dot
dot
เว็บภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน
dot
dot
สมาชิก Webboard/Blog
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletข้อตกลงการเป็นสมาชิก
bulletเว็บบอร์ด-คุยกันหลังฉาก
bulletเว็บบอร์ด-Games ย้อนยุค
bulletเว็บบอร์ด-ชุดจำลองประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-หนังสือประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-เพลงประวัติศาสตร์
bulletคำถาม/คำตอบ ล่าสุด
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
dot
สงครามโลกครั้งที่ 2
dot
bulletสมรภูมิยุโรป (สัมพันธมิตรVSเยอรมัน-อิตาลี)
bulletสมรภูมิแปซิฟิก-เอเชีย (สัมพันธมิตรVSญี่ปุ่น)
dot
ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อื่นๆ
dot
bulletสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
bulletประวัติศาสตร์ไทย
bulletประวัติศาสตร์อเมริกันยุคเริ่มแรก
bulletสงครามเวียดนามและอินโดจีน
bulletตะวันตกโบราณ (กรีก โรมัน ฯลฯ)
bulletประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
bulletเอเชียโบราณ
bulletประวัติศาสตร์อื่นๆ (ยังไม่แยกหมวดหมู่)
bulletคลิปความรู้จาก YouTube
dot
เรื่องอื่นๆ
dot
bulletบทความเสริมความรู้ทั่วไป
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletผู้จัดทำ
bulletผังเว็บไซต์ (Site Map)
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
bulletถาม-ตอบ (FAQs) (โปรดอ่านก่อนตั้งกระทู้หรือสมัครสมาชิก)
bulletร้านค้าออนไลน์
bulletแบ่งปัน Album
dot
ลิงค์ต่างๆ
dot
bulletHistory on Film
bulletกองบิน 21 กองพลบิน 2
bulletIELTS British Council
bulletIELTS IDP
bulletMUIC




โหราศาสตร์ยุคไอที


เว็บแลกลิงค์อื่นๆ


ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบห้า


         
         
ตอนนี้กำลังเข้าสู่เรื่องของ Battle of Moscow แล้วนะคะ....

           

            ตอนนั้นนะ มหันตภัยเยอรมันได้เข้ามาจ่อที่คอหอยสตาลินแล้ว..เครื่องบินได้มาหย่อน ระเบิดกันเป็นว่าเล่น ประชาชนพลเมืองได้รับคำสั่งให้ต้องวางเครื่องกีดขวางกันเองแบบตามมีตามเกิด
            ส่วนคณะรัฐบาลได้โยกย้ายที่ทำการไปตั้งในเมือง Kuybyshev (คือ Samara ในปัจจุบัน) แต่..สตาลินไม่ยอมไปไหน เขายังคงอยู่ในมอสควา
            เพราะ นี่คือขวัญและกำลังใจในการสู้รบของประชาชน แม้แต่ในวันครบรอบปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ขนาดที่เยอรมันได้ส่งระเบิดเข้ามาตูมๆอยู่ทางชายเมือง
            เขาก็ยังสั่งให้มีการสวนสนามตามประเพณีต่อไปที่จตุรัสแดง เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น..นั่นคือในวันที่ 7 พฤศจิกายน..
            พอสวนสนามเพื่อแสนยานุภาพให้ประชาชนดูเสร็จ ก็ เดินสวนสนามออกต่อไปยังแนวหน้า..ตรงแหน๋วไปสู้กับเยอรมันต่อไปเลย..
            นี่คือ ความใจเพชรของท่านผู้นำสตาลิน
                  

           ( ***  อยากให้ชมการแสดงสุนทรพจน์ของท่านผู้นำสตาลินกับกองทัพและประชาชน..ในขณะที่เยอรมันบุกเข้ามาจนจะถึงเมืองหลวงอยู่แล้ว...
             http://youtu.be/8IGbjPqFFvA   ทุกอย่างที่ท่านได้ประมาณการณ์ของสงครามไว้นั้น ถูกต้องหมด...)

            แต่ตอนนั้น กำลังบุกของเยอรมันก็เริ่มแผ่วลงไปแล้ว เพราะตั้งแต่ฤดูฝนที่ผ่านมา ก็เล่นเอาสะบักสะบอม แถมเข้าสู่ฤดูหนาว ถนนหนทางใช้การได้ แต่ทหารได้พบกับอุปสรรคครั้งยิ่งใหญ่
            นั่นคือ ความหนาวอย่างหฤโหด เพราะ ฮิตเล่อร์ไม่ได้วางแผนตระเตรียมเครื่องนุ่งห่มกันหนาว ถุงไม้ถุงมือให้กับกองทัพของตัวแต่อย่างใด เขาเชื่อมั่นว่า ศึกครั้งนี้ คงไม่ยืดเยื้อ แต่ที่ไหนได้..
            นอกจากทหารแล้ว เครื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ ก็แทบใช้งานไม่ได้เลย เพราะปีนั้น เป็นปีที่รัสเซียประสบกับความหนาวเหน็บมากกว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมา อุณหภูมิลดลงต่ำกว่าศูนย์
            กองทัพเยอรมัน ต้องเจอกับภัยธรรมชาติอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แถมไม่มีทางสู้เอาซะอีก..

            
            ตอนนี้ รัสเซียเริ่มระดมพลทั้งหญิงและชายเข้าทำการฝึกเพื่อสู้รบ..พร้อมเข้าประจันบาญข้าศึก เรียกว่า ได้ทีต้องขี่แพะไล่..
            ใน แนวหน้านั่นเอง ที่ได้เกิดวีรบุรุษขึ้นมาคนหนึ่ง คือ ผบ. Ivan Panfilov ที่นำหน่วยทหารที่มีแค่ปืนเล็กยาว เข้าจู่โจมข้าศึกที่มีปันเซ่อร์ทั้งฝูง..จนสิ้นชีพ
            แต่..ด้วยกำลังอันน้อยนิด ก็สามารถเด็ดชีวิตของทหารเยอรมันไปไม่ใช่น้อย
            กองทัพเยอรมันได้พยายามบุกเข้าไปตามเป้าหมาย จนเหลือเพียงแค่ 27 กิโล ก็จะถึงมอสควา มันใกล้เสียจนมองเห็นได้จากหอบัญชาการที่ เครมลิน
            และ..รัสเซียไม่เหลือทางใดอีกแล้ว นอกจาก สู้จนตัวตาย..ในวันที่ 5 ธันวาคม คือวันเตรียมพร้อมที่จะแลกชีวิตกับข้าศึก
            นาย พล ซูคอฟ(ขวัญใจแม่ยก) ที่ได้เตรียมเกณฑ์กำลังพลชาวนาจากไซบีเรีย และ จากภาคหนือตะวันออกโพ้น..จำนวนมหาศาลมาเตรียมรอรับแมงเม่านาซีตั้งแต่ฤดูฝน โน่นแล้ว..
            แต่ที่ยังซุ่มอยู่ เพราะ นี่คือเขาละ นายพลซูคอฟ..ที่ชอบลุยให้รู้ดำรู้แดง. มิหนำซ้ำ ยังได้ถอย T-34 ป้ายแดงออกมานับพันคัน แถมด้วยปืนขีปนาวุธ Katyusha มาตั้งเป็นแนวรอรับแขก..
            กองทัพชุดใหม่นี้ คือกองทัพจู่โจมภาคสนามหิมะโดยเฉพาะ หรือที่เรียกว่า winter warfare ที่มีกองพลทหารปฏิบัติการเคลื่อนไหวสู้รบอย่างช่ำชองบนสกี..
            ฝ่ายเยอรมัน เห็นเมืองมอสควาอยู่ลิบๆก็ควบปันเซ่อร์ปุเลง ปุเลง เข้ามาด้วยความดีใจ เพราะ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เหนื่อยอ่อน หนาวจับขั้วหัวใจ
            แต่ก็มาเจอกับการต้อนรับแบบไม่คาดฝันแบบนี้เข้า
            ก็ต้องรีบถอยกรูด ออกไปตั้งหลักใหม่ไกลถึง 250 กิโล..
            ภายในวันที่ 7 มกราคม 1942
            กอง ทัพรัสเซียสามารถตรึงทัพเยอรมันให้อยู่เป็นที่เป็นทางห่างไกลถอยหลังจากมอสควาออกไปได้เรื่อยๆ..จนถือว่า ได้รับชัยชนะจากการสู้รบรักษาเมืองครั้งนี้ อันมีความสำคัญต่อประเทศชาติ
            และเป็นการกู้ขวัญกำลังใจของประชาชนให้กลับคืน..
            ส่วน เยอรมันก็ต้องกลับไปเอามือ(มั้ง...)ก่ายหน้าผาก..ทบทวนกลศึกกันใหม่ เพราะการพ่ายทัพแบบหมดท่าครั้งนี้..จะเป็นต้องกู้หน้าเอาคืนให้ได้ นั่นหมายความว่า ครั้งต่อไปต้องร้ายกาจให้มากนี้ถึงร้อยเท่า..

            และ ที่น่าเจ็บใจ นั่นก็คือ กองทัพรัสเซียภายใต้การนำของนายพลซูคอฟ ได้ใช้แผน Blitzkrieg ย้อนศรเข้ามาบดขยี้เยอรมันเจ้าของต้นตำรับเดิมอย่างแสบสัน
            แต่ถึงกระนั้น การป้องกันเมืองในครั้งนี้..รัสเซียได้เสียทหารไปกว่าหกแสนคน..นับว่าเป็นการสู้รบอย่างดุเดือดเลือดพล่าน
            มอสควาได้รับการสถาปนาให้เป็นเมืองแห่งวีรบุรุษ {Hero City} ในปี 1965 ยี่สิบปีนับจากสงครามได้จบลง (1945)

          Ivan  Panfilov

           

 

 

ก่อนเวลาที่เยอรมันเข้าไปรุกรานในรัสเซียนั้น.. เชอร์ชิลล์ได้คุยและปรึกษากันกับประธานาธิบดีรูสเวลต์เสมอๆ
            โดยที่เชอร์ชิลล์ได้บอกว่า ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม อังกฤษจะให้ความช่วยเหลือกับรัสเซียในทุกๆด้านเท่าที่จะทำได้
            และเขาได้รักษาคำพูดไว้อย่างนั้นจริงๆ พอเยอรมันบุกปั๊บ..อังกฤษก็ส่งปั๊บ และส่งเสียตลอดจนสงครามเลิกเชียว..
            ทั้งๆที่ ก่อนหน้านั้น ใครต่อใครต่างก็เตือนสตาลิน..ว่า..เยอรมันบุกแน่ๆ สตาลินไม่เคยเชื่อใคร แต่พอเหตุเกิดขึ้นจริงๆ
            บทเรียนครั้งนี้ รัสเซียต้องซื้อด้วยชีวิตของทหารนับล้านคน อาวุธสงครามที่เสียไปอย่างนับไม่ถ้วน
            แต่แล้ว..ประวัติศาสตร์ของสงครามครั้งนี้ได้พลิกผันไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะ ญี่ปุ่น..ที่กระโดดเข้ามาแสดงแสนยานุภาพที่ทั่งโลกต้องตื่นตะลึง นั่นคือ การบุกเข้าโจมตีฐานทัพเรือ เพิร์ล ฮาร์เบอร์ อย่างสายฟ้าแล่บ
จนทุกคนตั้งตัวไม่ทัน จนในที่สุด เสือที่แกล้งหลับมั่งตื่นมั่งอย่างอเมริกาต้องลุกขึ้นมาประกาศสงครามกับญี่ปุ่น..
            โดยการเข้าร่วมค่ายกับฝ่ายสัมพันธมิตร เข้าจับมือกันกับ เชอร์ชิลล์ สตาลิน เพื่อสยบ นายสิบโท ฮิตเล่อร์ นายพลโตโจ และ มุสโสลินี
            แต่..สตาลินไม่ค่อยเชื่อใจกลุ่มสพม.นี่สักเท่าไหร่นักว่าจะมาร่วมรบสักเท่าไหร่เชียว ในเมื่อเป้าหมายของการทำลายล้างผลาญนั้น คือ
รัสเซียล้วนๆหาใช่ประเทศอื่นที่ไหน..จึงขอเรียกประชุมทำการตกลงในเนื้อหากันหน่อยว่า..
            " ถ้าอังกฤษ และอเมริกา เข้ามาช่วยสนับสนุนรัสเซียทำสงครามกับเยอรมันแล้วละก้อ..ยามที่ฝ่ายสพม.บุก ขึ้นฝั่งเชือดเยอรมันเมื่อไหร่แล้วไซร้  รัสเซียจะช่วยยกทัพเข้ามาอัดจาก ฝั่งหนึ่ง เปิดศึกให้พร้อมกันสองด้าน ตามที่ฮิตเล่อร์ชอบทำหนักหนา.แต่นั่นหมายความว่า..ทั้งอังกฤษและอเมริกาต้อง เข้ามาช่วยนับตั้งแต่บัดนี้ .."
            ทั้งหมดตกลงตามคำเรียกร้องนั้น..


