dot
dot
เว็บภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน
dot
dot
สมาชิก Webboard/Blog
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletข้อตกลงการเป็นสมาชิก
bulletเว็บบอร์ด-คุยกันหลังฉาก
bulletเว็บบอร์ด-Games ย้อนยุค
bulletเว็บบอร์ด-ชุดจำลองประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-หนังสือประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-เพลงประวัติศาสตร์
bulletคำถาม/คำตอบ ล่าสุด
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
dot
สงครามโลกครั้งที่ 2
dot
bulletสมรภูมิยุโรป (สัมพันธมิตรVSเยอรมัน-อิตาลี)
bulletสมรภูมิแปซิฟิก-เอเชีย (สัมพันธมิตรVSญี่ปุ่น)
dot
ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อื่นๆ
dot
bulletสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
bulletประวัติศาสตร์ไทย
bulletประวัติศาสตร์อเมริกันยุคเริ่มแรก
bulletสงครามเวียดนามและอินโดจีน
bulletตะวันตกโบราณ (กรีก โรมัน ฯลฯ)
bulletประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
bulletเอเชียโบราณ
bulletประวัติศาสตร์อื่นๆ (ยังไม่แยกหมวดหมู่)
bulletคลิปความรู้จาก YouTube
dot
เรื่องอื่นๆ
dot
bulletบทความเสริมความรู้ทั่วไป
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletผู้จัดทำ
bulletผังเว็บไซต์ (Site Map)
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
bulletถาม-ตอบ (FAQs) (โปรดอ่านก่อนตั้งกระทู้หรือสมัครสมาชิก)
bulletร้านค้าออนไลน์
bulletแบ่งปัน Album
dot
ลิงค์ต่างๆ
dot
bulletรวมลิงค์/แลกลิงค์ ที่นี่ครับ
bulletHistory in Film
bulletHistory on Film
bulletFuKDuK TV ช่องประวัติศาสตร์
bulletกองบิน 21 กองพลบิน 2




โหราศาสตร์ยุคไอที


เว็บแลกลิงค์อื่นๆ

ขายเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ราคาส่ง


71: Into the Fire สมรภูมิไฟล้างแผ่นดิน
วันที่ 19/05/2013   20:31:42

webmaster@iseehistory.com


เรื่องราวของสงครามใหญ่ๆ ที่มีการถ่ายทอดกันมานั้น  อาจเต็มไปด้วยความฉลาดหลักแหลมของคนระดับแม่ทัพขุนพลหรือผู้บัญชาการ  เรื่องความกล้าหาญของบุคคลประเภททหารเอกในการรบ  หรือความเก่งกล้าสามารถความแพ้ชนะของกองทัพในภาพรวม  แต่มีอยู่บ้างเหมือนกันที่คนกลุ่มเล็กๆ ที่อาจดูเหมือนไม่มีความเก่งกล้าหรือความสำคัญใดๆ จะเป็นผู้สร้างวีรกรรมขึ้นมาบ้างจนถึงขั้นพลิกผลของการรบใหญ่ๆ ได้   ในบทความนี้  เราจะมาคุยกันถึงภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ของเกาหลีอีกเรื่องหนึ่งที่ถ่ายทอดเรื่องราววีรกรรมของนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่อาสาเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลี  และสร้างวีรกรรมไว้อย่างน่าทึ่ง  ในภาพยนตร์ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า "71: Into the Fire" หรือที่มีผู้ตั้งชื่อภาษาไทยว่า "สมรภูมิไฟล้างแผ่นดิน"  ออกฉายเมื่อปี 2010/พ.ศ.2553 นี้เองครับ  เรื่องราวของพวกเขาที่ถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์มนี้จะสมจริงหรือเกินจริงขนาดไหน  มาดูกันในรายละเอียดครับ


ภาพจาก http://www.tamiya.com/english/monthly/002korean_war/index.htm
แสดงสถานการณ์ในสงครามเกาหลีที่ผลัดกันรุกจนสงครามสงบ
เหตุการณ์ในภาพยนตร์จะอยู่ประมาณภาพที่ 2 ครับ

ภาพยนตร์เปิดฉากด้วยบทบรรยายเหตุการณ์ความเป็นมาของเรื่องประมาณว่า ในวันที่ 15 ส.ค. 1945/พ.ศ.2488 ดินแดนเกาหลีได้รับการปลดปล่อย (หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงญี่ปุ่นจังนะ) โดยถูกแบ่งแยกเป็น 2 ส่วน คือ เกาหลีใต้ภายใต้สหรัฐฯ เกาหลีเหนือภายใต้โซเวียต  (พูดยังกะว่าพื้นดินของ 2 เกาหลีมันไปอยู่ข้างใต้พื้นดินของ 2 มหาอำนาจนี้  ที่จริงคงหมายถึงการเป็นประเทศบริวารของเขาน่ะครับ)  และแล้วในวันที่  25 มิ.ย.1950/พ.ศ.2493  เกาหลีเหนือโจมตีเกาหลีใต้แบบสายฟ้าแลบ สามารถยึดกรุงโซลเมืองหลวงของเกาหลีใต้ได้ใน 3 วัน และยึดเมืองอื่นๆ ที่เหลือได้เกือบหมดภายใน 40 วัน  ยกเว้นพื้นที่ทางใต้ของแม่น้ำนักดง  นักศึกษาเข้าร่วมเป็นทหารอาสาของกองทัพเกาหลีใต้  บรรยายจบตรงนี้ก็โดดมาที่ฉากการรบอันดุเดือดที่เมืองยังด๊ก (Yongdok) ในวันที่ 8 สิงหาคม 1950  ที่ซึ่งพ่อหนุ่ม T.O.P Big Bang ในบทนักศึกษาอาสานาม Oh Jung-Bum เข้าร่วมรบกับกองพลที่ 3 ของกองทัพเกาหลีใต้ (ROK 3rd Division) ท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้ายของฝ่ายตน  เริ่มจากการประคองเพื่อนที่ได้รับบาดเจ็บขึ้นรถทหาร เสร็จแล้วก็ได้รับมอบหมายจากร้อยเอก Kang Suk-Dae (ในตอนต่อไปจะขอเรียกตัวละครนี้ตามบทภาษาไทยว่า "ผู้กองกัง" ครับ)  ให้นำกระสุนปืนกลไปส่งที่รังปืนกลบนตึกหลังหนึ่ง  กว่าจะถ่อสังขารฝ่ากระสุนและระเบิดขึ้นไปได้ต้องได้รับบาดเจ็บที่แก้วหู  ส่งกระสุนเสร็จลงมาจากตึกได้ไม่ทันไรรังปืนกลที่ว่าก็ถูกข้าศึกยิงระเบิดทำลายไปต่อหน้าต่อตา  พอเดินตามผู้หมวดคิมลูกน้องคนหนึ่งของผู้กองกังไปรบต่อได้สักพัก  ผู้หมวดคิมก็ถูกทหารข้าศึกแทงด้วยดาบปลายปืนโดยที่จุงบุมพยายามจะช่วยเหลือแต่ปืนเขากระสุนหมดพอดี  จะบรรจุยิงใหม่ก็เกิดมือสั่นไม่ทราบว่าเพราะความตื่นกลัวหรือเพราะกำลังบาดเจ็บอยู่ด้วย  ทหารอีกคนหนึ่งผ่านมาเห็นเข้าจึงยิงทหารเกาหลีเหนือคนนั้นได้  แต่ถึงเวลานั้นผู้หมวดก็แทบจะสิ้นใจอยู่แล้ว  จุงบุมจึงต้องรับหน้าที่นำร่างของผู้หมวดกลับมาฝ่าายตน  ผมเสียเวลาเล่าตรงนี้มากนิดเพื่อให้เห็นว่าพระเอกของเราต้องเผชิญสถานการณ์ที่เลวร้ายขนาดไหน

