dot
dot
เว็บภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน
dot
dot
สมาชิก Webboard/Blog
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletข้อตกลงการเป็นสมาชิก
bulletเว็บบอร์ด-คุยกันหลังฉาก
bulletเว็บบอร์ด-Games ย้อนยุค
bulletเว็บบอร์ด-ชุดจำลองประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-หนังสือประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-เพลงประวัติศาสตร์
bulletคำถาม/คำตอบ ล่าสุด
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
dot
สงครามโลกครั้งที่ 2
dot
bulletสมรภูมิยุโรป (สัมพันธมิตรVSเยอรมัน-อิตาลี)
bulletสมรภูมิแปซิฟิก-เอเชีย (สัมพันธมิตรVSญี่ปุ่น)
dot
ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อื่นๆ
dot
bulletสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
bulletประวัติศาสตร์ไทย
bulletประวัติศาสตร์อเมริกันยุคเริ่มแรก
bulletสงครามเวียดนามและอินโดจีน
bulletตะวันตกโบราณ (กรีก โรมัน ฯลฯ)
bulletประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
bulletเอเชียโบราณ
bulletประวัติศาสตร์อื่นๆ (ยังไม่แยกหมวดหมู่)
bulletคลิปความรู้จาก YouTube
dot
เรื่องอื่นๆ
dot
bulletบทความเสริมความรู้ทั่วไป
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletผู้จัดทำ
bulletผังเว็บไซต์ (Site Map)
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
bulletถาม-ตอบ (FAQs) (โปรดอ่านก่อนตั้งกระทู้หรือสมัครสมาชิก)
bulletร้านค้าออนไลน์
bulletแบ่งปัน Album
dot
ลิงค์ต่างๆ
dot
bulletHistory on Film
bulletกองบิน 21 กองพลบิน 2
bulletIELTS British Council
bulletIELTS IDP
bulletMUIC




โหราศาสตร์ยุคไอที


เว็บแลกลิงค์อื่นๆ


ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๑

 

 

ในช่วงที่บ้านเมืองระส่ำระสายเพราะการประกาศสงครามนั้น  หนุ่มน้อย จอร์จิ ซูคอฟมีอายุได้สิบเก้าเต็ม..(ตอนนั้นยังอยู่ในสมัยของซาร์) ญาติของเขาคนหนึ่ง อเล็กซานเดอร์ได้มาชักชวนให้เขาเข้าร่วมในการเป็นทหารอาสาออกไปรบ
ซึ่งเขาเริ่มคล้อยตาม..แต่ผู้ใหญ่ที่นับถือคนหนึ่งได้ท้วงไว้ว่า..
"แกจะบ้าไปหรือเปล่า..อเล็กซานเดอร์อยากออกไปร่วมรบด้วยก็เพราะเขามีบ้านช่อง..มีอันจะกิน มีเรือกสวนไร่นา  เขาจึงอยากจะออกไปรบไปปกป้องให้สมบัติเขาพ้นจากภัยข้าศึกไง..แล้วแกจะออกไปปกป้องอะไร สมบัติก็ไม่มีกะเขา
พ่อแม่ก็แสนยากจน..อย่าลืมซิ..ว่าพ่อของแกยังถูกไล่ออกมาจากเมืองหลวงยังกะหมูกะหมา..แม่ก็แก่ไปทุกวัน..ถ้าแกไปรบกลับมาพิกลพิการ แขนขาขาดไป ใครจะมาเลี้ยงดูพวกเขาล่ะ..คิดให้ดีๆ"
นั่นถุกต้องที่สุด...เขาหยุดกึกความคิดไว้แค่นั้น..
ส่วนอเล็กซานเดอร์..ออกไปร่วมกับกองทัพได้ไม่กี่เดือน..ก็บาดเจ็บสาหัสกลับมา

ส่วนเขาตอนนั้นก็อยู่ในโลกของความรัก..เพราะไปติดเนื้อต้องใจกับสาวน้อยลูกสาวเจ้าของบ้านที่เช่าอยู่..ถึงขนาดมีแผนว่าจะแต่งงานกันในอนาคตอันใกล้...
หากแต่..แผนนั้นต้องพับไปเพราะ อายุของเขานั้น..กำลังจะเข้าเกณฑ์ทหารพอดี ซึ่งไม่มีทางเลือกเนื่องจากสถานการณ์องบ้านเมืองในยามนั้น
ใจของเขานั้น..ไม่ได้อยากจะไปเป็นทหารเลย..ยิ่งได้เห็นสภาพของพวกที่บาดเจ็บ พิกลพิการกลับมา..ยิ่งทำให้ลำบากใจ
ทว่า..จิตในใต้สำนึกของเขานั้นได้บอกกับตัวเองว่า..บ้านเมืองกำลังคับขัน และ ไม่อยู่ในภาวะที่ปลอดภัย..ถ้าวันที่เขาจะต้องไปเป็นทหาร..ก็จะขอทำ"หน้าที่" ของตัวเองให้ดีที่สุด..

