dot
dot
เว็บภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน
dot
dot
สมาชิก Webboard/Blog
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletข้อตกลงการเป็นสมาชิก
bulletเว็บบอร์ด-คุยกันหลังฉาก
bulletเว็บบอร์ด-Games ย้อนยุค
bulletเว็บบอร์ด-ชุดจำลองประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-หนังสือประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-เพลงประวัติศาสตร์
bulletคำถาม/คำตอบ ล่าสุด
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
dot
สงครามโลกครั้งที่ 2
dot
bulletสมรภูมิยุโรป (สัมพันธมิตรVSเยอรมัน-อิตาลี)
bulletสมรภูมิแปซิฟิก-เอเชีย (สัมพันธมิตรVSญี่ปุ่น)
dot
ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อื่นๆ
dot
bulletสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
bulletประวัติศาสตร์ไทย
bulletประวัติศาสตร์อเมริกันยุคเริ่มแรก
bulletสงครามเวียดนามและอินโดจีน
bulletตะวันตกโบราณ (กรีก โรมัน ฯลฯ)
bulletประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
bulletเอเชียโบราณ
bulletประวัติศาสตร์อื่นๆ (ยังไม่แยกหมวดหมู่)
bulletคลิปความรู้จาก YouTube
dot
เรื่องอื่นๆ
dot
bulletบทความเสริมความรู้ทั่วไป
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletผู้จัดทำ
bulletผังเว็บไซต์ (Site Map)
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
bulletถาม-ตอบ (FAQs) (โปรดอ่านก่อนตั้งกระทู้หรือสมัครสมาชิก)
bulletร้านค้าออนไลน์
bulletแบ่งปัน Album
dot
ลิงค์ต่างๆ
dot
bulletรวมลิงค์/แลกลิงค์ ที่นี่ครับ
bulletHistory in Film
bulletHistory on Film
bulletFuKDuK TV ช่องประวัติศาสตร์
bulletกองบิน 21 กองพลบิน 2




โหราศาสตร์ยุคไอที


เว็บแลกลิงค์อื่นๆ

ขายเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ราคาส่ง


เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสอง


ในช่วงของปี 1920's เหล่าแกรนด์ ดุ๊ก พระญาติของฉันที่มีกันอยู่กลุ่มใหญ่นั้น..คงมีเวลาว่างจัด..พวกเขาก็หันมาจัดกันเองตามอาวุโสว่า..ใครควรจะเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ (ลมๆแล้งๆ) ของโรมานอฟ..
ในนั้นก็มีอยู่สามคนด้วยคน..หลานชายของฉัน แกรนด์ ดุ๊ก ซีริล (Cyril) และญาติฉัน แกรนด์ ดุ๊ก นิโคลาส (นิโคลาชา) และ หลานชายอีกคนหนึ่ง
แกรนด์ ดุ๊ก ดิมิทรี
ที่เขาเริ่มจัดวางตำแหน่งให้กับตัวเองอย่างนั้น เพราะทั้งหมด..มีความหวังอย่างแรงกล้าว่า อีกไม่นานโซเวียตก็จะล่มสลายลงไป..ประชาชนก็จะหันมาพิทักษ์ภักดีกับโรมานอฟเหมือนเดิม..
ดังนั้นจึงเตรียมตัวกันไว้ให้พร้อม...

เนื่องจาก..ในยุโรปทั้งหมดมีชาวรัสเซียลี้ภัยหลั่งไหลไปอยู่กันมากมาย..เหล่าแกรนด์ ดุ๊กที่หมายมั่นว่าจะกลับไปเป็นซาร์ก็เลยต้องทำหน้าที่กันแบบวิ่งรอก หน้าที่ที่ว่านั่นก็คือ..ยังคงไปพบปะสังสรรค์..มีการถวายการคำนับ และคงไว้ซึ่งประเพณีเก่าๆเหมือนกับครั้งที่ยังมีอำนาจ
นอกเหนือไปจาก..การประชุมเสวนาปัญหาเรื่องบ้านเมืองกันที่โน่นที่นี่ (ซึ่งหาใช่ในพระราชวังหรือคฤหาสน์ที่ไหนไม่...แต่เป็นการไปพบปะกันตามคาเฟ่ในปารีสมั่ง ลอนดอนมั่งนั่นแหละ..


ภาพ..Grand Duke Cyril Vladimirovich of Russia    


 

        http://youtu.be/29ScRa7AEPA

   

        คลิปนี้่ คือ แกรนด์ ดุ๊ก ซีริล..ในฐานะประมุขของโรมานอฟลี้ภัย กำลังส่งสาสน์ถึงชาวรัสเซียที่อยู่กระจายไปทั่วโลก...


    

        ใครอยากจะเป็นอะไรก็ตามใจ..ระหว่างที่กำลังขับเคี่ยวแย่งชิง "บัลลังก์เจ้าไม่มีศาล"กันระหว่างแกรนด์ ดุ๊ก ซีริล และ แกรนด์ ดุ๊ก นิโคลาชา อดีตแม่ทัพใหญ่นั้น..ต่างฝ่ายก็ต่างมีเสียงสนับสนุนพอสมควร เพราะชาวรัสเซียพลัดถิ่นนั้นมีอยู่มากมายอยู่ทั่วโลก
        ใครชอบใครก็ถือหางเสียงกันไป..

        หากแต่..ฉันต้องมาอารมณ์เสียเอาในเช้าวันหนึ่งจนได้..เพราะอยู่ๆตื่นขึ้นมา..ก็มีข่าวว่า. Nikita ลูกชายของฉันคนหนึ่งเข้าไปอยู่ในรายการแคนดิเดตแย่งบัลลังก์ลมกับเขาด้วย..
        มันจะบ้าอะไรกันหนักหนา..
        ผู้ใหญ่..ญาติๆของเราทั้งสองคนนั่นจะทำอะไร จะหาเสียงกันอย่างไร..ฉันก็ไม่ขอยุ่งด้วย
        แต่นี่..มันมาเกี่ยวข้องกับลูกชายของฉัน..เห็นทีจะอยู่นิ่งไม่ได้..ชายนิกิตา...มีงานทำพอสมควรต่ออัตภาพอยู่ที่ธนาคาร มีครอบครัวที่น่ารัก ชายา Countess Marie Vorontzoff ก็เป็นเพื่อนรัก เป็นแฟนกันมาแต่เด็กๆ อีกทั้งชายนิกิตาก็ไม่มีความทะเยอทะยานที่อยากจะเป็นใหญ่เป็นโต หรือ มีบารมีแต่อย่างใด..
        ฉันจึงโดดเข้าขวางอย่างสุดฤทธิ์..