 


บนซ้าย Oh Jung-Bum บนขวา Ku Kap-jo
ล่างซ้าย Kang Suk-Dae ล่างขวา Park Mu-Rang

ระหว่างนั้น  ท่านผู้บัญชาการกองพลที่ 3 ได้สั่งให้ทหารถอนกำลังออกจากยังด๊ก  แต่ผู้กองกังยังไม่ยอมโดยเห็นว่าตนยังพอจะสามารถยันข้าศึกต่อไปได้  ขณะนั้น ทหารเกาหลีเหนือหน่วยสำคัญที่จะมีบทบาทต่อไปได้เดินทางมาถึง ซึ่งในหนังเรียกหน่วยนี้ว่า "หน่วย 766" หรือในชื่อเต็มๆ ในภาษาอังกฤษที่ผมค้นคว้าเพิ่มเติมคือ  766th Independent Infantry Regiment เรียกเป็นภาษาไทยคงประมาณว่า กรมทหารราบอิสระที่ 766 แต่ในหนังมีรถถังอยู่ในหน่วยด้วย  กรมนี้บังคับบัญชาโดย Park Mu-Rang ซึ่งในเรื่องไม่ได้ระบุว่ายศอะไร  ตามปกติผู้บัญชาการหน่วยระดับนี้น่าจะเป็นพันเอก  ต่อไปจะขอเรียกผบ.คนนี้ว่า "สหายพาร์ค" ก็แล้วกันครับ  ส่วนผู้บัญชาการตัวจริงของกรมนี้จะได้คุยกันตอนท้ายๆ เกริ่นซะยาว รวมความว่ากรม 766 ที่พึ่งมาถึงนี้ทำให้ผู้กองกังกับพรรคพวกไม่สามารถที่จะยันข้าศึกต่อไปนี้  จำเป็นต้องเผ่นขึ้นรถหนีกันไปหมด  รวมทั้งจุงบุมพระเอกของเราด้วยครับ  จากนั้น กรม 766 ได้รับคำสั่งจาก "พรรค" ให้ไปสมทบกับหน่วยอื่นๆ ที่แม่น้ำนักดง  แต่สหายปาร์คที่ถือว่าตนอยู่ในบังคับบัญชาของผู้บัญชาการสูงสุด(นายพลคิม อิลซุง)  จึงได้ตัดสินใจเองว่าจะเคลื่อนพลไปยัง "โพฮาง" เพื่อตีตลบหลังทัพเกาหลีใต้และยึดพูซานให้ได้ภายในวันที่ 15 สิงหาคม


การรบที่ยังด๊ก ตอนเริ่มเรื่อง


ผู้กองกังทำลายสะพานเพื่อไม่ให้ข้าศึกตามมา

ทางฝ่ายผู้กองกังซึ่งแตกหนีออกจากเมืองไปก่อนได้นำกำลังกลับไปสมทบกับกองพลที่ 3 ของตนที่ "โพฮาง" โดยได้ระเบิดสะพานที่มีอยู่แห่งเดียวทิ้งตามคำสั่งท่านนายพลแบบไม่ค่อยเต็มใจเพราะมีประชาชนที่หนีภัยสงครามต้องการอพยพตาามมาด้วย  แต่ต้องผู้กองก็ต้องทำเพื่อไม่ให้ข้าศึกตามมาได้  ณ ที่ตั้งชั่วคราวของกองพลที่ 3 ที่โพฮาง ซึ่งทราบต่อมาภายหลังว่าเป็นโรงเรียนมัธยมสตรีโพฮางนั้น  บรรดาหมอและพยาบาลได้พยายามช่วยชีวิตบรรดาคนเจ็บอย่างสุดความสามารถ  แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่รอดหรอกครับ  รวมทั้งผู้หมวดคิมคนที่จุงบุมอุตส่าแบกมาด้วย  นางพยาบาลสาวสวยคนหนึ่ง  ที่คงจะเป็นแฟนเพลงของวงบิ๊กแบง เอ๊ย! ขออภัยครับ  คนละยุคสมัยกัน  ที่เห็นจุงบุมเสียใจกับการตายของผู้หมวดคิม  และตัวเขาเองก็มีบาดแผลที่แขนซ้ายและแก้วหูท่าจะฉีก  เธอจึงจัดการเย็บแผลและดูอาการที่หูให้  ซึ่งในตอนต่อๆ มาไม่ปรากฏว่าพระเอกของเราจะมีอาการอะไรที่หูอีกเลย  หรือผู้สร้างต้องการแค่ให้มีฉากพยาบาลสาวกระซิบข้างหูพระเอก "คุณได้ยินเสียงฉันไหม" ให้ผู้ชมหนุ่มๆ นึกอยากปวดหูบ้างก็ไม่ทราบ  ขณะนั้นจุงบุมเองดูเหมือนจะเครียดกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาจนไม่มีอารมณ์ที่จะจู๋จี๋กับพยาบาลเอาเลย  แต่อย่างน้อยน่าจะขอบคุณเขาบ้างนะ


