dot
dot
เว็บภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน
dot
dot
สมาชิก Webboard/Blog
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletข้อตกลงการเป็นสมาชิก
bulletเว็บบอร์ด-คุยกันหลังฉาก
bulletเว็บบอร์ด-Games ย้อนยุค
bulletเว็บบอร์ด-ชุดจำลองประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-หนังสือประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-เพลงประวัติศาสตร์
bulletคำถาม/คำตอบ ล่าสุด
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
dot
สงครามโลกครั้งที่ 2
dot
bulletสมรภูมิยุโรป (สัมพันธมิตรVSเยอรมัน-อิตาลี)
bulletสมรภูมิแปซิฟิก-เอเชีย (สัมพันธมิตรVSญี่ปุ่น)
dot
ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อื่นๆ
dot
bulletสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
bulletประวัติศาสตร์ไทย
bulletประวัติศาสตร์อเมริกันยุคเริ่มแรก
bulletสงครามเวียดนามและอินโดจีน
bulletตะวันตกโบราณ (กรีก โรมัน ฯลฯ)
bulletประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
bulletเอเชียโบราณ
bulletประวัติศาสตร์อื่นๆ (ยังไม่แยกหมวดหมู่)
bulletคลิปความรู้จาก YouTube
dot
เรื่องอื่นๆ
dot
bulletบทความเสริมความรู้ทั่วไป
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletผู้จัดทำ
bulletผังเว็บไซต์ (Site Map)
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
bulletถาม-ตอบ (FAQs) (โปรดอ่านก่อนตั้งกระทู้หรือสมัครสมาชิก)
bulletร้านค้าออนไลน์
bulletแบ่งปัน Album
dot
ลิงค์ต่างๆ
dot
bulletHistory on Film
bulletกองบิน 21 กองพลบิน 2
bulletIELTS British Council
bulletIELTS IDP
bulletMUIC




โหราศาสตร์ยุคไอที


เว็บแลกลิงค์อื่นๆ


ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบเจ็ด

 

ภาพ Otto Skorzeny  หรืออีกสมญาหนึ่งคือ  The Most Dangerous Man in Europe (ประวัติของเขาน่าสนใจมาก  จะนำมาเล่าเพิ่มเติมให้ทีหลัง)

    เรื่องหน้า"บาก" ของเขาเป็นแฟชั่นสุดฮิตในสมัยนั้น ยุคที่นิยมวีรบุรุษทหาร  ซึ่งถือกันว่า นายร้อยแห่งปรัสเซียนั้น จะต้องผ่านการฝึกฝนในสุดยอดของทุกสาขาวิชาการ รวมไปถึงการใช้ดาบปลายอ่อนที่งดงามด้วยศิลปการ"ดวล" แบบลูกผู้ชาย และผู้ที่ผ่านการดวลอย่างสุดยอดฝีมือย่อมต้องมีหลักฐานที่จะต้องเป็นที่ประจักษ์ต่อคนทั่วไป..แบบไม่ต้องควักใบประกาศฯมาให้ดูกันใช้เสียเวลา..นั่นคือ รอยแผลเป็นบนใบหน้าที่เกิดจากการเฉี่ยวตวัดของปลายดาบ...มันหมายถึงการเป็น นายร้อยจากปรัสเซียของแท้...    ภาพในกลุ่มนี้คือ นักเรียนนายร้อยแห่งปรัสเซีย



   

 

ฮิตเล่อร์มารู้ข่าวว่าตัวเองถูก สหายรัก บาโดกลิโอ ดัดหลังก็ตอนที่อยู่ในศูนย์บัญชาการรัสเตนเบอร์ค ข่าวว่า อิตาลีได้ลงนามเป็นภาคีกับสัมพันธมิตร แถมยังเปิดทางให้อังกฤษและอเมริกา เดินขึ้นฝั่งมาอย่างสบายๆซะอีก..
    การ ที่มุสโสลินีถูกจับกุมตัวไปคุมขังเพียงแป๊บเดียว  ประชาชนในประเทศชาติต่างก็หันหลังให้กับลัทธิเผด็จการแบบปุบปับ เล่นเอาฮิตเล่อร์เสียวสันหลังตัวเองวาบๆ
    เกรงว่า ชาวเยอรมันอาจใช้ลัทธิเอาอย่างมั่ง..เกิบเบิลส์รีบออกไอเดียให้ท่านผู้นำออกแถลงการณ์อย่างด่วน ในวันที่ 10 กันยายน ใจความว่า
    "ชาวเยอรมันนั้น..เป็นปึกแผ่นแน่นหนา และ ไม่มีใครคิดคดทรยศต่อขบวนการนาซี ไม่มีทางที่จะเกิดเหตุอย่างเดียวกับที่อิตาลีได้"
    และ ยังโอ้อวดสรรพคุณกองทัพสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าสงครามครั้งนี้ มันเด่ะๆ แถมยังท้าทายสัมพันธมิตรว่า แน่จริงก็ลองมาหา"ตัวทรยศ"ในเยอรมันดูดิ
    รับรองว่าไม่มีวันเจอ !!
    แต่ในขณะเดียวกัน ฮิตเล่อร์ได้สั่งเพิ่มขบวนการอารักขา อีกทั้ง เลิกออกมาปราศรัยในที่สาธารณะต่อประชาชน..เขาเริ่มเก็บตัวเงียบ
    ใน วันหนึ่งก่อนหน้านั้น คือ วันที่ 9 กันยายน กองทัพสพม.ได้เข้าบุกเมือง Salerno ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีของฮิตเล่อร์  เพราะเหล่าสพม.นั้น คาดการผิดไปอย่างถนัดใจ
    เพราะ ถ้าสพม.บุกเข้ากรุงโรมเลย ทุกอย่างก็จะง่ายเข้า อีกทั้งไม่เสียเลือดเนื้อมากมาย เพราะในเขตกรุงโรมมีกองทัพของอิตาลีประจำอยู่ถึง ห้ากองพล ที่พร้อมจะเข้าร่วมรบ
    กองทัพอเมริกันมีหน่วยอากาศโยธินที่เข้มแข็งและ พร้อมที่จะปฏิบัติงานจำนวนไม่น้อย..ระหว่าง สองหน่วยนี้จับมือกันลุยจริงๆ ก็สามารถเข้าควบคุมกรุงโรมได้แบบไม่ต้องเหนื่อย..
    เพราะ ทหารเยอรมันที่อยู่ในบริเวณนั้น มีแค่ สองกองพลเอง..
    แต่.. เมื่อสพม.มาลงที่ Salerno แถมยังดัน"หยิ่ง"ไม่ยอมเรียกใช้บริการของทหารอิตาเลี่ยน  เนื่องจากเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาจากสงครามอาฟริกาเหนือ ว่า
    ไอ้ทหารสปา เกตตี้พวกนี้ มันช่างไม่ได้เรื่อง งี่เง่า เชื่องช้า รังแต่จะเป็นตัวถ่วง เป็นภาระซะปล่าวๆปลี้ๆ..โดยที่ลืมคิดไปว่า การต่อสู้ในสงครามอาฟริกาเหนือนั้น
    เป็นการไปร่วมรบกับเยอรมันที่อิตาเลี่ยนเอง..ก็ไม่ค่อยชอบหน้า..
    เรื่องอะไรจะออกแรงให้เหนื่อย..มันไม่ใช่เป็นการรักษาดินแดนแผ่นดินแม่อย่างกรุงโรม..
    อีกทั้งหน่วยจีไออากาศโยธิน ก็ไม่ได้ถูกเรียกให้มาใช้งาน เลยเจอกับการต่อต้านของทหารเยอรมันเลือดนักสู้เข้า..
    จะ ว่าไปก็โทษวิสัยทัศน์แคบๆของอเมริกาไม่ได้เสียทีเดียว ที่ไม่ได้เข้าบุกกรุงโรมเสียก่อนดังที่ว่า เพราะ อเมริกายังใหม่และขาดประสบการณ์ต่อการทำสงครามมาก
    กว่าจะเรียนรู้ได้ก็"หมดไปหลาย"
    เพราะ การรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในครั้งนี้ ทำให้ฮิตเล่อร์ได้ควบคุมสถานะการณ์ในกรุงโรมได้  มีชัยเหนือ ไอเซ่นฮาวร์ อย่างหน้าตาเฉย (ถึงจะเป็นชั่วคราวก็เถอะ)