        จนกลุ่มพวกนกสองหัว (ที่เมื่อก่อนเป็นนักต่อต้าน..แต่ปัจจุบันพอสิ้นชาติขึ้นมาก็กลายมาเป็นพวกจงรักภักดี) รุมกันนินทาว่า..การกระทำของฉันนั้น..ประหลาดนัก..ไม่อยากให้ลูกมียศฐา..ทำเหมือนกับพวกฝักใฝ่ในลัทธิบอลเชวิค

        เออนะ..ถ้าไอ้คำนินทานี้มาจากคนอื่น..ฉันคงเดือดดาลมากทีเดียว..
        แต่มันมาจากปากของไอ้พวกที่มีส่วนทำให้บัลลังก์ต้องล่มลงไป..ฉันถือว่าเป็น "คำชม"

        เพราะอะไรกระนั้นหรือ....เพราะถึงแม้ว่าพวกนี้จะทำให้พี่และน้องของฉันต้องมอดม้วยไปถึงสามคนก็จริง..แต่....โซเวียตก็ได้รักษาอาณาจักรแห่งรัสเซียส่วนใหญ่ได้อย่างมั่นคง..เป็นหนึ่งเดียวกัน จะเรียกตัวเองว่า โซเวียตหรืออะไรก็ตามที..แต่..มันไม่ได้กลายเป็นเหยื่อที่ถูกพวกที่เรียกตัวเองว่า"สัมพันธมิตร" รุมแทะ แบ่งเค้กจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
        และเหลือไว้แต่ซากเดน..

        จริงอยู่..ใจหนึ่งนั้น..ฉันเองก็อยากจะฆ่าเลนิน บีบคอทรอตสกี้ ให้มันตายคามือ..
        แต่อีกใจหนึ่ง..ฉันก็ต้องชมเชยในการบริหารจัดการของรัฐบาลในกรุงมอสควา ที่มีนโยบายในการจัดการขั้นเด็ดขาดกับการรุกล้ำดินแดนของพวกโปล์ที่คอยหาโอกาสเล่นงานเราทุกเมื่อ กล่าวคือ..
        เมื่อต้นปี 1920 ในขณะที่บ้านเมืองกำลังระส่ำระสายเพราะการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น..เรามีทั้งการสูญเสีย..มีทั้งศึกเหนือเสือใต้..โปแลนด์ คู่กัดแต่ดึกดำบรรพ์..ก็ได้โอกาส..พยายามแย่งชิงพื้นที่ในชายแดนที่ Kieff ..โดยหมายใจที่จะปิดกั้น ปิดประตูตายของรัสเซียกับโลกตะวันตก..
        เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่พาดหัวในหน้าหนังสือพิมพ์..ที่ใครอ่านก็ได้แต่พากัน"สมเพช"  "ยิ้มเยาะ" รัสเซีย..เพราะเชื่อว่าคงจะช่วยอะไรตัวเองไม่ได้มากนัก..
        บอกตรงๆว่า..เลือดในตัวของฉันมันพลุ่งพล่านไปด้วยโทสะ...นึกภาวนาพระเจ้า เอาใจช่วยกองทัพแดงอย่างสุดใจ..ขาดดิ้น..ไม่ใช่ในฐานะของ แกรนด์ ดุ๊ก แห่ง รัสเซีย
        แต่ในฐานะของ"ทหาร" ที่ได้เคยให้คำสัตย์สาบาน..ปฎิญาณตนว่าจะรักษาดินแดนทุกตารางนิ้วจนกว่าชีวิตจะหาไม่..
        และไม่เท่านั้น..ฉันเป็นหลานปู่..พระจักรพรรดิ์ อเล็กซานเดอร์ ที่หนึ่ง..จอมทัพที่เคยได้ลั่นพระวาจาไว้ว่า.."หากไอ้พวกโปล์บังอาจหือขึ้นมาเมื่อไหร่..ข้าจะนำทัพไปถล่มมันให้ถึงกรุงวอร์ซอว์ให้ราบเป็นหน้ากลอง.."

        พระวาจาสิทธิ์ประโยคนั้นเพียงประโยคเดียวได้สร้างความสงบระหว่างโปแลนด์และรัสเซียต่อมาได้นานถึงเจ็ดสิบสองปี..


        ฉันยังคงจำได้ว่า สมเด็จปู่จะทรงแสดงความยินดี ฮูร่าห์กับทหารหาญเป็นการส่วนพระองค์ทุกครั้งที่เราได้รับชัยชนะผลักดันข้าศึกให้กระเด็นออกไป

        ความรู้สึกยินดีนี้ก็ได้เกิดกับฉันเหมือนกับครั้งเมื่อก่อน ที่ทราบว่ากองทัพแดง นำโดย ผู้บัญชาการ Budenny  ได้นำทัพตีหน้าด่านที่เมือง Pilsudski แถมตามไปลุยต้่อถึงในกรุงวอร์ซอว์ (ตามที่สมเด็จปู่เคยลั่นพระวาจาไว้)
        เพราะไม่ว่ากองทัพจะแดง หรือ เป็นโซเวียต..แต่ทหารของเราไม่ว่าเมื่อก่อน หรือ ปัจจุบัน
        ก็ยังคงรักและหวงแหนแผ่นดินอย่างเหนียวแน่น..ศัตรูหน้าไหนอย่ามาสะเออะเข้ามาเหยียบ

        หลังจากที่ปลาบปลื้มยังไม่เสร็จ..เลขานุการส่วนตัวของฉันได้เสนอความคิดขึ้นมาว่า
        "อย่าทรงลืมนะพะยะค่ะ..ว่า..ถ้ากองทัพแดงแข็งแรงขนาดนั้น..มันก็ยากต่อการที่กองทัพ(สีขาว..หรือ White Army) จะกอบกู้ราชบัลลังก์ให้กลับมาได้"

        นั่้นก็ถูก..ความหวังว่า..ระบบแดงจะต้องถูกทำลาย..คอมมิวนิสต์ต้องล้มเหลวนั้น..
        มันเริ่มสิ้นสลายไปทีละนิด..เพราะ..ความจริงได้ปรากฏให้เห็นแล้วว่า..โซเวียตนั้นโตวันโตคืน..แข็งแรงอย่างไม่มีใครคาดคิด..

        ฉันเอง..ก็สับสนวุ่นวายต่อการตอบคำถามของตัวเองในเรื่องของของความ"จงรัก" "ภักดี" "รัสเซีย" "โซเวียต"..ที่สลับไปมาระหว่าง "จริง" หรือ "ไม่จริง"  "ใช่" หรือ "ไม่ใช่"เพราะสภาพที่ฉันเป็นอยู่..ทั้งในฐานะของ Mr. Alexander Romanoff และ
        อีกฐานะหนึ่ง คือ Grand Duke Alexander of Russia  ในสองสถานะที่ว่า..
        คำตอบนั้น..มันจะต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง..

   
 

        จนเมื่อมาได้ปรึกษาพูดคุยกับพระญาติ(ที่ไร้บัลลังก์เช่นกัน)พระองค์หนึ่ง..ที่ทรงเป็นนักปรัชญา และ คร่ำหวอดอยู่ในการเปลี่ยนแปลงของระบบปกครอง..ถึงความรู้สึกต่างๆที่มีและถ้าพระองค์มาเป็นฉัน..จะทรงทำอย่างไร..ท่านได้ให้คำแนะนำที่ดีว่า..

