dot
dot
เว็บภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน
dot
dot
สมาชิก Webboard/Blog
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletข้อตกลงการเป็นสมาชิก
bulletเว็บบอร์ด-คุยกันหลังฉาก
bulletเว็บบอร์ด-Games ย้อนยุค
bulletเว็บบอร์ด-ชุดจำลองประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-หนังสือประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-เพลงประวัติศาสตร์
bulletคำถาม/คำตอบ ล่าสุด
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
dot
สงครามโลกครั้งที่ 2
dot
bulletสมรภูมิยุโรป (สัมพันธมิตรVSเยอรมัน-อิตาลี)
bulletสมรภูมิแปซิฟิก-เอเชีย (สัมพันธมิตรVSญี่ปุ่น)
dot
ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อื่นๆ
dot
bulletสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
bulletประวัติศาสตร์ไทย
bulletประวัติศาสตร์อเมริกันยุคเริ่มแรก
bulletสงครามเวียดนามและอินโดจีน
bulletตะวันตกโบราณ (กรีก โรมัน ฯลฯ)
bulletประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
bulletเอเชียโบราณ
bulletประวัติศาสตร์อื่นๆ (ยังไม่แยกหมวดหมู่)
bulletคลิปความรู้จาก YouTube
dot
เรื่องอื่นๆ
dot
bulletบทความเสริมความรู้ทั่วไป
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletผู้จัดทำ
bulletผังเว็บไซต์ (Site Map)
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
bulletถาม-ตอบ (FAQs) (โปรดอ่านก่อนตั้งกระทู้หรือสมัครสมาชิก)
bulletร้านค้าออนไลน์
bulletแบ่งปัน Album
dot
ลิงค์ต่างๆ
dot
bulletรวมลิงค์/แลกลิงค์ ที่นี่ครับ
bulletHistory in Film
bulletHistory on Film
bulletFuKDuK TV ช่องประวัติศาสตร์
bulletกองบิน 21 กองพลบิน 2




โหราศาสตร์ยุคไอที


เว็บแลกลิงค์อื่นๆ

ขายเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ราคาส่ง


สามเสือสุพรรณ ดรีมทีมตำนานเสือ?
วันที่ 19/05/2013   19:33:41

โดย webmaster@iseehistory.com

 

"เราไม่เคยคิดจะเข้ามาในวงการโจร แต่มีความจำเป็น ไม่มีทางเลือก" คำพูดนี้ผมเคยใช้ขึ้นต้นบทวิจารณ์ภาพยนตร์ “จอมโจรมเหศวร โรบินฮู้ดเมืองไทย?” มาแล้วครั้งหนึ่ง  ทั้งๆ ที่ไม่ใช่คำพูดของจอมโจรมเหศวรเอง  แต่เป็นคำพูดของ หลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร อดีต "เสือดำ" 1 ในบรรดาโจรชื่อดังในยุคเดียวกัน  ซึ่ง ณ เวลานี้ ผมยังไม่มีใครสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับ “เสือดำ” โดยเฉพาะ  ขณะที่ “เสือมเหศวร” มีอยู่หนึ่งเรื่อง  และเสือใบมีถึง 2 เรื่องด้วยกัน คือ “เสือใบ” และ “สุภาพบุรุษเสือใบ” ซึ่งแต่ละเรื่องก็จะเน้นบทบาทของเสือรายนั้นๆ โดยมีการใส่สีใส่ไข่กันตามปกติของภาพยนตร์เพื่อความบันเทิง  และครั้งหนึ่งได้มีการสร้างภาพยนตร์โดยนำเอา “เสือมเหศวร” “เสือใบ” และ “เสือดำ” มาอยู่ร่วมกันในชุมโจรเสือฝ้ายแล้ว  ก็ยังไม่อาจหวังได้ว่าจะได้แง่มุมทางประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์  ในครั้งนี้ผมกำลังจะแนะนำภาพยนตร์เรื่อง “สามเสือสุพรรณ” ที่ออกฉายในปี 2524 ครับ


"เสือมเหศวร" รับบทโดย ไกรสร แสงอนันต์ และ "เสือใบ" รับบทโดย พิศาล อัครเสนี

 
"เสือดำ" รับบทโดย สรพงศ์ ชาตรี และ "เสือฝ้าย" รับบทโดย ส. อาสนจินดา
 

ก่อนอื่นมาดูประวัติของแต่ละเสือเท่าที่พอจะค้นหาข้อเท็จจริงได้กันสักนิดนึงก่อนครับ  แม้ว่าจะได้เคยเล่าไว้ในบทวิจารณ์เรื่องอื่นมาบ้าง  เพื่อไม่ให้เสียเวลาย้อนกลับไปกลับมา  ขอนำมาเล่าพร้อมกันที่นี่เลยครับ