    ดูแผนที่อิตาลี ประกอบ..
        

    
 
 

          

            ปัญหาต่อไป ของฮิตเล่อร์..นั่นก็คือ ต้องช่วยมุสโสลินี เกลอรักให้ออกมาจากที่คุมขังให้ได้ เพราะ การที่จะตั้งล้มรัฐบาลใหม่ของอิตาลี จำเป็นจะต้องเอาอิล ดูซ ออกมา
            ไม่งั้นจะเป็นไตรภาคี โรม-เบอร์ลิน-โตเกียว ไปได้อย่างไร..
            ฝ่ายอิตาเลียนก็รู้ดีว่า แผนการช่วงชิงตัวต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน จึงมีการย้ายที่คุมขังไปเรื่อยๆ
            แม่ทัพโดนิทซ์รายงานมาว่า ข่าวจากกองเรือพบว่า
            มุสโสลินีอยู่ที่เกาะหนึ่งกลางทะเล แต่มาอีกวันหนึ่ง ไม่อยู่ซะแล้ว..
            ในที่สุด ก็มาพบว่า เขาถูกคุมตัวอยู่ที่ โรงแรมหนึ่งบนเทือกเขา
            อัลเพนไนน์ ในแคว้น Abruzzi
            การ ที่จะไปเทือกเขานั้นได้ ต้องอาศัยทางรถไฟเท่านั้น..ฝ่ายสพม.และรัฐบาลอิตาเลี่ยน จัดเวรยามเฝ้าเส้นทางรถไฟอย่างแน่นหนา..ชนิดมดตัวเดียวก็ไม่รอดสายตา
            บริเวณโรงแรมที่คุมขัง ก็ยิ่งแน่นหนาเข้าไปใหญ่ ทหารมีพร้อมเพียบตลอด 24 ชั่วโมง..
            ฮิตเล่อร์เรียกประชุมเหล่าหัวกระทิ SS ทันที..แผนการอยู่ในความควบคุมดูแลของ พันเอก Otto Skorzeny (จำชื่อนี้ไว้ให้ดีๆนะ เขาคือ หนึ่งในบุคคลอันตรายติดอันดับของยุโรป ที่เหลือรอดหลังสงคราม)
            พันเอก Otto มองเห็นการทำงานของอิตาเลี่ยนและสพม.แล้ว ก็ขำกลิ้ง..เขาบอกว่า เรื่องนี้ขอยกให้เป็นหน้าที่ของเขาเถอะ มันง่ายยังกะปอกกล้วย..
            ว่าแล้ว เขาก็แต่งทัพหน่วยจู่โจมเครื่องร่อนทางอากาศ ยกพลบินข้ามเขาไปยังที่คุมขัง และ เตรียมเครื่องบินเล็กตามไปรับตัวมุสโสลินีให้นั่งออกมา หลังจากที่"ฉก"ตัวออกมาได้จากคุก
            ฟังดู..เหมือนยี่เกเน๊อะ..ตะเอง..
            แต่..ทุกอย่างได้สำเร็จไปตามนั้น ดังที่วางแผนไว้เปี๊ยบเชียว ในวันที่ 13 กันยายนเอ๊งงงง...!!
            อายเขาม๊ะล่ะ..

  ดูการปฏิบัติการจากยูทูบได้ค่ะ...      http://youtu.be/Gu1lXFvq31U   
         
         


          
           

 


            มาถึงในช่วงของกลางปี 1943 สภาพของเยอรมันก็เริ่มระเนระนาด นับจากสงครามในบ้านตัวเองที่ ฝ่ายสพม.ผลัดกันบินถล่มด้วยเครื่องบินแบบใหม่ๆ อย่าง
            B-17 งี้ P-38 งี้ P-47 งี้..เล่นเอารับมือกันไม่หวัดไม่ไหว มิหนำซ้ำ อังกฤษ อเมริกา ยังตามไปถล่มเส้นทางลำเลียงรถไฟไป-มาฝรั่งเศสอีกด้วย..
            สงครามในอิตาลี ภายใต้การนำของ แม่ทัพ เกสเซลริ่ง ยังมีทีท่าว่าพอจะรับมือไหว ไม่น่าเป็นห่วงสักเท่าใด และเป็นที่เดียวเท่านั้นที่ฮิตเล่อร์พอนอนใจได้บ้าง
            ส่วนเกลอเก่ามุสโสลิ นี หลังจากที่ฉกตัวออกมาจากคุกได้ ก็รวบรวมพรรคพวกจำนวนหนึ่งไปตั้งเป็นรัฐบาลอิสระ ที่ คาร์กาโย (Gargagno) ที่ยังอยู่ในเขตความดูแลของกองทัพเยอรมัน..รอวันที่ฮิตเล่อร์ชนะสงครามจะได้ กลับไปเสวยสุขเหมือนเดิม