           

 

แต่..ทางฮิตเล่อร์เองได้รับข่าวเรื่องการโจมตีเพิร์ล ฮาร์เบอร์ของญี่ปุ่นด้วยความประหลาดใจ แกมตะลึง..เพราะ ฮิตเล่อร์ไม่เคยอยากเปิดศึกกับอเมริกา เขาพยายามเลี่ยงการปะทะมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่การสั่งห้ามเรือดำน้ำไม่ให้ยิงสะเปะสะปะ เกรงว่าจะไปโดนเรือพานิชย์ของอเมริกันเข้า
            แต่ในเมื่อญี่ปุ่นได้เปิดฉากประกาศสงครามกับอเมริกาแล้ว..ในฐานะคู่หูคู่ฮา และเพื่อเป็นการสะจัยย..ฮิตเล่อร์จึงประกาศสงครามกับอเมริกาขึ้นมามั่ง ..(ทั้งๆที่ไม่จำเป็นเลย)
            ในคืนที่เกิดเหตุนั้น 7 ธันวาคม นายพลไกเทล และ นายพลโจด์ล ต่างได้รับโทรเลขจากท่านผู้นำ ถึงกับนำความมาปรึกษากันว่า..
            "สงสัยเพราะ อเมริกาคงต้องมายุ่งรบกับญี่ปุ่นก่อน กว่าจะเสร็จ..เราก็ถอนรากถอนโคนรัสเซียเรียบร้อยโรงเรียนโซเวียตไปแล้ว..5555555"
            ทุกคนคิดเช่นนั้นจริงๆ แม้แต่ฮิตเล่อร์เองก็เถอะ..ขนาดถล่มเพิร์ล ฮาร์เบอร์ จนราบเป็นหน้ากลองอย่างนั้น ไม่แก้แค้นได้อย่างไรกัน..
            แต่..ไม่มีใครรู้จักเชอร์ชิลล์ และ รูสเวลต์ดีพอ..เชอร์ชิลล์บินตรงไปอเมริกาอย่างทันควัน..ไปพบกับรูสเวลต์ในแผนการเจรจาศึก
            พร้อมทั้งวาทะศิลปในการกล่อมพญานกอินทรีย์ว่า..ญี่ปุ่นกระจิ๊ดริด เก็บเมื่อไหร่ก็ได้ (ยูก็รู้ดีนี่นา..หย่อนไปสักลูกสองลูก รับรองว่าหายจมทะเลไปในพริบตา)
            อย่างดีญี่ปุ่นก็ได้ครองน่านน้ำแปซิฟิคชั่วประเดี๋ยวประด๋าว มันไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรหนักหนา
            แต่เยอรมันกับอิตาลีนี่เห็นทีจะปล่อยไว้ไม่ได้ เพราะ ถ้ารัสเซียพ่าย นั่นหมายถึง เยอรมันจะได้อู่ข้าวอู่น้ำแห่งใหม่ที่สามารถทำสงครามกับใครต่อใครได้อีกนาน เท่านาน
            ประเทศอื่นๆในยุโรปก็พลอยจะลืมตาอ้าปากไม่ได้อีกเช่นกัน..

            ดังนั้น..ในวันที่ 1 มกราคม 1942 วันขึ้นปีใหม่ อันเปรียบเสมือนหายนะมาสู่ต่อเยอรมันอย่างแท้จริง เพราะ อเมริกา อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส(รัฐบาลลี้ภัย) และนานาประเทศเล็กน้อยอีก 21 ประเทศ ได้ร่วมกันประกาศสงครามกับฝ่ายอักษะ ในนามของสหประชาชาติ ในนครวอชิงตัน และมีการลงนามอันเป็นสำคัญ
            อย่างแรกเลยคือ สพม.เข้าช่วยอังกฤษ โดยการยกพลขึ้นไล่เยอรมัน ในอาฟริกาเหนือ อังกฤษที่แตกร่นเพราะนายพลรอมเมลไปจนถึงอียิปต์นั้น
แต่พอได้กำลังเสริมก็ไล่บุกยันทัพเยอรมันจนถอยกรูด.

            และการแตกแถวทัพของเยอรมันในรัสเซีย ที่ต้องถอยร่นเพราะฝีมือของนายพลซูคอฟ เล่นเอาฮิตเล่อร์ประสาทเสีย..เขาไม่ยอมทำใจ ไม่ยอมเชื่อว่าเพราะกองทัพนั้นอยู่ในสภาพไม่พร้อมที่จะต่อสู้กับดินฟ้าอากาศ หรือ ส่วนหนึ่งคือความผิดของเขาเองที่ไม่คิดให้รอบคอบ..
            แต่เขาเลือกที่ จะใช้หา"แพะ" ที่จะมารับผิดชอบในการพ่ายแพ้ครั้งนี้ และ แพะตัวนั้นก็คือ นายพล von Brauchitsch แม่ทัพใหญ่ที่ถูกสั่งปลดกลางอากาศ ก่อนวันคริสมาสต์ 1941
            อันเป็นของขวัญสำหรับการแพ้ศึก..นับว่าเป็นนายพลคนที่สอง..และ แน่นอนว่า เขาไม่ใช่คนสุดท้าย..
            ในการเปลี่ยนแปลงของการสงครามครั้งนี้ เนื่องจากอเมริกาเข้ามาแจม..ปลายปี 1941 นั้น กองทัพของรัสเซียเริ่มแข็งแรงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ  เพราะจากในตอนแรกที่บุกเข้าไปอย่างสบายๆนั้น
            ทำให้เยอรมันย่ามใจ จนหวังที่จะเข้าไปฉลองคริสมาสต์ในกรุง
            มอสควา แต่แล้วต้องมาเจอแห้วกระป๋องใหญ่.. ที่มีตรา ซูคอฟ ตัวเบ้อเร่อ ที่รวบรวมกำลังพลจากทุกแคว้นเข้ามาทำการต่อสู้
            เพราะท่านสตาลินได้ประกาศว่า ถ้าชั้นจะออกจากมอสควา นั่นก็หมายความว่า ต้องหามศพชั้นออกไป..!!

            ปัญหาต่อไปของกองทัพเยอรมัน นั่นก็คือ ต้องมาเจอกับสภาพที่โดดเดี่ยวในสถานที่แปลกถิ่น และ ล้อมรอบไปด้วยชาวบ้านชาวนาที่กระหายเลือดของผู้ที่เข้ามาบุกรุก
            ว่ากันว่า..กองทัพชาวนาของรัสเซียนั้น..โหดร้ายแบบสุดๆ ถ้าเจอกันที่ไหนเมื่อไหร่ หมายความว่า ไม่ใครก็ใครก็ต้องเป็นศพ..
            แต่เยอรมันเสียเปรียบในทุกๆทาง เพราะ ไม่รู้จัก ไม่เชี่ยวชาญในพื้นที่..
            กองทัพชาวนาเหล่านั้น สามารถผลุบโผล่ได้ตรงนั้นตรงนี้ ราวกับกองทัพปีศาจ..
            แถมกองทัพของเยอรมันจะหนีไปไหน หรือซ่อนตัวที่ไหนก็ไม่ได้ ข้างหน้าคือโคลน ข้างหลังคือหิมะ
            ทางรถไฟ..ง่อยสนิท
            ตกกลางคืน ทหารได้แต่นอนมองเครื่องบินจากลุฟท์วัฟฟ์ที่บินไปทิ้งระเบิดที่มอสควาบ้าง ประปราย..แต่พวกเขานั้นไปไหนไม่ได้เลย ต้องหยุดอยู่กับที่ รอโชคชะตาฟ้าบันดาล..

            

            ฮิตเล่อร์มีอาการกราดเกรี้ยวอย่างเป็นที่สุด ในสงครามรัสเซียครั้งนี้ หลังจากที่ถอดนายพล von Brauchitsch ออกไป
            เขาก็ประกาศตัวเป็นจอมทัพแต่ผู้เดียว เขาได้ใช้เวลาอยู่ที่ ศูนย์ Rastenburg ตลอดเวลา โดยไม่ได้เข้าไปในเบอร์ลินเลย.
            จิตใจของเขานั้น มุ่งแต่การทำลายล้างรัสเซียมาเป็นอันดับหนึ่ง อเมริกง ริกา ไม่สน..
            แม่ทัพเรือ โดนิทซ์ ต้องการเปิดศึกในน่านน้ำในแอตแลนติคฝั่งอเมริกา โดยจะนำทัพเรืออูไล่ถล่มกองทัพเรือของสัมพันธมิตรให้เป็นเรื่องเป็นราว เพราะตอนนั้นท่านแม่ทัพได้ยึดหัวหาดอยู่ที่ฝั่ง Lorient ของฝรั่งเศส อีกทั้งการส่งสาสน์วางแผนนั้นถูกส่งไปทางโทรเลขจึงไม่ค่อย"เร้าใจ"สักเท่าใด  ฮิตเล่อร์ไม่ได้ใส่ใจนัก
            และการที่ท่านแม่ทัพจะมารายงานด้วยตัวเองถึงฝั่งตะวันออก..ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกนั่นแหละ.
            ฮิตเล่อร์ไม่ค่อยสนใจในแผนการของท่านแม่ทัพเรือสักเท่าไร เพราะว่า เรืออูที่ว่าจะเปิดศึกกับอเมริกานั่น มีเพียงแค่ หกลำ เพราะ อีกยี่สิบสามสิบลำนั้น
            แล่นไปแล่นมา สวนกันเป็นว่าเล่น ในทะเลเมติเตอเรเนียน ที่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน..(ตามความประสงค์ของท่านผู้นำ)
            เพียงแต่ถ้า ฮิตเล่อร์จะรู้สักนิดว่า..อเมริกาไม่มีกองเรือป้องกันในทะเลแอตแลนติคเลย.. เพราะตอนที่ประกาศสงครามใหม่ๆ อเมริกายังไม่มีระบบป้องกันการจู่โจมของเรือดำน้ำแต่อย่างใด
            ไม่มีเรือหรือเครื่องบินสำหรับบรรทุกระเบิดน้ำลึก..แม้แต่ลำเดียว
            นับว่าเป็นเรื่องตลก ที่มหาอำนาจอย่างอเมริกา กระโจนสู่สงคราม โดยที่ ไม่มีการเตรียมพร้อมในเรื่องของอาวุธและเครื่องไม้เครื่องมือ..

            อังกฤษผู้ที่มีประสบการณ์กับเรื่องเรือดำน้ำและความเฉลียวฉลาดกับการรับมือของแม่ทัพฝ่ายตรงข้าม พยายามที่จะเตือนอเมริกาหนักหนา ว่า อย่างบังอาจเดินเรือโดยไม่มีฝูงเรือคุ้มกันเป็นอันขาด
            แต่..อเมริกา แสยะยิ้ม..เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่ได้สนใจที่จะฟังคำตักเตือน..และ ในที่สุด เพียงเดือนแรกแห่งการประกาศสงครามหมาดๆ มกราคม 1942
            เรืออเมริกันก็ล่มลงสู่ท้องทะเลเป็นแถวๆ..แถมเรืออูของเยอรมันไม่ได้ถูกทำลายไปเลยแม้แต่ลำเดียว..
            เชอร์ชิลล์ถึงกับตกอกตกใจ ส่งแผนพิชัยสงครามทางทะเลไปให้อเมริกาอ่านและศึกษา พร้อมทั้งเรือบรรทุกทุ่นระเบิดน้ำลึกไปให้ยืม 24 ลำ..
            แต่กว่าเรือจะไปถึง จะรอดทอร์ปิโดนาซีหรือไม่ก็ยังไม่รู้..
            และ พวกฝูงเรืออูพวกนี้ ต่างคอยจับจ้องล่มเรือบรรทุกน้ำมัน อันเป็นเสมือนการตัดเส้นเลือดใหญ่ของข้าศึกโดยเฉพาะ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ เรือบรรทุกน้ำมันในฝั่งตะวันออกถูกจมลงไป
            ถึง 125 ลำ จาก 300 ลำที่มี..ทีนี้คือ ปัญหาว่า อเมริกาจะเปิดศึกได้อย่างไร..ในทิศทางนี้
            จนในเดือน เมษายน แม่ทัพเรืออเมริกัน หยุดการเดินเรือน้ำมันในฝั่งนี้โดยเด็ดขาด เพราะความเสียหายนั้นมันมากมายนัก จากเพียงแค่เรือดำน้ำเพียงไม่กี่ลำ..
            นับว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของแม่ทัพเรือ โดนิทซ์   แล้วลองมาคิดดูว่า ถ้าหากเขามีกองเรืออูถึงสามสิบลำตามที่ขอไป..หายนะของสัมพันธมิตรจะใหญ่หลวง ยิ่งกว่านี้นัก..
            เผลอๆอังกฤษต้องยกธงขาวไปในอาฟริกาเหนือซะด้วยซ้ำ
            แต่ ฮิตเล่อร์ ..ไม่ได้สนใจทางฝั่งนี้แต่อย่างใด..จะชนะหรือแพ้ก็ช่างมัน แต่ผลงานของแม่ทัพเรือนั้นเข้าข่าย"เตะตา"กรรมการ..ฮิตเล่อร์จึงอนุญาตให้ ถอนกำลังจากเมติเตอเรเนียน
            มาช่วยทางฝั่งแอตแลนติคในที่สุด..หลังจากที่เสียเวลาคิดแล้วคิดอีก


            แต่..ช้าไปแล้วฮิตเล่อร์เอ๋ย..เพราะอเมริกาเพิ่งรู้สึกตัว และเริ่มที่จะเรียนรู้สงครามในครั้งนี้
            ในเดือนเมษายน เรืออู U-85 ของเยอรมันได้ถูกทำลายเป็นลำแรก..ด้วยระเบิดทุ่นน้ำลึกจากเรือพิฆาต Roper ที่ทหารเพิ่งจะรู้จักวิธีใช้..
            อีกทั้งเรือบินสะเทินน้ำสะเทินบก PB2Y และ PBM ได้ออกมาใหม่ เพื่อช่วยสนับสนุนในการส่งกำลังบำรุงระยะยาว..
            และ ในเดือนเดียวกันนี้ ที่เรือขอยืมจากอังกฤษพร้อมทั้งคณะผู้เชี่ยวชาญได้มาถึงอเมริกาพอดี ซึ่ง แม่ทัพเรือ Ernest King ได้เริ่มทำการศึกษากลยุทธในน่านน้ำแบบฉบับของอังกฤษ
            เริ่มจากการเดินเรือแบบคอนวอย..ที่ต้องมีการซักซ้อม ทำแผนงานการจัดสปีดให้ดำเนินไปพร้อมๆกัน..
            เพราะ นี่คือสิ่งที่อเมริกาไม่เคยเรียนรู้มาก่อน..ไม่เหมือนกับอังกฤษและแคนาดาที่ สามารถใช้วิธีนี้เดินเรือไปมาได้อย่างปลอดภัยถึงสองปี..
            จากนั้นมา..เรืออูของเยอรมัน ก็เริ่มจมไปทีละลำสองลำ..ด้วยทุ่นระเบิดน้ำลึกแบบมีประสิทธิภาพทั้งขนาดใหญ่ คือ Hedgehog และขนาดเล็กคือ Mousetrap
            ที่สามารถหย่อนไปแล้วไม่ระเบิดทันที รอเสียงใบพัดของเรืออูผ่านมาเมื่อไหร่..กลไกระเบิดก็จะทำงานแบบโดนเต็มๆ..
            และอเมริกา..สมดังเป็นมหาอำนาจ กล่าวคือ ผลิดอาวุธและอุปกรณ์เครื่องบินที่มันสมัยออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง..
            ภายในปี 1942 เชอร์ชิลล์ได้เริ่มนอนตาหลับ เพราะ จำนวนเรือที่ถูกจมลงไปนั้น เริ่มลดจำนวนลงทุกที ทุกที..