        "ฟังนะ..ทรงแยกแยะความรู้สึกออกมาก่อน..และทรงตรองดูว่า..ว่า..อะไรที่ข้นกว่า ระหว่าง สายโลหิต หรือ การอยู่รอด (ของบ้านเมืองที่เคยเป็นของเรา) และถ้าพระองค์
        ทรงจำกัดความรักในรัสเซีย..แค่อยู่แต่ในครอบครัวของพระองค์ หาใช่ผืนแผ่นดินทั้งหมด....พระองค์ก็จะทรงมีพระชนม์อยู่ต่อไปด้วยความ"จงชัง" โซเวียตจนถึงวันที่สิ้นลม..
        ถ้าทรงทำพระทัยได้อย่างหม่อมฉัน..ที่คอยคิดและเป็นห่วงบ้านเมืองเสมอ..ไม่ว่ามันจะเป็นสีแดง หรือ ใครปกครองประชาชนอยู่..เพียงแค่ขอให้มันได้อยู่รอดและไม่เป็นข้าทาสของประเทศอื่น..หม่อมฉันก็ดีใจหนักหนา..แถมยังเอาใจช่วยอีกต่างหาก.."

        สามปีก็ได้ผ่านไป..1924 ก็กำลังย่างก้าวเข้ามา..
        ชีวิตฉันที่อยู่ด้วยกำลังทรัพย์ที่ผันมาจากสร้อยมุกของเซเนียบ้าง..จากการขายภาพของ
        Rembrandt บ้าง..จากเครื่องทองหยองบ้างนั้น ได้หมดไปกับค่าโรงแรมการเดินทางไปโน่นนี่

        จนฉันมารู้สึกว่า..น่าจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้วละ..

        แต่คำตอบได้สวนกลับมาว่า..แล้วอะไรล่ะ..ที่พอจะทำได้น่ะ..

        คำว่า "ประเทศอเมริกา" ลอยวนเวียนอยู่ในสมอง..เพราะลูกชายคนหนึ่งของฉันทำงานใน National City Bank  ที่ New York และคำว่าอเมริกานั้น..มันเหมือนกับประกายไฟเล็กที่จุดขึ้นมาสว่างวาบในห้องชีวิตที่มืดมนของเราในขณะนี้..
        ฉันเองรู้สึกอิจฉาลูกชายนิดๆ ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบ และสามัญ..
        แกรนด์ ดัชเชส วิคตอเรีย พระชายาของ แกรนด์ ดุ๊ก ซีริล..ผู้ซึ่งได้ไปเยี่ยมเยือนมหานคร นิวยอร์ค ในฤดูหนาวหนึ่งนั้น..ได้กลับมาเล่าถึงความโอ่อ่า ตระการตา หรูหราของ
        Park Avenueให้ฟัง..และ กล่าวต่อไปว่า..
        "พวกเราน่าจะย้่ายไปอยู่อเมริกากันนะ"

        ทำไมฉันจะรู้จัก นิวยอร์ค หรือ ถนนปาร์ค เล่า..ก็ฉันมันทหารเรือเก่า ที่ท่องมาแล้วรอบโลก..แต่..การที่จะไปอเมริกาอย่างคนสิ้นไร้ไม้ตอกนั้น..มัน่าอนาถใจยิ่งนัก
        ถึงแม้ว่า ฉันอาจจะได้รับเชิญจากเพื่อนเก่าๆ..ก็ตามที..
        แต่ถ้าจะให้ไปแบบอยู่ในความ"อนุเคราะห์" ของคนอื่นนั้น..ฉันทำใจรับไม่ได้..
        ฉันยินดีที่จะซุกหัวอยู่ในห้องแคบๆของโรงแรมที่กรุงปารีสนี่แหละ...รอโอกาสเผื่อว่าจะได้ทางออกได้บ้าง..


        และแล้ว..ก็มีจดหมายถึงฉันจากโคเปนเฮเกน..ซึ่งฉันจะจำวันนี้ไปจนวันตายเชียว
        ใจความมีว่า

        "วันคริสมาสต์กำลังจะมาถึง และมีของขวัญมากมายที่จะต้องแจกจ่าย..ทางกองทุนพระคลังข้างที่ยังไม่ได้ส่งเช๊คมาให้เลย..ลองช่วยดูซิว่า..มันช้าเพราะอะไร?"

        ลงพระนาม..มาเรีย (ซารินาพระมารดา)

        ฉันเอามือขยี้ตาอย่างไม่เชื่อว่านี่มันเป็นความจริง..รีบมองกลับไปดูวันที่ทรงพระอักษร..
        ก็ไม่ผิด..วันที่ 5 ธันว่าคม 1924..มันก็เกือบแปดปีแล้ว..ที่เราอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด ไร้ที่อยู่..พระองค์ยังจะหวังเงินจากกองทุนพระคลังข้างที่จากที่ไหน..พระชนม์ในยามนี้ก็เหยียบแปดสิบ..ทรงอยู่ผ่านมาแล้วถึงสี่ซาร์ สี่แผ่นดิน..ทรงรับไม่ได้กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมาแต่ไหรแต่ไร..
        และที่สำคัญทรงรับไม่ได้ที่เห็นพระเชษฐภคินี พระราชินี อเล็กซานดรา (แห่งอังกฤษ) มีพร้อมและเพิ่มพูนด้วยพระเกียรติยศ สรรเสริญ แล้วพระองค์ที่เป็นสมเด็จพระราชินีในอาณาจักรที่(เคย)ยิ่งใหญ่กว่าอังกฤษหลายเท่านัก จะต้องมา"น้อยหน้า" ทั้งๆที่เราอยู่ในสภาพสาแหรกขาดอย่างนี้..

        ฉันก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายต่อพระองค์อย่างไร..ว่า..สำนักงานกองทุนพระคลังข้างที่ที่ใหญ่โต หรูหรา ที่เซนต์ ปีเตอร์สเบอร์ก นั้น ปัจจุบัน..คือ สมาคมของยุวชนคอมมิวนิสต์ ไปแล้ว..
        เป็นการตัดปัญหา..ฉันได้เขียนเช๊คเงินสดส่งไปถวาย..เท่าที่จะมีกำลังสามารถ และหวังอย่างยิ่งว่า ปีต่อไป 1925 อะไร อะไร มันก็น่าจะดีขึ้น..อย่างน้อยก็ควรจะดีกว่าปีนี้

        หรือ..ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น..พวกเราคงต้องไปนอนกันข้างถนนในปี 1926 แน่ๆ..

 
  

        ในมือของที่สั่นเทาของฉันมีเอกสารอยู่สองสิ่ง..ที่มีระยะเวลาห่างกันถึงสี่สิบสี่ปี..
        อันหนึ่ง..คือ..ภาพของเด็กสาววัยสิบเจ็ดปี ที่มีแววตาสดใส..แต่งงานด้วยอาภรณ์สีเงินระยับ
        ที่พระเศียรมีศิราภรณ์เพชรแวววาว..ใต้ภาพเขียนไว้ว่า..
        แกรนดฺ ดัชเชส อนาตาเซีย พระธิดาองค์ใหญ่ของ แกรนด์ ดุ๊ก มิเกล นิโคเลวิช อุปราชแห่งแคว้นคอเคซัส กำลังจะทรงอภิเษกกับ เฟรเดอริค แกรนด์ ดุ๊ก แห่ง เมคเกลนเบอร์คข-ชไวเรง ถ่ายที่ Tiflis ในปี 1879

        ในอีกมือหนึ่ง..คือ โทรเลขจาก Eze, Alpe-Maritime, France ที่มีข้อความว่า..
        "พระเชษฐ์ภคินีสิ้นพระชนม์เมื่อเช้านี้..จะเสด็จมาถึงเมื่อไหร่ ติดต่อด้วย"

        ฉันคิดถึงพี่สาวขึ้นมาอย่างจับจิต ..ทรงมีหลานยาย หลานย่ามากมาย  มีพระชนม์เพียงแค่หกสิบเอ็ดชันษาเท่านั้น..ฉันไม่ได้คิดถึงท่านในฐานะที่เป็นแกรนด์ ดัชเชส  หากแต่..
        อยากไปเพื่อเด็กสาวสวยที่เป็นพี่สาวของฉันคนนั้นในภาพ..
        แล้วก็สงสัยว่า..ฝรั่งเศสจะทำพิธีอย่างไรที่จะไม่ให้กลายเป็นวิธีของการเมือง เพราะ มกุฏราชกุมารีแห่งเยอรมัน และ  พระราชินีแห่งเดนมาร์ก อาจจะต้องมาเจอกันในงานพิธีฝังพระศพของพระมารดาในครั้งนี้...

