dot
dot
เว็บภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน
dot
dot
สมาชิก Webboard/Blog
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletข้อตกลงการเป็นสมาชิก
bulletเว็บบอร์ด-คุยกันหลังฉาก
bulletเว็บบอร์ด-Games ย้อนยุค
bulletเว็บบอร์ด-ชุดจำลองประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-หนังสือประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-เพลงประวัติศาสตร์
bulletคำถาม/คำตอบ ล่าสุด
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
dot
สงครามโลกครั้งที่ 2
dot
bulletสมรภูมิยุโรป (สัมพันธมิตรVSเยอรมัน-อิตาลี)
bulletสมรภูมิแปซิฟิก-เอเชีย (สัมพันธมิตรVSญี่ปุ่น)
dot
ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อื่นๆ
dot
bulletสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
bulletประวัติศาสตร์ไทย
bulletประวัติศาสตร์อเมริกันยุคเริ่มแรก
bulletสงครามเวียดนามและอินโดจีน
bulletตะวันตกโบราณ (กรีก โรมัน ฯลฯ)
bulletประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
bulletเอเชียโบราณ
bulletประวัติศาสตร์อื่นๆ (ยังไม่แยกหมวดหมู่)
bulletคลิปความรู้จาก YouTube
dot
เรื่องอื่นๆ
dot
bulletบทความเสริมความรู้ทั่วไป
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletผู้จัดทำ
bulletผังเว็บไซต์ (Site Map)
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
bulletถาม-ตอบ (FAQs) (โปรดอ่านก่อนตั้งกระทู้หรือสมัครสมาชิก)
bulletร้านค้าออนไลน์
bulletแบ่งปัน Album
dot
ลิงค์ต่างๆ
dot
bulletรวมลิงค์/แลกลิงค์ ที่นี่ครับ
bulletHistory in Film
bulletHistory on Film
bulletFuKDuK TV ช่องประวัติศาสตร์
bulletกองบิน 21 กองพลบิน 2




โหราศาสตร์ยุคไอที


เว็บแลกลิงค์อื่นๆ

ขายเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ราคาส่ง


ม้าศึกจารึกโลก (War Horse) ชะตากรรมของม้าในสงครามของคน
วันที่ 19/05/2013   18:20:34

เคยเกริ่นๆกับบางท่านไว้ว่า ในโอกาสครบรอบ 100 ปีสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 2014 หรือ พ.ศ. 2557 เราคงจะได้ดูภาพยนตร์ดีๆ เกี่ยวกับสงครามครั้งนั้นกันบ้าง แต่เอาเข้าจริงๆ ไม่ต้องรอกันขนาดนั้น ขณะที่เขียนบทความนี้ในปี 2012 หรือ พ.ศ. 2555 ก็มีหนังสงครามดีๆ เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 ให้ได้ดูกันแล้ว จากฝีมือการกำกับของสตีเว่น สปีลเบิร์ก คือ เรื่อง War Horse หรือในชื่อไทยที่คล้องจองกันอย่างสวยหรูว่า "ม้าศึกจารึกโลก" ครับ ถ้าจะถามว่าในสงครามโลกยังใช้ม้าในการรบกันอยู่หรือ คำตอบคือ "ใช่" ครับ ไม่ว่าในสงครามโลกทั้งสองครั้งมาจนถึงปัจจุบัน แต่การที่กองทหารม้าจะวิ่งตลุยเข้าใส่ข้าศึกอย่างในภาพยนตร์เรื่องLight Horsemenที่เคยนำเสนอมาตั้งแต่เปิดเว็บ IseeHistory ใหม่ๆ นั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ บทบาทของม้าได้ถูกจำกัดลงดังจะได้เห็นจากภาพยนตร์เรื่อง War Horse ที่กำลังจะคุยกันต่อไปนี้ ว่าที่จริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ม้าในยุคไหนสมัยไหน ดูเหมือนพวกมันจะต้องมาพลอยรับกรรมจากสงครามที่มนุษย์ส่วนหนึ่งก่อขึ้น เช่นเดียวกับมนุษย์อีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องรับกรรมจากสิ่งที่ตัวเองก็ไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยเลย


พยายามทำความรู้จักตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นเจ้าของ



พยายามฝึกฝนให้เป็นม้าใช้งาน


เริ่มรับการฝึกฝนเป็นม้าศึกร่วมกับเจ้าม้าดำท็อปธอนที่จะกลายมาเป็นคู่ทุกข์คู่ยากกันอีกนาน

ในกองทหารม้า โจอี้ได้เจอกับม้าอีกตัวที่ต่อมาได้เป็นเสมือนเพื่อนคู่รักคู่แข่งกัน คือเจ้าม้าสีดำชื่อท็อปธอน (Topthorn) ของผบ.หน่วยทหารม้า แม้ตอนแรกโจอี้จะออกแววพยศอยู่บ้าง แต่ผู้กองนิโคลส์ได้ฝึกมันด้วยความรักความเอาใจใส่จนกระทั่งกลายเป็นม้าที่ มีฝีเท้าเร็วกว่าเจ้าท็อปธอนและม้าอื่นๆ ทั้งหมด แต่เมื่อถึงสนามรบจริงการโจมตีของทหารม้ากลายเป็นยุทธวิธีที่ล้าสมัยไปแล้ว เช้าวันหนึ่งในสมรภูมิฝรั่งเศส ทหารม้าอังกฤษกองนี้ได้เข้าโจมตีทหารราบเยอรมันหน่วยหนึ่งซึ่งตอนแรกดู เหมือนจะประสบความสำเร็จด้วยดี แต่ครั้นพอทหารเยอรมันเผ่นเข้าไปตั้งหลักในชายป่าได้ก็เริ่มกราดปืนกลเข้า ใส่ทหารม้าอังกฤษจนทั้งคนทั้งม้าล้มตายเป็นใบไม้ร่วง รวมทั้งผู้กองนิโคลส์ด้วย ส่วนโจอี้กับท็อปธอร์นนั้นรอดจากระสุนปืนของเยอรมันมาได้เพื่อที่จะได้ผจญ ภัยกันต่อ ทหารเยอรมันได้นำมันทั้งสองและม้าอื่นๆที่รอดชีวิตไปใช้เทียมเกวียนพยาบาล โดยโจอี้และท็อปธอร์นอยู่ในความดูแลของสองพี่น้องคือกุนเธอร์และไมเคิลผู้ น้องซึ่งมีอายุเพียง 14 ปี อยู่มาไม่นาน เมื่อแนวหน้ามีการรบรุนแรงขึ้น ผู้บังคับบัญชาได้นำไมเคิลกับทหารอื่นๆอีกหลายนายไปเสริมกำลัง กุนเธอร์ซึ่งเคยรับปากพ่อแม่ว่าจะนำไมเคิลกลับบ้านอย่างปลอดภัยได้นำโจอี้ และท็อปธอร์นไปชิงตัวไมเคิลออกมาจากแถวทหารที่กำลังเดินไปยังแนวหน้าแล้วไป พักค้างคืนที่โรงสีลมแห่งหนึ่ง แต่ถูกผู้บังคับบัญชาตามไปพบแล้วถูกนำตัวไปยิงเป้าทั้งคู่