และแล้ว..วันนั้นก็มาถึง..

เขาบันทึกไว้ว่า..
"รอบตัวของฉันมีแต่คนแปลกหน้า.. แต่เป็นหนุ่มบึกรุ่นกระทงเหมือนๆกัน เราทั้งหมดมารวมตัวกันที่กองทหารเกณฑ์ในเขต Kaluga ที่อยู่ทางตอนใต้ของกรุงมอสควา วันนั้นคือวันที่ 7 สิงหาคม 1915
อันเป็นช่วงที่สงครามกำลังอยู่ในจุดเดือดพอดี..ฉันรู้สึกวังเวงยังไบอกไม่ถูก รู้ตัวว่า..ตัวเองไม่ใช่เด็กๆอีกต่อไป..แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่ามีสภาพพร้อมต่อภาระและหน้าที่ของการเป็นทหารหรือไม่...
แต่..ชีวิตที่ผ่านมา..ฉันไม่เคยย่อท้อกับความลำบาก..สาหัสแค่ไหนก็ผ่านมาได้..ฉะนั้น..การเป็นทหารเพื่อรับใช้ประเทศชาติ..ฉันก็น่าจะทำได้ดีเช่นกัน.."

จากนั้น..จอร์จิก็ได้เข้าไปในกองทัพแห่งซาร์อย่างเต็มตัว..ทั้งๆที่ในยามนั้น..ประชาชนทุกหมู่เหล่าไม่มีใครเห็นด้วยในการทำศึกสงครามครั้งนี้..ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า..
ซาร์ได้ดำเนินนโยบายผิดพลาด ในเมื่อการทำสงครามครั้งนี้..รัสเซียไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับความขัดแย้งระหว่างคู่กรณีทั้งมวล..
ออสเตรีย (และเยอรมัน) ประกาศสงครามกับเซอร์เบีย เพราะ ท่านอาร์คดยุคเฟอร์ดินานด์และพระชายา แห่งออสเตรียถูบลอบปลงพระชนม์ เนื่องจากความขัดแย้งในเรื่องของการเมืองที่มีมาแต่เนิ่นนาน จนสะสมถึงจุดแตกหัก..

อีกทั้ง..ซาร์ก็เป็นญาติสนิทกับ ไกเซอร์ วิลเฮล์ม แห่งเยอรมัน..แต่ในเมื่อเยอรมันได้หนุนหลังออสเตรียให้ทำสงครามกับเซอร์เบีย..ที่อยู่ชายแดนของรัสเซียนั้น..
ซาร์ย่อมรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นมาทันที..เพื่อเป็นการป้องกัน "รัฐกันชน" ให้อยู่ดี  ซาร์จึงต้องประกาศสงครามสนับสนุนเซอร์เบีย อีกทั้งพระองค์หวังว่า..ความยิ่งใหญ่ในไพร่พลของรัสเซียนั้น..อาจจะทำให้ทุกอย่างสงบไปได้ด้วยความเกรงในแสนยานุภาพ..

ซึ่ง..นั่นก็จริง..เพราะพระญาติ "วิลลี่" (ไกเซอร์ วิลเฮล์ม) ได้ส่งสาสน์มาเจรจาอย่างอ่อนหวาน
ในเรื่องการออมชอม..ทำให้ซาร์ต้องเปลี่ยนแผนจากการทำศึกใหญ่ขั้นแตกหัก (ดังที่ประกาศไว้)  มาเป็นแค่..กองทัพที่จะเข้าควบคุมสถานการณ์
แต่..หลังจากนั้นไม่นาน..ความตึงเครียดได้เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้..ซาร์ก็ได้เปลี่ยนพระบรมราชโองการใหม่ (ตามคำแนะนำของเสนาบดี) ให้ปรับเปลี่ยนกลับไปเป็นทัพหลวงขนาดมหึมาเพื่อเข้าต่อตีให้แตกหักอีกครั้ง..

หน่วยที่เขาได้ถูกเกณฑ์ให้เข้าไปประจำเพื่อฝึกความพร้อม..นั่นคือ หน่วยทหารม้า..ที่ทำให้เขาตื่นเต้นและยินดีเป็นอันมาก เนื่องจากเป็นการชอบและศรัทธาในหน่วยนี้อย่างเป็นส่วนตัว..
(เพราะมันเท่สุดๆ..) 