        แต่อย่างไรก็ตาม..ท่านก็ได้จากไปแล้ว..ที่ฝังพระศพของพระองค์ก็อยู่พระตำหนักใน
        French Riviera ห่างไปจากสถานคาสิโนที่แสนทรงโปรดไปเพียงไม่กี่ก้าว..
        ใครๆในวงสังคมต่างก็ทราบดีว่า พี่สาวของฉันนั้นป๊อบปูล่าร์ขนาดไหน ทั้งดื่ม ทั้งเล่น ทั้งเต้น..เพราะทรงจากบ้านเกิดเมืองนอนมาตั้งแต่อายุยังน้อย
        ฉันจัดแจงจัดกระเป๋าเตรียมเดินทาง เพื่อที่จะไปคารวะพี่สาวเป็นครั้งสุดท้าย..ด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยว และนี่เป็นครั้งแรกของการพลัดบ้านต่างเมือง..ที่ฉันรู้สึกเหนื่อยหน่ายและท้อแท้ใจ จนไม่สนใจอีกแล้วว่า....วันพรุ่งนี้..จะเป็นอย่างไร..?

ในอพาร์ทเม้นต์ที่ปารีส..
ฉันมองไปที่รูปภาพที่ตั้งอยู่บนโต๊ะในห้องที่พัก..สลับสายตาไปกับโทรเลขที่ถืออยู่ในมือ...
ระยะเวลาของวันที่ที่ลงนั้น..ห่างกันสี่สิบสี่ปี...

ในภาพ..เป็นภาพของหญิงสาวสวย วัยสิบเจ็ด ในเครื่องแต่งกายที่วาววับ อีกทั้งมงกุฏเพชรและใข่มุกที่มีน้ำหนักน่าจะไม่น้อย..
ใต้ภาพเขียนไว้ว่า..แกรนด์ ดัชเชส  อนาสตาเซีย มิเกลโลวินา พระธิดาใน แกรนด์ ดุ๊ก มิเกล นิโคโลวิช พระอุปราชแห่งคอเคซัส คู่อภิเษก กับ  แกรนด์ ดุ๊ก เฟรเดริค แห่ง  เมคเคลนเบอร์ค-ชเวริน  ถ่ายที่ Tiflis 1879



ตรา "ด่วน" ประทับมาบนโทรเลข..กลิ่นหมึกยังอวลติดอยู่บนซอง..น่าจะมาถึงสดๆร้อนๆ มันได้ลงวันที่ 7 เมษายน 1923...จาก Eze, Alpe-Maritimes, France
ในนั้น..มีข้อความว่า
"แกรนด์ ดัชเชส เสด็จสวรรคตเมื่อเช้านี้...แจ้งให้ทราบด้วยว่าจะเสด็จถึงเมื่อไหร่.."

ฉันยืนนิ่ง..สมองมองไปที่ภาพนั้นและโทรเลขที่มีเวลาต่างกันถึงสี่สิบกว่าปีนั้น..มันเหมือนกับเวลานั้นผ่านไปเหมือนเมื่อวานนี้เอง 
แต่...พี่สาวก็หกสิบเอ็ดเข้าไปแล้ว
เป็นย่าเป็นยายของหลานๆหลายคน..ฉันกำลังคิดไปถึงการไปร่วมในงานพิธีของพี่หญิง..สาวงามที่ปรากฏในภาพตรงหน้า..แต่ก็ยังสงสัยว่า..รัฐบาลฝรั่งเศสจะทำอย่างไร
เพราะว่าลูกสาวของพี่หญิง คือ เจ้าหญิงมกุฏราชกุมารีแห่งเยอรมัน..และ พระราชินีแห่งเดนมาร์ค จะเสด็จมาร่วมในพิธีศพของพระมารดาตามธรรมเนียม
(หมายเหตุ..เนื่องจาก เดนมาร์กและเยอรมัน คือคู่กรณีในเรื่องดินแดนที่ต้องเอาคืนจากเยอรมัน.. จากการแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ตามสนธิสัญญาแวร์ซายส์)

ความคิดคำนึงของฉัน..กลับไปยังบ้านที่ทิฟลิส..ครอบครัวของเราที่อยู่กันอย่างสงบสุขที่คอเคซัส..ที่สมาชิกในครอบครัวของเราต่างล้มหายตายจากกันกันไป..
มีเหลือก็คือ มิเกล..พี่ชายอีกคนหนึ่ง..ที่ได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อังกฤษเมื่อสามสิบกว่าปีมาแล้ว..(เพราะไปแต่งงานกับหญิงที่ไม่มีความเหมาะสม)
ซึ่งฉัน..คิดว่า..เราต่างก็คงจะต่อกันไม่ติด เพราะเขาคงจะกลายเป็นคนชั้นสูงของอังกฤษเต็มตัว..อีกทั้งลูกสาวของเขาสองคน..ที่เป็นถึงพระสหายของเจ้าชายแห่งเวลส์
มกุฏราชกุมาร..สายเลือดของรัสเซียที่มีก็เป็นเพียงเอาไว้เป็นสายวัดของความมี"เชื้อสาย" ให้ผู้คนถอดหมวก ก้มหัวให้เท่านั้น..นอกนั้น..พวกเขาไม่มีความเป็นรัสเซียที่
จะทำให้โรมานอฟนั้นโดดเด่นมาได้อย่างพี่หญิงเลยแม้แต่นิด..

แม้ว่าพี่หญิงจะทรงอภิเษกไปกับเจ้าชายเยอรมันก็ตาม..ท่านก็ทรงใช้ชีวิตอยู่ในวงสังคมชั้นแถวหน้า..ไม่เคยทรงลืมที่จะบอกกับใครๆเสมอว่า..พระองค์คือคอเคเชี่ยน
ไม่เคยทรงลืมบ้าน(วัง) ที่แสนสวยงามของเราที่ทิฟลิส...ทรงเอ็นดูน้องชายที่แสนดื้อ แสนซนอย่างฉันเสมอมา..แม้ว่าเราจะไม่ค่อยได้พบกันเท่าไหร่นัก แต่ทุกครั้งที่เจอ
เราก็คือพี่น้องที่แสนรักใคร่สนิทสนม...
ฉันยังจำได้ดีถึงภาพเก่าๆ ที่ ในค่ำคืนหนึ่ง..ที่เด็กสาวผมสีเข้ม..หน้าตาสะสวย..ปึงปังเดินบุกเข้ามาในห้องเรียน และประกาศก้องว่า.
จะขอเข้ามายอมเรียนกับครูโหดๆกับพวกเรา..มากกว่าที่จะต้องไปแต่งงานกับเจ้าชายเยอรมันบ้าๆนั่น..!!