   Hedgehog
         
         
    Mousetrap
         

            และพออเมริกาเข้ามา ทุกอย่างก็เปี๋ยนไป๋..อาวุธและอุปกรณ์แบบแปลกก็นำมาปรากฏต่อสายตาชาวโลก.. นั่นคือ รถอเนกประสงค์ที่วิ่งได้ในทุกสถานะภาพ เขาคือ รถจี๊ป (Jeep)
            ที่ หลายๆประเทศได้จัดการก๊อปไปใช้แบบทันอกทันใจ เสือปืนไวที่ว่านี่คือ รัสเซีย..เพียงแค่ต้นปี 1942 เอง..อเมริกาได้ส่งอาวุธให้กับอังกฤษแบบไม่มีหยุดหย่อน
            เครื่องบินทิ้งระเบิดชนิดว่าเอาไปบอมบ์เยอรมันได้ทุกวัน เช้า สาย บ่าย ค่ำ และเครื่องที่ว่านี่ ถือว่ามีประสิทธิภาพร้ายเหลือ
            เขาคือ B-17 ฝ่ายทัพเรืออเมริกา มีเครื่องบินลาดตระเวณพิฆาต
            B-24 ที่ตามเก็บเรืออูของเยอรมันจนขึ้นชื่อ และสามารถครอบคลุมพื้นที่ในน่านน้ำได้จนถึงเขตแดนของไอซ์แลนด์
            รวมไปถึงรังเรืออูของฮิตเล่อร์ในเขต อ่าวบิสเคย์
            มา ถึงตอนนี้ ฝ่ายเสนาธิการระดับสูงของนาซี เริ่มสงสัยกันตะหงิดๆซะแล้วว่า..แล้วประเทศตูจะไปประกาศสงครามกับอเมริกาหา สวรรค์วิมานอะไรวุ๊ยเนี่ย..??
            เพราะอยู่เฉยๆก็ดีอยู่แล้ว..อเมริกาก็จะหาเหตุมาโจมตีเยอรมันก่อนญี่ปุ่นก็คงไม่ใช่ที่..
            แต่ ในความคิดของท่านผู้นำ..ที่ทำลงไปเช่นนั้นเพราะว่า เขาต้องการเพื่อนร่วมทำสงคราม ฮิตเล่อร์หวังว่า ญี่ปุ่นจะช่วยในการเปิดสงครามกับรัสเซียทางฝั่งของไซบีเรีย
            (กะอัดสองข้าง..ว่างั้นเถอะ) นายพลโตโจเองก็มีแผนการที่จะทำเช่นนั้นอยู่แล้ว กะตีขนาบเข้ามา เพื่อที่จะมาเจอกันกับทัพของเยอรมันที่คอเคซัส

     B-17

 

    B-24

 

          แต่ ในฤดูใบไม้ผลิปี 1942 สงครามแปซิฟิคก็เริ่มชัดเจนขึ้น โดยอเมริกาสามารถส่งทัพเรือควบคุมเกมส์ได้ทั้งใน ทะเลใต้ และ ในส่วนกลาง ทั้งๆที่เรือส่วนใหญ่ถูกทำลายไปครั้ง
            เพิร์ล ฮาร์เบอร์ แม่ทัพคือ นายพลดักลาส แมคอาเธอร์ ที่สอนมวยให้ญี่ปุ่นได้เริ่มรู้สึกว่า การเอาชนะสงครามครั้งนี้ ถ้าจะยาก ฉะนั้น แผนการที่ว่าจะไปช่วยเยอรมันตีขนาบทางไซบีเรีย
            ก็ต้องรอไปก่อน..เพราะลำพังป้องกันตัวเองเห็นท่าจะไม่รอด
            ดัง นั้น..การประกาศสงครามกับอเมริกา คือ สิ่งที่เป็นการผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ของฮิตเล่อร์ ที่จะว่าไปแล้ว มันเป็นความซวยยย ด้วยส่วนหนึ่ง

            พอมาถึงกลางปี 1942 อเมริกาเริ่มเตรียมพร้อมในด้านกำลังพลหน่วยทหารราบ..ซึ่งรมต.กลาโหมของ อังกฤษ Lord Ismay ที่ได้เดินทางไปสังเกตการณ์
            พร้อมกับท่านเชอร์ชิลล์ ได้กลับมาเขียนบันทึกไว้ว่า..เห็นแล้วเศร้าใจ เพราะทหารอเมริกันฝึกการยิงปืนโดยใช้กิ่งไม้ถือในมือแทนปืนกล..
            นัก บินซ้อมทิ้งระเบิด โดยใช้ถุงแป้งแทนระเบิด เพราะ อุปกรณ์ดังกล่าวยังไม่ทำการผลิตออกมาใช้ แต่ ฝ่ายเสนาธิการอเมริกันได้บอกว่า เหอะน่า..เดี๋ยวก็มีมาใช้แล้ว..
            ท่านลอร์ดเห็นแล้วหงุดหงิด บอกว่า..ถ้าหยั่งงี้นะ จะมาสู้รบกับทหารยูโรเปี้ยนไม่ได้ร๊อกก...ไก่อ่อนเหลือเกิ๊นน..
            แต่ทหารอเมริกันได้แสดงความสามารรถให้เป็นที่ประจักษ์ในสงครามที่อาฟริกา

         
    Gen. Douglas  McArthur
           

 

 

ในวันที่ 8 ธันวาคม 1941 (หลังจากที่ประกาศสงครามกับอเมริกา) โฆษกของนาซีในกรุงเบอร์ลินก็ได้ออกแถลงข่าวว่า ที่ท่านผู้นำได้เคยบอกไว้ว่าจะเอาชนะรัสเซียได้ในฤดูหนาวนี้ เห็นทีจะไม่เวิร์ค..
            และ ในขณะที่ฮิตเล่อร์กำลังบัญชาการอยู่ที่ชายแดนฝั่งตะวันออกนั้น คนที่ควบคุมเกมส์กล่อมประชาชนในเมืองหลวง คือ นายเกิบเบิลส์สมุนมือขวาของท่านผู้นำ..
            นาย เกิบเบิลส์ได้เรียกร้องให้ประชาชนร่วมใจกันบริจาคเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มขน สัตว์ชนิดกันหนาวเพื่อส่งออกไปยังแนวหน้า ให้กับทหารที่กำลังจะหนาวตาย
            เล่นเอาประชาชนเริ่มสับสน..เพราะไม่แน่ใจกันแล้วว่า..สงครามคราวนี้ ไหง๋ว่าจะชนะแน่ๆไงฟะ?

            ฝ่าย การสู้รบในรัสเซีย ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคมมา..ทัพเยอรมันถูกยันถอยออกมาแบบหมดรูปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด แถมยังต้องมาเจอกับการค้างเติ่งอยู่ในห้วงแห่งความหนาวเย็น
            เพราะฤดูกาล เข้าไปอีก เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มก็ไม่มี ขาดแคลนไปหมด เพราะท่านผู้นำไม่เคยคิด ไม่เตรียมใจต่อการสู้รบยืดเยื้อ..ต่างก็คิดว่ายังไงก็ชนะก่อนแน่นอน
            ทั้งๆ ที่ฮิตเล่อรเอง..ก็ยังไม่ได้แพลนด้วยซ้ำว่า ชนะ..แล้วจะเอายังไงกับ เลนินกราด ถ้าได้แล้วจะเก็บหรือทำลาย อีกใจหนึ่งก็ยังอยากเก็บไว้ เพราะ ทรัพยากรนั้นล่อใจ
            แล้ว..มอสควา ถ้าเอาชนะ และกวาดล้างรัฐบาลได้ นั่นก็หมายถึง เป็นการชนะที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในสงครามครั้งนี้
            แต่..สตาลิน ยอมเสียเมืองหน้าด่าน เพื่อที่รักษามอสควาไว้จนสุดชีวิต รวมไปถึงทหารคนอื่นๆทุกคนด้วยเช่นกัน
            นาย พลซูคอฟ..พร้อมทั้งกำลังพลที่เกณฑ์มาจากทุกแคว้น กำลังรอเวลานี้อย่างใจจดจ่อ..หนาวเมื่อไหร่ กรูจะบุกเชือดพวกเมิงงแน่ๆ เขาคำรามในใจ.!!
            ปีนั้น ฤดูหนาวมาเร็วผิดปรกติ ภายในกลางเดือนพฤศจิกายน ทะเลโคลนในยูเครน เริ่มกลายเป็นน้ำแข็ง..


            ทัพของเยอรมันก็ส่งมาสมทบจากทุกทาง จากวอร์ซอว์, จากเยอรมัน, จากเชคโก โดยมาทางภาคอากาศแบบเร่งรีบ ทหารที่น่าสงสารเหล่านั้น เดินลงมาจากเครื่องบิน
            ที่ไม่มีเสื้อโอเว่อร์โค๊ตกันหนาวใดๆ อุณหภูมิได้ตกลงต่ำจนเข้าจุดเยือกแข็ง และทั้งหมดถูกส่งไปค่ายทหารที่อยู่กลางทะเลน้ำแข็ง สิ่งเดียวที่รัฐบาลได้แจกให้นั่นคือผ้าห่มคลุมตัวเพียงหนึ่งผืน นั่นคือที่มาของการสู้รบเพื่อแย่งชิงเสื้อผ้า..
            ทหารรัสเซีย เมื่อถูกจับหรือถูกยิง สิ่งแรกนั่นคือ จะถูกจับถอดเสื้อผ้าและปล่อยทิ้งให้แข็งตายไว้อย่างนั้น เพราะ ฮิตเล่อร์ได้บอกไว้ว่า ศัตรูไม่ต้องเก็บไว้ ฆ่าทิ้งได้เลย เพราะพวกมันไม่ใช่มนุษย์อย่างเราๆ..

            สตาลินออกข่าวด้วยสีหน้าเป็น ปรกติเช่นกันว่า.."เมื่อเยอรมันต้องการสงครามแบบมหาโหด..รัสเซียจะสนองความต้องการนี้ให้แบบเต็มอิ่ม จะไม่ให้มีการผิดหวัง"
            ถ้อยคำก็แสนธรรมดานะ เพราะพูดด้วยเสียงเรียบๆ แต่ฟังแล้วเย็นสันหลังยังไงไม่รู้
            (วีดีโอคลิปอันนี้..มีอัดไว้ เคยเปิดดูบ่อยๆ..ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ไม่มีการศีกษาอย่างสตาลิน เขามีบุคลิกที่นิ่ง เดินตัวตรง หลังตรง.และน่าเกรงขามจริงๆ)
            ฤดูหนาวของ รัสเซียโหดร้ายอย่างไร..ก็แค่ลบ 40 องศา ส่วยไวน์ที่รีดมาจากฝรั่งเศสนับหมื่นๆขวด เอาใส่ตู้รถไฟกะจะเอาไปให้ทหารซด..ปรากฏว่า พอไปถึง ไวน์กลายเป็นน้ำแข็ง ขวดระเบิด เหลือเป็นไอติมแท่ง..
            ปืนใหญ่ปืนเล็กน้ำมันหล่อลื่นข้างในก็ เป็นน้ำแข็งเช่นกัน ยิงไม่ได้ จะแกะเอามาซ่อมก็ไม่ได้ เพราะ ทันทีที่มือไปแตะโลหะ หนังจะหลุดติดบนปืนนั่นแหละ..
            น้ำมันหล่อลื่น คือสิ่งจำเป็นในการแก้ปัญหา แต่..ในยามนั้นนับว่าหายากยิ่ง ทหารต้องก่อกองไฟกันใต้รถถัง เพื่อไม่ให้น้ำมันกลายเป็นน้ำแข็ง..และ ในยามที่ตกหล่ม นั่นหมายถึงต้องติดอยู่ตรงนั้นจนกว่าน้ำแข็งจะละลาย..
            และนี่คือ เวลาของนายพลซูคอฟ..ที่พร้อมจะลุยขยี้..!!

            (**** ชมได้ที่นี่ค่ะ...http://youtu.be/tXgls-vOUtY  )


           T34

            นายพลซูคอฟ..กระจายกำลังออกไปทุกด้าน..แยกกองทัพออกเป็นปีกกา ไล่ต้อนกองทัพเยอรมันที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากถอยหนี
            กอง ทัพรถถัง T-34 ได้แสดงแสนยานุภาพชนิดที่ยิงไม่เข้า..ให้แก่นายพลนาซีให้เป็นที่ประจักษ์ต่อ สายตา จนกระทั่ง เหล่านายพลทั้งหลายนั่นได้ส่งข้อความถึงฮิตเล่อร์ว่า
            "ขอถอยทัพอย่างไม่มีเงื่อนไข"
            คำตอบคือ "ไม่มีทาง กลับไปสู้กับมันเดี๋ยวนี้ !!!!"
            ฮิตเล่อร์ในศูนย์บัญชาการที่รัสเตนเบอร์ค เดินงุ่นง่านด้วยโทสะ เขารับไม่ได้จริงๆที่เหล่าบรรดาทหารของเขามันช่างใจเสาะราวปลาซิว
            นิดๆหน่อยๆก็จะถอยทัพท่าเดียว..อะไรกันฟะ??
            มันช่างไม่รู้หรือไง..ว่า..ลองถอยออกมา ก็ต้องทิ้งอาวุธปืนผาหน้าไม้ให้ศัตรูเก็บไว้ดํต่างหน้า ของพวกนี้ราคามันน้อยๆเสียเมื่อไหร่ ??
            ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งยั๊วะ..จึงเดินทางกลับไปเบอร์ลินเพื่อดำเนินการประชุมสู้ศึก และจัดการภาระในรัฐบาลให้เข้าที่เข้าทางซะหน่อย ปล่อยมานานแล้ว..
            เขากลับมาถึงเบอร์ลิน ก็พอดีกับในปลายเดือนธันวาคม ที่ฤดูหนาวของรัสเซียยิ่งเพิ่มความโหดร้ายไปมากกว่าเดิม
            เหล่านายพล ได้ร้องขอถอยทัพอีกครั้ง..
            คำตอบคือ..อยู่ตรงไหนตรงนั้นเลย ไม่มีการถอยแม้แต่ก้าวเดียว..เช่นเดิม
            แต่คำตอบสวนกลับมา..นั่นคือ นายพล von Kluge ว่า..ไม่ทราบว่าท่านจะสั่งว่าอย่างไร แต่กระผมกำลังจะถอนทหารกลับอยู่ดี
            ฮิตเล่อร์..โมโหจนหนวดกระดิก..ตะโกนสั่ง ปลดนายพลผู้ขัดขืนคำสั่งออกจาราชการเดี๋ยวนั้น..และพาลด่านายพลคนอื่นๆใน หน่วยคอมมานโดสงครามฝั่งรัสเซียโขมงโฉงเฉง..
            เกิบเบิลส์..เห็นได้ที รีบเสนอข้อความใส่ไฟยุแยงตะแคงรั่ว จน..ท่านผู้นำได้หมดความไว้เนื้อเชื่อใจในทหารหาญของตัวเอง..
            และในทางกลับกัน เหล่าทหารชั้นดี ที่ยอมถวายชีวิตเพื่อชาติ ต่างก็เริ่มคลางแคลงในตัวท่านผู้นำเช่นกัน !!