เหล่าเพื่อนๆของเขาส่วนใหญ่จะถูกเกณฑ์ไปในหน่วยทหารราบ..ซึ่งทุกคนต่างอิจฉาเขาไปตามๆกัน
"รถที่นำตัวพวกเราไปนั้น..เป็นรถบรรทุกที่ต้องยัดเยียดกันขึ้นไปสี่สิบคนต่อคัน..ไม่มีที่สำหรับนั่ง ทุกคนต้องยืน บางคนก็ยืนเล่นไพ่กัน บางคนก็ร้องเพลง บางคนก็เอียงไปร้องไห้ซบไหล่คนข้างๆ
บาคนมีดวงตาที่เหม่อลอย..บางคนกัดฟันกรอด ที่เหมือนๆกันคือ..ความคิดถึงอนาคตในการเป็นทหารของตัวเอง.

.เราไปถึงเมืองคาลูกา..ก็ตกเย็นแล้ว..เราถุกสั่งให้ตั้งแถว และสั่งให้หน้าเดิน....
ใครบางคนได้ถามหัวหมู่ว่า.."จะให้เดินไหน?"  คำตอบคือ
"เอ็งจะถามหาอะไร...เป็นทหาร..นายสั่งให้เดินก็เดิน..สั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำ..พวกเอ็งเงียบๆแล้วก็หุบปากกันซะ.."
นิโคไล ซีฟตอฟ (เพื่อนใหม่ของเขา) ได้แอบมากระทุ้งสีข้าง แล้วกระซิบว่า..
"นี่ไง..เรามาเป็นทหารจริงๆกันแล้ว..เกลอเอ๋ย.."



พวกทหารใหม่เดินกันไปนานถึงสามชั่วโมง..จึงมีเสียงสั่งให้หยุดพัก..ทหารทุกคนทรุดตัวลงไปนอนกับพื้นดิน บางคนแทบจะกรนก่อนหัวถึงพื้นด้วยซ้ำ แต่เพียงไม่กี่อึดใจ..
ก็มีการเรียกแถวใหม่..เดินกันต่อไปอีกร่วมชั่วโมง..จนถึงค่ายพัก ที่มีสภาพไม่ผิดอะไรกับกระท่อมผุๆ ที่ไม่สามารถกันลมอะไรได้เลย..แถมกลิ่นอับนั้น อบอวลจนสุดที่จะทน..
เราได้รับคำสั่งมาว่า..จะต้องตื่นและพร้อมในเวลาเจ็ดนาฬิกาตรง...หลังจากเสร็จสิ้นอาหารเช้า..พวกเราทุกคนจะสังกัดหน่วยทหารกองหนุนที่ 189  ซึ่งเป็นหน่วยเสริมของ
กองพลทหารม้าที่ 5...และก่อนที่จะเข้าในสังกัดนั้น พวกเราจะต้องเข้ารับการฝึกยิงปืนยาว ที่จะเป็นการฝึกอย่างหนัก..ไม่มีการพัก นอกจากจะขออนุญาติไปเข้าห้องน้ำเพียงเท่านั้น
การฝ่าฝืน..โทษสถานเดียวคือ คุก..ผู้ประกาศกฏก้องนี้คือ  จ่าผู้คุมที่พูดไปชกกำปั้นในมือไป..ดวงตาของเขาที่มองพวกเรานั้น..ไม่มีแววเป็นมิตรเลยแม้แต่น้อย...