การโจมตีแบบทหารม้าดั้งเดิมอันสวยหรู แต่จบลงอย่างย่อยยับ

ภาพยนตร์เรื่อง War Horse นี้ดัดแปลงจากนวนิยายในชื่อเดียวกัน ของไมเคิล มอร์เพอร์โก (Michael Morpurgo) บอกเล่าเรื่องราวความผูกพันระหว่างม้าแสนรู้สีน้ำตาลชื่อโจอี้กับชายหนุ่มชื่ออัลเบิร์ต นาราค็อต (Albert Narracott) ชาวเมืองเดวอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งตอนที่เขายังเด็กอยู่ได้มีโอกาสเห็นมันตั้งแต่เกิด แล้วก็ได้แต่ใฝ่ฝันที่จะเป็นเจ้าของมัน จนกระทั่งวันหนึ่งความฝันของเขาก็เป็นจริง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความยุ่งยากต่างๆ นานาในครอบครัว เนื่องจากพ่อของเขา (Ted Narracott) ไปประมูลซื้อมันมาในราคาที่แพงถึง 30 กินีแทนที่จะรอประมูลม้าตัวอื่นที่เหมาะสมกับการใช้งานกสิกรรมในราคาที่ถูกกว่านี้ เพียงเพราะเท็ดเกิดหมั่นไส้อยากเอาชนะเศรษฐีที่เป็นเจ้าหนี้เขาอยู่ อัลเบิร์ตพยายามฝึกฝนโจอี้ที่ทั้งดื้อและดูบอบบางเกินกว่าจะใช้งานหนักให้เป็นม้าที่มีทั้งฝีเท้าเร็วและมีพลกำลังพอที่จะทำงานไถพรวนดินสำหรับการทำไร่ได้ แต่จากปัญหาทางด้านการเงินและอื่นๆ ที่รุมเร้าครอบครัวมาตลอด เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ระเบิดขึ้นในปี 1914 เท็ด นาราค็อต ได้ตัดสินใจขายโจอี้ให้กับกองทหารม้าหน่วยหนึ่งที่กำลังจะออกสู่สงคราม ท่ามกลางเสียงคัดค้านของอัลเบิร์ต แต่ร้อยเอกนิโคลส์ผู้ซึ่งกำลังจะเป็นนายใหม่ของโจอี้ได้แสดงความเห็นใจอัลเบิร์ตและรับปากว่าหากเขาและโจอี้รอดจากสงครามมาได้เขาจะนำมันมาคืนอัลเบิร์ตด้วยตัวเอง

 


