มรกต เพชร ทับทิม ..ต่างเข้ามามีส่วนสร้างให้แฟชั่นของพระราชินีให้เลอเลิศสมพระทัยพระสวามี
           
ช่างตัดเย็บพระภูษาจึงนับว่ามีงานส่วนพระองค์ที่ล้นมือ ศักดิ์ศรีของพวกเธอนั้นเล่า..ก็สำคัญนัก
เจ้าหน้าที่ฝ่ายอเมริกันที่เข้ามาทำงานในด้านการรับรองคนหนึ่ง..ได้รับข้อความมาจากพระราชินีเพื่อที่จะส่งมอบหมายให้กับนางสนองพระโอษฐ์
เห็นว่า ช่างพระภูษากำลังจะเดินไปทางนั้น จึงขอฝากให้นำข้อความไปบอกด้วย
ฝ่ายช่างนั่น..หันขวับมาตวัดเสียงตอบทันทีว่า.."ฉันเป็นข้าในพระองค์ฝ่ายใน..ไม่ใช่พนักงานส่งจดหมาย"
            เล่นเอา..อเมริกันถึงคราวอึ้งกิมกี่ไปทันที เพราะไม่รู้ว่า..ข้าในพระองค์ หรือ พนักงานส่งจดหมาย มันต่างกันตรงไหน ในเมื่อถ้าจะว่าไปแล้ว..ก็คือ "ลูกจ้าง" ด้วยกันทั้งนั้น
            และนี่คือความคิดของอเมริกัน.

            แต่ของอังกฤษน่ะ ไม่ด้าย ไม่ด๊าย ไม่ด้าย..นี่มันหยามกันชัดๆ เพราะเขาจัดตำแหน่งกันชัดเจนในหมู่คุณพนักงานว่า..
            สูงสุดคือ นางพระกำนัล มหาดเล็ก คุณข้างในที่รับใช้ใกล้ชิด พวกนี้มีห้องรับแขก ห้องนั่งเล่นส่วนตัว ที่มีระเบียงยื่นออกไปมองพวกข้างล่างที่ต่ำต้อยกว่าได้
            พวกข้างล่างคือ พวก เสมียนพิมพ์ พวกรับใช้ พวกลูกมือจิปาถะ ตลอดจนไปถึงคนงานต่างๆ รวมทั้งคนเดินสาสน์ด้วย
            เล่นเอาฝ่ายอเมริกันต้องปวดเศียรเวียนเกล้า เพราะแยกแยะไม่ออกว่าใครเป็นใคร..

ส่วนพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี ต่างไม่ค่อยสนใจในเรื่องวุ่นๆของเหล่าพนักงานมากนัก
 ทั้งสองพระองค์ทำองค์สบายๆ ตกบ่ายก็ดื่มค๊อกเทลที่มีให้เลือกนานาชนิด
ท่านประธานาธิบดีได้สัพยอกพระเจ้ายอร์จว่า..
"แม่ผม.ท่านว่าพวกเราไม่ควรที่จะตั้งวงดื่มนะ เพราะ ท่านไม่ใคร่ชอบการเสริฟเหล้าในบ้าน"
          
 พระเจ้ายอร์จ..ก็ตอบกลับทันควันว่า
           
"เออ..เหมือนกันเลย..แม่ฉันก็ไม่ชอบก็เหมือนกัน.." ตรัสเสร็จก็หันไปคว้าเหล้าซดจนหมดแก้ว
           
อย่างไรก็ตาม..ประชาชนชาวอเมริกันได้ชื่นชอบและปลาบปลื้มกับการเยือนของทั้งสองพระองค์ในครั้งนี้ ข่าวที่มีมาถึงหูท่านทูต โจเซฟ เคนเนดี้ ล้วนแต่เป็นที่น่าพอใจ
กลับมาต่อถึงตอนระหว่างที่ร่วมโต๊ะเสวยนั้น..พระราชินีได้ทรงเล่าเรื่องสนุกๆของการเดินทาง พร้อมทั้งลองหยั่งเสียงกับท่านทูตโจเซฟถึงสถานะการณ์สงครามว่า..ประชาชนชาวอเมริกันมีความเห็นอย่างไร?
           