รักษาอาการบาดเจ็บระหว่างพักรบ


ภาพมุมสูงของอาคารโรงเรียนที่บรรดาทหารนักศึกษาอาสาจะใช้ปักหลักสู้ตาย

ทางฝายทหารเกาหลีใต้กองพลที่ 3 ท่านนายพลได้มีคำสั่งว่าให้เคลื่อนกำลังทั้งหมดไปทำศึกแตกหักที่แม่น้ำนักดงทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่
าที่โพฮางนี่ก็สำคัญอยู่เหมือนกัน  คงเดากันออกนะครับว่าภารกิจการเฝ้าระวังที่โพฮางนี้ได้ตกเป็นของกำลังนักศึกษาอาสาที่เดิมทีมีแต่ โอ จุมบุม กับเพื่อนอีก 2 คน รวมกับกำลังนักศึกษาอาสาที่พึ่งมาถึงจำนวน 65 คน และจากสถานดัดสันดานอีก 3 คน  อันได้แก่ กัปโจ ไอ้หนุ่มรูปหล่อจอมยียวน เจ้าอ้วนวังเพียว และอีกคนชื่อพุงซาน  รวมเป็น 71 คนตามชื่อเรื่องละนะ  ผู้กองกังต้องรับหน้าที่ในการบรรยายภารกิจให้กับบรรดานักศึกษาอาสา  และเลือกให้จุงบุมทำหน้าที่ผู้กองเนื่องจากเป็นคนที่มีประสบการณ์การรบ  บรรยายภารกิจจบ  สั่งเสียกันพอประมาณแล้วทหารเกาหลีใต้ก็เคลื่อนพลจากไป  แต่แล้วสิ่งที่ผู้กองกังกลัวนักกลัวหนาก็เริ่มจะเป็นจริงเมื่อทหารเกาหลีเหนือกรม 766 ของสหายพาร์คเมื่อเดินทางมาถึงสะพานที่จะข้ามแม่น้ำมายังโพฮางแต่ถูกผู้กองกังทำลายเอาไว้  จะรอให้ทหารช่างซ่อมสะพานหรือจะอ้อมไปทางภูเขากันทั้งหมดก็จะเสียเวลา  สหายพาร์คจึงสั่งให้ทหารราบว่ายข้ามแม่น้ำไป  ส่วนรถถังให้วิ่งอ้อมภูเขาไปสมทบทีหลัง 


กรม 766 ซะอย่าง ข้ามแม่น้ำแค่นี้เรื่องจิ๊บจ๊อย


ฝึกยิงปืน  แม่นแค่ไหนดูจากในหนังหรือคลิป Trailer ตอนท้ายบทความ

กลับมาทางฝ่ายนักศึกษาอาสา  เมื่อทหารประจำการจากไป  จุงบุมเริ่มสั่งให้พรรคพวกเริ่มการฝึกและปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ  ท่ามกลางการป่วนของกัปโจกับพวกอีก 2 คน ที่มีท่าทีไม่เชื่อฟัง  ให้ไปเฝ้าคลังเสบียงก็ทำเฟอะฟะจนคลังเสบียงเสียหายไปส่วนหนึ่ง  ตกกลางคืนคณะนักศึกษาอาสาได้สัมผัสสงครามครั้งแรกเมื่อคนที่อยู่เวรยามไปปลุกจุงบุมว่าพบทหารเกาหลีกลุ่มหนึ่ง  จุงบุมจึงนำกำลังทั้งหมดไปซุ่มยิงโดยประสบความสำเร็จสังหารข้าศึกได้ทั้งหมด  แต่มีเรื่องเขม่นกับกัปโจนิดหน่อยเนื่องจากจุงบุมลังเลที่จะยิงข้าศึกคนสุดท้ายที่กำลังนอนเจ็บและร้องเรียกหาแม่   วันรุ่งขึ้น จุงบุมนำกลังส่วนใหญ่ไปลาดตระเวณ  ก็ให้บังเอิญไปพบอาวุธและกระสุนจำนวนมากอยู่ในกระต๊อบหลังหนึ่ง  จึงให้พรรคพวกขนไปด้วย  หลังจากนั้นสักครู่  เหล่านักศึกษาอาสาถูกข้าศึกคนหนึ่งซุ่มยิง  คนหนึ่งที่ถูกข้าศึกยิงตายก็คือเจ้าอ้วนวังเพียว  ทำให้กัปโจโกรธแค้นมาก  จึงวิ่งตามพลซุ่มยิงไป นักศึกษาทั้งหมดจึงตกบันไดพลอยโจนวิ่งตามกันไปหมด  ซึ่งก็เข้าทางข้าศึกอีกจำนวนหนึ่งที่ดักรออยู่  นักศึกษาถูกซุ่มโจมตีจนบาดเจ็บล้มตายไปจำนวนหนึ่งกว่าจะพลิกสถานการณ์กลับมาเอาชนะได้  จุงบุมกับกัปโจผิดใจกันยิ่งขึ้นเมื่อกัปโจยิงทหารเด็กของฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ฟังคำสั่งห้าม  รวมแล้วฝ่ายนักศึกษาตายไป 16 คน บาดเจ็บ 5 คน  และมีเสียงบ่นว่าบางคนได้ "หนี" ไปด้วย  หรือจะแค่พลัดหลงกันจำนวนเท่าไหร่ก็ไม่ทราบได้ (ตรงนี้คงเป็นปัญหาเรื่องการแปลบทพากย์ด้วย)  กัปโจฝังศพวังเพียวด้วยความเสียใจอย่างมาก  ขณะที่จุงบุมกับพวกได้วิทยุติดต่อผู้กองกังซึ่งกำลังรบติดพันอยู่ที่แม่น้ำนักดง  ผู้กองกังได้แต่บอกว่าข้าศึกที่ได้ปะทะกันทั้งสองครั้งเป็นเพียงพวกสอดแนม  หากถูกโจมตีเมื่อไหร่ให้แจ้งมา  จากนั้นผู้กองกังก็ได้บากหน้าไปหาท่านนายพลอีกครั้งเพื่อที่จะขอกำลังไปช่วยบรรดานักศึกษา  แต่ท่านนายพลก็ไม่รู้จะแบ่งกำลังส่วนไหนให้ได้