ในที่สุด ผู้บัญชาการหมู่ตัวจริงก็ได้ปรากฏตัวขึ้น ประกาศก้องว่า
"ทุกคนจงฟัง..เราคือ จ่าสิบเอก Malyavko ผู้บังคับหน่วย ทุกคนคงได้รับทราบถึงกฎระเบียบที่ผู้ฝึกได้อบรมไปแล้วหวังว่าคงเข้าใจกันเป็นอันดีแล้ว จะอยากจะเตือนว่าผู้ใดที่ฝ่าฝืนจะมีโทษสถานหนัก(คุก) สถานเดียวไม่มีการยกเว้นใดๆ
วันแรกของการฝึก ที่ทุกคนตั้งใจอย่างเต็มที่ แต่ดูเหมือนว่า มันไม่เคยดีพอสำหรับครูผู้ดูแลการฝึก
ใครที่ทำผิด นั่นหมายถึงทุกคนต้องเริ่มทำการฝึกใหม่ตั้งแต่ต้น.....
กว่าจะเสร็จกลับเข้าไปค่ายได้..อาหารเย็นที่รสชาติไม่เอาไหนนั้นก็เย็นชืด
"ฉันเหนื่อยล้าเต็มที่ อยากจะพักผ่อนเหลือเกิน แต่ดูเหมือน ผู้ฝึกจะรู้ใจ..เรียกตั้งแถวใหม่ พร้อมกับประกาศว่า ตั้งแต่คืนพรุ่งนี้ไป จะหัดให้มีการตั้งแถวขานชื่อตามลำดับ ส่วนคืนนี้ทุกคนต้องหัดร้องเพลงชาติ (God Save The Czar ) ให้ถูกต้องและพร้อมเพรียงกัน กว่าจะเสร็จสิ้นก็เข้าไปดึกโข
อีกทั้งพวกเราทุกคนจะต้องตื่นและพร้อมเพื่อการออกกำลังกายในเวลาหกโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น
ทุกวันจะเป็นการฝึกอย่างหนัก จนอาทิตย์หนึ่งผ่านไป
ในวันอาทิตย์...ที่พวกเราคิดว่า จะได้พักผ่อนอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัว แต่ก็ปล่าว....
เพราะเราถูกเรียกแถวเข้าฝึกอีก จนบ่ายคล้อย เราจึงได้พักแต่นั่นหมายถึงการทำความสะอาดปืน ปะชุนเสื้อผ้า เขียนจดหมายถึงบ้าน ผู้หมู่เตือนว่า อย่ารำพันถึงความทุกข์ยากลงไปในจดหมายเพราะมันมีการสุ่มตรวจ....ถ้าไม่อยากซวย...ก็จงระวังให้ดี

จอร์จิรู้สึกว่า..การฝึกหัดทหารนั้นมันช่างหนักหนาสาหัสเอาเสียจริงๆ แต่สองอาทิตย์ผ่านไป ทุกคนเริ่มที่จะชิน..เขาว่า
" สองสามอาทิตย์ผ่่านไป.. หน่วยของเราได้เข้ารับการตรวจพลจากผู้กอง Volodin ผู้บังคับกองร้อย ที่มีเสียงเล่าอ้างว่า ผู้กองดื่มจัด ถ้าเห็นว่าถือแก้วเหล้าในมืออยู่ละก้อ...เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง
แต่..ก้อไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น เขาเข้ามาตรวจแถวแล้วก็ให้โอวาทนิดหน่อยพอเป็นพิธีเท่านั้น"

ก่อนที่ะพวกหทารใหม่นี้จะถูกส่งตัวไปประจำที่หน่วยที่ห้าของกองร้อยทหารม้านั้น...พวกเขาได้พบกับผ.บ. กองร้อยแค่ไม่กี่หน แต่ทุกครั้งที่พบ...ก็ไม่ผิดหวังเพราะเมาแอ๋ทุกทีไป
ส่วนผู้บัญชาการกองกำลังพลที่189 นั้น ไม่เคยได้พบพากันเลย
จอร์จิ ถูกส่งตัวไปประจำหน่วยใหม่ ที่เมือง Balakleya, Kharkov อยุ่ใน Ukraine เมื่อเดือน กันยายน 1915  
ที่สถานีรถไฟ....เขาได่พบกับเหล่าทหารม้าที่มีเครื่องแบบที่สง่างาม ผิดแปลกไปจากที่เคยเห็น
พอเดาได้ว่านายทหารม้าเหล่านั้นคงจะมาจากหน่วย Hussars หรือ Uhlans หรืออาจจะเป็นหน่วย Dragoons
" กลุ่มพวกเรา..ส่วนใหญ่จะมาจากเขตรอบนอกใกล้ๆกับมอสควา ถูกคัดเลือกให้ไปเข้าในหน่วยของ
Dragoons ที่ทุกคนจะรู้สึกผิดหวังนิดๆ ทุกคนอยากจะไปอยู่ในหน่วยของ Hussars มากกว่า เพราะว่ากันว่า ทหารที่นั่นได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี แถมเครื่องแบบยังโก้กว่าด้วย"