            ส่วนสงครามทางน้ำ ..มาถึงในปีนี้ แม่ทัพโดนิทซ์ได้รับเรืออู 300 ลำ ตามที่ขอพอดี ซึ่ง เคยเล่าแล้วว่า โดนิทซ์เคยบอกมาตั้งแต่เริ่มสงครามในปี (1940) ว่า
            ถ้ามีเรืออูสัก 300 ละก้อ เยอรมันจะชนะสงครามภายในหกเดือน..แต่ในปี 1943 ได้เรือครบดังใจหมาย( แต่จะไปมีประโยชน์อะไร ในเมื่ออเมริกาโดดเข้ามาทำสงครามด้วย)
            เมื่อก่อน เรืออูสามารถต้องจมเรือของสพม.ได้ เดือนละ 500,000 ตัน..เพื่อให้อังกฤษอดตายกันทั้งเกาะ..แต่..เมื่อมีอเมริกาเข้ามา
            แต่ ผลผลิตเรือที่ออกมาใหม่ๆจากอเมริกามาช่วยทำศึกนั้น..เรืออูต้องจมเรือสินค้า ให้ได้มากกว่า 800,000 ตัน ต่อเดือน ถ้าทำได้ในจำนวนนั้นจริงๆ สพม.ถึงจะเดือดร้อน
            แต่ก็ป๊าววว..ภายในเดือน พฤศจิกายน 1943 ชาวอังกฤษก็ยังคงอยู่ดี กินอร่อย ไม่มีการขัดสนแม้แต่นิด แถม เรืออูของนาซี ได้ถูกเปลี่ยนชื่อไปเป็น The Iron Coffins ซะอีกด้วย ถ้าหากโผล่ขึ้นมาผิดที่ผิดทาง..กลางขบวนคอนวอยที่ลอยอยู่เต็มน่านน้ำเข้าละ ก้อ เท่ากับว่าเป็นการฆ่าตัวตายแบบไม่ฉลาดเลยเชียว

            ส่วนสถานะการณ์แห่งดินแดนในการปกครองของนาซีในยุโรป ฮิตเล่อร์ได้ปล่อยไม้ตาย นั่นคือ The Final Solution ให้กับชาวยิว ที่เริ่มการเข้มข้นขึ้น
            ดังคำในแถลงการณ์ของฮิมม์เล่อร์ ที่ประกาศว่า..
            " อะไรที่มันเกิดขึ้นในรัสเซีย ในเชคโก มันจะอดตายก็เป็นเรื่องของมัน เราไม่สนใจ เราสนใจแต่เพียงว่า มันจะทำงานให้เรามากเท่าใดต่างหาก
            "นังพวกเชลยหญิงรัสเซียที่มีนับหมื่นคนนั้น ต่อให้มันสิ้นแรงตายไปต่อหน้าเรา..ก่อนตาย..มันจะต้องทำงานขุดหลุมพรางดักรถ ถังข้าศึก จนกว่าจะเสร็จ"
            นี่คือ คำสั่งของฮิตเล่อร์ที่ต้องการให้กวาดล้างชาวยิวให้หมดออกไปจากยุโรป นั่นคือ 5 ล้านคนในรัสเซีย 1.5 คน ในยูเครน 3.3 ล้านคนในโปแลนด์
            3.5 แสนคนในฝรั่งเศส 6 แสนคนในโรเมเนีย 6.5 แสนคนในฮังการี 2.4 แสนคนในเยอรมัน
            ที่ต้องถูกกำจัดให้หมด..ไม่ให้เหลือซาก และในช่วงฤดูฝนของปีนั้น {1943} นาซีทำเป้าได้ เกือบสองล้านคน..(โดยรวม)
            เพราะการพัฒนาเตารมแก๊สที่ค่ายกักกันออสชวิทซ์ ที่ค่อนข้างทันสมัย ที่สามารถจุคนได้ถึงคราวละ 2000 คน
            ที่ค่ายเทบลิงก้า ยังค่อนข้างล้าหลังไปสักหน่อย จุได้คราวละ 200 คนเอง..
            ส่วน ชาวยิวในโปแลนด์(รวยๆ) ที่ยังอยู่ในการแยกแยะทรัพย์สิน ก็สามารถซื้อเวลาโดยขอบัตรผ่านไปทำงานในโรงงานนรกต่างๆได้ก่อนที่จะถูก พิจารณาส่งไปค่าย
            (ดูในหนังรื่อง ชินด์เล่อร์ส์ลิสต์ นั่นแหละ ของจริงเชียว)
           
ใน รัสเซีย..กองทัพต่อต้านชาวนา ถ้าถูกจับได้ตรงไหนก็จะถูกฆ่าตายตรงนั้น หรือ เชลยจากประเทศอื่นๆก็เหมือนกัน ถ้าถูกจับได้ก็หมายถึงส่งเข้าค่ายนรก
            ซึ่ง นับว่า ฮิตเล่อร์ได้สร้างอาณาจักรทาสให้กับเยอรมันที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังจาก ใครต่อใคร เพียงแต่รอวันและเวลาที่จะปะทุขึ้นมาเมื่อโอกาสแห่งการแก้แค้นได้มาถึง