สองพี่น้องกุนเธอร์กับไมเคิล


อยู่กับตาหลานชาวฝรั่งเศสได้พักหนึ่งก่อนกลับสู่สมรภูมิ

เช้าวันรุ่งขึ้นเจ้าของบ้านคือคุณตากับหลานสาวกำพร้านามเอมิลี่มาพบโจอี้กับท็อปธอร์นเข้า ก็เลี้ยงดูตลอดจนฝึกหัดและเล่นกับมันอย่างมีความสุขอยู่ได้ระยะหนึ่ง ก็ถูกทหารเยอรมันหน่วยหนึ่งมาพบเข้า และยึดม้าทั้งสองไปเตรียมใช้ในการลากปืนใหญ่ ซึ่งคราวนี้เป็นงานที่หฤโหดมาก ม้าหลายตัวต้องสังเวยชีวิตไปกับภารกิจนี้ และท็อปธอร์นซึ่งบาดเจ็บที่ขากำลังจะถูกนำไปใช้งานแทนม้าตัวเดิมที่ตายไป เจ้าโจอี้ได้แสดงความแสนรู้พุ่งปราดเข้ามารับหน้าที่แทน จนกระทั่งปืนใหญ่สามารถเข้าสู่ที่ตั้งยิงได้ ต่อมาอัลเบิร์ตถูกเกณฑ์มาเป็นทหารและเข้าสู่สมรภูมิด้วยความหวังที่จะได้พบกับโจอี้ ในการรบครั้งหนึ่ง อัลเบิร์ตและเพื่อนทหารอังกฤษสามารถบุกตลุยไปจนถึงแนวสนามเพลาะของฝ่ายข้าศึกได้ แต่กลับถูกแก๊สพิษจนตาบอดและถูกส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลสนาม กลับมาทางฝ่ายโจอี้กับท็อปธอร์น หน่วยทหารที่ดูแลมันทั้งสองได้ถูกข้าศึกโจมตี ในขณะที่ท็อปธอร์นนั้นบาดเจ็บและเหนื่อยอ่อนเต็มทีจนขาดใจตายไปในที่สุด ส่วนโจอี้เองได้พบกับรถถังข้าศึกก็ตกใจวิ่งหนีเตลิดไปท่ามกลางการระดมยิงของปืนใหญ่ในเวลากลางคืนจนไปติดลวดหนาม ณ จุดหนึ่งในแดนกลางระหว่างสนามเพลาะของทหารทั้งสองฝ่ายที่มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤาว่า No Man's Land นั่นแหละครับ เช้าวันรุ่งขึ้น โจอี้กลายเป็นจุดสนใจของทหารในสนามเพลาะทั้งทางฝั่งอังกฤษและเยอรมันด้วยความรู้สึกสงสารปนเหลือเชื่อกับเหตุที่เกิดขึ้นกับมัน ทางฝ่ายอังกฤษนั้น มีทหารชื่อ Colin ถือธงขาวเดินข้ามแดนกลางเพื่อตรงไปหาทางช่วยโจอี้ ทางฝ่ายเยอรมันคล้ายกับจะไม่ยอมน้อยหน้า ส่งตัวแทนชื่อ Pieter ซึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ดีพร้อมทั้งคีมตัดลวดหนามเข้ามาสมทบ ทั้งสองหารือและช่วยกันตัดลวดให้โจอี้จนกระทั่งมันสามารถยืนขึ้นมาได้ในสภาพที่บาดแผลเต็มตัว แล้วทีนี้ใครควรจะเป็นฝ่ายได้ม้าไปล่ะ? ความที่ทั้งสองไม่อยากจะก่อสงครามซ้อนสงครามขึ้นมาก็เลยตัดสินกันง่ายๆ ด้วยการเสี่ยงทายโยนหัวโยนก้อยกัน โคลินซึ่งเลือกหัวเป็นฝ่ายชนะจูงม้าโจอี้กลับมายังหลังแนวของตนจนถึงบริเวณที่เป็นโรงพยาบาลสนามที่อัลเบิร์ตรักษาตัวอยู่


ผู้ดูแลยามยากอีกรายหนึ่ง


ภาระหนักในการลากปืนใหญ่


อสรูกายเหล็กตัวใหม่ในสนามรบ

โจอี้เกือบจะถูกยิงทิ้งแบบการุญฆาต (Mercy Killing) เพราะหมอดูสภาพแล้วเห็นว่าโจอี้มีแผลจากลวดหนามเต็มตัวไปหมดจนอาจตายเพราะบาดทะยักได้ แต่ด้วยความบังเอิญจากกาที่อัลเบิร์ตสามารถพิสูจน์ความเป็นเจ้าของโจอี้ได้จากการเป่ามือเรียกมันและสามารถระบุรูปพรรณสัณฐานของมันได้ทั้งๆ ที่ตาของเขายังรักษาไม่หาย ครั้นพอสงครามสงบและอัลเบิร์ตกลับมามองเห็นได้ตามปกติ ก็ยังมีเรื่องให้ต้องลุ้นกันในยกสุดท้าย เมื่อทางกองทัพอังกฤษไม่ได้ต้องการที่จะนำม้าทั้งหมดกลับไปยังประเทศนอกจากม้าของนายทหารเท่านั้น และนำม้าอื่นๆ รวมทั้งโจอี้ออกประมูลขาย ซึ่งมีพ่อค้าม้ารายหนึ่งเกือบจะประมูลได้ไปแทน เคราะห์ดีที่คุณตาของเอมิลี่โผล่มาช่วยไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ เรียกว่ากว่าคนกับม้าคู่นี้จะกลับมาอยู่ด้วยกันได้ ต้องฝ่าฟันอุปสรรคกันสารพัดไม่แพ้นิยายรักระหว่างหนุ่มสาวบางเรื่องเลยทีเดียวครับ

จากการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ การจะไปคาดหวังข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นั้นแทบจะไม่ได้ แม้กระนั้นในแง่พัฒนาการของสงครามก็ยังน่าสนใจไม่น้อย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 นับเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการรบ จากที่เห็นในภาพยนตร์ตอนต้นๆ เรื่อง กองทหารม้าอังกฤษของผู้กองนิโคลส์วิ่งลุยเข้าใส่ข้าศึกตามยุทธวิธีแบบเดิมอย่างสวยงามได้ไม่ทันไร พอเจออาวุธสมัยใหม่ ณ ขณะนั้น คือ ปืนกลเข้าก็เป็นอันร่วงทั้งคนทั้งม้า แล้วม้าเชลยอย่างโจอี้ก็ถูกดาวน์เกรดลงมาเป็นม้าลากเกวียนพยาบาลและม้าลากปืนใหญ่ ซึ่งในเวลานั้นอุตส่าคิดปืนใหญ่ลำกล้องโตๆ ได้ แต่กลับไม่มีพาหนะที่จะใช้ขับเคลื่อนลากจูงมัน จึงต้องเดือดร้อนบรรดาม้าอย่างโจอี้ดังที่ว่า แล้วในปลายสงครามก็มีรถถังโผล่ขึ้นมาในมาดที่ดูเหมือนเป็นสัตว์ประหลาดหรืออสูรกายก็ไม่ปาน ซึ่งผู้สร้างคงจะจงใจที่จะไม่กล่าวถึงทหารที่เป็นพลประจำรถถังอยู่ข้างในคล้ายกับจะเน้นถึงความไร้จิตวิญญาณของเจ้าเทคโนโลยีการฆ่าตัวใหม่ที่ทำให้โจอี้ต้องเผ่นเตลิดเปิดเปิงไปเลย



แม้อยู่คนละข้างยังมาร่วมใจกันช่วยม้า

ว่ากันตามจริงแล้ว เท่าที่เคยศึกษาเรื่องของสงครามโลกครั้งที่ 1 มา เหตุการณ์ที่กองทหารม้าบุกตลุยข้าศึกแล้วโดนปืนกลเยอรมันสอยร่วงกราวนั้นเคยได้ยินแต่เรื่องของกองทหารม้าฝรั่งเศสครับ ไม่ใช่ทหารม้าอังกฤษ ถ้ามีโอกาสจะหาแหล่งอ้างอิงมายืนยันอีกที ครั้นมาในสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยมีการกล่าวอ้างว่ามีกองทหารม้าโปแลนด์บุกเข้าโจมตีหน่วยพานเซอร์ของเยอรมันแล้วตายกันเกลี้ยงทั้งคนทั้งม้า แต่นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังๆ ยืนยันว่าเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อของทางฝ่ายนาซีเท่านั้น ด้านกองทัพนาซีเองนั้น แม้จะมีชื่อเลื่องลือในด้านหน่วยรถถังพานเซอร์ แต่นั่นเป็นเรื่องราวของหน่วยระดับหัวกะทิหน่อยเท่านั้นครับ ความที่กองทัพเยอรมันขาดแคลนน้ำมันอยู่ตลอด ทำให้หลายหน่วยยังคงเป็นหน่วยทหารราบที่ใช้ม้าสนับสนุนภารกิจต่างๆ เช่น การขนส่งลำเลียงและการลากจูงอาวุธปืนชนิดต่างๆ ทางด้านรัสเซียนั้น กองทหารม้าคอสแซคอันเลื่องชื่อก็ไม่ได้ใช้ม้าในการบุกเข้าโจมตีโดยตรง แต่จะใช้พวกมันในการเดินทางในยามค่ำคืนเพื่อลบเลี่ยงการตรวจจับของเครื่องบิน เมื่อใกล้ที่หมายก็จะลงจากหลังม้าแล้วเข้าโจมตีที่หมายเช่นเดียวกับทหารราบทั่วไป เสร็จภารกิจแล้วจึงกลับมาขึ้นหลังม้าเดินทางกลับกันครับ เชื่อว่าการใช้ม้าในสงครามสมัยใหม่น่าจะยังมีอีกมากอันเนื่องจากภูมิประเทศแต่อาจจะไม่ค่อยมีปรากฏให้เราทราบมากนัก ถ้ามีโอกาสจะได้นำมาเสนอกันต่อไปครับ