บัดนี้..พี่หญิง หรือสาวน้อยผู้นั้น..ได้จากฉันไปแล้ว..ร่างของพระองค์ก็คงนอนสงบนิ่งอยู่ในคฤหาสน์ที่ริเวียร่า..ห่างจากคาสิโนไปไม่กี่ก้าว..อันเป็นสถานที่โปรดของท่านหนักหนา
จนใครต่อใครต่างรู้จักท่านดีในฐานะเจ้าหญิงจากต่างแดน

ฉันจัดกระเป๋าเสร็จเรียบร้อย พร้อมเดินทาง..สายตาเหลือบไปมองภาพต่างๆในห้อง..ที่โต๊ะ..ที่เก้าอี้..เครื่องแต่งห้องกระจุกกระจิก..อย่างให้มันขึ้นใจ เพราะของทุกอย่างในที่นี้
รวมไปถึงสถานที่..มันเป็นของพี่หญิงที่รัก..ที่ได้อนุญาตให้ฉันได้ใช้ไว้พักพิงอาศัย..ซึ่ง..มันหมายถึงว่า..ฉันคงไม่ได้กลับมาใช้มันอีกแล้ว..
และนี่คือ การกล่าวอำลาอีกครั้ง..ในสมัยของศตวรรษที่สิบเก้านี่..ที่ฉันได้รู้สึกถึงการหมดอาลัยตายอยากในชีวิตเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ออกนอกบ้านเกิดเมืองนอนมา..
ไม่สนใจอีกแล้ว..ว่า อะไรมันจะเกิดขึ้นกับชีวิต..ฉันจะหาโอกาสให้กับตัวเอง อะไรก็ได้ ถ้าหากว่า..โอกาสนั้นยังมีเหลืออยู่..สำหรับฉัน

ที่ริเวียร่า..ที่แสนงดงามไปด้วยดอกไม้นานาพันธ์ หอมตลบอบอวล  ในพิธีที่พระวิหารนั้น..เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่ต่างเศร้าสร้อยไปกับเสียงบทสวดโทนขรึมๆของรัสเซีย
เหล่าบรรดาแขกที่มียศฐาในเครื่องแต่งกายเต็มยศพร้อมเหรียญตราที่พากันส่งสะท้อนกับแสงเทียนระยับไหววาววับ..

หลังจากพิธีศพ..ฉันก็ได้ไปแวะที่สถานที่ที่พี่หญิงเคยโปรดปรานหนักหนา..มอนติ คาร์โล ที่ฉันไม่เคยได้ไปเหยียบย่างมาตั้งแต่ก่อนสงคราม..
แต่มันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิด..นักการพนันกระเป๋าหนักชาวกรีซ ก็ยังเกาะกลุ่มกันที่โต๊ะรูเลตต์...เหมือนเดิม..

ภายนอกนั้น..ฉันได้เห็นกลุ่มสาวปารีเซียง ที่แต่งกายกันอย่างเอาเป็นเอาตาย..ด้วยเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่มีสีสัน..เดินกันขวักไขว่..บางคนจูงหมาตัวน้อยพันธ์ปักกิ่ง
นวยนาดไปมา..
หรือ..กลุ่มของพวกท่านลอร์ดแก่ๆที่มาโดยการนั่งรถเข็น..ต่างก็จับกลุ่มคยกันที่..ถ้าไม่ใช่เรื่องโรคเก๊าท์ ก็ไม่หนีเรื่องการเมืองและค่าเงินปอนด์
มองไปที่ท่าเรือ..ที่หนาแน่นไปด้วยเรือยอชท์ของพวกเศรษฐีอเมริกัน ที่ต่างก็ใฝ่ฝันกันนักในการที่จะได้มาล่องเรือในทะเลเมติเตอเรเนียน..
นึกๆไป..ก็อิจฉาพวกเขาพอประมาณ..แต่ถ้าเป็นฉัน..มีเรืออย่างนั้น..ฉันไม่เลือกที่จะมาที่นี่อย่างแน่นอน..เพราะยังมีที่อื่นอีกมากมายที่น่าสนใจกว่า


ท่านผู้เขียน...Grand Duke Alexander Mikhailovich of Russia   


ขณะที่จิบเหล้าในมือไป..โดยที่ไม่พยายามฟังเสียงรอบข้างที่ลอยมากระทบหู
ที่ซ้ายมือมุมหนึ่ง ฉันได้เห็นชายผิวคล้ำ ที่ร่างของเขานั้นตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์เพชรพลอยวูบวาบ แว๊บหนึ่ง..เขาคล้ายกับคนที่ฉันเคยรู้จัก อาจจะเป็นพวกพ่อค้าขายเพชรนิลจินดา..
แต่เมื่ออยู่ในสภาพง่อนแง่นทางการเงินอย่างฉัน..ไม่รู้จักกัน เห็นจะดีที่สุด

แต่ก็ช้าไป..เพราะเขาคนนั้นได้ก้มศรีษะ..ส่งคารวะมาให้..พร้อมกับเยื้องกายตรงหน้าฉัน
"ไม่ทราบว่า ฝ่าพระบาทจะเห็นเป็นการรบกวนหรือไม่..ถ้ากระหม่อมจะขอเวลาสักสองสามนาที"
"ถ้าเป็นแค่เวลาที่ว่า..ฉันพอมี แต่ถ้าจะเป็นอย่างอื่นก็คงไม่สะดวก..คุณอาจจะไม่เชื่อ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ"
"โอ..เรื่องโชคชะตานั่นเป็นเรื่องของสวรรค์ พระเจ้าท่านลิขิตหรอกกระหม่อม"
"แหม..แต่ฉันเชื่อว่า อาชีพของคุณ พระเจ้าท่านคงลิขิตเช๊คเงินสดมาให้ไม่ยากนัก"
"อาชีพของกระหม่อม..มักไม่ค่อยเชื่อในเรื่องเช๊คนัก..."