สงคราม ที่ฮิตเลอร์ต้องเผชิญพร้อมกันหลายๆด้านที่กล่าวมานั้น ยังอยู่อีกด้านหนึ่ง..ที่สามารถยั่วโทสะให้ฮิตเล่อร์ให้แทบกระอักออกมาเป็นเลือดได้
            (ภายหลังก็มายิงตัวตายอยู่ดีนั่นแหละ) คือ ฝั่งรัสเซีย ที่เขาเคยเห็นว่า ไม่มีน้ำยา และเป็นฝั่งที่เขาเคยคิดเช่นกันว่า สามารถจะได้ชัยชนะอย่างง่ายดายแบบชนิดว่าไม่ต้อง
            ออกแรง..แถมยังนอนฝันหวานสุดฤทธิ์ ว่า จะได้ผลประโยชน์มหาศาลจากตรงนี้ เพื่อเอามาครองโลกเป็นอภิมหาอำนาจต่อไปนั้น..
            เหตุการณ์ มันช่างกลับกลายจากหน้ามือเป็นหลัง..ทัพของนาซีที่เคยรุกเข้าไปในเนื้อที่ หลายร้อยๆไมล์นั้น เริ่มถูกตีถอยออกมาเรื่อยๆ..จาก 100 ไมล์ มาเป็น 200 300
            ในการปฏิบัติการ Citadel ที่ฮิตเล่อร์สั่งลุย(อีกที) ในวันที่ 4 กรกฏาคม 1943 นั้น..เพราะสาเหตุว่า ได้ผลิตอาวุธแบบใหม่ๆออกมา เช่น..
            รถถังรุ่น เฟอร์ดินานด์ ที่ออกจะดูสวยงามน่าเกรงขาม แต่ไม่มีปืนกลติด แถมทำความผิดพลาดอย่างเดียวกับรุ่น เชอร์มัน ของอเมริกา คือใช้การขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเบนซิน
            นี่คือ ข้อบกพร่องที่ทำให้เสร็จ โก๋รัสเชี่ยน เพราะ พวกทหารแดงต่างพากันวิ่งขึ้นไปเอาระเบิดน้อยหน่าไปหย่อนลงไปในปล่องระบาย อากาศกันอย่างเพลิดเพลิน สนุกสนาน
            แถม ถ้าไม่ขึ้นไปหย่อนไม่ทัน ก็คอยยิงถังน้ำมันให้มันระเบิดเล่น
            หนุกดีออก..
            ส่วน รัสเซีย..ก็ได้มีการนำอาวุธออกมาใหม่คอยรับเช่นกัน มันคือ รถถังรุ่น SU-122 ที่มีปืนใหญ่ขนาดปากกระบอก 122 มม. แถมน้ำหนักของรถถังมีแค่ 30 ตัน
            พลังขับเคลื่อนคล่องตัว แต่อานุภาพมหาศาล..และรุ่น SU-152 (รุ่น 122 ก็แย่แล้ว) ที่มีปืนใหญ่ขนาด 152 มม. ประดับเข้าไปอีก..น้ำหนักแค่ 40 ตัน
            เมื่อเทียบกับ รถถังเฟอร์ดินานด์ของเยอรมัน ที่ไม่มีปืนกล แถมยังอุ้ยอ้ายแบกน้ำหนักปาเข้าไปตั้ง 73 ตัน..
            แล้วอย่างนี้จะมีอะไรมาเหลือ..!!
                
     Ferdinand         
             


       

            ฮิตเล่อร์ได้เริ่มรู้แล้วว่า สงครามฝั่งนี้..สิ้นหวัง..จึงชะลอการบุกที่รัสเซียไว้กอ่น..หันมาทุ่มเทกำลังที่ฝั่งตะวันตกนี่แทน..เพราะเป็นที่แน่นอนแล้วว่า สงครามในยุโรปนั้น
            ได้มีการสู้รบกันแน่ๆ เพียงแต่ว่า จะเป็นการบุกขึ้นฝั่งของสพม.ที่ไหนเท่านั้น..
            เขาพยายามแชเชือน..ไม่ดูสถิติของการสู้รบของรัสเซียในด้านความจริงที่ว่า..ภายในฤดูร้อนของปีนั้น..
            กองทัพรัสเชีย มีกำลัง ทหาร 5.5 ล้านคน เยอรมัน มีแค่ 2.4
            รัสเซียมีรถถัง 8500 เยอรมันมีแค่ 2300
            อาวุธประเภทปืนใหญ่ รัสเซียมี 2100 เยอรมัน มีแค่ 8000
            นั้น หมายถึง รัสเซียพร้อมบุกกลับได้ทุกเมื่อ และ..ความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น..เพราะ การถอยร่นของทหารเยอรมันได้หลุดออกจากจุดสำคัญๆที่เคยยึดได้
            รวมทั้ง อาณาบริเวณ คอเคซัส ที่แสนสำคัญต่อสงครามครั้งนี้อีกด้วย..
            ทั้งๆที่ฮิตเล่อร์ได้เคยประกาศก้องไว้ว่า..ถ้ายึดครองคอเคซัสไม่ได้ หมายถึง สงครามครั้งนี้ไม่มีทางชนะ..

            ในภาพ..คือ...SU-122   
                
             
             

            และการณ์ก็เป็นเช่นนั้น ในเดือนพฤศจิกายน 1943 ฮิตเล่อร์ถูกบีบจากทั้งสองฝั่ง ซึ่ง ฮิตเล่อร์ไม่เคยยอมรับว่า เขามีสงครามสองด้าน เช่นเดียวกับที่ไม่เคยยอมรับว่ามี Battle of Britain
            และในขณะเดียวกัน ฝ่ายสพม.ได้ทำการหลอกล่อ ส่งโค๊ดอุบาย และ การส่งกำลังพลยังเบลเยี่ยม เพื่อให้เห็นว่า
            สงครามบุกขึ้นฝั่งครั้งนี้ จะเริ่มที่เบลเยี่ยมแน่นอน..
            ฮิตเล่อร์หลงเชื่อสนิทอีกเช่นกัน..ในเดือน ธันวาคม เขาจัดส่งกองทัพขนาดมหึมา ทุ่มเทเงินหลายสิบล้านมาร์คเพื่อไปสร้างแนวป้องกันข้าศึก รวมทั้ง การวางกับระเบิด
            รายล้อมชายหาด ที่เบลเยี่ยม..ตามข้อมูลที่ได้มา..
            เขาเครียดจัด..จนใครต่อใครแทบจำหน้าเขาไม่ได้ เกิบเบิลส์ได้เข้ามาพบหลังจากที่ไม่ค่อยได้เจอะได้เจอนั้น ถึงกับบันทึกไว้ว่า
            "สี่ปีของสงครามนี้ ท่านผู้นำดูแก่ไปกว่าอายุถึงสิบห้าปีเชียว"
            ฮิตเล่อร์มักขลุกตัวอยู่แต่ในศูนย์ที่
รัสเตนเบอร์ค ยืนอยู่หน้ากองกระดาษของแผนที่..อาการของเขาคือ ขบฝีปากเป็นเส้นตรง..หน้าเคร่ง แววตามีแววหนักใจ..ในขณะที่ต้องเลื่อนหมุดของกองทัพเยอรมันถอยกลับมาเรื่อยๆ จากฝั่งตะวันออก..
            เขาเชื่อมั่นว่า สพม.จะต้องมาจากฝั่งสแกนดิเนเวีย และ อังกฤษ โดยการข้ามช่องแคบ อาจจะเป็นทางอ่าวบิสเคย์ หรือไม่ก็ ทางบัลข่าน
            ทุกทิศนั้น...อาจเป็นไปได้ทั้งนั้น..