             


         

          
          


     

         
            นาย พลไกเทลได้ประมาณสถานะการณ์ไว้อย่างฉลาดว่า ถึงจะถอยก็หาใช่จะรอดไม่ ทัพเยอรมันจะเดินทางกลับข้ามเส้นแบ่งแดนได้หรือเปล่าก็ยังเป็นปัญหา เพราะถลำตัวเข้ามาลึกถึงขนาดนี้
            ข้างหลังคือกองทัพชาวนาประชาชน ที่ทีนับล้านๆคน รอคอยเชือดนาซีแก้แค้น เอาเลือดล้างเลือด ที่ทหารเยอรมันได้สร้างไว้ อย่างโหดเหี้ยม
            และทหารในกองทัพที่เหลือ ส่วนใหญ่ก็อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถทำการสู้รบได้อย่างเต็มที่ อีกทั้ง มีผู้ทุพพลภาพอีกมากมาย..
            นี่คือ..ความบ้าบิ่นที่พกมาแต่ความยะโสของคนคนเดียว ที่จู่ๆก็อหังการยกทัพมาต่อสู้กับประเทศที่มีคนอยู่นับร้อยล้านคน..
            แถมคิดเข้าไปได้ยังไงว่าจะชนะภายในเดือนสองเดือน..
            จาก สถิติที่น่าสังเวช ได้บันทึกไว้ว่า ในฤดูหนาวของรัสเซียที่มีอุณหภูมิลบ 42 องศานั้น ทหารนาซีไม่มีเครื่องกันหนาวรวมทั้งรองเท้าบู๊ทอย่างหนา บู๊ทที่มีอยู่จะใส่ถูงเท้าสองชั้นก็ไม่ได้
            เพราะมันคับจนเดินไม่ได้ (อย่าว่าแต่วิ่ง) และจากกองพลรถถังที่ 12 ทหารเสียชีวิตในการสู้รบ 63 นาย และ..325 นาย หนาวตาย..
            แต่ปัญหาเหล่านี้ ฮิตเล่อร์ไม่เคยสนใจว่าทหารเหล่านั้นมีความยากลำบากขนาดไหนในช่วงหกเดือนแรกของสงคราม เขารู้แต่ว่า..
            รัสเซียเสียหายยับเยิน เสียทหารและประชาชนไปกว่า สี่ล้านคน สองในสามของพื้นที่การอุตสาหกรรม หนึ่งในสามของแหล่งแร่..
            แต่กระนั้น..รัสเซียก็ยังสู้..สู้จนทหารคนสุดท้ายถ้าจำเป็น..
            เมื่อ ใจความในการสู้รบอย่างแข็งแรงของรัสเซียเริ่มเด่นชัด และ อันเป็นที่แน่นอนว่าจะได้รับกำลังสนับสนุนจากสพม.เป็นแน่แท้ ประจวบกับ มีช่องทางหนีทีไล่ ที่จะไม่โดนตลบหลัง
            คือทางทิศเหนือสุดและใต้สุด ที่มีระยะเพียงแค่ 150 ไมล์ และเพื่อเป็นการรักษาชีวิตทหารกับอาวุธ
            ฮิตเล่อร์จึงตัดสินใจสั่งถอยทัพ ให้ออกมาตั้งหลัก..แต่ถึงเขาไม่สั่ง..ทัพก็ถอยหนีตายออกมาอยู่ดี..

            นายพล Ludwig Kubler เข้ามาแทนที่นายพล von Kluge ที่เพิ่งถูกถอด..แต่มาอยู่ได้เพียงสองสามอาทิตย์ ก็ขอลาโรง ไม่เอาด้วย ฮิตเล่อร์จึงส่งนายพล Gotthard Heinrici
            มาแทนที่ และได้มาสำรวจความเสียหายและได้มาดูในด้านความเป็นจริง ของการยับเยินครั้งนี้ใหม่ ในสาเหตุที่ว่า..
            ทุกอย่างนั้นคือ การประเมินสถานะการณ์ข้าศึกผิดอย่างอภัยให้ไม่ได้..เช่น..
            ฮิตเล่อร์ คิดว่า รัสเซียผลิตเครื่องบินได้เพียง 5000 ลำต่อปี ความจริง คือ ผลิตได้ถึงกว่า 10,000 ลำ เท่ากับว่าพันลำต่อเดือน แถมที่ผลิตออกมานั้น หาใช่เครื่องบินธรรมดา
            หากแต่เป็น Yak-1, MiG-3,LaGG-3 ในขณะที่ลุฟท์วัฟฟ์ของเยอรมัน ที่ดันไปเปิดศึกมีเครื่องบินทิ้งระเบิดอยู่ในมือเพียงแค่ 1600 ลำ
            ฉะนั้น..ภายในฤดูหนาวแรกของสงคราม..เท่ากับกำลังทางด้านอาวุธของรัสเซียมีมากกว่าเยอรมัน ถึง 4 ต่อ 1
            การเสียหายยับเยินเช่นนี้ ทำให้เกิดการทุ่มเถียงซัดทอดกันในสภาเบอร์ลินอย่างวุ่นวาย..
            นาย พลไกเทล ตะโกนใส่หน้านายอัลเบิร์ต สเปียร์ ว่า..นายไปเอากำลังพลมาเสริมให้กับกองทัพของเราด่วน..อย่างน้อยต้องกว่าห้า แสนคน จะไปโยกย้ายมาจากที่ไหนก็ได้
            และเอามาด่วนด้วยนะ..เพราะตอนนี้กองทัพแทบไม่มีทหารเหลือแล้วว้อย !!

  Yak-1

 

  MiG-3

 

 

  LaGG-3


            เพราะ ฤดูหนาวแรก ที่เยอรมันยังพอเหลือรอดและได้รับบทเรียนพอหอมปากหอมคอ จนทำให้ฮิตเล่อร์ยังวาดวิมานต่อไปว่า น่าจะยังมีหวังที่จะเอาชนะได้อยู่
            ขอให้หายหนาวก่อนเถิ๊ด..ตูจะบุกอีก..
            เพราะ เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องการต่อต้านอย่างแข็งแรงของข้าศึกแม้แต่นิด เขาโทษว่า..การไม่ประสบความสำเร็จครั้งนี้ ก็เป็นเพราะ เหล่าขุนพล มันช่างไม่ได้เรื่อง !!
            ฉะนั้น..เขาจึงเตรียมแผนการบุกอีกครั้ง ในดือนเมษายน(1942) ที่กำลังจะถึง..



            คำถามคาใจของหลายๆคน คงสงสัยกระมัง ว่า ทำไม..อยู่ดีๆฮิตเล่อร์จึงประกาศสงครามกับมหาอำนาจอย่างอเมริกา หลังจากญี่ปุ่นบุกเพิร์ล ฮาร์เบอร์ เพียงไม่กี่ชั่วโมง
            มีความจำเป็นอะไรหนักหนาเชียว
            ใครต่อใครคงคิดว่า เขาโง่ดักดานที่ไม่รู้ว่า อเมริกานั้น มีทรัพยากรและกำลังการผลิตในด้านอาวุธแค่ไหน..
            แต่ในความเป็นจริง..ฮิตเล่อร์รู้ทุกอย่าง เพราะบทเรียนที่ได้รับจาก The Battle of Britain ที่ผ่านมา จนถึงขนาดเขาต้องพยายามหลีกเลี่ยงทำสงครามกับอเมริกา
            โดยการสั่งแม่ทัพเรือ โดนิทซ์ ใหัระมัดระวังในการยิงทอร์ปิโดอย่างสุดชีวิต..เกรงว่าจะไปโดนเรือของอเมริกันเข้า..
            แต่.. เขาคิดและเชื่อมั่นว่า ถ้าเขาชนะรัสเซียได้ในเร็ววัน นั่นหมายถึง อังกฤษก็ต้องยอมมาเจรจาซูฮกขอสงบศึก เอาเป็นอันว่าต่างคนต่างอยู่ อเมริกาอยู่ฝ่ายเดียวกับอังกฤษก็จะต้องสงบไปด้วยตามกัน..
            และในยามหน้า สิ่วหน้าขวานระหว่างอเมริกาและญี่ปุ่น..เขาก็เชื่อเช่นกันว่า อเมริกาต้องจัดการกับญี่ปุ่นก่อน สงครามในแปซิฟิคที่อเมริกาเหลือเรือรบเพียงไม่กี่ลำนั้น
            จะต้องใช้เวลานานนับปี กว่าจะสร้างขึ้นมาใหม่.
            .เขาพอมีเวลาจัดการกับรัสเซียได้นานพอสมควร..นี่คือความคิดของนายสิบโทฮิตเล่อร์..
            โดยไม่คิดเลยสักนิดว่า เหตุการณ์จะผลิกผัน เพราะ ใครๆก็อ่านเกมส์ออกว่า ขืนให้ฮิตเล่อร์ครองรัสเซีย โลกทั้งโลกคงหาความสงบสุขไม่ได้
            ดังนั้น..สิ่งที่อเมริกาส่งมากำนัลแก่รัสเซียเพิ่อสู้ศึกในต้นปี 1942 นั่นก็คือ
            เครื่องบินพิฆาต 17,000 ลำ
            รถจี๊ป 50,000 คัน
            รถบรรทุก 40,000 คัน
            นอกนั้นก็คือ รถถัง ปืนกล เรือยิงทอร์ปิโด น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเบนซิน วัตถุระเบิด ห้าล้านตัน อาหารและยารักษาโรค..ฯลฯ
            ทุกอย่างนี้เดินทางโดยเรือคอนวอยเส้นทางทะเลอาร์คติค

            ส่วนฮิตเล่อร์ยังคงฝันหวาน เตรียมแผนงานการสงครามในฤดูใบไม้ผลิกับรัสเซียต่อ คราวนี้เ เป้าหมายคือ สตาลินกราด..
            เนื่องจากเขตทหารของเยอรมันได้ยาวครอบคลุมตลอดแนวยุโรปฝั่งแอตแลนติคที่ค่อนข้างแน่นหนา ดินแดนฝั่งบอลข่านก็อยู่ในการควบคุมดูแล
            ฝั่งอาฟริกา ก็ร่วมกันสองแรงแข็งขันกับอิตาลี รอมเมลก็มีความสามารถเหนือมนุษย์ บุกที่ไหนชนะที่นั่น..
            ฝั่งอังกฤษก็ถูกควบคุมโดยกองทัพเรืออูของนาซี
            ว๊าววว..ทุกอย่างดูดีไปหมด..!!!
            แต่.. ทุกคนลืมดูไปว่า..กองทัพอากาศลุฟท์วัฟฟ์นั้น..หย่อนความสามารถลงไปทุกวัน เพราะ ความประมาทและไม่รู้จักการประเมินสถานะการณ์ศึกของท่านแม่ทัพ เกอริง..



            ภาย ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ การบุกของเยอรมันทางด้านบอลติก กับ ทะเลดำนั้น ต้องชะงักงันไปชั่วขณะ เนื่องจากเข้าทุนสำรองน้ำมันเริ่มร่อยหรอ และพอกลางเดือนมีนาคม
            มีฝนตกหนัก เท่ากับว่าเป็นการพักรบไปทั้งสองฝ่าย
            ฮิตเล่อร์ได้มาสำรวจรายการกำลังกองทัพที่เหลือ ว่า..กองทัพทหารราบนั้นเหลือเพียง หกกองพลที่พอใช้การได้( จาก ร้อยหกสิบ..) ที่เหลือคือป่วย พิการ ตายไปก็มากมาย
            อาวุธ อยู่ในสภาพที่เหลือไม่เท่าไหร่ ที่มีอยู่ก็ชำรุดเสียหาย รถถัง เหลือใช้งานได้เพียง 140 คัน
            ซึ่ง ทุกอย่างต้องมีการทดแทนโดยด่วน..ฮิตเล่อร์กะบุกรัสเซียอีก คราวนี้ แผนของเขาคือการโจมตีทางใต้ และยึดครองแหล่งน้ำมันคอเคซัส จากนั้นก็เข้ายึดทุ่งข้าววีต(wheat)ที่ Kuban แล้วก็ข้ามแม่น้ำ Volga ไปตีสตาลินกราด
            ถ้า แผนทั้งหมดนี้สำเร็จดังใจหมาย นั่นก็หมายถึง สตาลินสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในการทำสงครามครั้งนี้ นั่นคือ แหล่งอุตสาหกรรม แหล่งเกษตร แหล่งน้ำมัน
            เขาได้ประกาศว่า ถ้าไม่ได้แหล่งน้ำมันคอเคซัส..นั่นก็หมายถึงว่า สงครามครั้งนี้ต้องปิดฉากลงอย่างแน่นอน..
            ในฤดูใบไม้ผลิ..เยอรมันเริ่มสร้างสมกำลังพลใหม่ เพราะที่สูญหายไปนั้น คือ ชีวิตทหารกว่าหนึ่งล้านคน (ไม่นับที่ทุพพลภาพ)
            ฉะนั้น นายพลไกเทลต้องเดินทางไปโรมาเนียและฮังการี เพื่อเกณฑ์คนมาเป็นทหารในหน่วยของอักษะ
            ท่านแม่ทัพเกอริงไปอิตาลี เพื่อไปนำทหารมาจากกองทัพของมุสโสลินี เพื่อนซี้
            สรุปไปมา ก็คือ ได้เพิ่มมา ห้าสิบสองกองพล, 27 จากโรเมเนีย 13 จากฮังการี 9 จาก อิตาลี 2 จาก สโลวัค 1 จากสเปน (อาสาสมัครมาเอง)
            ท่าน แม่ทัพ Halder เริ่มเป็นกังวลในสมรรถนะของทหารเกณฑ์เหล่านี้ เพราะความรู้ทางทหารในด้านพื้นฐานแทบจะไม่มี แถมมิหนำซ้ำ ยังสื่อกันคนละภาษา พูดกันไม่รู้เรื่อง
            แต่ฮิตเล่อร์ไม่แคร์กับปัญหาต่างๆเหล่านี้ ขอให้ได้เป็นคนมาก็ใช้ได้แล้ว..