เสือมเหศวร มีชื่อเดิมว่า "ศวร เภรีวงษ์" เกิด ตำบลสีบัวทอง ซึ่งระหว่างจังหวัดอ่างทองกับสุพรรณบุรี เป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ครั้นอายุ 20 ปี ไปเป็นทหารเกณฑ์ เมื่อปลดประจำการ ได้กลับบ้านมาหาพ่อแม่ แต่วันที่มาถึงบ้านนั้นเอง มีคนร้ายที่คู่อริที่หมายตำแหน่งกำนัน ฆ่าพ่อต่อหน้าต่อตา จึงหนีไปรวบรวมพรรคพวกที่เคยเป็นทหารด้วยกันเข้ากลุ่มกับเสือฝ้ายที่ จ.อ่างทอง แล้วจึงกลับไปแก้แค้นให้กับพ่อได้สำเร็จ  แต่เสือฝ้ายกลับไม่พอใจที่เสือมเหศวรไปฆ่ากำนันซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของทางการซึ่งอาจนำความเดือดร้อนมาสู่ชุมโจร  เสือมเหศวรจึงต้องออกไปตั้งชุมโจรของตนเอง โดยมีลูกน้องประมาณ 40-50 คน ออกปล้นในเขตภาคกลาง โดยเฉพาะอ่างทอง สุพรรณบุรี ชัยนาท กาญจนบุรีและสิงห์บุรี  ทางราชการพยายามจับกุมอยู่นาน  จนในที่สุดต้องใช้แม่ของเสือมเหศวรเป็น “ตัวประกัน” ในการต่อรอง  บางแหล่งข้อมูลอ้างว่าถึงขนาดขู่จะฆ่าแม่ของเสือมเหศวรเลย  แต่ในภาพยนตร์เรื่อง “จอมโจรมเหศวร” และ “สามเสือสุพรรณ” แม่ของมเหศวรจะเป็นเพียงผู้ช่วยเจรจาให้มอบตัวเท่านั้น  เอาเป็นว่าเสือมเหศวรถูกจับกุมเมื่อปี พ.ศ. 2492 และถูกจำคุกรวม 3 ปี

เสือใบ เดิมชื่อ นายใบ สะอาดดี บ้านอยู่สุพรรณบุรี เหตุที่เป็นโจรเนื่องจากตอนอายุ 30 (ประมาณปี 2487/ค.ศ.1944) ถูกโจรปล้น และน้องภรรยาถูกฉุดไปด้วย จึงตามไปช่วยและ ฆ่าโจรตายไป 2 ศพ และต้องเป็นโจรเสียเองแต่บัดนั้น ต่อมาเมื่อใดยังหาวันที่ไม่ได้ เสือใบได้มอบตัวต่อทางการและถูกศาลตัดสินประหารชีวิต แต่ได้รับพระราชทานอภัยโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2496 /ค.ศ.1953 เนื่องในวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ และได้รับพระราชทานอภัยโทษพ้นการจำคุกเมื่อ 14 ธันวาคม 2506/ค.ศ.1963

เสือดำ เดิมชื่อ “ระพิน”  เป็นชาวอยุธยาอยู่ที่อำเภอเสนา  ขณะอายุ 20 กว่าปี ทางบ้านถูกโจรปล้นควายไปจนหมดคอก ทราบจากเพื่อนๆ ว่าโจรที่ปล้นคือกลุ่มวัยรุ่นหมู่บ้านข้างเคียง จึงไปยิงวัยรุ่นกลุ่มนั้นตายไป 4 ศพ แล้วหนีไปเป็นโจรเริ่มออกปล้นชาวบ้านใน จ.สุพรรณบุรี และใกล้เคียง  ต่อมาทางการได้ตามล่าอย่างหนักช่วงปี 2495-2499  สาเหตุที่ยอมมอบตัวและเลิกเป็นโจรนั้นมีเรื่องเล่าว่า  ได้ปะทะกับขุนพันธรักษ์ราชเดชหลายครั้ง แต่ต่างฝ่ายต่างมีวิชาอาคมทำอะไรกันไม่ได้ จนได้มีการนัดคุยกันอย่างลูกผู้ชาย โดยที่เสือดำไม่ได้เป็นโจรโดยสันดาน จึงถูกเกลี้ยกล่อมให้มอบตัวไปในที่สุด ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่า “เสือดำ” มอบตัวเมื่อไหร่และติดคุกกี่ปี  ทราบเพียงว่าภายหลังได้บวชเป็นพระนามว่า หลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร

เสือฝ้าย มีชื่อเดิมว่า ฝ้าย เพ็ชนะ เคยบวชเรียนแล้วสึกออกมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน แล้วต้องติดคุกเพราะถูกหลานเขยใส่ความว่าเป็นโจรจนต้องติดคุกถึง 8 ปี โดยทีแรกไม่ทราบความจริง จนกระทั่งหลานเขยคนเดิมพยายามใส่ความอีกครั้ง ฝ้ายจึงฆ่าทิ้งและหนีเงื้อมมือกฎหมายมาตั้งชุมโจร จนมีอิทธิพลมาก ในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี แม้แต่ชุมเสืออื่นๆ ก็ให้ความเคารพยำเกรง จนได้รับสมญาว่า "พ่อเสือ" บ้าง "จอมพลเสือฝ้าย" บ้าง "ครูฝ้าย" บ้าง   ในภายหลัง เสือฝ้ายได้ช่วยเหลือทางการในการปราบปรามชุมโจรอื่นๆ และเข้ามอบตัวในที่สุด แต่แล้วในระหว่างทางที่เสือฝ้ายถูกควบคุมตัวไปกรุงเทพฯ จะเกิดเหตุอะไรขึ้นไม่ทราบ เสือฝ้ายได้ถูกนายร้อยตำรวจเอกที่ควบคุมตัวกระทำวิสามัญฆาตกรรมที่วัดโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง

 

 
ร้อยตำรวจเอกยอดยิ่ง รับบทโดย ลักษณ์ อภิชาติ และ นายดาบลิขิต รับบทโดย ไกรลาส เกรียงไกร

เนื้อเรื่องของภาพยนตร์ “สามเสือสุพรรณ” ที่จะกล่าวถึงนี้แน่นอนว่าย่อมจะไม่ตรงกับประวัติของแต่ละเสือซะทีเดียว  แต่ข้อมูลที่ผมเล่าไว้ข้างต้นก็ยังต้องตรวจสอบกันอีกเยอะเช่นกันนะครับ  ภาพยนตร์ที่ผมใช้ประกอบการเขียนนี้  ผมหาได้จากย่านคลองถม  ที่พอดูแล้วปรากฎว่าเป็นการนำเอาวีดีโอเทปที่อัดมาจากการฉายทางสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง  และมีความยาวประมาณชั่วโมงครึ่งจากที่ภาพยนตร์ทั่วไปโดยปกติจะมีความยาวประมาณ 2 ชั่วโมง  หากใครมีภาพยนตร์ฉบับที่สมบูรณ์กว่านี้เชิญเข้ามาแลกเปลี่ยนได้นะครับว่าเนื้อเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้มันขาดตอนไปบ้างหรือไม่  มาเข้าเรื่องของภาพยนตร์กันซะทีครับ

ภาพยนตร์ได้เปิดตัวพระเอกทีละคน  โดยเริ่มจากเดิมบางนางบวช “สวน” พึ่งปลดประจำการทหารกลับมาบ้าน  พบพ่อซึ่งเป็นกำนันสอนถูกผู้ใหญ่พันคู่อริฆ่าตายต่อหน้าต่อตา  ตัวเองก็ต้องหนีเตลิด  ถัดมาที่เขาสามยอด ชุมโจรเสือใบถูกกำลังตำรวจซึ่งนำโดยนายดาบลิขิตเข้ากวาดล้าง    “เสือใบ” ซึ่งได้แต่สงสัยว่าจะมีหนอนบ่อนไส้พาลูกน้องส่วนหนึ่งหนีได้  ที่สุดท้ายไกลถึงเรือนจำอุดรธานี “เสือดำ” ซึ่งถูกจำคุกอยู่ที่นั่นได้มีคนช่วยเหลือให้แหกคุกออกมาได้  เสือใบได้ไปตามหาเสือใบจนกระทั่งไปเจอกันตอนเข้าเขตชุมโจรเสือฝ้าย  เสือดำอ้างว่าเสือใบฆ่าภรรยาตน  แต่เสือดำปฏิเสธว่าคนที่ฆ่าภรรยาเสือดำคือลูกน้องของตนที่ถูกเสือดำฆ่าตายไปแล้ว  (ดูเหมือนเหตุการณ์ตอนที่เสือดำฆ่าลูกน้องเสือใบคนนั้นจะโดนทางสถานีตัดออก)  แต่เสือใบก็ยังพูดจาดูถูกภรรยาเสือดำจนเกิดการต่อสู้กันนิดหน่อยพอดีจังหวะลูกน้องเสือฝ้ายเข้ามาห้ามไว้ก่อน  แล้วทั้งสองจึงถูกพาตัวไปพบเสือฝ้าย  โดยมีสวนเข้ามามาสมทบ  สวนบอกกับเสือฝ้ายว่าที่จริงผู้ใหญ่พันเป็นโจรก๊กหนึ่ง  ถูกพ่อของตนคอยขวางตลอด  และผู้ใหญ่พันก็อยากจะเป็นกำนันซะเอง  เมื่อพ่อถูกสังหารจึงอยากจะมาอยู่ด้วยเพื่อล้างแค้น  เสือฝ้ายแม้จะไม่ถูกกับผู้ใหญ่พันอยู่ด้วย  แต่ได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้สวนกลับใจแต่ไม่สำเร็จ  จึงได้รับไอ้เสือน้องใหม่คนนี้ไว้พร้อมทั้งรุ่นพี่คือเสือดำและเสือใบ