นายโจเซฟ..ผู้รักความเป็นสันโดษ รีบตอบไปอย่างแทบไม่ต้องคิดเลยว่า
"ประชาชนชาวอเมริกันไม่อยากเข้าร่วมในสงครามครั้งนี้หรอกพะยะค่ะ เพราะพวกเขาเข็ดเขี้ยวมาตั้งแต่สงครามครั้งที่แล้ว ที่เนื้อไม่ได้กิน แถมจะเอากระดูกมาแขวนคออีกต่างหาก หม่อมฉันไม่ตำหนิพวกเขาเลยที่คิดเช่นนั้น เพราะ หม่อมฉันก็คิดเช่นเดียวกัน"
            (ถ้าอยากรู้ว่า เอากระดูกมาแขวนอย่างไร กรุณาไปอ่านเรื่อง ฮิตเล่อร์ที่เคยเขียนไว้นะคะ......วิวันดา)
Joseph  Kennedy

 

 

พระราชินีก็ตอบกลับไปอย่างทันกันว่า..
"ฉันก็คิดเช่นนั้นแหละ..แต่ขอให้ท่านทูตคิดดูนะว่า...ถ้าอเมริกามาร่วมด้วยกับเรา..หรือให้ความสนับสนุนกับเราบ้าง..เราย่อมต้านทานการรุกรานของฮิตเล่อร์และพรรคพวกได้อย่างแน่นอน"
           
คนที่คิดอย่างเดียวและเห็นด้วยกันกับพระราชินี..นั่นคือ ท่านประธานาธิบดีรูสเวลท์ (ที่แอบประสานงานกับอังกฤษอย่างลับๆ) และ ทันทีที่นายโจเซฟได้แว่วข่าวเรื่องอเมริกากำลังเอนอ่อนและสนใจในเรื่องของการเข้าร่วมรบ
จึงได้เที่ยวไปนินทาท่านปธน. ว่า..
 "ไอ้รูสเวลท์กับไอ้พวกอังกฤษ มันกำลังจะพาพวกเราไปชิบหา...ล่มจมกับสงครามคราวนี้ซะแล้ว"

เสียงนินทานี้ได้แว่วเข้าหูท่านประธานาธิบดีที่อยู่ถึงทำเนียบขาว..ถึงกับเต้นเป็นเจ้าเข้า ได้ออกคำสั่งเรียกตัวกลับประเทศ พร้อมทั้งสั่งให้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งทูตซะด้วย พร้อมกับบอกกับท่านผู้หญิงภรรยา ว่า
"อย่าให้ไอ้บ้านั่น..นี่มันเข้ามาพบผมนะ.."

ในตอนนั้น ท่านทูตโจเซฟยอมลาออกจากตำแหน่งทูต แต่..ยังตะรอนๆอยู่ในอังกฤษ...ยังใช้คำนำหน้าตัวเองว่า แอมบาสเดอร์ อย่างเหนียวแน่น..และได้ทำตัวให้เป็นที่น่าเกียจของสังคมชาวอังกฤษ เนื่องจาก เขาพยายามเข้าล๊อบบี้คนหลายกลุ่มให้ต่อต้านสงครามครั้งนี้ และพยายามชี้ให้เห็นว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่อังกฤษจะขัดขืนกับแสนยานุภาพของเยอรมัน เพราะยังไงเสียก็ต้องแพ้อยู่วันยังค่ำ น่าจะยอมๆเขาไปซะดีๆ

แต่สำหรับพระสหายชาวอเมริกันของสมเด็จพระราชินีคนอื่นๆแล้ว ต่างเห็นด้วยกับพระองค์ว่า ถ้าอังกฤษจะต้องทำสงครามจริงๆแล้ว อย่างไรเสียอเมริกาก็ต้องเข้ามาร่วมด้วยอย่างแน่นอน
ไม่ว่าจะเป็นคำพูดจากใจจริงหรือเพ็ดทูลสอพลอ..พระองค์ก็ทรงโปรดที่จะได้ยินทั้งนั้น
พระสหายส่วนใหญ่พวกนี้อยู่ในแวดวงศิลปและบันเทิงอันเป็นที่โปรดปรานของพระองค์
อย่างนาย แจ๊ค วิลสัน ผู้อำนวยการและผู้ผลิตละคร และ นาย โนเอล โควาร์ด ที่เป็นนักเขียนบทละครที่มีชื่อเสียง ทั้งคู่ต่างมีสิทธิพิเศษสามารถเข้านอกออกในพระราชวังได้ตลอดเวลา
           
อย่างนายวิลสัน..ที่ได้กราบทูลไปว่า..
           