            ฮิตเล่อร์ได้สั่งการไปยังแม่ทัพโดนิทซ์  ให้เคลื่อนทัพเรือไปรอ..และรายงานข่าวของวี่แววการบุกทางทะเลของสพม.ให้เขาทราบทุกระยะ
            มาถึงตอนนี้ เขายังทำใจยอมรับความจริงไม่ได้ว่า สงครามครั้งนี้ เยอรมันไม่สามารถจะต้องสู้เพื่อชัยชนะได้อีกแล้ว..
            ที่อยู่สู้..ก็เพียงเพื่อป้องกันรักษาดินแดน..และ การต่อต้านเพื่อให้ข้าศึกเอาชนะได้อย่างยากที่สุดเท่าที่จะยากได้..
            อีกทั้ง ประธานาธิบดี รูสเวลต์ และ ท่านนายกฯเชอร์ชิลล์ ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวว่า เยอรมันต้องขอยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนใขเท่านั้น..
            และด้วยถ้อยคำนี้ ยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนใข..นั้น ทำให้เป็นที่รู้กันว่า อย่างไรเสีย ฮิตเล่อร์ก็ไม่มีวันยอม..
            ในการประชุมขุนพลในวันที่ 20 ธันวาคม ฮิตเล่อร์ได้แถลงถึงแผนการรบด้วยความคิดและถ้อยคำแบบแปลกๆ..
            เช่น.. หรือเราจะใช้โยนพลุระเบิดใส่ข้าศึก...หรือเราจะใช้ระเบิดอัตโนมัติด้วยแรง สั่นสะเทือน หรือเราจะใช้การราดน้ำมันบนทะเลแล้วจุดไฟเผา..
            ทุกอย่างนั้น แล้วแล้วแต่เป็นสีสันในเชิงจินตนาการ..ซึ่งยังคงเป็นไปไม่ได้ในโลกของความจริง
            นี่คือ ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของฮิตเล่อร์ ที่ เหล่าขุนพลเพิ่งจะเริ่มสังเกตุว่า..เขายังสับสนต่อแยกแยะจินตนาการให้ออกจากความเป็นจริง
            ซึ่งเป็นที่น่าประหลาด..ว่า ความสามารถอันล้ำลึกของเขาสารพัดชนิด ที่เคย..บลั๊ฟ ท่านนายกออสเตรีย Schuschnigg และท่านประธานาธิบดี Hacha แห่ง เชคโกฯ
            ด้วยถ้อยคำสองสามประโยค ก็ได้ทั้งสองประเทศมาเป็นเมืองขึ้นอย่างง่ายดาย..อีกทั้ง การย้อนรอยท่านนายกรัฐมนตรีอังกฤษ นาย Chamberlain จนกลัวหงอนั้น..มันหายไปไหนซะหมด?
            หรืออาจเป็นเพราะดวงเฮงก็เป็นได้ ที่ทุกอย่างที่กล่าวมานั้น สำเร็จอย่างง่ายดาย จนเขาเหิมเกริมถึงขนาดบุกโปแลนด์
            เพราะ.. ใครเล่าจะไปเชื่อว่า..อังกฤษจะกล้าเปลี่ยนนายกฯมาเป็นตาแก่ขี้เมา หัวดื้อ อย่าง.
วินสตัน เชอร์ชิลล์  ที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับฮิตเล่อร์และนาซี อย่างใครๆเขาเป็นกัน !!

          

 




บทความโดย "วิวันดา"

เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบหก
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบห้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสี่
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสาม
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสอง
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๙
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๘
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๗
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๖
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๕
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบเอ็ด
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๔
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๓
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบ
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๒
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนเก้า (จบ)
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๑
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ (ปฐมบท)
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนเก้า
เชลย..............ตอนแปด จบบริบูรณ์
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนแปด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนแปด
เชลย..............ตอนเจ็ด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนเจ็ด
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนเจ็ด
เชลย..............ตอนหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบสาม (สมบูรณ์)
เชลย..............ตอนห้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนหก
เชลย..............ตอนสี่
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบสอง
เชลย..............ตอนสาม
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนห้า
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบเอ็ด
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบ
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสี่
เชลย..............ตอนสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบเก้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสาม
เชลย..............ตอนหนึ่ง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบแปด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนห้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสอง
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนหนึ่ง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบห้า
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนสี่
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบสี่
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบสาม
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนสาม
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบเอ็ด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนสอง
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนหนึ่ง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนเก้า และตอนสิบ
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนแปด
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนเจ็ด
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนห้า
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสี่
ฮิต เล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสาม
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม



1

ความคิดเห็นที่ 1 (101761)
avatar
โรจน์ (Webmaster)

ขอเสริมนิดนึงครับว่าเจ้ารถถัง Ferdinand นี้มีอีกชื่อหนึ่งที่บางท่านอาจจะคุ้นกว่าคือ Elefant ซึ่งแปลว่า "ช้าง" เหมือน Elephant ในภาษาอังกฤษนั่นแหละครับ ชื่อที่เป็นทางการอีกหน่อยคือ Panzerjäger Tiger (P)  Sd. Kfz. 184. ครับ ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Panzerj%C3%A4ger_Tiger_%28P%29 ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น โรจน์ (Webmaster) (webmaster-at-iseehistory-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2011-08-13 09:45:19 IP : 110.169.242.42


ความคิดเห็นที่ 2 (101763)
avatar
wiwanda

ขอบคุณมากค่ะ คุณโรจน์.....ดิฉันอยากชักชวนให้พื่อนๆสมาชิกมาช่วยกันแจมด้วย เพราะดิฉันอาจจะข้ามอะไรไปบ้าง..เพราะรายละเอียดในเรื่องนี้..เยอะมากจริงๆ...

บางทีเราคุยกัน..วงข้อมูลจะได้กว้างออกไปอีก..คนคอเดียวกัน..ยิ่งคุยกันก็ยิ่งสนุกค่ะ..