คืนแรกก็ได้ออกไปซุ่มยิงข้าศึก


ถูกซุ่มโจมตีกลางทุ่ง

ทางฝ่ายกรม 766 ของเกาหลีเหนือสามารถจับนักศึกษาที่พลัดหลงจากการปะทะได้หนึ่งคน คือ ดายัง  ซึ่งลูกน้องของสหายพาร์คได้ซ้อมเพื่อรีดเอาข้อมูลแต่ก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน  สหายพาร์คจึงนำดายังขึ้นรถจี๊ปพาไปยังที่ตั้งของนักศึกษาอาสา  สหายพาร์คคืนตัวดายังให้แล้วแจ้งบรรดานักศึกษาว่าขอให้ถอนกำลังออกไปภายใน 2 ชั่วโมงคือเที่ยงตรง  ด้านผู้กองกังได้รบเร้าท่านนายพลว่าในเมื่อแบ่งกำลังจำนวนมากไปไม่ได้ก็จะขอนำกำลังไปยังโพฮางเพียง 10 คนเท่านั้น  นายพลจึงได้ยอม  โดยนายพลฝรั่งคนหนึ่งยังได้มอบเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังให้ไปอีก 2 กระบอก  แถมโม้ซะดิบดีว่าเป็นซูเปอร์บาซูก้าที่ได้ดัดแปลงเพื่อต่อสู้กับรถถังของเกาหลีเหนือโดยเฉพาะ  แต่รถถังเกาหลีเหนือที่จะมาเข้าฉากในตอนต่อไปนี่มันรถถังเชอร์แมนของอเมริกาเองนะจ๊ะ  คืออาจจะเป็นรถถังที่พี่กันเคยให้ความช่วยเหลือประเทศอื่นมาก่อนซึ่งไม่ได้ผิดความจริงในประวัติศาสตร์  แต่พอบอกว่าเป็นซูเปอร์บาซูก้าดัดแปลงพิเศษดังว่าแล้วเหมือนจะโม้ชอบกล  เท่าที่ทราบเจ้าบาซูก้าในสงครามเกาหลีมันเป็นขนาดลำกล้อง 3.5 นิ้ว ใหญ่กว่ารุ่นในสงครามโลกที่มีขนาด 2.26 นิ้วเท่านั้น  หรือว่าจะเป็นปัญหาจากการแปลบทภาพยนตร์ (อีกแล้ว) 

กลับมาดูเหล่านักศึกษาอาสาดีกว่า  กัปโจทำร้ายดายังโดยหาว่าทรยศเพื่อนๆ ทำให้จุงบุมไม่พอใจถึงขั้นชกต่อยกัน  กัปโจกับพุงซานเพื่อนอีกคนจากสถานดัดสันดานจึงปลีกตัวออกไปจากที่ตั้ง  จากนั้นนักศึกษาอาสาที่เหลือได้ช่วยกันสร้างเครื่องกีดขวาง  กับระเบิด และนำน้ำมันบรรจุภาชนะต่างๆ เพื่อเป็นระเบิดเพลิงสารพัดรูปแบบ  แถมยังเอา ค.60 (เครื่องยิงลูกระเบิดวิถีโค้งที่ครูฝึกรด.ห้ามเรียกว่า "ปืนครก" นั่นแหละครับ แต่ในบทพากย์ไทยกลับไปเรียกว่า "ปืนใหญ่" ซะนี่)  ที่เจอในกระต๊อบเมื่อตอนลาดตระเวณวันก่อนมาตั้งยิงด้วยครับ  เมื่อสหายพาร์คเคลื่อนกำลังพลของกรม 766 มาถึงก็ใช้ค.60 ยิงทักทายก่อน  แต่นัดแรกมีปัญหาเล่นเอาเกือบโดนพวกเดียวกัน  พอเริ่มยิงได้เข้าที่เข้าทาง  ทีนี้สหายพาร์คเริ่มยัวะสั่งลูกน้องลุยทันที  ซึ่งแน่นอนละครับว่าผลสุดท้ายน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ  แต่ผู้สร้างหนังได้เตรียมการไว้แล้วว่าฝ่ายพระเอกจะต้องต่อสู้อย่างสุดฤทธิ์สุดเดช  บรรดากับระเบิดลูกระเบิดต่างๆ ทำงานอย่างได้ผล  ทำให้กำลังพลของกรม 766 ที่เพียบพร้อมทั้งกำลังทหารราบและรถถังรถเกราะต้องสูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมาก  แถมด้วยการพลิกล็อคนิดๆ เมื่อกัปโจกับพุงซานกลับมาพร้อมทั้งรถบรรทุกอาวุธและกระสุนของฝ่ายเกาหลีเหนือกลับมาช่วยเพื่อนๆ ฆ่าผู้ร้ายตายไปอีกเป็นฝูงๆ  ขณะที่ฝ่ายนักศึกษาก็ค่อยๆ พลีชีพไปทีละคนๆ จนเหลือแต่จุงบุมกับกัปโจปักหลักสู้กับข้าศึกอยู่บนดาดฟ้าของอาคาร  ถึงตอนนี้ผู้กองกังกับลูกน้อง 10 คนและบาซูก้า 2 กระบอกพึ่งจะมาถึง  แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตใครไว้ได้  กว่าผู้กองจะขึ้นไปถึงดาดฟ้าตึก   สหายพาร์คได้สังหารกัปโจกับจุงบุมไปแล้ว ผู้กองก็เลยต้องเป็นคนเช็คบิลสหายพาร์คไปตามระเบียบ