กลับมาพบกันในที่สุด


คุณตาของเอมิลี่มาช่วยในตอนสุดท้าย

ประเด็นที่ต้องคุยกันเสมอเมื่อมีหนังสงครามโลกออกมาจากทางฝั่งฮอลลีวู้ดว่า ภาพลักษณ์ของฝ่ายเยอรมันที่เป็นข้าศึกนั้น ออกมาในแนวผู้ร้ายหรือไม่เพียงใด ในภาพยนตร์เรื่อง War Horse นี้ ดูกันเผินๆ ตั้งแต่ต้นคล้ายกับว่าจะเป็นสูตรสำเร็จที่เยอรมันจะเป็นผู้ร้ายอีกตามเคย แต่ถ้าทบทวนให้ดีๆ ความร้ายที่ว่าจะไปอยู่กับตัวทหารระดับสั่งการซะมากกว่า ขณะที่ทหารระดับล่างๆ ที่ได้มาดูแลเจ้าม้าโจอี้ ไม่ว่าจะเป็นสองพี่น้องกุนเธอร์กับไมเคิล หรือตาจ่าที่ควบคุมบรรดาม้าลากปืนใหญ่นั้น อยู่ในสภาพผู้ถูกกระทำจากความเฮี้ยบของกองทัพเยอรมันไม่น้อยไปกว่าม้าเลย เมื่อถึงตอนที่โจอี้ไปติดลวดหนามอยู่ใน No Man's Land นั้น บรรดาไพร่ผลทั้งฝ่ายอังกฤษและเยอรมันแม้จะอยู่ต่างขั้วต่างฝ่าย แต่กลับมาแสดงความห่วงใยต่อม้าในแบบใจเดียวกันเป๊ะ ตั้งแต่ต้นเรื่องมาโจอี้นั้นเป็นม้าที่ต้องมาเผชิญชะตากรรมในสงครามที่มนุษย์ก่อขึ้นโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรดังที่ผมกล่าวในตอนต้นๆ พอถึงตอนนี้้มันกลับกลายเป็นเหมือนผู้ที่่มาพิสูจน์ว่าความเมตตานั้นไม่อาจแบ่งแยกมนุษย์ออกจากกันได้เหมือนสงครามที่กำลังดำเนินอยู่

ในภาพรวมแล้วจัดว่า War Horse เป็นภาพยนตร์ประวัติศาสตร์สงครามที่ดูจะกึ่งดรามากึ่งนิทานสำหรับเด็กที่น่าจะดูกันได้ดีทั้งครอบครัว ฉากสงครามที่ดูอลังการและสมจริงก็ไม่ได้มีอะไรที่สยดสยอง ความแสนรู้ของม้าที่อาจจะเกินจริงอยู่ซักหน่อย ก็อาจจะช่วยให้เรารักและเอ็นดูมันมากขึ้นจากเดิมที่อาจจะคุ้นกันอยู่แค่น้องหมาน้องแมว และสุดท้ายหวังว่าสงครามของมนุษย์ที่ทำร้ายทั้งมนุษย์และสัตว์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ทั้งหลายจะได้บรรเทาเบาบางลงบ้างตามสมควรครับ