สรุปว่า..ฉันยอมแพ้..จนต้องบอกว่า...
"นั่งลงซิ..ธุระของคุณมันเกี่ยวกับอะไร..จะขายมรกต หรือ ทับทิม?"
เขาคนนั้น กวาดสายตาไปโดยรอบข้าง ก่อนที่จะส่ายหัวและตอบว่า
"กระหม่อมคงจะพูดในที่นี้ไม่ได้..หากฝ่าพระบาทจะกรุณา..ขอเป็นที่ส่วนตัวได้หรือไม่พะยะค่ะ"
ท่าทีที่เห็น..นายคนนี้ออกจะจริงจัง...และฉันไม่อยากให้เขาเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ จึงรีบตัดบทไปว่า..
"นี่คุณ..ฉันมาเที่ยวที่มอนติ คาร์โล เพียงชั่วครู่ ชั่วยามเท่านั้น...ไม่มีที่พักที่นี่ ฉันจะเดินทางกลับไปที่ Eze ในเย็นวันนี้แหละ"
นายนั่นหน้าจจ๋อยไปถนัดใจ..แต่ก็กล่าวต่อไปว่า..
"งั้น..จะเป็นการอหังการ์ของกระหม่อมไปไหม.หากว่า..จะขอให้ฝ่าพระบาทไปสนทนาเป็นการส่วนตัวที่ Hotel de Paris ที่กระหม่อมพักอยู่"
" นี่...ฟังนะ..จะบอกให้ตรงๆว่า..มันเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ทั้งของนายและของฉัน เพราะไม่ว่านายจะขายอะไร..ฉันก็ไม่มีปัญญาซื้อทั้งนั้น..เข้าใจแจ่มแจ้งหรือยัง?"
"อ้า.กระหม่อมเข้าใจแล้วพะยะค่ะ...เข้าใจว่า..ฝ่าพระบาทเห็นว่ากระหม่อมเป็นพ่อค้าขายเพชรพลอย....มิได้กระหม่อม หม่อมฉันชื่อว่า..Abuna Matheos และคิดว่าฝ่าพระบาทจำหม่อมฉันได้ตั้งแต่ตอนที่ถวายคำนับให้"


ชื่อนี้..Abuna Matheos  ไม่คุ้นหูเลย..

" เสียใจจริงๆ คุณมาเธียส เราอาจเคยพบกันมานานมากแล้ว..ฉันจำไม่ได้จริงๆ เราเคยพบกันครั้งสุดท้ายที่ไหนหรือ?"
"เมื่อยี่สิบเอ็ดปีที่แล้วกระหม่อม..ปี 1902 กระหม่อมได้ร่วมในโต๊ะเสวยอาหารกลางวันที่พระราชวังในเซนต์ ปีเตอร์สเบอร์ก
"งั้น..หลังจากนั้นคุณเคยกลับไปที่รัสเซียอีกหรือไม่?" ปากก็ถามไป..ส่วนในใจฉันพยายามคิดว่า.นายคนนี้มีเชื้อชาติอะไรแน่..
"เผอิญจริงๆกระหม่อม..ในช่วงกระหม่อมกำลังจะเดินทางกลับไปราชการที่ เซนต์ ปีเตอร์สเบอร์ก อยู่นั้น ก็พอดีเกิดสงครามขึ้น กระหม่อมก็เลยต้องติดแหง็กอยู่ที่ Djibouti  เลยไม่ได้มีโอกาสเข้่าเฝ้าซาร์...ไม่ได้ถวายสาส์นจากเหนือหัวของกระหม่อม  Negus Lidy Lasso...."

ฉันตกตะลึงพรึงเพริดไปชั่วขณะจิต..ทันทีที่ได้ยินพระนามเล่นของ พระจักรพรรดิ์แห่งอาบิสซิเนีย ( Emperor Negus Mikael of Wollo of Abyssinia) 
เพราะบัดนี้ ฉันได้ประจักษ์แล้วว่า
ไอ้คนที่ฉันคิดว่าเป็นนายหน้าขายเพชร ขายทับทิมคนนี้...แท้จริงแล้วคือ...
เสนาบดีแห่งเอธิโอเปีย..ที่ฉันเคยแนะนำให้รู้จักกับซาร์ในงานของกระทรวงต่างประเทศของเราที่ได้จัดขึ้น..

จากนั้น...คำขอโทษขอโพยจากปากฉันก็โรยออกมาเป็นกระบุงโกย..
เราสองคนคุยกันอย่างสนุกสนานตลอดทางที่พากันเดินกลับไปยัง Hotel de Paris ของเขา
คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ที่สังเกตเห็นเราสองคนคุยกันอย่างชิดเชื้อ และจากท่าทางแล้ว..ก็คงเชื่อเช่นกันว่า..ฉันกำลังจะซื้อเพชร..!!!


เราใช้เวลาคุยกันนานถึงสามชั่วโมง...ที่นายอบูนา มาเธียส คนนี้ได้ทำให้ฉันประจักษ์ว่า เขาเป็นนักโน้มน้าวจิตใจที่เก่งกาจยิ่ง..นอกเหนือไปจากการเป็นคู่สนทนาที่ดี ทั้งการถามและตอบ

ฉันยังรักษาตำแหน่งผู้ฟังที่ดีเช่นเดิม และจากการคุยกันในวันนั้น...ถึงเรื่องอดีตที่ผ่านมา
นายอบูนา ยังได้ติดตามเสนอ"งานที่สำคัญยิ่ง" ให้กับฉัน..ซึ่งเขาได้ใช้เวลาในการณ์นี้หลายอาทิตย์พอควร...เรื่องของเร่ื่องคือ...

เขาบอกว่า...งานนี้จะเป็นใครอื่นทำไม่ได้เลย...นอกจากฉันคนเดียว...ที่จะสามารถโน้มน้าวให้
กลุ่ม Armenians และ กลุ่ม Copts ( อียิปต์ดั้งเดิมที่นับถือศาสนาคริสต์ ที่มีถิ่นฐานอยู่ใน
ปาเลสไตน์) ให้มีการก่อตั้ง Convent Dar-es-Sultan  และ โบสถ์เล็กๆอีกสองสามแห่ง
ในเขตที่ใกล้ๆกับพระมหาวิหาร The Great Church of the Holy Sepulchre
และที่เขากล่าวมานี้..ฉันได้กลายมาเป็นคนที่โง่งั่งไปอย่างถนัดใจ
เพราะไม่มีความรู้เรื่องของกลุ่มอาร์เมเนียน หรือ กลุ่มคอปต์ เอาเสียเลย...
แล้วไหนจะพวกอาบิสซิเนียนที่อยู่ในเยรูซาเล็ม..นั่นก็อีกด้วย....

แต่ความรู้ใหม่ที่ได้มา..นั่นก็คือ..

ฉันเพิ่งรู้ว่า..รัฐบาลของซาร์ได้ใช้เวลากว่าห้าปี และเงินอีกจำนวนนับล้านๆปอนด์ ในการพลิกแผ่นดินในตุรกีเพื่อที่จะหาหลักฐานและเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสิทธิอันพึงได้ของเอธิโอเปีย (ในชื่อเดิม คือ อาบิสซิเนีย )ในการณ์นี้
"รัฐบาลของซาร์ ได้ประสบความสำเร็จ แม้กระทั่งพระราชตราสาสน์ฉบับดั้งเดิม ที่ได้
พระเจ้ากาหลิบโอมาร์ได้ทรงลงพระนามในปี ค.ศ. 636  ก็ยังหาเจอด้วยเหมือนกัน" นายอบูนาเล่ามาด้วยความตื่นเต้น...
แต่..ฉันไม่ได้รู้จึกยินดีอะไรด้วยหนักหนา เพราะไม่เข้าใจว่า..ทำไมรัสเซียถึงเอาภาษีราษฎรไปลงทุนอะไรกับชนเผ่าพวกนี้...เมื่อคิดอย่างไร...ฉันก็ได้พูดออกไปเช่นนั้น..