เสือฝ้ายได้ยินว่าเสือใบเป็นคนมีระเบียบ  จึงมอบเสือใบเป็นผู้จัดการระเบียบของคนในชุมโจร  เทียบกับนิยายกำลังภายในคงต้องเรียกว่า “ผู้คุ้มกฎ” มั๊ง  และให้เสือใบทดสอบสวนซึ่งเป็นไอ้เสือน้องใหม่จนเป็นที่พอใจ  จากนั้นจึงมอบภารกิจให้ทั้งสามเสือไปปล้นอาวุธสงครามที่ญี่ปุ่นกำลังจะลำเลียงโดยทางรถไฟที่ท่ามะกา  ซึ่งทั้งสามเสือได้ทำงานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี  เสือฝ้ายจึงแต่งตั้งให้ เสือใบ เสือดำ และสวน เป็น รองหัวหน้าเท่ากันหมด  เปลี่ยนชื่อ สวน เป็น มเหศวร  และจัดการฉลองเพื่อให้รางวัลทุกคนด้วย “ลิเกแก้บน” ไม่ได้หมายความว่าเสือฝ้ายไปบนบานที่ไหนไว้นะครับ  คือในยุคนั้นยังไม่มีหนังเอวี  หรือหากจะมีหนังแปดมิลแล้วคงยังไม่แพร่ไปถึงชุมโจรในชนบทแบบนั้น  ในการจัดแสดง “ลิเกแก้บน” นี้เสือฝ้ายมีข้อแม้ว่าห้ามขึ้นไปบนเวทีเป็นอันขาดไม่งั้นตาย  ลิเกที่ว่านี้แสดงเรื่องจันทโครพตอนเปิดผอบพบนางโมราครับ  พอนางเอกโผล่มาได้สักพัก  ลูกน้องคนหนึ่งชื่อเหวงซึ่งคงจะทั้งเมาทั้งหน้ามืดได้ฝ่าฝืนข้อห้ามขึ้นไปบนเวทีเพื่อลวนลามนางโมราเข้าจนได้  เสือฝ้ายจึงให้เสือใบที่เป็นผู้คุ้มกฎเอาไปยิงทิ้ง  แต่เหวงหลอกเสือใบว่าจะยิงตัวตายเอง  แล้วยึดปืนเสือใบหลบหนีไปได้  เสือใบจึงสัญญาว่าจะล้างแค้นเอาเลือดเสือเหวงมาล้างเท้าเสือฝ้ายให้จงได้

 
ฉากการปล้นรถไฟลำเลียงอาวุธของญี่ปุ่น

เสือมเหศวรไปเยี่ยมแม่และภรรยาพร้อมทั้งเอาทรัพย์สินเงินทองไปให้แต่แม่ปฏิเสธว่าเป็นทรัพย์สินเงินทองที่ไม่บริสุทธิ์  อีกทั้งยังสามารถทำนาขายข้าวได้พออยู่พอกิน  ด้านเสือเหวงหนีไปอยู่กับพันซึ่งตั้งตัวเป็นกำนันแทนพ่อของมเหศวรทั้งที่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ  ผู้ใหญ่พันยังไม่ค่อยเชื่อใจจึงให้เสือเหวงออกปล้นโดยใช้ชื่อเสือฝ้ายได้ทรัพย์สินมาเป็นจำนวนมาก  ทางฝ่ายตำรวจ  นายดาบลิขิตตำรวจที่ปราบชุมโจรเสือใบในตอนต้นเรื่องย้ายจากลพบุรีมาอยู่กองปราบมาพบผู้ใหญ่เพื่อเชิญไปพบกับผู้กองยอดยิ่งเพื่อหารือเรื่องการปราบปรามโจรผู้ร้าย  เสือใบแอบดักพบเสือเหวงตอนกลางคืนและสังหารเสือเหวงสำเร็จนำศพกลับไปให้เสือฝ้ายดู  เสือฝ้ายรู้ว่าผู้ใหญ่พันใช้ชื่อตนออกปล้นแล้วนำทรัพย์สินไปซ่อนไว้ในบ้านลูกน้องชื่อธง  จึงให้สามเสือไปปล้นบ้านของธงเพื่อหยามน้ำหน้า  เมื่อปล้นสำเร็จ  เสือดำปลีกตัวออกไปตามจีบสาวกะเหรี่ยงชื่อมะขิ่นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง  จนสวนต้องมาตามตัวกลับไปชุมโจรเสือฝ้าย  เนื่องจากตำรวจกองปราบกำลังจู่โจมหนัก  จึงยอมกลับไปซึ่งก็ทันเวลา  กล่าวคือทางด้านผู้ใหญ่พันได้พากำลังตำรวจบุกชุมโจรเสือฝ้าย  แต่ไม่พบใครเพราะได้พากันหนีไปหมดแล้ว  ยังไม่ทันที่กองกำลังเสือฝ้ายจะได้ตั้งหลักก็มีสายมารายงานเสือฝ้ายว่ามีคนติดประกาศอ้างชื่อเสือฝ้ายว่าจะเข้าปล้นตลาดท่าช้างในวันรุ่งขึ้น  เสือฝ้ายแน่ใจว่าเป็นฝีมือผู้ใหญ่พัน  แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นการสวมรอยปล้นตามปกติหรือจะวางกับดักล่อตน  ซึ่งความจริงผู้ใหญ่พันกับฝ่ายตำรวจได้แสร้งวางแผนร่วมกัน  โดยที่ฝ่ายตำรวจเองก็คงระแคะระคายความเลวของผู้ใหญ่พันและหวังจะซ้อนกลจับผู้ใหญ่พันด้วย  ขณะที่ผู้ใหญ่พันก็หวังจะฉวยโอกาสชุลมุนเข้าปล้นชาวบ้านด้วยเช่นกัน  