วันต่อมา พวกเราได้รับเครื่องแบบของหน่วยทหารม้า รวมไปถึงเครื่องหมายต่างๆ และได้รับแจก"ม้า" ซึ่งม้าที่จอร์จิได้รับมา คือ ม้าตัวเมียสีเทา....ชื่อว่า ชาสเชเนีย (Chashechneya)
ชีวิตในการเป็นทหารม้าของเขา น่าตื่นเต้นมากกว่าการเป็นทหารราบเป็นไหนๆ เพระมันยากกว่ากันมากนัก นอกจากจะต้องหัดขี่ม้าให้คล่องแล้ว ยังต้องหัดสู้รบบนหลังม้าที่ต้องรู้จักการหลบเบี่ยงตัวไปห้อยอยู่ใต้ท้องม้าในบางที นอกเหนือไปจากต้องฝึกม้าให้อยู่มือ. เริ่มจากตีห้าทุกวัน
เขาเล่าว่า..ส่วนที่ยากที่สุด นั่นคือ การฝึกการรบบนหลังม้าด้วยหอกและดาบ ที่มือทั้งสองข้างจะเต็มไปด้วยแผลถลอกพุพอง...ที่ต้องทนให้มันด้านไปเอง ห้ามบ่น...
" เราได้รับคำสั่งมาว่า ต้องทนในทุกสถานะ ต้องฝึกให้จนสามารถนั่งหลังตรงแหน๋วบนอานได้อย่างสง่างาม ที่เราต้องทำให้ได้ดี เพราะครูฝึกของเรานั้น คนหนึ่งพอประทัง ใจดี ไม่เคร่งเครียดเท่าไหร่แต่อีกคนหนึ่งนั้น เหี้ยมเอาเรื่อง ว่ากันว่า เคยชกทหารคนหนึ่งถึงฟันร่วงหมดปากเพราะฝึกเท่าไหร่ไม่ได้ดี ครูฝึกคนนี้ชื่อ Borodavko ที่เคี่ยวพวกเราอย่างหนัก เขาหาว่าพวกเราที่มีที่มาจากมอสควานั้นเป็นพวกไม่เอาไหน ชอบแต่อ่านหนังสือ หนักไม่เอาเบาไม่สู้ หัวสูง  อีกทั้งถ้าเขาจับได้ว่าใครแอบไปงีบหลับละก้อ รับรองว่าโดนหนัก...วันหนึ่ง พวกเราพบกับโอกาสเหมาะ ที่มุมเปลี่ยวมุมหนึ่ง
พวกเราคลุมเขาด้วยผ้าคลุมม้า....แล้วยำกันอย่าขงมันส์มือและสนุกตรีน..หมอนั่นสลบคาที่...
ก่อนที่ทุกคนจะถูกลากตัวไปศาลทหาร..ครูผู้ฝึกที่แสนดีของเราได้กลับมาจากการไปพักร้อน และเข้าช่วยในสถานะการณ์ให้ทุกอย่างเงียบสงบไปพร้อมกับย้ายนายโบโรดาฟโกให้ไปอยู่หน่วยอื่น"

 



มาถึงฤดูใบไม้ผลิ1916... หน่วยของเราได้รับการฝึกมาอย่างช่ำชอง และได้รับคำสั่งว่า จะมีการคัดเลือกส่งตัวออกไปแนวหน้า  ชั้นหัวกระทิสามสิบคนมีสิทธิที่จะยื่นใบสมัครเข้าประจำการเป็นทหารอาชีพ(ชั้นประทวน)..ที่จอร์จิคือ..หนึ่งในสามสิบที่ถูกเลือก ที่เขาไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ หากแต่ครูผู้ฝึกที่เคารพได้ให้ความเห็นว่า..
"สมัครเถิด....เอายศเอาตำแหน่งไว้ก่อน เรื่องที่จะออกไปรบนั้นมีเวลาอีกถมไป ตอนนี้มีโอกาสก็เรียนรู้ไปก่อน เพราะฉันเชื่อว่า นายจะเป็นทหารที่ดีและมีความก้าวหน้าอย่างแน่นอน"

และได้บอกต่อไปว่า...
" ฉันเองก้อเป็นคนหนึ่งที่ไม่อยากรีบร้อนกลับออกไปแนวหน้านัก ประสบการณ์ที่ผ่านมาปีหนึ่งได้สอนฉันหลายอย่าง เช่น การที่ได้เห็นทหารของเราล้มตายไปอย่างไม่สมควรต่อเหตุ เพื่ออะไรที่ไม่เข้าท่าเอาซะเลย"
จากนั้น..เขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ...แต่จอร์จิเข้าใจดีในความรู้สึกของเขาในการเบื่อหน่ายที่จะรับใช้ชาติตามนโยบายทำศึกของซาร์ 