สหายพาร์คพยายามเกลี้ยกล่อมให้บรรดานักศึกษายอมจำนน


ปะทะกันในช่วงแรก

ข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

แน่นอนครับว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกับภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ที่สร้างเพื่อความบันเทิง  ซึ่งจะอิงกับข้อเท็จจริงส่วนหนึ่ง  แล้วแต่งเติมอะไรอีกหลายๆ ส่วนขึ้นมาให้ดูสนุกเข้าว่าไว้  แน่นอนอีกเหมือนกันว่า  วีรกรรมของบรรดาทหารนักศึกษาอาสาเกาหลีใต้เหล่านี้  สมควรแล้วที่จะได้รับการถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังไม่ว่าชาติภาษาใดได้รับทราบ  แต่การสร้างเรื่องให้ดูตื่นเต้นโลดโผนเกินกว่าความเป็นจริงเช่นนี้นี่ ...  พอวิจารณ์มากๆ เดี๋ยวคนที่ชอบหนังเรื่องนี้จะออกมาค้านอีก  ลองมาดูข้อเท็จจริงบางประการที่ผมค้นคว้าได้มาเปรียบเทียบกันดีกว่าครับ

เริ่มจาก 766th Independent Infantry Regiment ของเกาหลีเหนือ ที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้   ตามประวัติบอกว่าเป็นกรมทหารราบที่ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดีสำหรับการรบสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก (amphibious warfare) และการรบนอกแบบ (unconventional warfare) จัดว่าเป็นหน่วยรบพิเศษแบบคอมมานโดเลยก็ว่าได้  กรมนี้ยังได้มีการฝึกฝนเพื่อเตรียมการรบมากว่า 1 ปี  ผู้บัญชาการตัวจริงของกรมมีชื่อว่า พันเอกพิเศษ โอ จิน วู (Senior Colonel Oh Jin Woo) แรกเริ่มมีกำลังพลราว 3,000 นาย จัดอัตรากำลังเป็น 6 กองพันด้วยกัน  ในตอนต้นสงคราม กรมได้สูญเสียกำลังพลทั้งหมดของกองพันที่ 3 ไปราว 500 นายเนื่องจากกองพันนี้ถูกจับแยกไปปฏิบัติการที่เมืองพูซาน แต่เรือลำเลียงพลของพวกเขาถูกทัพเรือเกาหลีใต้จมลงซะก่อน   กรม 766 ส่วนที่เหลือยังคงสร้างวีรกรรมในการรบหลายครั้งหลายคราวด้วยกัน  ขณะที่กำลังพลก็ย่อมจะร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ ซึ่งก็ยังมากกว่าฝ่ายนักศึกษาอาสาอยู่หลายเท่า

แล้วจะเป็นไปได้ยังไงที่กรมทหารระดับหัวกะทิที่ผ่านการรบมาอย่างโชกโชนเช่นนี้  จะต้องประสบความสูญเสียอย่างมากมายจากการต่อสู้กับนักศึกษาอาสาเพียงหยิบมือเดียวดังที่เห็นในภาพยนตร์?  จะว่ากรมนี้สูญเสียบอบช้ำจากการรบมาก่อนหน้านี้ไฉนจึงยังอาจหาญที่จะทำการรบต่อ   หรือตอนว่ายน้ำไม่ได้เอาอาวุธหนักติดตัวมา  หรือเสียเปรียบด้านภูมิประเทศ  ก็ไม่น่าจะย่อยยับกันถึงขนาดนั้น  เรื่องการวางกับดักกับระเบิดทั้งหลายอย่างในเรื่องดูแล้วเป็นไปไม่ได้ที่คนระดับนักศึกษาจะเตรียมการได้ถึงขนาดนั้นในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง  นับแต่ได้รับคำขาดจากข้าศึก  แล้วที่ตอนท้ายเรื่องบอกว่านักศึกษายันข้าศึกไว้ถึง 11 ชั่วโมงนั่นจะนับยังไง  ในเมื่อกรม 766 เริ่มบุกหนักในตอนเที่ยง  และตอนจบเหตุการณ์นั้นยังสว่างอยู่เลย

จากบทความในวิกิพีเดียที่มีการอ้างอิงอย่างสมบูรณ์พอจะเชื่อถือได้  กรม 766 ได้เคลื่อนพลเข้าสู่โพฮางในตอนรุ่งสางของวันที่ 11 สิงหาคม 1950/พ.ศ. 2493 ด้วยกำลัง 1 กองพันที่มีกำลังพลเหลืออยู่ราว 300 นาย และระบุว่าฝ่ายเกาหลีใต้ที่ตั้งรับนั้น  เป็นกำลังผสมขนาดเล็กทั้งที่มาจากกองหลังของกองพลที่ 3 กองทัพเรือและกองทัพอากาศ ซึ่งมีแต่อาวุธเบา  ไม่ได้ระบุตรงๆว่าเป็นนักศึกษาอาสา  แต่เข้าใจว่า "กองหลังของกองพลที่ 3" คงจะหมายถึงนักศึกษาอาสานั่นเอง  และได้สู้รบกันจนเที่ยงโดยฝ่ายเหนือมีกำลังยานเกราะเข้าสมทบด้วย  ทำให้สามารถผลักดันฝ่ายเกาหลีใต้ออกไปได้  เมื่อเป็นดังนั้นท่านนายพล Walton Walker แห่งกองทัพสหประชาชาติจึงได้สั่งให้ปืนเรือระดมและกำลังทางอากาศถล่มโพฮาง  เพื่อสกัดกั้นการรุกของกรม 766 จนกรมนี้ต้องกลับไปสมทบกับกองพลที่ 5 ของฝ่ายตนและไม่กล้าเข้าสู่โพฮางจนกระทั่งกลางคืน  จากนั้นกองทัพสหประชาชาติจึงได้จัดกำลังเฉพาะกิจเข้าผลักดันกองพลที่ 5 และกรม 766 ของเกาหลีเหนืออกไปจากโพฮางได้สำเร็จในวันที่ 17 สิงหาคม  ถึงตอนนี้กรม 766 เหลือกำลังพลเพียง 1,500 นาย และได้ถูกยุบไปรวมกับกองพลที่ 12 ของเกาหลีเหนือเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 1950 