วันรุ่งขึ้น เมื่อกลองเพลดังขึ้น  สมุนผู้ใหญ่พันก็ลงมือสวมรอยปล้นทันที  เสือฝ้ายกับสามเสือสุพรรณและลูกสมุนอื่นๆ ก็ปรากฏตัวออกมาประกาศว่าไม่ได้มาปล้น  และผู้ใหญ่พันเป็นผู้อ้างชื่อตนออกปล้นมาตลอด  จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็เริ่มปะทะกัน  พอดีตำรวจยกกำลังมาถึง  เสือฝ้ายจึงตัดสินใจถอย  แต่เสือมเหศวรไม่ฟังวิ่งเข้าไปในตลาดหวังจะฆ่าผู้ใหญ่พันล้างแค้นให้พ่อ  เสือฝ้ายจึงพาลูกน้องที่เหลือหนีไปก่อน  เสือมเหศวรสามารถฆ่าผู้ใหญ่พันล้างแค้นได้สำเร็จ  แต่ได้รับบาดเจ็บและถูกตำรวจจับ  เสือฝ้ายกับพวกที่เหลือถูกตำรวจล้อมไว้  เสือฝ้ายขอให้เสือใบกับเสือดำยอมมอบตัวด้วยกัน  แต่ทั้งสองไม่ยอมเนื่องจากมีคดีติดตัวอยู่มากจึงตัดสินใจหลบหนี  เสือฝ้ายถูกยิงบาดเจ็บและถูกตำรวจจับได้แต่ก็ตายในเวลาต่อมา  ส่วนเสือดำกับเสือใบหลบหนีไปได้  ภาพยนตร์จบลงตรงที่เสือดำกลับไปหามะขิ่นซึ่งกำลังตั้งท้อง  ส่วนเสือใบนั้นความที่ไม่ได้แต่เรื่องให้ไปจีบสาวที่ไหนเอาไว้เลยไม่ปรากฏว่าหนีไปอยู่ที่ไหน

 
เสือฝ้ายนำสามเสือสุพรรณมาช่วยชาวบ้านที่ตลาดท่าช้าง

เมื่อเทียบกับชีวประวัติย่อของแต่ละเสือที่ผมเล่าไว้ในตอนต้น  คงพอแยกแยะได้นะครับว่าอะไรจริงอะไรแต่งเติมขึ้นมา  เกรงว่าถ้านำมากล่าวอีกจะกลายเป็นซ้ำซาก

จากชื่อเรื่อง และการกำหนดตัวผู้แสดง  เป็นเรื่องปกติที่จะมีการสร้างภาพยนตร์เพื่อนำดาราดังๆ มาประชันบทบาทกัน  โดยพระเอกทั้งสามต่างก็เป็นดาราดังในวงการหนังไทยที่หนังบู๊ในแบบที่บางคนใช้คำว่า “ระเบิดเขา เผากระท่อม” กำลังเฟื่องฟู  ในเมื่อไม่อาจเอาความจริงทางประวัติศาสตร์ได้มากนัก  สิ่งที่น่าจะได้เป็นการชดเชยคือความบันเทิงจากการประชันบทบาทของพระเอกทั้งสาม  แต่เท่าที่ดูแล้ว  ไม่เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “สามเสือสุพรรณ” ที่เป็นดั่งสามทหารเสือของเสือฝ้ายจะมีพัฒนาการอะไรที่น่าสนใจนักเลยครับ  เริ่มต้นเสือดำกับเสือใบมีความขัดแย้งกันจากความเข้าใจผิดของเสือดำ  แต่ความขัดแย้งที่ว่าเหมือนจะค่อยๆ ถูกลืมไปซะเฉยๆ  แทนที่จะเหลือความเป็นคู่กัดไว้ให้เสือมเหศวรหรือเสือฝ้ายเข้ามาไกล่เกลี่ยบ้าง  กลายเป็นต่างคนต่างสร้างดาวคนละดวง  คือเสือมเหศวรมุ่งไปที่ความรักแม่รักเมียและการล้างแค้นให้พ่อ  เสือใบที่ตอนแรกสงสัยว่าใครเป็นไส้ศึกให้ตำรวจมาปราบชุมโจรของตัวก็ลืมเรื่องนี้ไปซะเฉยๆ  แล้วกลับต้องไปล้างแค้นใหม่กับเสือเหวงที่หนีไปจากชุมโจรเสือฝ้ายแทน  ด้านเสือดำที่เคยเข้าใจผิดว่าเสือใบฆ่าเมียลงท้ายก็ไปมีเมียใหม่ซะงั้น  แล้วเวลาในภาพยนตร์เพียงชั่วโมงกว่าๆ ก็สั้นเกินกว่าจะแสดงให้เห็นว่าสามเสือสามหนุ่มสามมุมนี้มีอะไรที่เป็นจุดร่วมจุดต่างที่น่าสนใจ  ทั้งที่ “สามเสือสุพรรณ” รวมถึงเสือฝ้าย ต่างก็เป็นสุจริตชนที่ถูกบีบคั้นให้กลายเป็นโจรด้วยกันทั้งสิ้น  ประเด็นนี้กลับเห็นชัดเฉพาะชีวิตของเสือมเหศวรเท่านั้น