            ภาย ในเดือนเมษายน กลุ่มทหารใหม่เหล่านี้ ได้มาเริ่มประจำการ กลุ่มเก่าก็ถูกส่งไปพัก อาวุธใหม่ๆได้ถูกผลิตออกมาใช้..และ..คราวนี้ หน่วย SS ได้ถูกเรียกให้มาทำงานอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยเข้ามาแทนที่นายทหารระดับนายร้อย นายพันกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะ ฮิตเล่อร์เชื่อว่า หน่วย SS นี่คือกองทัพที่มีความจริงใจและซื่อสีตย์ต่อเขาอย่างแท้จริง ไม่ใช่พวกทหารจากโรงเรียนนายร้อยเหล่านั้น..
            นายพลไกเทลได้พบกับปัญหา เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง..นั่นคือ พวก SS สมุนฮิตเล่อร์ทั้งหลายนั้น ทุกคนมีดีกรีของความยะโสโอหังกันจนเกินพิกัด
            จำนวนของ SS ที่มาร่วมนั้น นับได้ 38 กองพล ที่ล้วนแล้วแต่เป็นคนหนุ่ม เลือดร้อน และ ที่สำคัญคือ ทั้งหมดไม่มีใครชอบหน้าใคร..
 

*******************************   พักครึ่งเวลา...เพราะได้มอบหน้าที่ให้คุณเมธาวดีมาเล่าเรื่องของมุสโสลินี เป็นการผ่อนคลายเครียดของสงครามเยอรมัน-รัสเซีย......

 



            คราวนี้ลองมาดูทางฝั่งอิตาลีดูบ้าง คือเรื่องของมุสโสลินีสหายรักหนึ่งเดียวของฮิตเลอร์นั่นเองครับ คืออย่างที่เราๆทราบกันดีว่าอิตาลีเป็นพันธมิตรของเยอรมันมาตั้งแต่เริ่มๆ พร้อมๆกับการที่ฮิตเล่อร์ได้แผ่ขยายอาณาจักรไรค์ในยุโรปนั้น มุสโสลินีก็ได้แผ่ขยายอาณาจักรอิตาลีของตนในแอฟริกาเหนือด้วย แต่อย่างที่เราได้พูดสงคราในแอฟริกาเหนือกันแล้ว ทุกท่านคงทราบดีว่า กองทัพของอิตาลีและเยอรมันโดนฝ่ายพันธมิตรตีกระเจิง

และจนถึงกระทั่งปี ๑๙๔๓ ฝ่ายสัมพันธมิตรนำโดยอังกฤษและสหรัฐอเมริการุกเข้าไปยึดเกาะซิชิลีของอิตาลี ได้เป็นผลสำเร็จ ถึงตอนนี้ความนิยมของมุสโสลินีในอิตาลีก็ตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว เพราะตลอดสงครามที่ผ่านมา ปรากฎว่าอิตาลีสูญเสียทหารไปร่วมล้านคนแล้ว ตลอดทั้งกองทัพเรือฝ่ายสัมพันธมิตรที่ยึดครองทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้ทั้ง หมด ส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดในอิตาลีเป็นว่าเล่น ตอนนั้นประชาชนอิตาลีก็ยิ่งประสบกับภาวะทุกข์ยากลำบาก ความรุ่งเรืองของประเทศอิตาลีที่มุสโสลินีเคยสัญญาไว้ก็กลายเป็นเพียงซาก ปรักหักพัง ใบปลิวที่ฝ่ายสัมพันธมิตรโปรยลงแผ่นดินอิตาลี ยิ่งแทงใจดำชาวอิตาลีว่า.....นี่ตูจะมาทนให้เจ้าหัวล้านมุสโสลินีกับเจ้า หนวดจิ๋ม            ฮิตเลอร์ไปทำไมกันฟะเนี่ย......

            ถึงตอนนี้ ทางฮิตเล่อร์เริ่มตระหนักถึงภาวะอับจนของสหายมุสโสลินี สู้อุตส่าห์เดินทางไปพบมุสโสลินีถึงอิตาลี แต่ท้ายที่สุด การพบปะครั้งนี้ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับทางมุสโสลินีเลย เพราะว่าความหวังที่มุสโสลินีหวังจะได้รับการช่วยเหลือทางทหารจากเยอรมัน นั้นก็สิ้นหวัง เพราะฮิตเลอร์ไม่ได้สัญญิงสัญญาอะไรให้เลย ซึ่งผลของการพบกันครั้งนี้ ยิ่งทำให้ฝ่ายที่ไม่พอใจมุสโสลินีทีมั่นใจว่า มุสโสลินีโดนเยอรมันทอดทิ้งแล้ว......แผนการยึดอำนาจมุสโสลินีก็เริ่มต้น ขึ้นครับ

            เรื่องทั้งเรื่องเริ่มต้นที่ท่านเค้านท์ Dino Grandi กรานดิผู้นี้เป็นอดีตท่านทูตประจำประเทศอังกฤษ และเป็นคนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายเข้าฝ่ายเยอรมันของมุสโสลินีมาโดยตลอด โดยมีคนสำคัญที่ร่วมสมคบคิดครั้งนี้ก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหนครับ ลูกเขยมุสโสลินีเองชื่อ....ท่านเค้านท์ Galeazzo Caino ขอรับกระผม โดยท่านเค้านท์แกรนดิเริ่มต้นล่ารายชื่อคนที่ “เก็บกดมานาน” กับมุสโสลินีในระหว่างที่มุสโสลินีไปกรุงโรม และเมื่อมุสโสลินีเดินทางกลับมามิลาน แผนการยึดอำนาจก็เริ่มขึ้นในการประชุมสมาชิก Grand Council สมาชิกทั้งยี่สิบแปดคนที่เค้าท์แกรดิทำการลอบบี้ช่วงที่มุสโสลินีไม่อยู่ นั้น ร่วมกันโหวตให้เอาอำนาจทางการทหารทั้งหมดไปอยู่ที่พระราชาอิตาลี พระเจ้าวิคเตอร์ เอ็มมานูเอล ซึ่งนั่นหมายความว่า มุสโสลินีจะสูญอำนาจทั้งหมดของตนเองทันที

            เรื่องนี้คงต้องย้อนกลับไป เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๑ ที่ตอนนั้นเมื่อสงครามจบลง ทหารอิตาลีสูญเสียไปหกแสนคน แต่เมื่อมาเทียบกับสงครามโลกครั้งที่สอง ภายใต้การนำของมุสโสลินี สงครามยังไม่จบแต่กลับเสียทหารไปแล้วกว่าร่วมล้านคน อีกทั้งศักดิ์ศรีประเทศยังย่อยยับด้วยต้องอยู่ใต้อำนาจของเยอรมันมาตลอด แถมยังโดนพันธมิตรของตัวเองเหยียดหยามอีกด้วย........แน่นอนครับ คนอิตาลีเขาไม่ยอม

            ถึงตอนนี้มุสโสลินีไม่มีเพื่อนเหลือในอิตาลีซักคน แม้แต่พระราชาวิคเตอร์ ที่ร่วมเสวยอำนาจกับมุสโสลินีมานาน ก็เป็นคนบอกให้มุสโสลินีลงจากอำนาจเสีย


            และถึงสุดท้าย มุสโสลินีก็ถูกจับกุมตัวไปขังไว้ในค่ายทหารแห่งหนึ่ง สูญอำนาจในอิตาลีอย่างสมบูรณ์ แต่ว่าครับ บิ๊กหอยเคยลาออกจากผู้จัดการทีมชาติไทยแล้วกลับมาใหม่ฉันใด มุสโสลินีเสียอำนาจครั้งนี้ ก็เป็นไปแค่ชั่วคราวครับกระผม


            จากคุณ : เมธาวดี - [ 13 มิ.ย. 47 12:09:06 ]
            
         
         

           
            จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ คงจะสามารถอธิบายจุดจบของมุสโสลินีในท้ายที่สุดได้ เพราะจะเห็นได้ว่า คนอิตาลีนั้น เหม็นขี้หน้ามุสโสลินีเต็มกลืน ช่วงฮันนีมูนที่มุสโสลินีเคยนำอิตาลีเงยหน้า
            อ้าปากในช่วงก่อนสงครามก็จบสิ้น ไปเรียบร้อยแล้ว อำนาจของมุสโสลินีที่มีในช่วงหลังปี ๑๙๔๓ ก็ไม่ได้มาจากมติของประชาชนไม่ แต่มาจากการโอบอุ้มของสหายฮิตเลอร์เท่านั้นเอง เมื่อตัวมุสโสลินีมีพื้นฐานที่กระพร่อมกระแพร่งดังนี้แล้ว
            เมื่อสงครามเดินหน้าต่อและเดินเข้าสู่จุดจบของฝ่ายเยอรมัน ฐานอำนาจของมุสโสลินีก็ยิ่งผุกร่อนขึ้นกว่าเดิม จนวันหายนะของมุสโสลินีมาถึงในที่สุด เมื่อวันที่อิตาลีกองทัพอเมริกันรุกตีเหนือขึ้นจนถึงกรุงโรม แถมทางฝ่ายเหนือนั้นเล่า
            กองทัพแดงของสตาลินก็ตีร่นเข้าทางตะวันตก กองทัพเยอรมันก็มีมีแรงพอที่จะมาช่วยเหลือมุสโสลินีตั้งรับอเมริกันทางใต้ ได้เสียแล้ว ในท้ายที่สุด
            มุสโสลินีตัดสินใจหนีจากศัตรูฝ่ายสัมพันธมิตร ตัดสินใจย้ายขึ้นเหนือไปอีก เพื่อหวังใช้ Val Tellina เป็นแผ่นดินสุดท้ายที่จะมาใช้ตั้งยันฝ่ายสัมพันธมิตร และคิดว่า หากต้องพ่ายแพ้แล้ว
           ฐานะของตนหลังแพ้สงครามภายใต้เงื้อมมือของศัตรูรัสเซียทางเหนือ น่าจะดีกว่าการต้องตกอยู่ใต่อำนาจของอเมริกันและอังกฤษ
           เพราะรู้ดีว่า ตนเองเคยสร้างความเดือดร้อนให้อังกฤษเพียงใดเมื่อเริ่มสงคราม ทั้งในเกาะครีตและแอฟริกาเหนือ.......

            อันที่จริงนั้น ลูกชายของมุสโสลินีเคยเสนอให้มุสโสลินีรอยอมแพ้ฝ่ายสัมพันธมิตรดีกว่า เพราะการเดินทัพขึ้นเหนือนั้น ต้องฝ่าดงของกลุ่มกองโจรคอมมิวนิสต์ที่อยู่ทางเหนือ
            ที่ต้องการชีวิตของมุสโสลินียิ่งกว่าทัพฝ่ายสัมพันธมิตรทางใต้เสียอีก แต่มุสโสลินีไม่เห็นด้วย ด้วยว่าไม่อยากถูกจับอย่างเสียศักดิ์ศรีในฐานะอาชญากรสงครามของอเมริกันและ อังกฤษ
           โดยที่มุสโสลินีไม่รู้เลยว่า จุดจบของตนเองทางเหนือนั้น อัปยศเสียยิ่งกว่านักโทษสงคราม จนประวัติศาสตร์โลกต้องจดจำไปนานเท่านาน ถึงจุดจบของท่าน Il Duce แห่งประเทศอิตาลีว่า จบอย่างน่าอนาถเพียงใด

            เรื่อง น่าอนาถนี้ มุสโสลินีเจอทีละเล็กทีละน้อย โดยเริ่มจากแผนการของตนเองตั้งแต่แรก ที่จะรวบรวมกำลังพลของตนเองครั้งสุดท้าย จำนวนสามแสนคน เพื่อนำไปตั้งหลักใน
           Val Tellina ทางเหนือ แต่พอเอาเข้าจริงๆนั้น มุสโสลินีก็หน้าชา ด้วยรู้ว่า คนอิตาลีทั้งประเทศไม่มีใครจะต่อสู้เพื่อมุสโสลินีอีกแล้ว มีทหารที่ยังภัคดีติดตามมุสโสลินีเพียงแค่สิบกว่าคนเท่านั้นเอง พร้อมกับเหล่าทหารเยอรมันอีกหยิบมือที่ฮิตเลอร์ส่งมาช่วยมุสโสลินีหนี ตอนนี้มุสโสลินีก็ต้องเปลี่ยนแผน เป้าหมายไปอยู่ที่สถานทูตเยอรมันในเมือง Merano ครับผม

            การเดินทางไปยังจุดหมายนี้ มุสโสลินีต้องปลอมตัวเป็นนายทหารเยอรมันในหน่วยลุฟท์วัฟไปกับขบวนรถของ เยอรมัน
            แน่นอนว่าตอนนี้ชาวอิตาลีเกือบทั้งประเทศต้องการที่จะแก้แค้นมุสโสลินีที่พา ตัวเองไปสู่ความฉิบหาย โดยเฉพาะศัตรูเก่าพวกคอมมิวนิสต์ ตลอดทางขบวนรถเจอกองทหารคอมมิวนิสต์
            ดักค้นตลอดเวลา ทหารอิตาลีที่ภักดีต่อมุสโสลินีก็ล้วนเจอจุดจบไปก่อน ด้วยว่าไม่ได้ปลอมตัวเป็นทหารเยอรมันอย่างมุสโสลินีและภรรยา
            แต่ท้ายที่สุดแล้ว มุสโสลินีก็ถูกกองทหารคอมมิวนิสต์จับตัวได้ในท้ายที่สุด เพราะบังเอิญว่าในกลุ่มนั้น มีคนที่เคยเห็นหน้ามุสโสลินีอย่างใกล้ชิดมาแล้ว

            ท้ายที่สุด ในวันที่ ๒๘ เมษายน ปี ๑๙๔๕ มุสโสลินีและชู้รัก Clara ถูกลากตัวขึ้นรถเฟียต พามุสโสลินีมาถึงหมู่บ้าน Belmonte มุสโสลินีและชู้รักก็ถูกลากตัวออกมา
            กระสูนนัดแรกทะลวงเข้าที่หัวใจของ Clara สุดสวาสของอดีตเผด็จการแห่งอิตาลี ส่วนมุสโสลินีนั้นเล่า บันทึกได้เขียนไว้ว่ามุสโสลินีเผชิญกับจุดจบอย่างชายชาตรี
            ด้วยแหวกอกเสื้อรอรับคมกระสูนอย่างคนรู้ชะตากรรม กระสูนเก้านัดจากทหารคอมมิวนิสต์ปลิดชีพอดีตท่านอิลดู๊ซแห่งอิตาลีในท้ายที่ สุด