ปะทะกันดุเดือดยิ่งขึ้นเรื่อยๆ


จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเทียบกับเหตุการณ์ในหนัง  ผมเข้าใจว่าสิ่งที่น่าจะเป็นจริงคือ

1. อาจจะไม่มีการปะทะกันระหว่างนักศึกษาอาสากับกองสอดแนมเกาหลีเหนือก่อนวันที่ 11 สิงหาคม ก็เป็นได้  มีข้อสังเกตด้วยว่ากองสอดแนมที่มาในคืนแรกนั้นคุยกันเสียงดังลั่นผิดวิสัยทหารที่ออกปฏิบัติการกลางคืน  ส่วนอีกกลุ่มที่ปะทะกันในวันรุ่งขึ้นก็มีทหารเด็กรวมอยู่ด้วย  ไม่น่าเป็นไปได้ที่หน่วยทหารชั้นนำแบบนี้จะใช้ทหารเด็กในการรบ  เมื่อไม่มีการปะทะย่อยดังเช่นที่ว่า  กำลังพลนักศึกษาอาสาจึงไม่น่าที่จะมีการสูญเสียใดๆ ก่อนวันที่ 11

2. บรรดานักศึกษาอาสาไม่ได้ปฏิบัติการเฝ้าระวังที่โพฮางตามลำพัง  แต่มีเจ้าหน้าที่ทหารอื่นๆ ร่วมอยู่ด้วย  แม้เพียงไม่กี่คนซึ่งรวมกันแล้วยังไม่มากพอจะเทียบกับกองกำลังฝ่ายข้าศึกได้  แต่ในจำนวนนี้อาจมีผู้ตรวจการณ์หน้าปืนใหญ่ที่จะช่วยบอกพิกัดเป้าหมายให้ปืนใหญ่ยิงสนับสนุนได้ด้วย

3. กรมทหารราบอิสระที่ 766 ของเกาหลีเหนือไม่ได้ยกมาทีเดียวหมดทั้งกรม  ตามที่ระบุว่ากองพันแรกที่บุกมามีกำลังราว 300 นาย  ซึ่งอาจจะมากกว่าฝ่ายนักศึกษาประมาณ 4 เท่า  แต่หากฝ่ายตั้งรับมีที่กำบังที่หนาแน่นพอ  มีกับระเบิดเครื่องกีดขวางซักจำนวนหนึ่ง (แต่คงไม่มากเหมือนในภาพยนตร์) มีการสนับสนุนจากปืนใหญ่  และฝ่ายบุกไม่ได้มีการลาดตระเวณสอดแนมที่ดีมาก่อน  ก็เป็นไปได้ที่ฝ่ายรับจะสามารถต้านทานการบุกได้เป็นเวลานานก่อนที่กำลังส่วนใหญ่ของกรม 766 และหน่วยยานเกราะจะมาถึง

4. ที่ว่ายันข้าศึกไว้ได้ 11 ชั่วโมงนั้น  คงจะนับตั้งแต่เวลาที่ฝ่ายเหนือเริ่มบุกในตอนรุ่งสาง  จนกระทั่งเข้าโพฮางได้จริงในเวลากลางคืน  ซึ่งกำลังพลฝ่ายรับได้ถูกผลักดันออกมาตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้ว  แต่ในภาพยนตร์กลายเป็นว่าฝ่ายเหนือเริ่มบุกตอนเที่ยง

5.  หากไม่นับเพียงแค่วีรกรรมของนักศึกษาอาสา  การรบที่โพฮางยังคงดำเนินต่อไปถึงวันที่ 17 ฝ่ายเกาหลีเหนือจึงถูกผลักดันออกไปทั้งหมด  โดยกรมทหารราบที่ 766 ยังคงมีอยู่จนกระทั่งได้ได้ถูกยุบลงในวันที่ 19

6. ส่วนการที่สหายพาร์คที่สวมผบ.กรมมีท่าทีไม่เชื่อฟังคำสั่งของพรรคและขัดแย้งกับนายทหารผู้ตรวจการนั้น  เชื่อว่าคงเป็นเพียงการแต่งเรื่องให้ดูเข้มข้นขึ้นเท่านั้น  จากประวัติศาสตร์กรม 766 นี้ จัดตั้งขึ้นมาเป็นหน่วยรบพิเศษเพื่อทำหน้าที่ในการแทรกซึมแนวหลังข้าศึก  และเป็นหน่วยรบอิสระที่ขึ้นตรงกับผบ.สูงสุดอยู่แล้ว  ยิ่งการที่มีกำลังพลจากกองพลที่ 5 ตามเข้ามาที่โพฮาง  แสดงว่าปฏิบัติการของกรมนี้เป็นไปตามแผนการของทางฝ่ายเหนืออยู่แล้ว  ขณะที่ทางฝั่งนักศึกษาอาสาก็อาจจะไม่มีเด็กจากสถานดัดสันดานมาป่วนอย่างในเรื่องก็เป็นได้

ยังไม่ต้องเชื่อผมทันทีก็ได้  ลองพิจารณาเนื้อเรื่องเทียบกับแหล่งข้อมูลตอนท้ายบทความดูนะครับ


พระเอกคู่กัดที่มาสู้ตายร่วมกันในตอนจบ


ผู้กองกังกับลูกน้อง 10 คนพึ่งจะมาถึงในตอนท้าย

เกือบลืมบอกไปว่า ในตอนท้ายภาพยนตร์  ผู้สร้างยังได้นำคำให้การของชายสูงอายุ 2 คนมาเล่าเรื่องปิดท้ายด้วย  แต่ไม่มีข้อความภาษาไทยหรืออังกฤษที่จะบอกให้รู้ว่าชาย 2 คนนี้เป็นใคร  เกี่ยวข้องอะไรกับเหตุการณ์การรบที่โพฮาง  จากภาษาไทยในบทพากย์และซับไตเติ้ล  สองคนนี้พูดอย่างกับว่าเป็นทหารนักศึกษาอาสาที่รอดชีวิตอะไรปานนั้น  ก่อนจะลงมือเขียนบทความผมได้นำภาพของคนทั้งสองมาตั้งกระทู้ถามทั้งในเว็บบอร์ดและในหน้า Facebook ของ IseeHistory เผื่อจะมีใครอ่านภาษาเกาหลีออกมาช่วยแปลข้อความใต้ภาพได้บ้าง  จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ  ไม่ว่ายังไงก็ขอนำคำพูดของคนทั้งสองที่แปลเป็นไทยตามซับไตเติ้ลมาลงไว้ ณ ที่นี้ด้วยดังนี้ครับ