จนต่อมาที่เขารู้สึกขอบคุณในคำแนะนำนี้ ที่ทำให้เขาได้เข้าร่วมในการฝึกการรบพิเศษเพิ่มเติมที่เมือง Isyum, Kharkov ที่มีด้วยกันทั้งหมด 240 นาย จากที่ต่างๆกัน  หลังจากที่รวมตัวกันได้ การฝึกก็ได้เริ่มขึ้น
" โชคร้ายเหลือเกินที่ครูฝึกของเราที่นี่โหดกว่า ครู โบโรดาฟโก อีกหลายเท่า เราเรียกเขาว่าพ่อสี่นิ้วครึ่ง เพราะมือข้างหนึ่งของเขามีนิ้วหนึ่งที่เหลือเพียงครึ่งเดียว แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคที่จะชกเราจนคว่ำไป..หากว่าแกไม่พอใจขึ้นมา...แกเองก็ไม่ค่อยชอบหน้าฉันสักเท่าไหร่นัก แต่ก็แปลกที่แกไม่เคยทำอะไรที่รุนแรง นอกจากชอบจับผิดเล็กๆน้อยๆ ในเรื่องการเรียน และทำโทษบ้างแบบปรกติ"
แต่เน่ื่องจากบุคลิกของจอร์จิ ที่มีร่างกายที่บึกบึน กล้าพูด กล้าทำ เด็ดเดี่ยว จึงทำให้เขาถูกแกล้งให้ทำงานเพิ่มสารพัด
" ฉันว่าฉันโดนฝึกมาในทุกรูปแบบ ไม่ว่างานในครัว หรือ งานเพิ่มในวันอาทิตย์ เพราะเพียงเขาไม่ชอบหน้าก้อเท่านั้น แต่มาคิดอีกทีหนึ่ง มันก็ดีเหมือนกัน เพราะ มันทำให้ฉันแกร่งขึ้นเยอะ ซ้ำงานทุกชิ้นที่เขาสั่งมา..ก็ไม่พบอะไรที่ผิดพลาด จะจับผิดอะไรอีกไม่ได้ เมื่อแกล้งเรื่องงานไม่ได้ หมอนี่ก็มาไม้ใหม่..เพราะวันหนึ่งเขาเรียกฉันไปพบในเต้นท์ที่พัก บอกว่า
"นายนี่หัวแข็งไม่เบา...แต่ก็หัวไว เรียนเร็วเพราะเป็นพวกที่มาจากมอสควา..เราว่า นายน่าจะไปเป็นเสมียนในเมืองจะดีกว่า จะมาทนฝึกให้เหนื่อยอยู่ทำไมกัน เอางี้ไหม..นายมาทำงานเอกสารรวมไปถึงเรื่องงานบนโต๊ะอื่นๆให้เราอย่างสบายๆ...สนใจมั๊ยยย?"
ฉันตอบไปว่า...เสียใจ..เพราะที่มาฝึกนี่ก็เพื่อที่จะเป็นทหารชั้นประทวนอย่างเต็มตัว ไม่ได้สนใจจะมาเป็นเสมียนให้ใคร
ครูฝึกจอมโหดนั่นโกรธจนหน้าแดง ตะโกนใส่หน้ามาว่า..
"เออ..ชาตินี้เอ็งไม่มีวันได้ผ่านไปเป็นทหารอย่างที่เอ็งหวังอย่างแน่นอน...ไม่เชื่อเอ็งก้อคอยดุ"