นายนั่นถึงกับยกมือขึ้นฟ้า ด้วยความขัดใจเล็กๆ เขาเฉลยมาว่า..
"ก่อนอื่น..ขอฝ่าพระบาทเข้าพระทัยให้ชัดเจนก่อนว่า..ทุนรอนในการดำเนินงานครั้งนั้น..ไม่ได้เอามาจากรัฐบาลของพระองค์โดยตรง..หากแต่เป็นเงินอุดหนุนส่วนพระองค์ของ
แกรนด์ ดัชเชส อลิซาเบธ พระญาติของพระองค์ล้วนๆ และทรงอย่าลืมว่า...ตอนนั้น อาบิสซิเนีย กำลังจะได้ครอบครองที่ดินสิบสองผืนในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ โดยคณะสงฆ์ออโธดอกซ์ของรัสเซียได้ขอมีส่วนเอี่ยวด้วยสองผืน ในการที่จะสร้างโบสถ์ออโธดอกซ์เช่นกัน..ไม่ได้ให้มาฟรีๆนะฝ่าพระบาท..."

 



หมายเหตุ...Ella  หรือ Grand Duchess Elizabeth Feodorovna of Russia / Princess Elisabeth of Hesse and by Rhine
คือพี่สาวของซารินา อเล็กซานดรา  ผู้ซึ่งอภิเษกกับ แกรนด์ ดุ๊ก เซอเก พระโอรสของ ซาร์อเล็กซานเดอร์ ที่สอง มีศักดิ์ เป็น อาของซาร์นิโคลาส...ต่อมา แกรนด์ ดุ๊ก เซอเก ถูกลอบสังหารด้วยระเบิด เอลล่าจึงได้ผันตัวมาเป็นผู้ทรงศีล และอุทิศตัวเพื่อสังคมสงเคราะห์ จนถูกสังหารหมู่พร้อมกับเหล่าพี่ชายและน้องชายของท่านผู้เขียน ด้วยฝีมือของบอลเชวิค....วิวันดา

http://youtu.be/-CuxDWLfzQY  (สนใจเชิญชมได้ค่ะ)

เรื่องเงินสนับสนุนแบบทุ่มเทเพื่อการสนับสนุนพระศาสนาของเอลล่านั้น...ฉันพอเข้าใจ..
เพราะเชื่อว่าเธอคงเห็นใจและเข้าใจในความรู้สึกของชนพวกนี้ในการที่อยากจะเชิดชูและทำนุบำรุงในศาสนา
แต่โอกาสของพวกเขานั้นช่างถูกจำกัดอย่างไม่เป็นธรรม

แต่สำหรับแกรนด์ ดุ๊ก ร่อนเร่อย่างฉันที่จะต้องมาเรียนรู้ในวัตถุประสงค์ของเธอมาเอาตอนในปี 1923  เนี่ยนะ...
ฉันก็คงต้องเรียนรู้อีกมากมายนัก เริ่มมาจาก ทำความรู้จักและเข้าใจพวกอาบิสซิเนียน ก่อนเลย..
พวกเขาเชื่อว่า ต้นตระกูลของเขาคือพระนางชีบา ( Queen of Sheba) ที่เผลอไผลไปท้องกับ
King Solomon (พระโอรสของ King David แห่ง เยรูซาเล็ม) ที่แวะเสด็จมาเยี่ยมเพียงไม่กี่คืน

ฉันเองก็ต้องรีบทำความเข้าใจก่อนที่นายอบูนาและเจ้านายของเขาจะเข้าไปผิดไปใหญ่โตว่า ฉันมีเส้นสายสัมพันธ์อะไรที่แน่นแฟ้นกับชาวอาร์เมเนียน หรือ ชาวคอปต์ อะไรที่เขากล่าวมา...ว่า
"ถ้าหากว่าเป็นเมื่อเจ็ดปีก่อนนะ..ฉันอาจจะช่วยคุณได้ในเรื่องที่จะเจรจาให้...แต่..ตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว...เสียงของฉันคงไม่มีน้ำหนักอะไร"

นายอบูนา..เดินไปที่เปิดลิ้นชักที่โต๊ะทำงานและดึงเอกสารมาวางที่ตรงหน้าฉันแผ่นหนึ่ง พร้อมกล่าวว่า..
"นี่คือเอกสารที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ...จากต้นฉบับเดิม เขียนโดย พระเจ้า Ras Ali ของเรา
ถึงสมเด็จพระนางเจ้าพระราชินีวิคตอเรีย เมื่อปี 1852  ขอเชิญฝ่าพระบาททรงทอดพระเนตร"

ข้อความในนั้น..น่าสนใจทีเดียว

"จากพระผู้ทรงธรรม์ผู้ปารวณาตัวรับใช้พระผู้เป็นเจ้า, อาลี  ถึง  สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ

พระองค์ทรงพระสำราญราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์หรือไม่..อย่างไร?
กระหม่อมอยากจะส่งไมตรีจิตมาถวายกับพระองค์ หวังในพระทัยว่าคงจะมีพระเมตตา
อยากให้พระองค์ได้เข้าพระทัยว่า..ในขณะที่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินอื่นๆทรงกำลังเพิ่มพูนไปด้วยทรัพย์ศฤงคารอันที่จะเป็นมรดกตกทอดสืบไปนั้น..กระหม่อมกลับเป็นฝ่ายตรงกันข้าม..เพราะทรัพย์สินของพวกเราชาวอาบิสซิเนียนในนครเยรูซาเล็มกำลังจะถูกเชือดเฉือนออกไป..

บัดนี้..กระหม่อมได้มาขอร้องทุกข์กับพระองค์ และหวังเป็นอย่างิ่งว่าพระองค์จะทรงพิจารณาให้ความเป็นธรรมในเรื่องนี้ได้ด้วยพระบารมีที่แผ่ไพศาลกว้างไกล..
ขอทางโปรดให้คำตอบกับกระหม่อมด้วยเถิด...ไม่ว่าพระองค์มีพระประสงค์ในสื่งใด กระหม่อมจักหามาทูลเกล้าถวายได้ทั้งนั้น..."

" แล้วสมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้ทรงช่วยเหลือได้หรือไม่?".
ฉันถามไปเพราะอยากรู้เต็มที่ เพราะเช่ื่อว่าสมเด็จฯท่านคงจะเห็นเป็นเรื่องขำมากกว่า
" ช่วยซิ.."
"แล้วไง?"
"แต่พวกอาร์เมเนียนมันไม่คืนให้..."
"อ้าว...ขนาดสมเด็จฯ ท่านทรงช่วยแล้วยังไม่สำเร็จ..แล้วแกรนด์ ดุ๊ก อย่างฉันจะไปมีน้ำยาอะไร?"
นายอบูน่า ทำท่าเหมือนอยากจะบอกอะไรกับฉันสักอย่าง.....แต่มีท่าทีที่ชั่งใจ...
ซึ่งฉันไม่ชอบการอ้ำๆอึ้งๆครึ่งๆกลางๆ แบบนี้ เลยลุกขึ้นคว้าหมวกมาสวม พร้อมกับกล่าวคำอำลา
เล่นเอานายนั่นโพล่งขึ้นมาว่า..
"เรามีเอกสารยืนยันในสิทธิฉบับของจริง...แต่มันอยู่ในมือเสนาบดีรัสเซี่ยนคนหนึ่ง ที่อยู่ใน
คอนสแตนติโนโปล กระหม่อม"
ฉันยังยืนนิ่ง..
"ท่านคนนี้..ไม่ยอมอบเอกสารให้กับใครทั้งนั้น..นอกจากเชื้อไขของโรมานอฟ ที่เป็นพระญาติพระวงค์ที่ใกล้ชิดของซาร์เท่านั้น...เพราะด้วยเหตุผลที่ว่า...กว่าจะได้เอกสารนั้นมา ก็เพราะจากเงินสนับสนุนของแกรนด์ ดัชเชส เอลล่า..ที่ได้ให้ไป..ดังนั้นผู้ที่สมควรจะได้มรดกชิ้นนี้ไป..ก็สมควรที่จะต้องเป็นพระญาติในสายโรมานอฟเท่านั้น..กระหม่อม"
ฉันก็ยังคงยืนยิ่งเช่นเดิม....ส่วนเขาก็เงียบไป..