คนแรกบอกว่า "พวกเขาบอกไม่ให้ยิง... จนกว่าจะได้รับคำสั่ง แต่ทหารเกาหลี(เหนือ)จำนวนมหาศาล... บุกเข้ามาราวกับคลื่นขนาดยักษ์  เมื่อเห็นแบบนั้นเราก็กลัวและเริ่มยิงสู้ พวกนั้นยึดทุกที่... ภายในโรงเรียนสตรีโพฮาง  ปืนใหญ่ยิงมาจากด้านหลัง พวกนั้นยิงเราด้วยปืนใหญ่ที่อยู่ด้านหน้า  พวกนั้นบีบเราเข้ามาเรื่อยๆ เข้ามาในระยะถึง 30 เมตร  พร้อมกับยิงปืนใหญ่ อีกทั้งโยนระเบิดมือ เสียงระเบิด... ดังกระหึ่มไปทั่วสนามรบที่เต็มไปด้วยเลือดแห่งนั้น"

 

คนที่สองกล่าวว่า "มัน... เจ็บปวดยิ่งกว่า... ที่ไม่ได้อยู่กับพวกเขา ผมมาที่นี่ทุกปี และคิดถึงพวกเขา คิดถึงเพื่อนทั้งหลาย... ที่จากไปก่อนผม ผมยังสงสัยอยู่ว่าจะได้เจอพวกเขาในภพหน้ามั้ย ฉะนั้นผมจึงมาที่นี่... เพื่อคิดถึงและพูดถึงพวกเขา แต่มันเจ็บปวดเมื่อรู้ว่าพวกเขาจากไปแล้ว มันเจ็บปวดจริงๆ "

Update 21 ธ.ค.2554 เรื่องของชายสองคนที่ว่านี้ได้รับคำตอบแล้วในกระทู้หัวข้อ "ใครอ่านภาษาเกาหลีออกฯ" ตั้งแต่ 10 พ.ย.2554 ในความเห็นที่ 6 ของคุณ "Maxstep School at Rayong" ขอขอบคุณอย่างมาก ปรากฏว่าทั้ง 2 คนเป็นนักศึกษาอาสาที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น  แต่ไม่ทราบรายละเอียดว่ารอดมาได้อย่างไร  อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้ตายกันหมดอย่างในภาพยนตร์ครับ

บทความนี้ผมตั้งท่าจะเขียนมานาน  ขอกล่าวถึงแต่เรื่องย่อกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เพียงเท่านี้  สมาชิกท่านใดอยากกล่าวถึงภาพยนตร์ในแง่มุมอื่น  เช่น พ่อหนุ่ม T.O.P Big Bang ในภาพยนตร์กับบนเวทีมีบุคลิกต่างกันยังไง การเดินเรื่อง เทคนิคการถ่ายทำ แสงสี หรืออะไรอื่นๆ  เชิญแสดงความเห็นในตอนท้ายได้ตามสะดวกครับ


เนื่องจากบทความนี้เป็นลิขสิทธิ์อัน ชอบธรรมของผู้เขียน และอาจะมีการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลบ้างตามความเหมาะสม ในการนำบทความไปเผยแพร่ในเว็บไซต์อื่นๆ จึงขอความร่วมมือให้ใช้วิธีการคัดลอกเฉพาะ Link หรือ URL Address แทนการคัดลอกบทความทั้งหมด  หากมีการคัดลอกไปในลักษณะแอบอ้างเป็นผู้เขียน หรือมีเจตนาอื่นใดที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อทางเว็บ iseehistory.com แล้ว จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย

คำคมชวนคิด

  • "ทหารนักศึกษา พวกคุณเป็นทหารหรือไม่ พวกคุณใช่ทหารมั้ย" ผู้กองกังกล่าวกับบรรดานักศึกษาอาสาในขณะมอบหมายภารกิจ และมีการกล่าวถึงคำพูดนี้ในตอนท้ายก่อนข้าศึกโจมตี
     
  • "นำพวกเขาด้วยหัวใจ ถ้าคุณมีความจริงใจแล้วล่ะก็ พวกเขาจะปฏิบัติตามคุณ" ผู้กองกังพูดกับโอ จุง-บุม
     
  • "ผมเคยนึกว่า... ทหารข้าศึกน่ะ... เป็นปีศาจที่มีเขา แต่ว่า... พวกเขาร้องหาแม่... เหมือนที่พวกเราเคยร้องเหมือนกัน" โอ จุง-บุม เขียนในจดหมายถึงแม่หลังการซุ่มยิงข้าศึกในคืนแรก
     
  • "หมีหลายตัวถูกฆ่าเพื่อเอาดี ส่วนคนน่ะถูกฆ่าเพราะลิ้นพาไป" พาร์ค มูรัง กล่าวกับผู้ตรวจการลีอันนันที่เร่งเร้าให้รีบเผด็จศึก 

ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ : 71: Into the Fire

ชื่อภาษาไทย :  สมรภูมิไฟล้างแผ่นดิน

ผู้กำกำกับ : John H. Lee

ผู้สร้าง : Jeong Tae-won

ผู้เขียนบท :  Lee Man-Hee, Kim Dong-Woo

ผู้แสดง :

  • Cha Seung-won as Park Mu-Rang
  • Kwon Sang-woo as Ku Kap-jo
  • T.O.P (Choi Seung-hyun) as Oh Jung-Bum
  • Kim Seung-woo as Kang Suk-Dae


ควรอ่านเพิ่มเติม


กระทู้ที่เกี่ยวข้อง

เรียนเชิญสมาชิกร่วมแสดงความคิดเห็นที่ด้านล่างสุดของหน้าเว็บ (ต้องสมัครและ Login ก่อน) ผู้ชมทั่วไปหรือสมาชิกที่ต้องการโพสต์รูป เชิญร่วมแสดงความเห็นได้ที่เว็บบอร์ด "คุยกันหลังฉาก" ในกระทู้ที่มีอยู่แล้ว หรือ สร้างกระทู้ใหม่ (คลิกที่นี่) ครับ