เนื่องจากบทความนี้เป็นลิขสิทธิ์อัน ชอบธรรมของผู้เขียน และอาจะมีการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลบ้างตามความเหมาะสม ในการนำบทความไปเผยแพร่ในเว็บไซต์อื่นๆ จึงขอความร่วมมือให้ใช้วิธีการคัดลอกเฉพาะ Link หรือ URL Address แทนการคัดลอกบทความทั้งหมด หากมีการคัดลอกไปในลักษณะแอบอ้างเป็นผู้เขียน หรือมีเจตนาอื่นใดที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อทางเว็บ iseehistory.com แล้ว จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย

ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ : War Horse

ชื่อภาษาไทย :  ม้าศึกจารึกโลก

เรื่องเดิม : 
บทประพันธ์ของ Michael Morpurgo

ผู้กำกำกับ : Steven Spielberg

ผู้สร้าง : Steven Spielberg

ผู้เขียนบท :  Richard Curtis, Lee Hall

ผู้แสดง :

  • Jeremy Irvine as Albert Narracott
  • Emily Watson as Rose Narracott
  • Peter Mullan as Ted Narracott
  • Niels Arestrup as Grandfather
  • David Thewlis as Lyons
  • Tom Hiddleston as Captain James Nicholls
  • Benedict Cumberbatch as Major Jamie Stewart
  • Celine Buckens as Emilie
  • Toby Kebbell as Colin, the South Shields soldier
  • Patrick Kennedy as Lieutenant Charlie Waverly
  • Leonard Carow as Private Michael Schröder
  • David Kross as Private Gunther Schröder
  • Matt Milne as Andrew Easton
  • Robert Emms as David Lyons
  • Eddie Marsan as Sergeant Fry
  • Nicolas Bro as Private Friedrich
  • Rainer Bock as Brandt
  • Hinnerk Schönemann as Pieter, German soldier in No Man's Land
  • Geoff Bell as Sergeant Sam Perkins
  • Liam Cunningham as Army Doctor
  • Gerard McSorley as Market Auctioneer
  • Tony Pitts as Sergeant Martin
  • Pip Torrens as Major Tompkins
  • Philippe Nahon as French Auctioneer
  • Julian Wadham as British Captain in Trench
  • David Dencik as German Base Camp Officer
  • Edward Bennett as Cavalry Recruiting Officer
  • Johnny Harris as Infantry Recruiting Officer
  • Tam Dean Burn as British Medic in Trench
  • Maximilian Brückner as German Artillery Officer

ควรอ่านเพิ่มเติม

กระทู้ที่เกี่ยวข้อง

เรียนเชิญสมาชิกร่วมแสดงความคิดเห็นที่ด้านล่างสุดของหน้าเว็บ (ต้องสมัครและ Login ก่อน) ผู้ชมทั่วไปหรือสมาชิกที่ต้องการโพสต์รูป เชิญร่วมแสดงความเห็นได้ที่เว็บบอร์ด "คุยกันหลังฉาก" ในกระทู้ที่มีอยู่แล้ว หรือ สร้างกระทู้ใหม่ (คลิกที่นี่) ครับ

ภาพยนตร์ตัวอย่าง (Trailer) จาก www.youtube.com


ทางเว็บไม่มีนโยบายนำภาพยนตร์ฉบับเต็มมาให้ดูออนไลน์หรือให้ดาวน์โหลดเนื่องจากเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และไม่มีพื้นที่สำหรับเก็บไฟล์ภาพยนตร์
 

 



สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

Aces High ตายเพราะเอาอย่างฮีโร่ วันที่ 19/05/2013   18:21:48
The Lost Battalion เนื้อแท้ของความกล้า วันที่ 19/05/2013   18:22:55
A Dangerous Man: Lawrence After Arabia ศึกทางการทูตของ ลอว์เรนซ์แห่งอาระเบีย วันที่ 19/05/2013   18:23:50
Lawrence of Arabia การสดุดีหรือบิดเบือนวีรบุรุษ? วันที่ 19/05/2013   18:24:46
สารคดี Lawrence of Arabia: โลกลึกลับของวีรบุรุษผู้ขมขื่น วันที่ 19/05/2013   18:26:14
All Quiet on the Western Front (1930) ขาวดำก็มีดี วันที่ 19/05/2013   18:27:11
In Love and War รักยามสงครามของ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ วันที่ 19/05/2013   18:28:11
Flyboys ศึกเวหาที่ยังคลาดเคลื่อน วันที่ 19/05/2013   18:29:07
Rasputin: Dark Servant of Destiny รัสปูติน ในอีกมุมมองหนึ่ง วันที่ 19/05/2013   18:29:47
ซาร์(จักรพรรดิ)องค์สุดท้ายของ รัสเซีย (Russia's last Tsar) วันที่ 19/05/2013   18:30:46
All Quiet on the Western Front แนวรบตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง วันที่ 19/05/2013   18:31:54
The LightHorseMen: วีรกรรมของคนกับม้า และปัญหาศัพท์ ทหารม้า-ทหารราบขี่ม้า วันที่ 19/05/2013   18:32:45



1

ความคิดเห็นที่ 1 (102154)
avatar
คนเล่าเรื่อง

เท่าที่อ่านดู หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนังสูตรแนวดราม่าให้คนดูได้ฟูมฟายกับความโหดร้ายของสงครามต่อทุก ๆ สรรพสัตว์ร่วมโลก สร้างประเด็นความผูกพันของคนกับม้าและประเด็นการผจญภัยของม้าแบบเดียวกับหนังเก่า ๆ ของดิสนีย์ที่เกี่ยวกับความผูกพันของคนกับสัตว์เลี้ยง เพียงแต่คราวนี้ต้องผจญกับชะตากรรมในสงครามที่มนุษย์ก่อขึ้นมาครับ

พอมาเรื่องประวัติศาสตร์สงครามโลกในหนังที่เกาะเกี่ยวกันอย่างหลวม ๆ แต่ก็อธิบายสถานการณ์การรบที่รุนแรงได้ และให้ความแตกต่างในบุคลิกของทหารเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 1 ให้ดูเป็นคนปกติมากกว่าในสงครามโลกครั้งที่ 2 ครับ

แน่นอนครับ การนำรถถังเข้ามาปรากฎในฉากรบท้ายเรื่องคือ การสร้างสัญลักษณ์ให้เห็นว่า การรบโดยใช้ม้าได้จบสิ้นลงแล้วโดยเครื่องจักรกลสมัยใหม่  และความสง่างาม (หรือความป่าเถื่อนแบบเก่า ๆ ) ของการสงครามโดยม้าได้จบสิ้นลง  บทบาทของม้าในการรบได้สิ้นสุดลงและแทนที่ด้วยความสง่างามในการสวนสนามเท่านั้นครับ (อีกนัยยะหนึ่งก็คือ พ้นกรรมไป ไม่ต้องมาเข้าร่วมสงครามให้กลายเป็นเป้าของการฆ่าฟันในสนามรบเสียทีครับ)

ครับ ผมเองก็มีชะตากรรมแบบเดียวกันกับอาจารย์โรจน์ครับ ทั้งเรื่องงาน สุขภาพ แล้วก็อารมณ์บางอย่างที่ไม่เอื้อให้เขียนบทความใหม่ ๆ ขึ้นมา ขนาดว่าไม่มี ผบ.ทบ. นะเนี่ย แต่ก็จะพยายามทำให้ได้ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น คนเล่าเรื่อง ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-11-29 11:03:32



1


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
| WW II Europe | WW II Asia | WW I | Vietnam War | ประวัติศาสตร์ไทย | บทความจากสมาชิก | คุยกันหลังฉาก | บทความทั้งหมด |

สนใจร่วมเขียนบทความในเว็บไซต์ เชิญอ่าน แนวทางการร่วมเขียนบทความ ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์

Custom Search



eXTReMe Tracker