ผู้แสดงความคิดเห็น wiwanda (wwiwanda-at-yahoo-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2011-08-13 11:48:25 IP : 99.40.103.23


ความคิดเห็นที่ 3 (101765)
avatar
Meng

ขอบคุณมากครับสำหรับบทความ  ไม่ทราบว่าจะสามรถเพิ่มเนื้อหาของยุทธภูมิ KURSK? ผมเข้าใจว่ามันเป็นการปะทะกันของรถถังทั้งสองฝ่ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนึงของแนวรบด้านตะวันตก

ขอบคุณครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Meng (pipath2527-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-08-13 17:12:37 IP : 180.183.191.34


ความคิดเห็นที่ 4 (101771)
avatar
wiwanda

สวัสดีค่ะ คุณ Meng

 

ขอบคุณมากค่ะที่แวะเข้ามา...คืองี้ค่ะ...The Operation Citadel  นั้น เป็นชื่อของการปฏิบัติการืั้ฮิตเล่อร์ตั้ง...ซึ่งเป็นอันเดียวกับ  Battle of Kursk เพราะเยอรมันได้ยกกองทัพรถถังมาหมายจะขยี้โซเวียตให้แหลกราญ  และก็มาสมใจหมาย...คือปะทะกันที่เมืองเคอสซ์

และได้รับการตอบโต้ชนิดเรียกได้ว่าวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน..ทิ้งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กองทัพโซเวียตเก็บไว้ดูต่างหน้ามากมาย..สงครามครั้งนี้..คือการพ่ายแพ้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของเยอรมันทางฝั่งตะวันออก..และที่ดิฉันไม่ได้ขยายความในข้างบนเพราะเนื่องจากในตอนนั้น..ได้มีพวกน้องๆในพันทิบเขาส่งลิงค์ที่มีผู้เขียนถึงแล้วอย่างมากมาย..เช่น

http://board.postjung.com/551078.html

และ  

 

http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=413368

 

ที่ผู้เขียนทั้งสองท่านเขียนได้ดีมาก..อีกทั้งมีภาพประกอบเรียบร้อย..แนะนำให้เข้าไปอ่านได้เลยค่ะ

ส่วนดิฉันจะมาเล่าซ้ำ..ก็จะเยิ่นเย้อไป..เลยขอประหยัดพลังงาน...หันไปเขียนเล่าในส่วนที่เป็นประวัติและเบื้องหลังของท่านขุนศึกทั้งสองฝั่ง  รวมทั้ง ที่มาที่ไปในการสร้างอาวุธของรัสเซียภายใต้การนำของสตาลิน..ที่จะนำมาลงในตอนต่อจากนี้ละค่ะ..

ผู้แสดงความคิดเห็น wiwanda (wwiwanda-at-yahoo-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2011-08-14 05:58:52 IP : 75.23.140.129


ความคิดเห็นที่ 5 (101773)
avatar
Meng

ขอบคุณมากครับสำหรับการแนะนำ เป็นบทความที่ดีมากครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Meng (pipath2527-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-08-14 11:29:28 IP : 180.183.191.34


ความคิดเห็นที่ 6 (101774)
avatar
wiwanda

ยินดีเสมอค่ะ...ความจริงอยากจะแย้มให้ทราบไว้หน่อยๆว่า..ดิฉันจะเล่าถึงพวก Battles ต่างๆ ระหว่าง เยอรมันกับโซเวียตให้ละเอียดอีกที จาก archives ของรัสเซีย..เมื่อตอนที่จะทำบทความเกี่ยวกับ ท่านนายพลซูคอฟ..และขุนพลอื่นๆทางฝั่งโซเวียต ที่เคยเปรยๆไว้...เพราะเชื่อว่าข้อมูลต่างๆเหล่านี้ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน..เลยอยากจะเอามาแชร์สู่กันฟังน่ะค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น wiwanda (wwiwanda-at-yahoo-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2011-08-14 12:10:20 IP : 99.40.103.23


ความคิดเห็นที่ 7 (101777)
avatar
Meng

ขอบคุณมากครับ จริงๆแล้วฝ่่ายโซเวียตมีขุนพลที่ชำนาญการรบอยู่หลายท่าน อาทิเช่น Ivan Konev, Konstantin Rokossovsky, Semyon Timoshenko, Vasily Chuikov และอีกหลายๆท่าน

ไม่ทราบว่าบทความที่คุณ Wiwanda จะเขียน จะมีบุคคลเหล่านี้อยู่ในบทความรึป่าวครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Meng (pipath2527-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-08-14 23:46:44 IP : 180.183.191.34


ความคิดเห็นที่ 8 (101779)
avatar
wiwanda

คุณ Meng ขา..เหล่าขุนพลนามอุโฆษที่คุณถามถึงนั้น..ระดับซุปตาร์แปดดาวค่ะ..ยังไงท่านก็ต้องอยู่ในบทความที่จะเขียนอย่างแน่นอน เพราะมีบันทึกหราไว้ในยุทธการรบที่สำคัญๆ..

แต่ที่น่าสนใจมากกว่า..คือเหล่าฮีโร่อีกมากมาย..ที่ได้สละชีวิตในการสู้รบอย่างสามารถในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง..ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน..แต่หลายคนต้องมาประสบเคราะห์กรรมทางการเมือง..และอยู่ในข่ายว่า"ไม่จงรักภักดีกับคอมราด"  ความดีที่ได้กระทำมา..ก็ไม่ได้ช่วยอะไร  เพราะ..สตาลินได้สั่งเก็บแบบรายตัว..แม้แต่ท่าน K.K. Rokossovsky เองก็โดนทั้งการจับไปทรมานแบบโหด***ม และเอาไปขังคุก...แทบจะเอาไปยิงทิ้งเสียด้วยซ้ำ...แต่ก็รอดมา..แล้วถูกเรียกตัวไปเข้าสังกัดในกองทัพใหม่จนได้เป็นถึงจอมพล..เพราะเผอิญว่า ท่าน Semyon Timoshenko (คนนี้เป็นสหายของสตาลินมาตั้งแต่รุ่นกระทง)  เห็น"แวว" ว่าน่าจะเอาไว้ใช้งานศึกสงครามมากกว่าจะเอาไปอยู่ในคุก 

ซึ่งท่านก็ได้แสดงฝีมือรับใช้ชาติอย่างสมเป็นชายชาติทหารในที่สุด..