Bookmark and Share

ภาพยนตร์ตัวอย่าง (Trailer) จาก www.youtube.com

ทางเว็บไม่มีนโยบายนำภาพยนตร์ฉบับเต็มมาให้ดูออนไลน์หรือให้ดาวน์โหลดเนื่องจากเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และไม่มีพื้นที่สำหรับเก็บไฟล์ภาพยนตร์
 

 



ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย

May 18 - พฤษภาทมิฬของเกาหลีใต้ วันที่ 19/05/2013   20:32:36
CHE 2008 วันที่ 19/05/2013   20:34:01
เช! ความสำเร็จและความล้มเหลวของสงครามประชาชน วันที่ 19/05/2013   20:34:55
Exodus - อีกตำนานกำเนิดประเทศอิสราเอล วันที่ 19/05/2013   20:36:13
สี่เกล๊อะ จาไมก้า ว่าด้วยประวัติศาสตร์โอลิมปิกส์ฤดูหนาวแนวคอมเมดี้ วันที่ 19/05/2013   20:38:49
ความรุ่งโรจน์ ในโลกมืด ของ เรย์ ชาลส์ วันที่ 19/05/2013   20:39:38
Cast A Giant Shadow : ศึกรบศึกรักของขุนพลยิวอเมริกัน วันที่ 19/05/2013   20:40:41
Black Hawk Down วันที่ 19/05/2013   20:41:45
The Motorcycle Diaries บันทึกลูกผู้ชาย ชื่อ...เช วันที่ 19/05/2013   20:42:51
ฟอร์เรสต์ กัมป์ ยำใหญ่ประวัติศาสตร์อเมริกาช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 วันที่ 19/05/2013   20:43:50
สารคดี Che Guevara วันที่ 19/05/2013   20:44:52
The Front Line (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   20:45:40 article
The Last King of Scotland (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   20:46:14 article
Hotel Rwanda (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   20:46:40 article
Apollo 13 (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   20:47:12 article
เท กึก กี เลือดเนื้อเพื่อฝัน วันสิ้นสงคราม (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   20:47:39 article
The Lady อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   20:48:07 article



1

ความคิดเห็นที่ 1 (101862)
avatar
คนเล่าเรื่อง

อ่านดูแล้ว ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้เอาแค่ประเด็นวีรกรรมของหน่วยอาสานักศึกษามาสร้างสรรค์เป็นหนังเพื่อความบันเทิงแบบดราม่าโดยอิงพื้นฐานความจริงค่อนข้างน้อยมากครับ  ยิ่งตอนท้ายเรื่อง ยิ่งอ่านก็ยิ่งคิดถึงฉากรบตอนสุดท้ายในหนัง Saving private Rayan ซึ่งคงมีอิทธิพลต่อนักสร้างหนังสงครามต่าง ๆ ทั่วโลก (อันที่จริงฉากเตรียมการรบครั้งสุดท้ายนี้ สปิลเบอร์กก็ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง 7 เซียนซามูไรของคุโรซาว่าตอนที่บรรดาซามูไรและชาวบ้านเตรียมการป้องกันหมู่บ้านจากพวกโจรป่าครับ)

ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้คงเน้นการเชิดชูวีรกรรมของบรรดานักรบอาสาเหล่านี้แบบดราม่า แล้วก็ใส่ความเป็นผู้ร้ายให้กับกองทัพเกาหลีเหนือแบบเดียวกับกองทัพเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 แบบตามเคย (แต่ก็ยังให้ด้านดีแก่สหายปาร์กที่ปล่อยเชลยนักศึกษาอาสาและเตือนให้ถอนตัวออกไป คงเพราะความมีมนุษยธรรมและไม่ต้องการทำศึกกับผู้ที่มิใช่ข้าศึกโดยตรง)  แต่ก็มีสีสันให้ติดตามได้จนจบเรื่อง  ได้ความบันเทิงและสาระไปพอสมควร 

มีข้อสังเกตเกี่ยวกับหนังเกาหลีและซีรี่เกาหลี คือ ส่วนใหญ่แล้ว เขาสามารถทำได้อย่างโดนใจสุด ๆ ไม่ว่าจะแนวไหน ทั้งแบบหนังรักโรแมนติก จนถึงหนังสงครามเลือดสาด  ในขณะที่หนังไทยเราหลาย ๆ เรื่องมักจะมีปัญหาขาด ๆ เกิน ๆ ในทุก ๆ ด้าน (ส่วนใหญ่จะขาดเสียมากกว่า) ก็ได้แต่หวังว่าจะมีผู้สร้างหนังไทยและบริษัทสร้างหนังทุ่มเทมให้กับศิลปะภาพยนตร์ให้มากกว่านี้ครับ

ผมไม่แน่ใจ ถ้าหากว่ามีการสร้างหนังแนวนี้ออกมาบ่อย ๆ แล้วหนทางที่เกาหลีใต้จะสมานฉันท์รวมชาติกับเกาหลีเหนือจะเป็นไปได้อย่างไร  หรือว่าพวกคนเกาหลีใต้และเหนือจริง ๆ แล้วพวกเขาคิดอย่างไรกันบ้าง ข้อนี้ คงหวังว่าจะมีผู้รู้มาช่วยบอกก็จะดีมากครับ

อ้อสำหรับหนังเรื่องต่อไปที่ผมจะเขียนถึงนี้ ขอเวลาอีกสักพักครับ เพราะมีปัญหาเรื่องภาระหน้าที่การงานอยู่พักใหญ่ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น คนเล่าเรื่อง ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2011-10-15 13:20:43



1


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
| WW II Europe | WW II Asia | WW I | Vietnam War | ประวัติศาสตร์ไทย | บทความจากสมาชิก | คุยกันหลังฉาก | บทความทั้งหมด |

สนใจร่วมเขียนบทความในเว็บไซต์ เชิญอ่าน แนวทางการร่วมเขียนบทความ ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์

Custom Search



eXTReMe Tracker