            ศพของคนทั้งสองถูกเอาเข้าเมืองมิลาน หากวิญญาณของมุสโสลินีได้เห็นคงจะรู้ว่า ตัวเองไม่ได้มีศัตรูแค่พวกคอมมิวนิสต์คู่ปรับเก่าเท่านั้น
            แต่คนอิตาลีทั้งประเทศ แม้แต่ในเมืองมิลานที่ตัวเองเคยเสวยอำนาจ ก็ร่วมมหกรรมทารุนศพมุสโสลินีและชู้รัก ศพของคนทั้งสองถูกห้อยกลับหัว
           แม่นับร้อยๆคนของเด็กหนุ่มอิตาลีที่มุสโสลินีเคยลากตัวเข้าสังเวยชีวิตใน สงคราม กลุ้มรุมเข้ามาแก้แค้น ถีบ ทึ้ง ตบ ต่อย ศพทั้งสอง ไม่เว้นแม้กระทั่งปัสสาวะรดหน้า
           เพื่อให้สมแก่ใจแก่ความแค้นที่มุสโสลินีพาคนอิตาลีทั้งชาติเข้าสู่หายนะใน สงครามโลกครั้งที่สองนี้ครับ

            และไม่กี่วันหลังจากนั้น กงอทัพอเมริกันก็เดินทัพเข้าสู่เมืองมิลาน


            

            งงจังเลยว่าทำไมอาเจ้ให้เขียนเรื่องนี้ก่อนอ่ะ เพราะว่านี่มันข้ามขั้นการเข้าร่วมสงครามของทางฝ่ายอเมริกันซะอีก ว่าแต่การบ้านต่อไปนี่ให้ทำอะไรฮับ ถ้าไม่หน่ายที่ผมเขียนช้าอ่ะนะ ให้การบ้านมาเร้ย

            จากคุณ : เมธาวดี - [ 13 มิ.ย. 47 13:06:50 ]
            
         
         

   ..............................................................................................................................................................        
          
             
             
ภาพการทารุณกรรมต่อศพของมุสโสลินีนั้น คือเหตุผลหนึ่งที่ฮิตเล่อร์และเอวาเลือกการจบชีวิตของตัวเองให้เป็นเถ้าถ่าน..เพราะเขากลัวว่าจะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดียวกัน.....วิวันดา

          

            ฮิตเล่อร์สั่งลุยในฤดูใบไม้ผลิ (1942) คราวนี้ เคลื่อนทัพไปจากทางด้านใต้  แม่ทัพ von Bock คุมไปทางด้านแม่น้ำดอน และตีขึ้นเหนือไปเรื่อยๆให้ถึง สตาลินกราด
            และอีกทัพหนึ่งจะมุ่งลงใต้เพื่อไปยึดครองแหล่งน้ำมันคอเคซัส  
            จะ การที่จะเช่นนั้นได้ หมายถึงว่าฮิตเล่อร์ ต้องเคลื่อนทัพทั้งหมดจากฐานของฝั่งตะวันออก แบ่งกระจายให้คลุมพื้นที่อันกว้างใหญ่นี้ และ คอเคซัสคือหัวใจดังที่ได้ประกาศไว้
            เพราะถ้าไม่มีน้ำมันมาสนับสนุน จะไปชนะศึกครั้งนี้ได้อย่างไร
            และ ต้องมีแผนหลอกล่อทัพรัสเซียเพื่อให้ตายใจ โดยการทำเป็นว่า มีการเดินทัพไปทางด้านเหนือ ว่าจะไปตีมอสควา เพื่อให้สตาลินรวบรวมกำลังพลทั้งหมดไว้คอยรับมือทางฝั่งนั้น
            แต่ก่อนอื่น ใดนั้น..การวางแผนทัพจะต้องมาดูถึงความเป็นไปได้ทางด้านส่งเสบียงและสัมภาระ ด้วย..เยอรมันอาจจะลืมในข้อนี้ไป หรือ มืดหน้าตามัวจนนึกไม่ถึง
            กล่าวคือ การส่งของดังกล่าวทั้งหมด ต้องใช้การลำเลียงถึง 120 ขบวนตู้โบกี้ต่อวัน แต่..ในความเป็นไปได้นั้น เยอรมันสามารถส่งได้เต็มที่ แค่..100
            นั่นหมายถึงว่า ไม่ตรงไหนก็ต้องขาดของไปส่วนหนึ่ง
            นี่ ไม่นับถึงว่า เส้นทางรถไฟที่ขยันถูกตัดด้วยการระเบิดทิ้งของหน่วยกองทัพชาวนาจู่โจมที่ออก ปฎิบัติการทั้งวันทั้งคืนอีก..ที่เยอรมันต้องมาเสียเวลาซ่อม
            และกว่าจะใช้งานได้ก็กินเวลาไปหลายวัน..
            ฮิตเล่อร์ต้องการการบุกครั้งนี้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว..แต่ แม่ทัพ von Bock อยากให้ชะลอทัพ ดูหน้าดูหลังซะก่อน..
            ฮิตเล่อร์ต้องการให้บุกลุยเละกันไปข้างหนึ่ง..แต่แม่ทัพ ฟอน บอค ต้องการรอรับมือการจู่โจมของรัสเซียมากกว่า
            หลังจากที่ถกเถียงกันวุ่นวาย..เอาเป็นอันว่า ท่านผู้นำชนะตามเคย..
            บุกเป็นบุก
            และคราวนี้ ถือว่าฮิตเล่อร์ได้ประเมินสถานการณ์ถูก ฝั่ง Poltava พ่ายแก่เยอรมัน ทหารรัสเซียนับหมื่นถูกกวาดต้อนโดยราบคาบ..
             

                                                     

           
            แต่พอมาถึงตรงนี้ เยอรมันเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับการ"รั่วของข้อมูลความลับ" ซึ่งสร้างความเสียหายแก่กองทัพและการสูญเสียในด้านกำลังพลอย่างมากมาย
            ฮิตเล่อร์ สงสัยในตัวเหล่าขุนพล..ที่อาจมีเกลือกลายเป็นหนอน  หรือ อาจจะเป็นกลุ่มนักบินในลุฟท์วัฟฟ์ ที่ได้แปรพักต์ขายความลับให้แก่ข้าศึก   ความคิดเริ่มแตกแขนง..หาตัวผู้ต้องสงสัย
            ซึ่งจะว่าไปแล้ว..ตัวการของเรื่องนี้ คือ กลุ่มวิศวะหัวกระทิชาวโปล์ ที่ได้ย้อนรอยเยอรมันอย่างเจ็บแสบ อย่างที่ใครๆคาดไม่ถึง..
            กล่าว คือ ย้อนหลังในช่วงของการเริ่มต้นที่ฮิตเล่อร์ขึ้นมามีอำนาจใหม่ๆ..เยอรมันได้ ซื้อเครื่องรหัสข้อความ เรียกว่า Enigma อย่างเดียวกับเรื่องที่เล่ามาในยุทธการเรืออู นั่นแหละ
            แต่ ยามที่มาใช้ในแต่ละหน่วยแต่ละกองทัพ โค๊ดที่ใช้จะไม่เหมือนกัน การถอดรหัสข้อความก็ไม่เหมือนกัน
            ครั้ง นั้น เหล่าวิศวะชาวโปล์เป็นผู้คิดค้นขึ้นมาได้ในชั้นแรก และ เยอรมันเป็นฝ่ายซื้อทั้งระบบ เรียกว่าซื้อขาด และนำมาปรับปรุงแก้ใขนำมาใช้ในหน่วยของกองทัพในต่อมา
            พอฮิตเล่อร์บุก โปแลนด์ ชาวโปล์ในกลุ่มนี้ได้เสี่ยงตายนำเครื่องอีนิคมาที่ชำรุดของเยอรมันเล็ดลอด ออกไปยังอังกฤษได้ อีกทั้ง..ให้ความร่วมมือกับสายลับและหน่วยจารกรรมของอังกฤษ
            ถอดโค๊ดจนสำเร็จ จากนั้นมาไม่ว่าเยอรมันจะทำอะไร อังกฤษมักรู้ล่วงหน้าเสมอ
            หากแต่..ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เยอรมันได้รู้ตัวว่า รหัสที่ใช้นั้นไม่เป็นความลับอีกต่อไป

           

 

ทัพทางด้านใต้ เยอรมันได้เคลื่อนตัวเข้าสู่ฝั่งของแม่น้ำดอน และ ในคราวนี้ ฮิตเล่อร์ชักไม่ค่อยเชื่อในน้ำยาของแม่ทัพ ฟอน บอค เท่าไหร่นัก
            ทั้ง แม่ทัพไกเทล และ ฮิตเล่อร์เองจึงบินด่วนไปพบแม่ทัพทันที แต่ในการพบครั้งนี้ ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า เพราะ นโยบายไม่ตรงกันเลยสักเรื่อง  ฮิตเล่อร์จึงบินกลับไปรัสเตนเบอร์คด้วยความหัวเสีย..

            สำหรับการสู้ รบในทิศทางด้านใต้  กองทัพได้เริ่มจักหมวดหมู่ขึ้นมาใหม่ โดยมีกองทัพกลุ่ม A ซึ่ง แม่ทัพไกเทล และแม่ทัพ ฮัลเดอร์ เห็นสมควรว่า  ควรให้แม่ทัพ ลิสต์ เป็นผู้ควบคุม จึงเสนอไปที่ท่านผู้นำ..
            ฮิตเล่อร์ก็หงุดหงิดต่อการทำงานของเหล่านายพลทันที ว่า..ทำไมส่งมาชื่อเดียวฟะ..ไม่มีตัวเลือกอื่นๆหรือยังไง?
            แต่หลังจากการอธิบายปนทุ่มเถียง เขาก็จำใจแต่งตั้งแม่ทัพ ลิสต์ ทั้งๆที่ไม่ค่อยพอใจ
            นี่คือปัญหาของฮิตเล่อร์ ที่เขาไม่เคยไว้ใจเหล่านายทหารชั้นแนวหน้าคนไหนเลย..และยิ่งทำมาเป็นไม่เห็นด้วยกับแผนการศึกของเขาเข้า
            มันคนนั้น..เขาจะถือว่าเป็นศัตรูที่อยู่คนละขั้วทันที..
            อาการที่ไม่เป็นปรกติดังนี้ เริ่มเด่นชัดขึ้นในปี 1942 นี่เอง..

         

            แต่ถ้าจะมาทำความเข้าใจในความคิดของฮิตเล่อร์แล้ว..ต้อง มาดูถึงว่า เขาคือทหารผ่านศึกแต่ครั้งสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เป็นผู้สานต่อก่อตั้งพรรคนาซี
            มาถึงตอนนี้ เขาเล่นบทเป็นแม่ทัพ และผู้บัญซ๊าก๋านสูงลิ่ว..และ ยังคงเป็นนักการเมืองปกครองประเทศด้วยอีกต่างหาก
            กลุ่ม คนที่เขาจะไว้เนื้อเชื่อใจได้ ก็ต้องเป็นนาซี ที่ผลักดันเขามายืนจนถึงจุดนี้เท่านั้น..ไม่ใช่เหล่านายทหารที่ไม่มีส่วน เกี่ยวข้องใดๆกับพรรค อย่างนายพลพวกนี้
            ดังนั้น..กลุ่มผู้ที่ช่วยเสนอออก ความเห็นในการทำสงครามครั้งนี้ ก็พวกที่นั่งกระดิกเท้าอยู่ในเบอร์ลิน เช่น เกอริง, ฮิมม์เล่อร์, บอร์แมนน์ ,เกิบเบิล,
            เกิบเบิล รับหน้าที่ที่จะจัดการต่อเชลยศึกรัสเซีย ในยามที่เยอรมันเข้าครอบครองดินแดนส่วนตะวันออกได้อย่างเด็ดขาด
            วันๆนึง เขาก็ได้แต่นั่งวาดแผนว่า จะฆ่าพวกมันให้ตายอย่างทรมานได้มากที่สุดเท่าไหร่
            และคนพวกนี้เอง..ที่เป็นตาและเป็นหูให้กับฮิตเล่อร์ ที่ไม่ว่าจะเพ็ดทูลอย่างไร ฮิตเล่อร์เชื่อทั้งนั้น
            อย่างเรื่องของแม่ทัพ ลิสต์ ก็นับว่าเป็นลมปากของเกิบเบิลที่เป่าหูเจ้านายเช่นกัน..
            ดัง ที่เล่ามาแล้ว..ว่า ฮิตเล่อร์ไม่ค่อยเต็มใจแต่งตั้งแม่ทัพลิสต์สักเท่าไรนัก ดังนั้น ในช่วงการผิดพลาดของการเดินทัพเข้าสู่คอเคซัส ที่ หาว่า กองทัพของแม่ทัพ
            ไม่ได้ช่วยส่งเสริมกำลังให้กับกองทัพของ SS ให้เข้าตีที่ Rostov อย่างเต็มที่ ฮิตเล่อร์ก็โทษว่าเป็นความผิดของแม่ทัพลิสต์แต่ผู้เดียว
            มาถึงตรงนี้ ฮิตเล่อร์ได้ย้ายตัวเองจากศูนย์บัญชาการที่รัสเตนเบอร์คมาอยู่ที่ Vinnitsa ในมณฑลยูเครน..{ให้ใกล้เข้ามาอีกนิด}
            ศูนย์บก.นี้ เรียกว่า "Werewolf" ที่มีอากาศร้อนระเบิด ซึ่งเหล่าบรรดาแพทย์ประจำตัวของเขาไม่แนะนำเลย..