 

ที่ดิฉันจะเอาชีวะประวัติของท่านนายพลซูคอปมาเล่า...เพราะประทับใจในหลายๆเรื่อง  เช่นความที่เป็นคนตรงไปตรงมา  กล้าตัดสินใจ..ฉลาด..มีไหวพริบยอดเยี่ยม  และ นอกเหนือกว่านั้น คือการที่ท่านมาจากชีวิตของชาวนา ที่ต้องดิ้นรนไปหางานทำในเมืองหลวงเพื่อที่จะส่งเงินไปจุนเจือพ่อแม่พี่น้อง..ต้องลำบากแบบสายตัวแทบขาด..แต่ท่านก็ใฝ่เรียน หาหนังสืออ่าน เริ่มจากเรียนด้วยตัวเอง..ไปเรียนภาคค่ำที่รัฐสอนฟรี จนโดนเกณฑ์ทหาร (ในยุคของซาร์) ....จนก้าวมาเป็นถึงจอมทัพ...ด้วยฝีมือล้วนๆ....

ที่สำคัญสุด...คือ...ท่านได้เขียนหนังสือบันทึกเส้นทางชีวิต The memoirs of Marshal Zhukov ด้วยตัวของท่านเอง...เพื่อชนรุ่นหลังๆอย่างเราได้อ่านและศึกษาหาสาระประโยชน์  ดิฉันจึงอยากให้เจตนารมณ์ของท่านโชติช่วงต่อไป..ในภาคของภาษาไทย

ผู้แสดงความคิดเห็น wiwanda (wwiwanda-at-yahoo-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2011-08-16 15:48:31 IP : 99.118.52.112


ความคิดเห็นที่ 9 (101784)
avatar
Meng

ขอบคุณมากครับคุณ Wiwanda ที่ช่วยแนะนำ  ผมเองจำได้ว่าครั้งนึง Stalin ได้ทำการปราบศัตรูทางการเมืองครั้งใหญ่ในปี 1938 ถ้าผมจะไม่ผิดเค้าเรียกกันว่า The Great Purge. มีนายพลหลายท่านที่ต้องประสบเคราะห์กรรมจากช่วงนั้น

ว่ากันว่านายพล Zhukov ก็เป็นหนึ่งในนายพลที่โดนเพ่งเล่งจากฝ่ายการเมืองนายช่วงหลังสงคราม

ผู้แสดงความคิดเห็น Meng วันที่ตอบ 2011-08-17 11:44:43 IP : 202.183.252.201


ความคิดเห็นที่ 10 (101792)
avatar
นอนเช้า

ขอบคุณมากเลยที่เขียน บทความนี้ให้อ่าน

 

มันส์มากครับ ได้ข้อมูลเยอะมากด้วย รู้สึกยอมรับว่าคนเขียนเก่งจริงๆ ที่หาข้อมู,ขนาดนี้ และมาเขียนในภาษาที่อ่านง่ายและเมามันส์ได้ขนาดนี้ คนที่มาคอมเม้นท์ให้ข้อมูลก็สุดยอดเช่นกันครับ

 

รีบๆออกตอนใหม่มานะครับ ยังคงรออ่านอยู่ครับ

 

อ่านมาตั้งนานล่ะ เพิ่งมาโพสให้กำลังใจ โทษทีนะครับ ฮ่าๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น นอนเช้า วันที่ตอบ 2011-08-21 00:04:17 IP : 61.90.76.57


ความคิดเห็นที่ 11 (101793)
avatar
wiwanda

สวัสดีค่ะ คุณ Meng และ คุณนอนเช้า..

 

เรื่องท่านจอมทัพซูคอปนั้น ถ้าไม่เล่าถึงท่านก็เหมือนว่าข้อมูลจะขาดๆหายไป..เพราะ เรื่องสงครามกับญี่ปุ่นในมองโกเลีย ฝั่งแม่น้ำ Khalkin Gol ( หรือที่เรียกว่า ยุทธภูมิคาลคินกอล) นั้นหนักหนาสาหัสนัก...อีกทั้ง..เป็นการประกาศศักดาของทหารรัสเซียว่า..ไม่ว่าจะเป็นข้าของใคร จะเป็นซาร์ หรือ กลายมาเป็นคอมมิวนิสต์..ทหารก็ทำหน้าที่รักษามาตุภูมิอย่างยอมถวายชีวิต..

ส่วนฝั่งญี่ปุ่น..ก็เช่นกัน..แม้จะเล็กกว่ารัสเซียเหมือนกับหยดน้ำกับน้ำทั้งหมดในมหาสุมทร แต่เพื่อความเติบโต และ เพื่อขยายอาณาเขตทำกินให้ลูกให้หลาน..จึงยอมทุ่มกำลังและอาวุธข้ามฝั่งแม่น้ำมา..หวังเจียดแบ่งเอามองโกเลียมาเป็นสักหน่อย  อีกทั้งหวังเผื่อฟลุ๊คว่า..รัสเซียอาจจะไม่สนใจกับดินแดนเล็กๆปลายติ่งประเทศจนถึงขนาดจะยกกำลังพลมาต่อตี เพราะสถานะการณ์ทางการเมืองก็กำลังง่อนแง่นจากการปรับเปลี่ยนการปกครอง..

แต่ที่ไหนได้...อย่างที่ดิฉันเคยพูดว่า..พวกนี้รู้จักสตาลินน้อยไป..(รวมทั้งฮิตเล่อร์ด้วย..)!!!

สงครามคาลคินกอลนี้..ยิ่งอ่านยิ่งสนุกค่ะ..ไม่ได้สนุกเพราะสงครามที่มีคนตายนับหมื่นนับแสน..แต่ที่สนุกและตื่นเต้น เพราะความห้าวหาญ ความแข็งแกร่ง และ กลยุทธของทั้งสองฝ่ายที่ต่างฝ่ายต้องทำหน้าที่เพื่อชาติ..ให้ดีที่สุด..

อีกทั้ง..ความเป็นชายชาติทหาร..ของนักรบ..ที่..แม้ว่าจะเป็นศัตรู..แต่ก็ยอมสรรเสริญในความสามารถซึ่งกันและกัน..ท่านจอมพลซูคอปเองก็ชมทหารญี่ปุ่น..ท่านเล่าไว้ละเอียดทีเดียวเลยค่ะ..และเพราะความสามารถของท่านที่นำทัพเข้าปะทะกองทัพญี่ปุ่นแบบห้าวหาญทั้งๆที่กำลังพลน้อยกว่า "สี่เท่า" อีกทั้ง..ท่านต้องขัดแย้งกับกลุ่มการเมืองในสภาในเรื่องการของบประมาณและอาวุธ...แหม..ถ้านำมาเล่าแล้วรับรองว่ามันส์กว่าเรื่องนาซีอีกหลายเท่าเลยค่ะ..