 
เสือมเหศวร พร้อมด้วยแม่และภรรยา กับเสือฝ้ายที่กำลังบาดเจ็บใกล้ตาย

นอกจากนี้ขอเพิ่มเติมประเด็นเล็กประเด็นน้อยอีกสักหน่อยดังนี้ครับ

ประการแรกเกี่ยวกับฉากในภาพยนตร์  รู้สึกเสียดายมากว่าภาพยตร์ฉบับที่ใช้ประกอบการเขียนนั้นแปลงมาจากภาพม้วนวิดิโอรุ่นเก่าที่อัดมาจากโทรทัศน์อีกที  ภาพที่ได้จึงมีคุณภาพแย่มากๆ  ครั้นจะตระเวนหาเวอร์ชันที่ดีกว่านี้ก็เกรงจะเสียเวลาจึงต้องใช้เวอร์ชันนี้ไปก่อน  เท่าที่สังเกตดูยังพอเห็นภาพบรรยากาศเก่าๆ ในชนบท เช่น บ้านทรงไทยอันเป็นที่อยู่ของเสือฝ้าย  สภาพตลาดแบบเก่า  ฯลฯ  ซึ่งถ้าหากยังมีฟิล์มต้นฉบับอยู่  เราอาจจะได้เห็นภาพที่สวยงามกว่าที่ผมนำมาลงนี้

"เครื่องแบบ" ของบรรดา "เสือ"  ในภาพยนตร์จะเห็นสมาชิกชุมโจรเสือฝ้ายสวมเสื้อกางเกงและหมวกคาวบอยสีดำ  ราวกับเป็นเครื่องแบบอย่างหนึ่งของโจรยุคนั้น  อันนี้ไม่ทราบว่าบรรดาเสือทั้งหลายเขาแต่งอย่างนั้นจริงๆ เพื่ออะไร  หรือว่าเป็นเพียงการปรุงแต่งของผู้สร้างเท่านั้น  บรรดาเสือในยุคนั้นเขาคงไม่นิยมการถ่ายภาพเก็บเอาไว้เป็นแน่  คงยากจะหาหลักฐานมายืนยัน

 
"พี่ดำ พ่อฝ้ายสั่งให้แต่งยูนิฟอร์ม"

อาวุธที่ใช้  ในภาพยนตร์จะเห็นบรรดาเสือทั้งหลายใช้อาวุธปืนสั้นและปืนยาวซึ่งส่วนใหญ่เห็นไม่ชัดว่าเป็นปืนรุ่นอะไรนอกจากปืนของเสือใบที่เป็นปืนเมาเซอร์  แต่จากที่พอจะทราบคร่าวๆ  บรรดาเสือในยุคนั้นซึ่งเป็นช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 จะมีอาวุธสงครามดีๆ ที่ปล้นมาจากญี่ปุ่นบ้าง  ซื้อหาในตลาดมืดบ้าง  อันเป็นเหตุหนึ่งที่ทางการปราบพวกเขาได้ยากเพราะอาวุธด้อยกว่า  ในภาพยนตร์เองก็ยังมีฉากการไปปล้นขบวนรถไฟขนอาวุธที่ญี่ปุ่นยึดได้จากเครื่องบินฝรั่งนำมาทิ้งร่มส่งให้เสรีไทย  อาวุธที่ได้มาจึงน่าจะเป็นประเภทปืนกลทอมป์สัน  คาร์บินเอ็มทู  หรือปืนกลมือเอ็มทรี  ฯลฯ  แต่หลังจากนั้นเห็นมีฉากเดียวที่เสือมเหศวรถือปืนกลมือเอ็มทรีตอนกำลังไปเยี่ยมแม่และเมีย  นอกนั้นเห็นบรรดาเสือทั้งหลายใช้ปืนพกปืนยาวธรรมดาเช่นเดียวกับฝ่ายตำรวจอยู่ตลอด

นอกจากนี้พอดีบังเอิญไปเจอ กระทู้เกี่ยวกับ สุพรรษา เนื่องภิรมย์ ในเว็บบอร์ดของมูลนิธิหนังไทยเข้า ในกระทู้นี้มีภาพประกอบที่สแกนมาจากหนังสือพิมพ์หรือวารสารอะไรสักเล่มในยุคนั้น  ลงโฆษณาภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้  เนื้อเรื่องที่เขาเล่ามีเพี้ยนจากที่ผมเขียนอยู่บ้าง  และภาพประกอบขาวดำของเขาอาจจะน่าดูกว่าภาพจากวิดีโอที่ผมนำมาลงก็ได้นะครับ  เลยขอนำมาฝากไว้ด้วย  ส่วนคลิปตอนท้ายมาจากรายการคุณพระช่วยที่มีคนอัพโหลดไว้ใน YouTube ครับ