"พระองค์น่าจะสร้างอนุสาวรีย์ของหม่อมวอลลิส แล้วเอาไปตั้งให้ทั่วเกาะเลยนะพะยะค่ะ..เพราะ หล่อนที่เอง..ที่ทำให้พวกเราได้พระเจ้าอยู่หัวและพระองค์มาเป็นเจ้าชีวิต..ถ้าไม่ฉะนั้นแล้ว..พวกประชาชนคงต้องทนอยู่ในการปกครองภายใต้บัลลังค์ของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่แปด..กระหม่อมไม่อยากคิดเลยว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรกัน"
สมเด็จพระราชินีชอบพระทัยนักที่ได้ยินความรู้สึกจากปากของพระสหายต่างแดน และ
ยามที่นายวิลสันมาถึงอังกฤษในต่อมา (ปี 1939) ทันทีที่พระองค์ทรงทราบ..เขาได้รับเชิญเข้าไปร่วมวงน้ำชาทันที

นายวิลสันได้เข้าไปในพระราชวังวินเซอร์ตามคำเชิญ และได้ถูกพาไปในห้องรับประทานอาหารห้องใหญ่ ที่บนฝาผนังประดับไปด้วยภาพวาดของเหล่าศิลปินเอกผู้โด่งดังในอดีตกาล
เช่น..Constable, Reynolds,Gainsborough...
            แต่..ด้านหลังภาพต่างๆเหล่านั้น พระราชินีได้สั่งให้มีการวาดภาพของตัวการ์ตูนต่างๆเช่น มิกกี้ เม้าท์ หรือ โดนัล ดั๊ก ฯลฯมาติดเอาไว้ สำหรับเพื่อความบันเทิงของพระธิดาทั้งสอง
            ฉะนั้น..เพียงแต่พลิกภาพกลับมาก็ได้บรรยากาศของเด็กๆทันที
           
นายวิลสันถึงกับนึกขำในใจในการเป็นอยู่ตามสไตล์ของ"ชาววังอังกฤษ"ตามที่ได้เห็นและได้ยินจากปากมหาดเล็กถึงเรื่องระบบและพิธีการต่างๆ

มหาดเล็กได้พาเขามาจนถึงห้องนั่งเล่นส่วนพระองค์ และที่นั่น..เขาได้พบกับเด็กหญิงอายุประมาณสิบสามปี เจ้าฟ้าหญิง อลิซาเบธ ประทับเล่นง่วนอยู่บนพื้นที่ปูด้วยพรมหนานุ่ม
  นายวิลสัน..จึงส่งเสียงทักทายด้วยความเอ็นดูว่า
 "สวัสดีคร๊าบบบ..สาวน้อย สบายดีหรือคร๊าบบบ?"
           
มหาดเล็กถึงกับยืนแข็งทื่อด้วยความตกใจ..เจ้าฟ้าหญิงทรงจ้องเขม็งมาที่อาคันตุกะที่บังอาจ พระองค์ชี้ออกไปข้างหน้าที่พื้น..แล้วเปล่งพระสุรเสียงว่า
           
"ยืนทื่ออยู่ทำไม.. ก้มหัวลงคำนับฉันซิ..คำนับ..เดี๋ยวนี้..!!"

 (นายวิลสันได้มาเล่าต่ออย่างครื้นเครงว่า..รู้ม๊ะ..ว่าผมทำอย่างไรตอนที่มีพระบัญชามาน่ะ..ผมรีบคำนับเจ้าฟ้าหญิงท่านจนตู..กระดกเชียว เด็กอะร้ายยย..ดุชะมัดเลย)
 

 



        

ท่านเสนาบดีกระทรวงวังผู้อาวุโสตามตำแหน่งจัดว่าใหญ่สุด..ก็โดนพิษของพระองค์เช่นกัน..
เหตุเกิดขึ้นยามที่ท่านได้ทักทายเจ้าฟ้าหญิงขณะที่เสด็จไปตามระเบียงว่า
"อรุณสวัสดิ์พะยะค่ะ ท่านสุภาพสตรีน้อยๆ"
           
ผู้ที่ถูกเรียกว่า..ท่านสุภาพสตรีน้อยๆ..ถึงกับหันขวับพร้อมทั้งตอบทันทีว่า
"ฉันไม่ใช่สุภาพสตรีน้อยๆนะ..ฉันคือ เจ้าฟ้าหญิงอลิซาเบธ "
ผู้ที่ได้ยินเข้าพอดี..คือ พระนางแมรี่ พระอัยยิกา(ย่า) พระองค์ขัดพระทัยในความพระโอษฐ์กล้าของเจ้าฟ้าหญิง จึงได้นำพระนัดดาไปพบกับท่านเสนาบดี ถึงที่ห้องพัก..ทรงเคาะประตู
และเมื่อประจันหน้ากันทั้งสองฝ่าย..พระนางแมรี่ ได้ทรงแนะนำขึ้นให้ใหม่ว่า..
           