การปิดภาคเรียน คือ เดือนมิถุนายน ที่ผู้ที่มาเข้าฝึกทุกคนจะต้องผ่านการสอบ ตามกฏคือ
ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดจะได้รับการติดยศสิบตรีไปเลย คนอื่นๆก็จะต้องรอการสอบครั้ง
หน้า...ที่ใครๆก็เชื่อว่า ตำแหน่งสิบตรีนั้น...จะต้องตกอยู่กับจอร์จิอย่างแน่นอน
แต่สองอาทิตย์ก่อนหน้านั้น..ทุกคนต้องพบกับความประหลาดใจที่ มีประกาศว่าจอร์จิ ซูคอฟไม่มีสิทธิสอบ
เนื่องจากฝ่าฝืนคำสั่งผู้บังคับบัญชา.... ครูฝึกสี่นิ้วครึ่งคนนั้น...
แต่แล้ว...หนึ่งในผู้รับการฝึกอบรม. นามว่า Skorino  ที่เป็นพวกอาสามาเรียนไม่ใช่พวกทหารเกณฑ์อย่างพวกเรา เขาเผอิญเป็นน้องชายของผู้บังคับการหน่วยที่เราเพิ่งจากมา และเป็นคนที่นายสี่นิ้วครึ่งไม่ค่อยกล้าแตะต้อง สกอริโนได้ทำรายงานไปยังพี่ชายเพื่อขอความเป็นธรรม ทั้งรายงานให้ทราบถึงเรื่องราวทั้งหมด"
คำสั่งจากกองบัญชาการมีมาถึงจอร์จิให้ไปพบ ซึ่งเขาเกิดหวาดวิตกพอแรง...เพราะไม่เคยพูดจาหรือพบปะกับนายทหารชั้นสูงด้วยยศมาก่อนเลย..จนคิดเลยเถิดไปว่า
" เห็นทีจะจบกันคราวนี้...คงเข้าคุกทหารเป็นแน่แท้..คนที่จะไปพบนี้..เราก็ไม่ได้รู้อะไรมาก.  รู้แต่ว่า
ท่านเป็นนายทหารนามกระเดีื่อง ได้รับเหรียญกล้าหาญเซนต์จอร์จในทุกระดับชั้น และได้ข่าวมาว่าท่านยังอยู่ในสภาพที่ไม่ค่อยดีนักเพราะบาดเจ็บมาจากสงคราม"
หากแต่..เมื่อไปพบเข้าจริงๆ...นายทหารผู้นี้เป็นชายที่อ่อนโยน..มีแววตาแห่งความกรุณา ใบหน้ามีรอยยิ้ม ท่านว่า
" ดูเหมือนนายนี่โชคไม่ค่อยดีเลยนะ...อ้าว นั่งลงซิ".
จอร์จิ ก็ยังยืนระวังตรงอยู่เช่นนั้น. เขาไม่กล้าลงนั่ง. แม้ว่าจะได้รับคำอนุญาติแล้วก็ตาม
"นั่งลงเถอะ...ฉันไม่ใช่ยักษ์ ใช่มารที่ไหน...นายมาจากมอสควาหรือ?"
"ครับผม"
"เออ..คนบ้านเดียวกัน..ฉันก็มาจากที่นั่นเหมือนกัน...ก่อนจะมาเป็นทหาร..ฉันเป็นช่างไม้มาก่อนนะ..
พอมาเป็นทหารก็เลยติดอยู่นี่แหละ..เออ..ว่าแต่นายนี่สร้่างชื่อเอาไว้เยอะเลยนี่..ตามรายงานเขียนมาว่า...ตอลดสี่เดือนที่เข้ารับการฝึก นายถูกกาความประพฤติได้นับสิบ มีการด่าว่าครูฝึกลับหลังด้วย..จริงอย่างที่เขาว่าหรือเปล่าล่ะ?"
"ท่านครับ...กระผมพูดจริง แต่เป็นการพูดในที่ส่วนตัวของกระผม คนอื่นๆเขาก็ทำกัน.."
จากนั้น..จอร์จิก็ได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้เป็นที่กระจ่าง...
ท่านนายทหารผู้นั้น..ฟังด้วยความตั้งใจ..พอเล่าจบ.ท่านก็สรุปให้สั้นๆว่า..
"กลับไปหน่วย..และไปเตรียมตัวเข้าสอบซะล่ะ..."
จอร์จิดีใจอย่างไม่มีอะไรเปรียบ...เขากลับมาสอบด้วยความภาคภูมิ.แม้จะพลาดไม่ได้ที่หนึ่ง แต่ก็ติดอันดับสำรอง

มามองย้อนกลับไป..ท่านนายพลซูคอฟได้กล่าวถึงการฝึกทหาร (ชั้นประทวน) ของหน่วยทหารม้าในระบบกองทัพแบบเก่านั้น..เข้มแข็งมาก..คนที่ผ่านมาได้จะเป็นผู้ชำนาญในเรื่องการบังคับม้าเป็นเลิศ
หลังจากที่บ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงจากซาร์มาเป็นสังคมนิยมแล้ว..พวกทหารม้าเหล่านี้ก็ล้วนแต่ขึ้นมาเป็นหัวหน้าหน่วยต่างๆในกองทัพของคอมราดกันถ้วนหน้า..