            แม่ทัพลิสต์ ได้เข้าพบท่านผู้นำเพื่อส่งมอบรายงาน..เพราะ เมื่อสองเดือนก่อน นักบินเยอรมันที่ได้นำเอกสารสำคัญในการทำสงครามผ่านน่านฟ้าเข้ามา
            และถูกยิงตก นักบินถูกจับไปเป็นเชลย..พร้อมทั้งเอกสารที่ว่าพร้อมทั้งแผนที่
            จากนั้น ฮิตเล่อร์จึงสั่งห้ามใครนำเอกสารศึกเดินทางติดตัว
            และ นี่คือ สาเหตุที่แม่ทัพลิสต์ต้องเดินทางมาพบฮิตเล่อร์ด้วยตัวเอง และ ได้นำแผนที่(แบบว่ากันลืม) ในขนาด 1:1,000,000 ในพื้นที่ในความรับผิดชองของตัวมาด้วย..
            พองัดออกมาเสนอต่อเจ้านาย..ฮิตเล่อร์ก็โวยวายแบบสติแตก หาว่า ฝ่าฝืนคำสั่ง..ห้ามแล้วไง
            ในที่สุด แม่ทัพลิสต์เลยต้องพูดตรงๆแบบทหารว่า เขาไม่เชื่อว่า การเดินทัพแบบรวดเร็ว จนลึกเข้าไปในพื้นที่ข้าศึกที่ฮิตเล่อร์ต้องการนั้นจะทำได้สำเร็จ............. เนื่องจากการส่งกำลังบำรุงไม่ต่อเนื่อง ความหวังที่จะเข้าล้อมกรุงมอสควา ก็ยังลางเลือน..
            เขาจึงสั่งปลด แม่ทัพ ลิสต์ทันที..ในฐานะที่พูดไม่ถูกหู..
            และ.. ต่อมาในวันที่ 13 กรกฏาคม ทัพของเยอรมันได้ตีตะลุยเข้ามาจากทางทิศใต้ตามความต้องการของฮิตเล่อร์ และ เนื่องจาก แม่ทัพ ฟอน บอค ได้เดินทัพล่าช้าไม่ทันใจโก๋
            เขาจึงสั่งปลด แม่ทัพด้วยในวันนั้น..
            และฮิตเล่อร์มัวแต่หงุดหงิดกับเรื่องของทัพที่มารวมตัวกันไม่ทัน เขาจึงพลาดโอกาสครั้งสำคัญไปปอย่างน่าเสียดาย
            นั่นคือ การเข้ายึดสตาลินกราด ที่มีทหาร รัสเซียควบคุมไว้อย่างหลวมๆ กว่าฮิตเล่อร์จะมารู้ตัวก็สองอาทิตย์ล่วงไปแล้ว แต่ก็ช้าไป..เพราะ สตาลินได้จัดการส่งคลื่นทหารเข้ามาหนุนเต็มที่
           

ในวันที่ 23 กรกฏาคม ฮิตเล่อร์ตัดสินใจ สั่งการว่า เขาต้องการเข้ายึด คอเคซัส และ สตาลินกราด ในคราวเดียวกัน
            แม่ทัพ ฮัลเดอร์..พยายามแย้งว่า มันเป็นไม่ได้ และ ด้วยประโยคนี้เอง ฮิตเล่อร์จึงสั่งลดให้แม่ทัพไปคุมทหารแค่ระดับกองพัน..

            จากที่เล่ามาจะเห็นว่า เยอรมันกำลังมีชัยชนะเหนือรัสเซีย ..และรูปการณ์มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ แม้แต่ฮิตเล่อร์เองก็เห็นว่า รัสเซียคือหมูในอวย ดิ้นไม่หลุดแน่นอน
            เพราะ ในเดือนสิงหาคม เยอรมันได้เข้ายึด เหมืองน้ำมัน Maikop อันเป็น เหมืองที่ใหญ่ที่สุด ที่สามารถผลิตน้ำมันได้ปีละ 2.5 ล้านตันต่อปี
            แต่..เยอรมันก็ได้ไปในสภาพที่ถูกเผาใหม้เรียบร้อย..ใช้การไม่ได้..
            แค่นั้น..ฮิตเล่อร์ก็ยังไม่รู้สึกถึงการผิดปรกติ..เพราะเหลิงไปเสียแล้ว..
            อีกสิบวันต่อมา..กองทัพเยอรมันก็ยึด แหล่งน้ำมัน Mozdok ที่อยู่ใกล้กับทะเลสาบแคสเปียนได้อีก
            ฮิตเล่อร์ ยิ่งฝันหวาน เที่ยวบอกกับใครต่อใครว่า รัสเซียกำลังเหลือแต่ชื่อ..
            เขาได้สั่งการเสียงเข้มว่า..เดินทัพเลียบแม่น้ำ วอลก้า ไปได้เลย เพราะ เป้าหมายคือ การยึดครองสตาลินกราด จากนั้นก็เคลื่อนทัพเข้าล้อมกรุงมอสควา
            และ.. เราจะไม่หยุดอยู่แค่นั้น เราจะบุกเข้าไปจนถึง อิหร่าน เข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย และจะไปบรรจบกับทัพของญี่ปุ่น ที่กำลังคอยเราที่อินเดีย
            ว้าวววว.....!!

 

 


           

แต่เขาก็มี สิทธิที่จะคิด ในยามนั้น เพราะ การศึกที่ฝั่งอาฟริกา นายพลรอมเมลกำลังมีชัยเหนืออังกฤษ และ รัสเซียกำลังจะแพ้ในไม่กี่วันข้างหน้า
            จากนั้น..อังกฤษและอเมริกา ก็ต้องยอมสงบศึกกับมหาอำนาจอย่างเยอรมัน..
            แม่ทัพฮัลเดอร์ ไม่เห็นด้วยกับรายการฝันหวานที่ว่ามานี่ทั้งหมด..
            เพราะ ในข้อมูลของเขา..มันเด่นชัดว่า สตาลินยังทีทหารนับล้านๆคน ที่เกณฑ์มาจากทุกทิศในประเทศ และที่คอเคซัส สตาลินอาจส่งทหารมาห้าหกแสนคนในชั่วข้ามคืน
            อีกทั้ง รัสเซียได้สร้างรถถังได้ถึงเดือนละกว่าพันคัน
            เพราะฉะนั้น เรื่องที่จะยอมแพ้ง่ายๆนั้น เห็นทีจะไม่มีทาง..
            ฮิตเล่อร์ได้ฟังเข้า ก็กระตุกจนน้ำลายฟูมปาก...แหกปากเถียงว่า..ไอ้งั่งเอ๊ย..เห็นๆอยู่แล้ว ว่าเราชนะออกใสๆ ยังจะมีปัญหา
            แม่ทัพฮัลเดอร์ ก็เลยถามสวนไปว่า..
            "ถ้าสตาลิน เป่านกหวีด ปล่อยทหารนับล้านๆคนมาพร้อมรถถังและอาวุธ..จะทำอย่างไร?
            ฮิตเล่อร์สะบัดหน้าพรืดด..บอกว่า..มันเป็นไปไม่ได้ มีรัยม๊ะ ??


            ศึกใต้คราวนี้นั้น..รัสเซียได้เปลี่ยนแผนใหม่ คือไม่โจมตี เยอรมันเองก็สงสัยว่าทหารมันไปไหนหมด เชลยก็จับได้น้อยนิด
            จนทั้งแม่ทัพไกเทลและแม่ทัพฮัลเดอร์ ชักจะเชื่อแล้วว่า สตาลินกำลังมีแผนเล่นตลบหลัง
            ปัญหาของทัพเยอรมันในช่วงฤดูร้อนนั้น คือ การเหน็ดเหนื่อยเมื่อล้าของทหาร และ กำลังทัพนั้นทหารไม่พอที่จะดูแลตลอดแนวที่ยาวเหนือจดใต้
            แถม..ทางฝั่ง แม่น้ำดอน คือทางด้านตะวันตกของสตาลินกราด มีทัพของกองทัพโรเมเนียคุมอยู่ และทางด้านใต้ มีทัพของฮังเกเรีย และอิตาลี คุมอยู่
            และทั้งหมดนั่น ล้วนแล้วแต่ไม่ได้ความ
            นี่คือข้อความที่แม่ทัพฮัลเดอร์ได้บอกกับฮิตเล่อร์ และผลคือ..เขาถูกปลด อันเป็นรายต่อมา โดยมี นายพล Kurt Zeitzler มาแทนที่
            ซึ่ง ทั้งสองแม่ทัพ คือ ไกเทล และ โจด์ล ต่างก็หวังว่า นายพลเคิร์ท คนนี้จะมาทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างทหารและท่านผู้นำให้ดีขึ้นมา บ้าง..
            แต่ ป๊าววว..นายพลเคิร์ทมาเข้ารับตำแหน่ง..ท่าทางก็งี่เง่าพอๆกันกับเจ้านาย แบบไม่ทิ้งห่าง..
            ส่วนทัพของแม่ทัพ พอลลัส ได้มาถึงเขตของสตาลินกราดในเดือน ตุลาคม การต่อสู้และต่อต้านเริ่มเข้มข้น ทั้งในเมืองและบนถนน
            เยอรมันค่อยคืบคลานเข้าเมือง ถนนแล้วถนนเล่า..ศพแล้วศพเล่า
            นาย พลเคิร์ทได้บอกกับฮิตเล่อร์ว่า..ทหารไม่ได้พักเลย และการสูญเสียก็มีมาก อีกทั้งยังยึดครองเมืองไม่ได้เต็มร้อย และ..จะเป็นการรักษาชีวิตและรักษาอาวุธ
            ถ้าจะถอยทัพออกไปตั้งหลักที่ริมแม่น้ำดอนก่อน
            ฮิตเล่อร์ ตะโกนเสียงแข็งตอบว่า..เข้าไปที่ไหน..ต้องปักหลักที่นั่น ไม่มีการถอย (เหมือนเดิมอีกแล้ว)

              Friedrich Paulus

 

 

ในเดือน ตุลาคมนั้น แม่ทัพพอลลัสได้รายงานให้ท่านผู้นำได้ทราบว่า ภายในเดือนพฤศจิกายน จะยึดสตาลินกราดได้อย่างเด็ดขาด..
            ฮิตเล่อร์ตอบไปว่า..ดีมาก และจากนั้น ก็จงนำทัพเลียบแม่น้ำวอลก้า ไปสู่มอสควาซะเลยนะ
            และ.. เขาก็หอบข้าวหอบของย้ายจากศูนย์ที่ "Werewolf" กลับไปยังรัสเตนเบอร์คด้วยความสบายใจ เพราะเชื่อว่า พื้นที่ทางด้านใต้นั้นเยอรมันได้ชนะแบบไม่มีข้อแม้
            จะเหลือก็แต่ สตาลินกราด และ เลนินกราด เพียงเท่านั้น...งานหมูๆ
            แต่พอเข้าเดือนกันยายนเข้าจริงๆ แม่ทัพเคิร์ท ได้ทำรายงานถึงความเป็นจริงให้แก่ฮิตเล่อร์ ดังนี้ว่า

            ๑. กองทัพเยอรมันถูกยืดให้รักษาพื้นที่ที่กว้างใหญ่ ด้วยจำนวน ทหารน้อยนิด
            ๒. กองทัพต่างชาติที่เข้ามาร่วม ยังทำการสู้รบไม่เป็น
            ๓. การร่อยหรอของกำลังพลและอาวุธที่ไม่ได้รับการทดแทน
            ๔. กองทัพแดง..มีประสิทธิภาพอย่างน่ากลัว
            ๕. สถานะและประสิทธิภาพทางรถไฟ..ไม่เป็นที่น่าพอใจ กำลังของการส่งของไม่พอเพียง

           
            ข้อความนี้ ก็เหมือนกับที่นายพลคนก่อนๆที่ได้ทำรายงานไว้ และ ผู้อ่านรายงานเสนอ
            มักโดนปลด..แม่ทัพเคิร์ทก็หวังไว้เช่นนั้นเช่นกัน เพราะ นี่คือความเป็นจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
            แต่คราวนี้..ฮิตเล่อร์เกิดอารมณ์ดี อ่านแล้วเข้าใจในทันควัน แถมตอบมาแบบอ่อนหวานว่า
            " อย่างไรเสีย ถึงแม้ว่าเราจะมีทหารจำนวนน้อยกว่า แต่อาวุธของเรามีประสิทธิภาพดีกว่ามากมายนัก และ เรายังผลิตของดีๆออกมาใช้ได้อย่างไม่หยุดยั้ง"
            เพราะว่า ในตอนนี้ คือช่วงเวลาที่ฮิตเล่อร์ได้มีการพบปะประชุมลับกับเหล่านักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์อาวุธทั้งหลาย ว่า..ในอนาคตข้างหน้า
            เยอรมันกำลังจะมีจรวดขีปนาวุธ และ อะโตมิคบอมบ์ ออกมาใช้
            แต่ นั่นคือ อนาคตข้างหน้าที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่... แม่ทัพต้องการที่จะบอกกับท่านผู้นำ..ว่า ด้านเหนือของสตาลินกราดนั้น น่ากลัว..และไม่น่าวางใจเป็นอย่างยิ่ง
            ฮิตเล่อร์ก็ถามว่า..แล้วจะจัดการอย่างไร
            คำตอบจากแม่ทัพมีว่า..ควรจะโยกย้ายทหาร จากสตาลินกราดและจากพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย ไปในที่ที่มั่นคงกว่านี้
            ฮิตเล่อร์ก็ตอบเช่นเดิมว่า ไม่มีทาง..เพราะเรื่องการถอยนี้ ฮิตเล่อร์ดื้อหนักหนา
            โดยเฉพาะกับสตาลินกราด ที่เขาถือว่า เปรียบเสมือนได้เอาฝ่าเท้าน้อยๆของเขาเหยียบหน้าสตาลินศัตรูตัวเอ้อยู่ เรื่องไรจะมาถอย..
            แถมสำทับว่า..ห้ามหน้าไหนถอนกำลังออกจากเมืองโดยเด็ดขาด
            แม่ทัพก็ขอต่อรองว่า..งั้นขอเตรียมการไว้ได้ไหมว่า..ถ้าหากสถานะการณ์คับขัน ก็ถอยไปหาที่ตั้งมั่นใหม่ได้
            ฮิตเล่อร์ได้ตอบไปว่า..เออ..ดูก่อนละกัน..ยังไม่รับปาก !!