ก่อนจากกันขอทิ้งท้ายไว้สักนิดว่า  เรื่องราวเกี่ยวกับเสือร้ายทั้งหลายนี้ความจริงเป็นอีกหัวข้อที่น่าสนใจในประวัติศาสตร์ไทย  แต่เท่าที่เขียนแนะนำและวิจารณ์ภาพยนตร์แนวนี้มา 3-4 เรื่องแล้ว  ยังไม่ค่อยได้เจอหลักฐานเด็ดๆ  นอกจากคำบอกเล่าที่ยังบอกเวลาคลุมเครืออยู่มาก  ได้แต่หวังว่าอนาคตจะมีการนำเอกสารหลักฐานการปฏิบัติงานของตำรวจในช่วงนั้นออกมาเผยแพร่กันบ้างครับ  สวัสดี

 

เนื่องจากบทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ อัน ชอบธรรมของผู้เขียน และอาจะมีการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลบ้างตามความเหมาะสม ในการนำบทความไปเผยแพร่ในเว็บไซต์อื่นๆ จึงขอความร่วมมือให้ใช้วิธีการคัดลอกเฉพาะ Link หรือ URL Address แทนการคัดลอกบทความทั้งหมด  หากมีการคัดลอกไปในลักษณะแอบอ้างเป็นผู้เขียน หรือมีเจตนาอื่นใดที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อทางเว็บ iseehistory.com แล้ว จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย

 

ชื่อภาษาไทย :  สามเสือสุพรรณ

ผู้กำกำกับ : นัทที เจษฎา

ผู้แสดง : สรพงษ์ ชาตรี, พิศาล อัครเสนี, ไกรสร แสงอนันต์, สุพรรษา เนื่องภิรมย์, ธิติมา สังข์พิทักษ์, ส. อาสนจินดา, ลักษณ์ อภิชาติ, ไกรลาส เกรียงไกร ฯลฯ

ควรอ่านเพิ่มเติม

กระทู้ที่เกี่ยวข้อง

  • (ยังไม่มี)

 
เรียนเชิญสมาชิกร่วมแสดงความคิดเห็นที่ด้านล่างสุดของหน้าเว็บ (ต้องสมัครและ Login ก่อน) ผู้ชมทั่วไปหรือสมาชิกที่ต้องการโพสต์รูป เชิญร่วมแสดงความเห็นได้ที่เว็บบอร์ด "คุยกันหลังฉาก" ในกระทู้ที่มีอยู่แล้ว หรือ สร้างกระทู้ใหม่ (คลิกที่นี่) ครับ

 

Bookmark and Share

คลิปจาก www.youtube.com

สำหรับเรื่องนี้เนื่องจากยังไม่พบ Trailer หรือหนังตัวอย่างใดๆ จึงขอนำคลิปรายการ "คุณพระช่วย" สัมภาษณ์อดีตสามเสือสุพรรณมาให้ชมแทนครับ

ทางเว็บไม่มีนโยบายนำภาพยนตร์ฉบับ เต็มมาให้ดูออนไลน์หรือให้ดาวน์โหลดเนื่องจากเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และไม่ มีพื้นที่สำหรับเก็บไฟล์ภาพยนตร์

 