ก่อนที่จะจบในตอนนี้..ดิฉันขอเล่านอกเรื่องไปนิด..เกี่ยวกับการเป็นทหารม้าที่สง่างามของท่านจอมพลซซูคอฟ.....
คือเมื่อหลังจากสงครามได้จบสิ้นไป..รัสเซียได้จัดให้มีการสวนสนามฉลองชัยกลางกรุงมอสควา..ที่จัดว่ายิ่งใหญ่จนสุดบรรยาย  ในวันที่ 24 มิถุนายน 1945
ทหารจากทุกหน่วยเหล่า พร้อมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ ธงและริ้วขบวน ปลิวไสว..นอกเหนือไปจากกองทัพขนาดมหึมาที่มีจำนวนพล (เหลือจากสงคราม) นับหลายแสน..
ไฮไลท์ของงานพาเหรดครั้งนี้..ได้วางกำหนดการไว้ว่า..จอมพลซูคอฟและท่านสตาลินจะขี่ม้าออกมานำริ้วขบวน...หากแต่ม้าหนุ่มที่กำลังคึก หรือที่เราเรียกว่า Stallion นั้น
พยศนัก...สตาลินหมดปัญญาที่จะควบคุม เพราะไม่มีความชำนาญกับม้าศึกอย่างนั้น..สตาลินเองก็เกรงว่า อาจจะโดนสลัดตกลงมาให้ได้อายแก่ประชาชี..จึงขอบาย
และจำต้องยอมให้จอมพลซูคอฟขี่ม้านำออกไปคนเดียว (ตอนนั้นท่านจอมพลก็อายุไม่น้อยแล้ว..น่าจะห่างเหินการขี่ม้ามานานพอสมควร)  
แต่...ปรากฏว่า..ท่านสามารถนำริ้วขบวนออกมาได้อย่างสง่างามมาก..เสียงประชาชนโห่ร้องสดุดีท่านกันกึกก้อง...
จากนั้น..ท่านก็ขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
จนทุกคนในคาบิเน็ท..เริ่มรู้แล้วว่า..ฮีโร่ที่ครองใจประชาชนนั้น..คือ ซูคอฟ  จอมพลที่มาจากดินจริงๆ..

เชิญชมภาพยนตร์ข่าวที่นี่ค่ะ...นาทีที่ 3:40 เป็นต้นไป...
http://www.youtube.com/watch?v=c2DqWGY1QHM


วิวันดา
 




บทความโดย "วิวันดา"

เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบหก
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบห้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสี่
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสาม
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสอง
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๙
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๘
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๗
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๖
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๕
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบเอ็ด
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๔
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๓
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบ
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๒
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนเก้า (จบ)
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ (ปฐมบท)
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนเก้า
เชลย..............ตอนแปด จบบริบูรณ์
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนแปด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนแปด
เชลย..............ตอนเจ็ด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนเจ็ด
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนเจ็ด
เชลย..............ตอนหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบสาม (สมบูรณ์)
เชลย..............ตอนห้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนหก
เชลย..............ตอนสี่
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบสอง
เชลย..............ตอนสาม
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนห้า
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบเอ็ด
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบ
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสี่
เชลย..............ตอนสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบเก้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสาม
เชลย..............ตอนหนึ่ง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบแปด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนห้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบเจ็ด
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนหนึ่ง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบห้า
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนสี่
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบสี่
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบสาม
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนสาม
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบเอ็ด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนสอง
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนหนึ่ง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนเก้า และตอนสิบ
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนแปด
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนเจ็ด
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนห้า
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสี่
ฮิต เล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสาม
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม



1

ความคิดเห็นที่ 1 (102059)
avatar
Demetorius

ขอบคุณที่ให้ความรู้ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Demetorius (maceus-at-hotmail-dot-co-dot-th) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-05-26 20:25:23 IP : 124.120.195.251


ความคิดเห็นที่ 2 (102062)
avatar
wiwanda

ขอบคุณคุณ Demetorius ค่ะ แวะมาบอก...ยังสงสัยเหมือนกันว่าจะยากไปจนเกินสนุกหรือเปล่า?

 

ผู้แสดงความคิดเห็น wiwanda ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-05-27 05:40:21 IP : 74.95.201.249


ความคิดเห็นที่ 3 (102066)
avatar
Pannapich

สนุกมากค่ะพี่ หนูติดตามอ่านมาจาก ladyinter  ค่ะ และจะติดตามต่อไปค่ะ Pannapich

ผู้แสดงความคิดเห็น Pannapich (wadtawa-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-06-01 10:35:39 IP : 161.43.101.122


ความคิดเห็นที่ 4 (102134)
avatar
หมาป่าดำ

 ทหารม้าสมัยก่อนคงฝึกกันหนักน่าดู

ผู้แสดงความคิดเห็น หมาป่าดำ (mistiest-at-hotmail-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-08-08 01:07:21 IP : 223.205.113.226



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
| WW II Europe | WW II Asia | WW I | Vietnam War | ประวัติศาสตร์ไทย | บทความจากสมาชิก | คุยกันหลังฉาก | บทความทั้งหมด |

สนใจร่วมเขียนบทความในเว็บไซต์ เชิญอ่าน แนวทางการร่วมเขียนบทความ ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์

Custom Search



eXTReMe Tracker