"นี่คือ เจ้าฟ้าหญิงอลิซาเบธ..ที่ฉันหวังว่า สักวันหนึ่งพระองค์จะทรงเป็นสุภาพสตรี"
   Queen Mary of Teck , Elizabeth and Margaret

 

 

 

และกับพระพี่เลี้ยงก็เช่นกัน ยามที่ไม่ได้ดังพระทัย พระองค์ก็จะทรงแหวให้ได้ยินว่า..
"นี่..ฉันเป็นเจ้านายพวกเธอนะ"
และเมื่อ สมเด็จพระราชินีทรงได้ยินเข้า..เจ้าฟ้าหญิงจึงได้รับบทเรียนและคำสั่งสอนว่า
            "เจ้านายน่ะ..ยามเมื่อแสดงกิริยาทรามๆ หรือแสดงมารยาทไม่ดีนั้น..เป็นความผิดที่ไม่มีใครเขาให้อภัยนะลูก"
แต่อย่างไรก็ตาม..เพราะความที่ได้รู้ตัวว่า"ตัวเองสำคัญ" มาตั้งแต่อายุได้เพียงสิบชันษา การหยิ่งผยองนั้นเป็นเรื่องที่ห้ามกันยาก เพราะไม่ว่าจะเสด็จดำเนินไปที่ไหน เหล่านางพระกำนัล มหาดเล็ก คุณพนักงาน ต่างก็ต้องก้มคำนับ หรือถอนสายบัวให้กันอย่างสุดฤทธิ์
หรือบางทีก็ทรงแกล้งเสด็จไป-มาผ่านหน้ากองแถวทหารยาม ที่พวกเขาต้องทำการตะเบ๊ะพร้อมเรียบอาวุธกันพรึ่บพรั่บ
           
การเป็นเจ้านั้น..เป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเด็กหญิงในวัยพระองค์หนักหนา อย่างแรกคือ มีแต่คนตามพระทัย และ กระทำตามพระบัญชา
สิ่งต่อมาคือ ไม่ว่าใครๆต่างก็ใช้พระนามของพระองค์ไปตั้งเป็นชื่อโรงเรียน โรงพยาบาล หรือแม้กระทั่ง มีหุ่นขี้ผึ้งในพิพิทธภัณฑ์มาดามทรูโซ (เป็นรูปของพระองค์ทรงบนหลังลูกม้า เมื่อตอนที่มีพระชนมายุได้ สี่ชันษา)
นอกเหนือไปจากภาพบนแสตมป์ และ บนปกนิตยสารไทม์

เจ้าฟ้าหญิงอลิซาเบ็ท และ เจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ต (พระขนิษฐา) แทบไม่เคยเสด็จไปไหนนอกรั้วนอกวังเอาเสียเลย..ไม่เคยไปซื้อของตามห้าง ไม่เคยขึ้นรถเมล์หรือรถใต้ดิน ไม่เคยปลอมตัวไปไหนมาไหน
ไม่เคยแม้กระทั่งต่อสายโทรศัพท์เอง..
            (ไม่เคยได้รับการติดเชื้อใดๆ พระองค์เพิ่งจะมาออกอีสุกอีใสก็เมื่อตอนที่มีพระชนมายุได้ สี่สิบห้า..)
พระพี่เลี้ยงที่ใกล้ชิดมาตั้งแต่เล็กๆนั่นคือ
มาเรียน ครอว์ฟอร์ด หรือที่เรียกกันเล่นๆว่า "ครอว์ฟี่" และ มาร์กาเร็ต แมคโดนัล หรือ "โบโบ", นางพยาบาลประจำพระองค์ คือ แคลร์ ไนท์ หรือ "อัลลาห์"
และสิ่งแรกที่พระพี่เลี้ยงได้สอนให้เจ้าฟ้าหญิงได้ทรงจนชำนาญ นั่นคือ การกดกริ่งเรียกมหาดเล็กหรือคุณพนักงานให้ถูกต้องตามแผนก..