            และเรื่องการหลอกล่อรัสเซียด้วยกลยุทธคลื่นวิทยุสั่งงาน เทียมๆ หรือ รถถังกระดาษเทียมๆตั้งล่อนั้น เยอรมันเรียนรู้มาจากอังกฤษในสงครามที่อาฟริกา
            หากแต่ยังไม่มีความชำนาญพอ เลยไม่เวิร์ค..
            อีก ทั้ง สตาลินนั้นไม่โง่..และกำลังเตรียมการสำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะถึงนี้อย่างนับ นาทีรอ อีกทั้งเขาก็รู้ดีเช่นกันว่า ทางด้านที่มีทหารต่างชาติของอักษะคุมอยู่นั้น
            มันช่างเป็นไก่อ่อนสอนขัน และ เขาเลือกที่จะใช้ช่องทางนั้นย้อนศึกให้กับเยอรมัน
            ส่วนฮิตเล่อร์ก็ตะโกนเจื้อยแจ้ว..สั่งการมาทุกวัน ว่า ห้ามถอยเด็ดขาด ใครไม่เชื่อ ก็ลองดู
            และ การสู้รบในสตาลินกราดก็ยังคงเป็นไปอย่างดุเดือด..ขนาดทหารเยอรมันเข้าค้น บ้านทุกหลัง..แต่ในขณะเดียวกันกองทัพเยอรมันก็ต้องการกำลังมาเสริมเช่นกัน
            การส่งกำลังนั้นมาทางเครื่องบินที่ส่งตรงเข้าสตาลินกราด ตามคำสั่งฮิตเล่อร์ที่ต้องการให้กวาดล้างเมืองให้เรียบ...
            ดัลที่เขาได้ออกอากาศบอกประชาชน ว่า
            "เรากำลังจะถึงจุดที่ควบคุมดินแดนฝั่งแม่น้ำวอลก้าแล้ว..นั่นหมายถึงเมือง สตาลินกราด อันเป็นชื่อของเจ้าลัทธิที่น่าเกลียดชัง สตาลิน
            ซึ่ง เราต้องการที่จะยึดตรงนั้นให้เด็ดขาด เพียงแต่ขอเวลาอีกสักเล็กน้อย ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามนั้น ที่เราไม่ได้จู่โจมให้เสร็จในเร็ววัน เพราะ
            เราไม่ต้องการเห็น สงครามแบบเวอร์ดัน (Battle of Verdun ครั้งสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่สูญเสียทหารมากมายนับล้านคน) เราต้องการ
            การชนะแบบขาวสะอาดโดยสูญเสียน้อยที่สุด"
            แต่ เพียงไม่นานต่อมา..กลางเดือนพฤศจิกายน ฤดูหนาวที่รัสเซียได้รอคอยก็มาถึง และถึงอย่างเร็วเสียด้วยในปีนี้ กล่าวคือ จู่ๆก็มีพายุหิมะโหมกระหน่ำเข้ามา จนทุ่งหญ้าที่เห็นอยู่เขียวๆ..ขาวโพลนไปในพริบตา..
            สตาลิน..หัวเราะเอิ๊กอ๊าก..!!

          

          

            เสียงนกหวีดจากสตาลินได้ดังปี๊ดดดด..ขึ้นมาในวันที่ 19 พฤศจิกายน และ เสียงปืนใหญ่ถล่มมายังทางฝ่ายจุดอ่อนของเยอรมันตามคาด คือแนวของพวกกองทัพต่างชาติ
            โรเมเนียน ที่อยู่ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของสตาลินกราด แม่ทัพ von Kluge ก็เตรียมพร้อมรับมือกับยมทูต..
            แม่ ทัพเคิร์ท ได้ติดต่อขอกำลังจากกองทัพหนุน H (ดูในแผนที่) อันเป็นกองทัพหนุนกองเดียวที่มี แต่ตอนที่ติดต่อไปนั้น ฮิตเล่อร์ ไม่ได้อยู่ในศูนย์ กำลังเดินทางไปยังมิวนิค
            โดยขบวนรถไฟด่วน กับแม่ทัพไกเทล และแม่ทัพ โจด์ล เขาไม่มีทางเลือกใดๆนอกจากต้องโทรศัพท์เข้าไปยังตู้โบกี้ด่วนตู้นั้น..อัน เป็นกฏห้องห้าม
            แต่ในที่สุด เขาก็ได้รับอนุมัติให้เรียกกองทัพหนุน H เข้ามาช่วยเสริม แต่กว่าจะเดินทางมาถึง..แนวของโรเมเนียนก็แตกร่นไม่เป็นขบวน
            แม่ ทัพเคิร์ท..ได้ติดต่อรายงานการศึกให้ฮิตเล่อร์รู้ทุกชั่วโมง..และได้ขอให้ ฮิตเล่อร์ส่งกำลังกองทัพที่หก ที่ตั้งมั่นอยู่ในสตาลินกราดให้เข้ามาเสริมกำลังในแนวจุดอ่อนนี่
            แต่ฮิตเล่อร์กลับเห็นว่า แค่กำลังกองหนุน H ก็น่าจะเอาอยู่ ..อย่างน้อยก็ชะลอการบุกของรัสเซียไว้ได้
            นายพลเคิร์ท..ตอบว่า ฝันไปเหอะท่านครับ..เราต้องการกองทัพอีกหลายกอง กำลังพลมากมายมหาศาลที่จะยันทัพของรัสเซียไว้ได้
            ทันทีที่ได้ฟังคำตอบ ฮิตเล่อร์ก็เกิดบันดาลโทสะ จนระงับไม่อยู่ ด่ากระจาย...เรียงตัวนายพลตั้งแต่ยศใหญ่จนถึงยศเล็กสุด
            นาย พลเคิร์ท อ่อนใจอย่างสุดๆ หันไปดูรายงาน พบว่า กำลังของรัสเซียไปบุกเข้ามาแบบปิดกั้นไม่อยู่ กองทัพหนุน H ก็แหลกราบไปก่อนที่จะได้สู้รบเสียด้วยซ้ำ

            ฤดูหนาวที่หฤโหด ก็ยิ่งเลวร้ายไปกว่าเดิม พายุหิมะได้ทับโถมเข้ามาจนถนนทั้งหมดถูกปิดกั้นไปด้วยน้ำแข็ง
            นาย พลเคิร์ท ได้โทรศัพท์ติดต่อรายงานเจ้านายอีกครั้ง เพื่อที่จะบอกว่า กำลังหนุนที่ส่งมานั้น ย่อยสลายไปเรียบร้อยแล้ว..และ ขอให้ส่งกองทัพที่หกมาช่วยด่วน
            เพราะยังพอมีเวลา..และ ช่องทางเข้ามา
            แต่ฮิตเล่อร์ บอก..ไม่มีทาง..


            ฮิตเล่อร์ได้สั่งให้รถไฟหยุดขบวน และ กลับหลังหันมายังฝั่งตะวันออกโดยด่วน พร้อมทั้งแม่ทัพคู่ใจสองคน..แม่ทัพเคิร์ท บอกว่า งั้นก็ดี จะได้มาช่วยๆกันคิดหน่อย
            แต่ ฮิตเล่อร์ได้บอกเขาว่า..พรุ่งนี้หลังเที่ยง ค่อยมาพบนะ..
            แม่ ทัพ เคิร์ท  ได้ยินก็แทบสติแตก เพราะ ทหารทุกคนกำลังอยู่ในความเป็นความตายกลางสมรภูมิรบ..แต่เจ้านายทำท่าเหมือน กับกำลังเล่นจ้ำจี้กันอยู่หรือไงฟะ !!
            เขาตัดสินใจไปรอพบที่ขบวนรถไฟ..ตามกำหนดที่จะถึงคือ เที่ยงคืนคืนนั้น..
            ฮิตเล่อร์ไม่ค่อยชอบใจนัก แต่ก็ต้อนรับตามระเบียบ
            แม่ ทัพเคิร์ท ได้นำแผนที่มารายงานให้ทราบ และ ย้ำว่า กองทัพที่หกนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่งั้น กองทัพเยอรมันจะตกอยู่ในวงล้อมอย่างไม่ต้องสงสัย..
            ฮิตเล่อร์ ส่ายหน้าอย่างอิดหนาระอาใจ เพราะ เขาคิดว่า พวกนายพลนี่มันช่างไม่ได้เรื่อง ทำงานไม่เป็น กระต่ายตื่นตูม ขี้ขลาด ใจปลาซิว..
            แต่ก็เอาเถอะ จะส่งทหารจากคอเคซัส มาให้สักหนึ่งกองทัพ..
            แม่ทัพก็โวยว่า..จาบ้าเร๊อะ..กว่าจะเดินทางมาถึงนี่ก็สองอาทิตย์..ไม่มีเวลาแล้ว(เฟ้ย)
            ฮิตเล่อร์ก็ยังเพ้อเจ้อต่อไปว่า..งั้นก็ให้สองกองทัพจากคอเคซัส เอาป่ะ?
            แม่ทัพ..ก็ว๊ากต่อไปเช่นกันว่า..เราคอยไม่ได้อีกแล้ว..เรื่องนี้ต้องจัดการด่วน ..ไม่งั้นก็อิ๊บอ๋ายกันหมด เข้าจัยยยมั๊ยยย และ ท่านต้องสั่งทหารทั้งหมดในแนวรอบนอกของสตาลินกราด
           ให้หันมาอุดทางด้านนี้โดยด่วน..ไม่งั้นถ้าเราถูกล้อมละก้อ..คงไม่เหลือรอด???
            ฮิตเล่อร์ ก็สติแตกไปตามระเบียบ ทุบโต๊ะปังๆ เข้าข่ายชักดิ้นชักงอทีเดียว..ยังคงปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือแบบไม่มีเยื่อใย

           

            แม่ทัพเคิร์ท กลับไปยังกองทัพและเข้านอนในคืนนั้น เตรียมตัวรับข่าวร้ายในวันรุ่งขึ้น..
            วัน ที่ 20 พฤศจิกายน รัสเซีย ส่งกำลังบุกเป็นครั้งที่สอง คราวนี้มาทางด้านทิศใต้ของสตาลินกราด ครั้งนี้ กองทัพที่หกที่ฮิตเล่อร์หวงนักหวงหนาก็ได้ตกอยู่ในวงล้อมตามความคาดหมาย
            (ของ แม่ทัพเคิร์ท) และ แสนยานุภาพของรัสเซียนั้น ใหญ่หลวงนัก ไม่มีกองทัพใดจะทานกำลังกองทัพรถถังของสตาลินได้ ..
            ในที่สุด กองทัพเยอรมันก็ตกอยู่ในสถานะการคับขัน..
            ฮิตเล่อร์..พอได้รับข่าวก็โวยกับแม่ทัพไกเทลลั่น..สั่งว่า..
            "ไปจิกตัวไอ้พวกผู้พัน ผู้การ...ส่งมันเข้าคุกไป และ ถอดยศมันซะด้วย..เลี้ยงมันไว้ก็เสียขนมปัง !!"
            แม่ทัพไกเทล..พยายามบอกเจ้านายว่า อนุญาติให้กองทัพที่หกตีฝ่าด่านออกมาข้างนอกเถอะ เพราะอย่างไรนั้นก็ยังพอมีทางรอด..
            แต่ฮิตเล่อร์ไม่ฟังเสียงท่าเดียว

            วัน ที่ 22 สามวันหลังที่สตาลินเป่านกหวีด..แม่ทัพพอลลัส แม่ทัพของกองทัพที่หก ได้รับโทรเลขส่งข่าวจากแม่ทัพไกเทลที่อยู่ข้างนอกว่าว่า..กองทัพของเขาได้ถูกปิดล้อมไว้หมดแล้ว
            เตรียมรอรับศึกของรัสเซียไว้ได้เลย..ส่วนกองทัพข้างนอกจะพยายามตีฝ่าเข้าไปช่วย..

            แต่ รัสเซีย..มาในมาดใหม่ในคราวนี้ คือ ไม่จู่โจม..แต่ตั้งหลักไม่ให้ทัพจากภายนอกเข้ามาในสตาลินกราด เท่ากับว่า กองทัพที่หกอยู่ในวงล้อมที่มืดมิด
            ฮิตเล่อร์ยังอุตส่าห์คิดโปรเจคใหม่ขึ้นมาได้อีก นั้นคือ ประกาศตั้งสตาลินกราดที่อยู่ในความควบคุมของกองทัพที่หกยามนั้น
            ว่า..ค่ายรบสตาลินกราด
            และเปลี่ยนชื่อกองทัพที่หก ให้ใหม่ว่า..
            กองทัพกล้าตายแห่งสตาลินกราด..
            เพื่อเป็นการประกาศศักดิ์ศรี ให้แก่ชาวโลก และ ชาวเยอรมัน ให้ซาบซึ้งถึงความกล้าหาญของทหารเยอรมันที่อยู่ในวงล้อมนั้น
            วงล้อมที่หมายถึง ระยะรัศมี 25 ไมล์ โดยรอบตะวันตก ตะวันออก 12 ไมล์ โดยรอบ เหนือและใต้
            ข้างใน มีทหารกว่าสามแสนคน การติดต่อภายนอกนั้นทำได้อยู่สองทาง คือ วิทยุและ ทางเครื่องบินส่งกำลังบำรุง
            ส่วนกองทัพเยอรมันข้างนอก..ทุกคนคอยคำสั่งของฮิตเล่อร์ที่จะให้กองทัพนั้นหักด่านออกมา
            แต่..ฮิตเล่อร์ ก็ยังดื้อสนิท..ทำหูทวนลมไม่รู้..ไม่ชี้เช่นเดิม.....!!


                
        
             



            
         




บทความโดย "วิวันดา"

เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบหก
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบห้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสี่
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสาม
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสอง
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๙
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๘
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๗
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๖
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๕
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบเอ็ด
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๔
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๓
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบ
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๒
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนเก้า (จบ)
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๑
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ (ปฐมบท)
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนเก้า
เชลย..............ตอนแปด จบบริบูรณ์
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนแปด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนแปด
เชลย..............ตอนเจ็ด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนเจ็ด
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนเจ็ด
เชลย..............ตอนหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบสาม (สมบูรณ์)
เชลย..............ตอนห้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนหก
เชลย..............ตอนสี่
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบสอง
เชลย..............ตอนสาม
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนห้า
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบเอ็ด
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบ
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสี่
เชลย..............ตอนสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบเก้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสาม
เชลย..............ตอนหนึ่ง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบแปด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนห้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบเจ็ด
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนหนึ่ง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบหก
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนสี่
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบสี่
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบสาม
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนสาม
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบเอ็ด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนสอง
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนหนึ่ง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนเก้า และตอนสิบ
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนแปด
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนเจ็ด
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนห้า
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสี่
ฮิต เล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสาม
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
| WW II Europe | WW II Asia | WW I | Vietnam War | ประวัติศาสตร์ไทย | บทความจากสมาชิก | คุยกันหลังฉาก | บทความทั้งหมด |

สนใจร่วมเขียนบทความในเว็บไซต์ เชิญอ่าน แนวทางการร่วมเขียนบทความ ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์

Custom Search



eXTReMe Tracker