ประวัติศาสตร์ไทย

ซามูไรอโยธยา แฟนตาซีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น วันที่ 19/05/2013   19:28:54
ขุนรองปลัดชู : การฟื้นฟูวีรกรรมสามัญชนที่ถูกลืม วันที่ 19/05/2013   19:29:37
ฟ้าใส ใจชื่นบาน : อุดมการณ์ตกยุค หรือ อารมณ์ขันที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด? วันที่ 19/05/2013   19:30:31
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๔ ศึกนันทบุเรง วันที่ 19/05/2013   19:31:32
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๓ ยุทธนาวี : "ตำนาน" ที่คงต้องรอตอนจบกันอีกนาน วันที่ 19/05/2013   19:32:48
ทิพพ์ช้าง วีรกรรมท้องถิ่นที่ถูกส่วนกลางครอบงำ วันที่ 19/05/2013   19:34:33
จงอางผยอง - กำลังภายในในหนังไทยที่ลงตัว วันที่ 19/05/2013   19:35:48
มหาราชดำ วันที่ 19/05/2013   19:36:28
นรกตะรูเตา : ค่ายนรกแบบไทยๆ วันที่ 19/05/2013   19:38:23
เสือใบ : แบบฉบับของยุคหนังบู๊เฟื่องฟู วันที่ 19/05/2013   19:39:11
สุภาพบุรุษเสือใบ : วีรกรรมของโจรชาวบ้าน? วันที่ 19/05/2013   19:40:14
จอมโจรมเหศวร โรบินฮู้ดเมืองไทย? วันที่ 19/05/2013   19:41:12
บางระจัน อีกหนึ่งกรณีที่ต่างจากประวัติศาสตร์ วันที่ 19/05/2013   19:42:39
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๒ ประกาศอิสรภาพ วันที่ 19/05/2013   19:45:12
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๑ องค์ประกันหงสา วันที่ 19/05/2013   19:46:02
สารคดี ตามรอย ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช : การเติมเต็มความรู้ ประวัติศาสตร์ ใน ภาพยนตร์ วันที่ 19/05/2013   19:47:11
อารีดัง : ศึกรบศึกรัก ของ ทหารไทย ใน สงครามเกาหลี วันที่ 19/05/2013   19:48:00
สุริโยไท ฉบับสมบูรณ์ ๕ ชั่วโมง วันที่ 19/05/2013   19:48:56
เบื้องหลัง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วันที่ 19/05/2013   19:49:39
พิชัยดาบหัก : ผู้สร้างน่าจะทำการบ้านมากกว่านี้ วันที่ 19/05/2013   19:50:22
เจ้าตาก : การไปตั้งหลักที่จันทบุรี แล้วน้องมิ้นเกี่ยวอะไรด้วย? วันที่ 19/05/2013   19:50:59
The King Maker เมื่อเราได้เห็นบทบาททหารต่างชาติสมัยอยุธยามากขึ้น วันที่ 19/05/2013   19:51:37
ยุวชนทหาร เปิดเทอมไปรบ (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   19:52:16 article
รักสยาม เท่าฟ้า (ยังไม่มีบทวิจารณ์) วันที่ 19/05/2013   19:52:54 article



1

ความคิดเห็นที่ 1 (101890)
avatar
คนเล่าเรื่อง

หนังเรื่องนี้ก็คงเป็นหนังแนวระเบิดภูเขา เผากระท่อมซึ่งเป็ฯที่นิยมมาจนข้ามทศวรรษในช่วงนั้นครับ

คงไม่ต้องอธิบายกันมาถึงการเชื่อมโยงระหว่างตัวละคร เนื้อเรื่องกับเรื่องราวในประวัติศาสตร์จริง ๆ ซึ่งไม่ต่างจากหนังจอมยุทธุ์ชอว์บราเดอร์ที่สร้างกันมาหรอกครับ  เท่าที่สังเกตดู  ตัวหนังเกี่ยวกับเสือ ๆ ทั้งหลายในยุคนั้น  ไม่ได้สร้างภาพความเป็นผู้ร้ายใจทมิฬอย่างหนักหนาสาหัสและรุนแรงมากนัก  แต่กลับให้แบ็คกราวด์และเหตุผลอันน่าเห็นใจในหารมาเป็นเสือของพวกเขา  ส่วนใหญ่ก็มักมาจากความเหลื่อมล้ำ การเอารัดเอาเปรียบ และการรังแกของผู้มีอิทธิพลต่าง ๆ ครับ แล้วพวกเขาก็มักเป็นฮีโร่ในหนังมากกว่าเป็นผู้ร้ายด้วยครับ

ส่วนเรื่องโปรดักชั่นก็ไม่ต้องคิดมากครับในยุคที่ศิลปะการสร้างหนังยังไม่ก้าวหน้า และเงินทุนก็ยังจำกัดอยู่มากในเวลานั้น  ลำพังหาเงินมาจ่ายค่าตัวดาราในเรื่องก็ลำบากมากแล้ว (ได้ยินมาเหมือนกันว่า พระเอกดัง ๆ บางคนได้ค่าตัวเป็นกล้วย 1 เครือก็มี) สำหรับผู้สร้างหนังในยุคนั้น  ส่วนเครื่องแบบของเสือ ๆ ก็จินตนาการมาจากหนังคาวบอยที่มีอิทธิพลต่อหนังแอ็คชั่นในตอนนั้นครับ

ขอวกมาอีกเรื่องหนึ่งคือ ในปัจจุบัน คงไม่มีเสือ ๆ ออกปล้นคนรวยมาช่วยคนจนกันอีกแล้ว  หากแต่มีพวก เสือ สิงห์ กระทิง แรด ที่รวมหัวกันปล้นเงินของส่วนรวมเอาแบ่งเศษสตางค์ให้คนจนในรูปแบบต่าง ๆ โดยไม่ต้องใช้อาวุธปืนแต่อย่างใด แล้วก็ยังมีหน้ามีตาอยู่ในสังคมได้อย่างลอยนวลครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น คนเล่าเรื่อง ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2011-11-08 11:01:01



1


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
| WW II Europe | WW II Asia | WW I | Vietnam War | ประวัติศาสตร์ไทย | บทความจากสมาชิก | คุยกันหลังฉาก | บทความทั้งหมด |

สนใจร่วมเขียนบทความในเว็บไซต์ เชิญอ่าน แนวทางการร่วมเขียนบทความ ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์

Custom Search



eXTReMe Tracker