 

ส่วนเรื่อง"ข้อมูล" ที่คุณนอนเช้าพูดถึงนั้น..ดิฉันขอเรียนว่าข้อมูลนั้นมีมากจริงๆค่ะ..สำหรับดิฉันที่อยู่ต่างประเทศ เพราะเป็นดินแดนเปิดเสรีในการอ่าน หนังสือในห้องสมุดขอยืมได้หมด..เอามาอ่านได้นานนับเดือน  อยากอ่านอะไรกดคอมดูชื่อ..แล้วก็เดินไปหาตามตำแหน่งที่วาง..ถ้าไม่มีก็ทำ"จอง" เอาไว้..พอมา..เขาก็จะเก็บไว้ให้ และแจ้งมาทางอีเมล์ค่ะ..

ดิฉันเป็นผู้หญิงที่ไม่น่าจะสนใจในเรื่องการสงคราม การขัดแย้งอะไรเทือกนี้..ที่สนใจ เพราะ..เมื่อสมัยที่ดิฉันยังเป็นเด็กๆ คุณตาน้อย..เคยเป็นทหารมาก่อน แต่ท่านเป็นคนเรียบๆ ขรึมๆ..ไม่ค่อยพูด..แต่เพื่อนของท่านที่เป็นทหารด้วยกัน ชื่อคุณตากมล เป็นคนคุยสนุก เล่าอะไรก็สนุกสนาน มองเห็นภาพ..เรียกว่าเวลาท่านมาคุยทีไร เด็กๆในบ้านนั่งล้อมวงชนิดที่ไม่ยอมกินข้าวกินปลากันทีเดียว ดิฉันก็เป็นคนหนึ่ีงที่ประทับใจในทุกเรื่องที่ท่านเล่า..ทั้งที่เป็นประวัติศาสตร์ และที่เป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ 

แล้วก็แปลกใจนะคะ ว่า สมัยที่ดิฉันเรียนหนังสือ..ทำไมหนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์นั้น..ถึงเขียนให้นักเรียนอ่านให้สนุกไม่ได้..แต่ละเล่มน่าเบื่อมาก หนังสือที่เรียนมีแค่ร้อยกว่าหน้า..เรียนทั้งปียังอ่านไม่รู้เรื่อง อีกทั้งไม่ปะติดปะต่อให้เป็นเรื่องเดียวกันได้ เราไปให้ความสำคัญกับข้างขิ้น ข้างแรม..เดือนอ้าย เดือนยี่..ที่ยกทัพไปจำนวนเท่านั้นเท่านี้..แต่เนื้อหาที่สำคัญว่า เพื่ออะไร หรือ เพราะอะไรนั้น..แทบไม่อ้างถึง หรือถ้าอ้างก็เป็นเหตุผลที่เบาหวิวมาก..

 

แค่นี้ก่อนนะคะ..น้ำลายชักจะแตกฟองไปเยอะแล้ว..อิอิอิอิ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น wiwanda (wwiwanda-at-yahoo-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2011-08-22 05:04:40 IP : 75.23.140.129


ความคิดเห็นที่ 12 (101804)
avatar
นอนเช้า

สวัสดีครับคุณ wiwanda

 

ผมหละอิจฉาคุณจังเลยครับ ที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ถึงเมืองนอก มามองตัวเองแล้ว ก็เป็นคนชอบประวัติศาสตร์ แต่ก็ได้แต่ซื้อหนังสือมาอ่านบ้างตามเวลาพอจะมีว่าง ไม่ถึงกับได้ศึกษาจริงๆเลย

 

ผมจะไม่รู้สึกแปลกเลยครับถ้าผู้หญิงคนหนึ่งสนใจช่วงเวลา6ปีของสงครามโลกครั้งที่2มาก ผมว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ไม่ว่าใครก็สนใจนะ ผมคิดว่านับตั้งแต่มีเผ่าพันธุ์มนุษย์มา ช่วงเ้วลา 6 ปีนี้เป็นช่วงเวลาที่มีสีสันมากที่สุดช่วงหนึ่งของโลกเลย มีทั้งเรื่องราวความเสียสละ ความโหดร้าย ความโง่เง่า ความเก่งกาจ มีทั้งเรื่องให้เศร้าสลดใจยิ่งกว่านิยายละครเรื่องไหน และก็มีเรื่องให้ใจสั่นระทึกในความยิ่งใหญ่ได้พร้อมกัน

 

สำหรับผม WW2 ก็เหมือนสามก๊ก เป็นนิยายเรื่องใหญ่ๆเรื่องหนึ่งนั่นแหละ

 

ผมคิดว่าตัวเองไม่ใช่พวกบ้าสงครามหรอกนะ แต่ไม่รู้ทำไมพออ่านหนังสือ ดูหนัง เล่นเกม เกี่ยวกับ ww2 มากๆเข้า แล้วก็กลายเป็นว่าผมหลงไหลช่วงเวลานี้เอามากๆเลย สงสัยถ้าชาติก่อนมีจริงผมคงเกิดเป็นทหารใน ww2 แน่แท้

ผู้แสดงความคิดเห็น นอนเช้า วันที่ตอบ 2011-09-04 17:29:47 IP : 61.90.107.207


ความคิดเห็นที่ 13 (101860)
avatar
athittak@hotmail.com

เยี่ยมครับ ผมเฝ้า ติดตามอ่าน ทุกตอน ครับ เขียนได้สนุกมาก ขอเปนกำลังใจให้นะครับ และผลิตงานเขยนมันๆ มาให้เสพ อีกนะ

ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น athittak@hotmail.com (athittak-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-10-11 19:43:00 IP : 180.180.221.36



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
| WW II Europe | WW II Asia | WW I | Vietnam War | ประวัติศาสตร์ไทย | บทความจากสมาชิก | คุยกันหลังฉาก | บทความทั้งหมด |

สนใจร่วมเขียนบทความในเว็บไซต์ เชิญอ่าน แนวทางการร่วมเขียนบทความ ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์

Custom Search



eXTReMe Tracker