พระเจ้ายอร์จที่หก..ทรงพยายามอย่างยิ่งในการที่จะฝึกปรือเจ้าฟ้าหญิง พระธิดาให้เป็นกษัตรีย์ที่สมบูรณ์ที่สุด ไม่ใช่มาด้วยสภาพไม่พร้อมอย่างพระองค์ที่ต้องมาครองราชย์แบบฉุกละหุก
อย่างเช่นในอดีต..เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่พระเชษฐาจะทรงสละราชสมบัตินั้น พระองค์กำลังไล่ยิงไก่ป่าอยู่แท้ๆ ข่าวก็มาถึงพระองค์ว่า ให้เตรียมตัวไปรับราชบัลลังค์ในฐานะกษัตริย์พระองค์ใหม่
ถึงกับปรับทุกข์ไว้กับ พระญาติ ลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเทน ว่า..
"ฉันไม่อยากเป็นเลย..ฉันไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง หนังสือหนังหาก็ไม่ได้เรียนมา จะไปเป็นพระเจ้าแผ่นดินได้ยังไง"
            และนี่คือเหตุการณ์เมื่อครั้งอดีตที่พระองค์ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นกับเจ้าฟ้าหญิงอลิซาเบธ มงกุฏราชกุมารีโดยเด็ดขาด ดังนั้น การเรียนและการฝึกปรือต้องเริ่มกันมาตั้งแต่ยังเด็กๆ
เช่นการออกงานพระราชพิธี วิธีการตรวจพลสวนสนาม การฝึกให้ยืนตรงอยู่ได้นานๆ การฝึกให้เขียนและบันทึกไดอะรี่อย่างละเอียด และการร่วมรับรู้ในกิจการบ้านเมืองจาก"กล่องแดง" อันเป็นกล่องที่บรรจุงานราชการลับเฉพาะที่นำมาส่งมอบให้กับพระองค์ทุกวัน
และข้อความที่เจ้าฟ้าหญิงต้องทรงจดจำไว้จนขึ้นพระทัยว่า..
"ยามที่พ่อตายไปแล้ว..ลูกจะต้องเป็นคนทำต่อไปทั้งหมด"
เจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ตพระขนิษฐา..ได้ทอดพระเนตรเห็นพระภคินีต้องทรงลุกขึ้นเพื่อไปทรงงานตรวจ"กล่องแดง"กับทูนกระหม่อมพ่อนั้น..พระองค์ทรงถามขึ้นมาอย่างเด็กๆว่า
"นี่หมายความว่า พี่จะเป็นพระราชินีคนต่อไปเหรอ?"
"ก็ต้องเป็นอย่างงั้นละซิ"
"แย่จัง..แล้วไงละพี่..ต้องเป็นตลอดไปเลยเหรอ
 น้องละเกลียดนักเชียว เมื่อก่อนนะ น้องคือ มาร์กาเร็ต โรส แห่ง ยอร์ค แต่เดี๋ยวนี้ กลายมาเป็น มาร์กาเร็ต โรส เฉยๆ"
           
และตั้งแต่ปี 1939 เป็นต้นมา..เจ้าฟ้าหญิง อลิซาเบธ หรือ เป็นที่รู้จักกันในนามว่า ลิลิเบท นั้น พระองค์มักขึ้นต้นประโยคด้วยคำว่า
"อีกหน่อยที่ฉันได้เป็นพระราชินี..ฉันจะ......"

          
 




บทความโดย "วิวันดา"

เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบหก
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบห้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสี่
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสาม
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสอง
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๙
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๘
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๗
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๖
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๕
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบเอ็ด
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๔
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๓
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบ
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๒
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนเก้า (จบ)
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๑
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ (ปฐมบท)
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนเก้า
เชลย..............ตอนแปด จบบริบูรณ์
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนแปด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนแปด
เชลย..............ตอนเจ็ด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนเจ็ด
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนเจ็ด
เชลย..............ตอนหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบสาม (สมบูรณ์)
เชลย..............ตอนห้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนหก
เชลย..............ตอนสี่
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบสอง
เชลย..............ตอนสาม
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนห้า
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบเอ็ด
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบ
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสี่
เชลย..............ตอนสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบเก้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสาม
เชลย..............ตอนหนึ่ง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบแปด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนห้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบเจ็ด
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนหนึ่ง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบห้า
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนสี่
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบสี่
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบสาม
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนสาม
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบเอ็ด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนเก้า และตอนสิบ
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนแปด
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนเจ็ด
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนห้า
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสี่
ฮิต เล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสาม
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม



1

ความคิดเห็นที่ 1 (101559)
avatar
โรจน์ (Webmaster)

เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่ประโยชน์ต่อความเข้าใจเรื่องฮิตเลอร์กับสงครามโลกครั้งที่ 2 เท่านั้นครับ  นึกย้อนไปถึงตอนทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการที่ ร.6 ตัดสินพระทัยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1  ในช่วงก่อนเข้าร่วมสงครามพระองค์ท่านก็ทรง Propaganda ตามอย่างอังกฤษมาตลอด  และดูเหมือนชาตินิยมเมืองไทยสมัยนั้นก็ถอดแบบมาจากอังกฤษโดยที่เราไม่ค่อยได้รู้เบื้องหลังกันมากนัก  พูดมากเดี๋ยวกลายเป็นนินทาพระองค์ท่านซึ่งโดยใจจริงความรู้สึกว่าได้ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับพระราชดำริของพระองค์ท่านจนจบโทได้  ก็เหมือนเราติดหนี้บุญคุณพระองค์ท่านกลายๆ  ยังรำลึกถึงพระองค์ท่านด้วยความเคารพเสมอมา  เอาเป็นว่าบทความชุดนี้น่าจะเหมาะกับผู้ที่กำลังศึกษาประวัติศาสตร์ไทยสมัยร.5,6,7 ไม่ว่าในเรื่องเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศ ลัทธิชาตินิยม หรือการที่ร.5 ท่านทรงส่งพระราชโอรสไปศึกษาในยุโรป  ฯลฯ จะช่วยให้เข้าใจอะไรได้มากขึ้นครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น โรจน์ (Webmaster) (webmaster-at-iseehistory-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2011-05-19 22:28:28 IP : 124.120.239.147


ความคิดเห็นที่ 2 (101561)
avatar
wiwanda

สวัสดีค่ะ คุณโรจน์

 

ดิฉันยังอยากเรียบเรียงเรื่องของบิสมาร์คกับไกเซอร์วิลเฮล์มที่สองด้วยจะได้ครบสมบูรณ์...เรื่องนี้คงจะยาวมาก..หนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้เตรียมไว้เยอะแยะเลยค่ะ  แต่ยังไม่มีเวลาเลย..ตอนนี้เวลาว่างๆก็เปิดอ่านหนังสือที่เขียนด้วยไกเซอร์เอง..คือ Kaiser's Memoirs Emperor of Germany 1888-1918  หนังสือตีพิมพ์ในปี 1922  เชื่อได้เลยว่าไกเซอร์ทรงเขียนในช่วงที่สละราชสมบัติและลี้ภัยอยู่ในฮอลแลนด์..ดังนั้น..ข้อความในหนังสือเลยเพี้ยนมาก..เหมือนกับว่าพระองค์กำลังแก้ตัว แก้เกี้ยวกับชาวโลก  ทรงเขียนราวกับว่าพระองค์นั้นแสนบริสุทธิ์..ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรมากนัก..เพราะเวลาที่ขึ้นครองราชย์อำนาจการบริหารประเทศก็อยู่ในความควบคุมของบิสมาร์คหมดแล้ว..แต่พระองค์ก็ทรงชื่นชมในความสามารถของบิสมาร์ค..แต่เหมือนกับว่า..เก่งเกินไปจนตามไม่ทัน..โดยเฉพาะเรื่องนโยบายต่างประเทศ ที่พระองค์ว่า  บิสมาร์คไม่เคยมีใจเป็นมิตรกับอังกฤษและรัสเซียเลย..เพราะถือว่าเป็นคู่แข่ง...ไม่ใช่มหามิตร..

 

ซึ่งสรุปเอาได้เลยว่า..ไกเซอร์พยายาม"ล้างมลทิน" โดยผ่านทางตัวอักษร

เรื่องนี้...อาจจะต้องรอตอนที่เกษียณแล้วละค่ะ..

ผู้แสดงความคิดเห็น wiwanda (wwiwanda-at-yahoo-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2011-05-20 12:41:04 IP : 99.107.99.170



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
| WW II Europe | WW II Asia | WW I | Vietnam War | ประวัติศาสตร์ไทย | บทความจากสมาชิก | คุยกันหลังฉาก | บทความทั้งหมด |

สนใจร่วมเขียนบทความในเว็บไซต์ เชิญอ่าน แนวทางการร่วมเขียนบทความ ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์

Custom Search



eXTReMe Tracker