ฉันก็เลยก้าวเท้าออกเดิน...
นายอบูน่า รีบเอากระดาษแผ่นนั้น..สำเนาจดหมายฉบับภาษาอังกฤษจากเหนือหัวของเขาที่เขียนถึงสมเด็จพระนางวิคตอเรีย..มายื่นให้ฉันดูและชี้ไปตรงประโยคสุดท้าย..ที่เขียนไว้ว่า..
" ไม่ว่าพระองค์มีพระประสงค์ในสื่งใด  เกล้ากระหม่อมจักหามาทูลถวายได้ทั้งนั้น..."

ฉันมองนายนี่ด้วยสายตาดูแคลน...
มันได้ทำให้ฉันรู้จักแขยงนายนี่เป็นกำลัง..สมคงทำธุรกิจกับพวกนักการเมืองตะวันออกที่ชอบติดสินบนจนเป็นนิสัยไปแล้ว..
เพราะดูท่าเขาเหมือนกับจะรอที่จะให้ฉันกล่าวเป็นตัวเลขออกมาให้ได้.สำหรับการที่จะวิ่งติดต่อเอาพื้นที่สิบสองกะแบะมือในเยรูซาเล็มมาให้

"เออ..อากาศที่นี่มันทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้เลยนะ..."  ฉันเปรยขึ้นมาลอยๆ ทิ้งไว้แค่นั้น..
จากนั้นก็เดินออกมาอย่างไม่ใยดี..
นายอบูน่ารีบเดินแซงออกมาขวางตรงหน้า.. ทันกันที่หน้าประตูประตูด้านนอกพอดี
เขาหันมาประจันหน้ากับฉัน..นิ่งไปชั่วอึดใจ...
จากนั้น...เขาได้ทรุดตัวฮวบลงไปคุกเข่าอ้อนวอนอย่างละล่ำละลักอยู่ตรงหน้า..
ภาษาฝรั่งเศสที่เขาเคยพิถีพิถันนัก คราวนี้กลับฟังไม่ได้ใจความเอาสียจริงๆ

แต่..จะว่าไปก็ดูขำหยอกเสียเมื่อไหร่ ที่ชายผิวสีร่างใหญ่ แต่งตัวประดับปรดาไปด้วยเครื่องเพชรเครื่องทองมาก้มคุกเข่าให้กับชายแปลกหน้าอย่างปะหลก ปะหลก จนเป็นที่น่าประหลาดใจต่อบรรดาแขกเหรื่อของโรงแรมที่สัญจรผ่านไปมา...
ตอนนี้ เขาคงไดรับบทเรียนไปใหม่หนึ่งบท ว่า.
"สำหรับคนบางคน บางจำพวก...ศักดิ์ศรีนั้น..ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน"

แต่...เมื่อฉันได้มาคิดอีกที...เขาก็ไม่ผิดที่จะคิดเช่นนั้น
เพราะ..แม้แต่รัฐบาลของซาร์ยังขอมีส่วนแบ่งในที่ดินนั้นด้วยสองผืน..จากการเอลล่าได้ให้เงินสนับสนุนไป...แล้ว..ทำไมเขาจะมาเสนอส่วนแบ่งให้กับแกรนด์ ดุ๊ก ตกยากอย่างฉันไม่ได้เล่า?

เมื่อคิดได้...ฉันก็รู้สึกสงสารเขาอย่างจับจิต..รีบก้มไปประคองให้ลุกขึ้นมา..จัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางเรียบร้อย...
เอาเป็นว่า...ฉันเห็นใจในความพยายามของเขาในครั้งนี้...จะช่วยเท่าที่จะทำได้

แล้วเราก็ไปนั่งคุยกันต่อ..ว่า...จะเอาอย่างไร..จะหาช่องทางเข้าเจรจากับกลุ่มอาร์เมเนียนได้อย่างไร?

บางทีนะ...ฉันเองก็สงสัยเหมือนกันว่า..นี่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนจริงๆหรือนี่...
ถ้าหากว่า..ฉันได้บังเอิญไปอ่านเรื่องนี้ในพล๊อตของนิยาย รับรองว่าฉันเป็นได้เขียนจดหมายไปก่นนักประพันธ์คนนั้นแน่ๆ ว่าเขียนเรื่องเหลวไหลอย่างนี้มาได้อย่างไรกัน...?

แต่...บัดนี้..เอกสารที่เกี่ยวกับธุระของอาบิสซิเนียนั้นมาเป็นกล่องใหญ่หลายกล่องด้วยกัน
สุมกองอยู่ในอพาร์ตเม้นต์ของฉันที่ปารีสเรียบร้อยแล้ว...

สรุปว่า...นี่คือเรื่องจริง...ฉันไม่ได้เพ้อเจ้อหรือฝันไป...เพราะนี่คือผลจากฉันที่ได้ไปพบกับท่านผู้นั้นที่คอนสแตนติโนโปล..จนได้สิ่งที่จักรพรรดิ์แห่งอาบิสซิเนียต้องการมาอยู่ในครอบครอง 
ที่ในกล่องเต็มไปด้วยพระราชสาสน์ตีตราจากกาหลิบ จากจักรพรรดิ์... จากพระสังฆราช
หรือแม้กระทั่ง จากแกรนด์ วิเซียร์(เสนาบดีชั้นผู้ใหญ่) ทั้งหมดทั้งมวล คือข้อเขียนที่แสดงถึงสิทธิในพื้นที่สิบสองผืนในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ ที่อยู่ติดกับพระมหาวิหาร

หลังจากที่เอกสารครบ...มีการติดต่อในทุกฝ่าย...การดำเนินเรื่องได้ดำเนินไปตามขั้นตอน
จนเราได้จัดการวิ่งเต้นในการติดต่อและรายงานไปที่ องค์กร League of Nation ( United Nation ในปัจจุบัน) ให้รับทราบและพิจารณา ผ่านทางนักวิชาการ Dr. Nolde (ปารีส) และ
Dr. Charles de Visher (บรัสเซล) ที่ได้เขียนรายงานไปอย่างเพียบด้วยข้อมูล
ตบท้ายด้วยว่า...
"จากหลักฐานที่รวบรวมมาโดย แกรนด์ ดุ๊ก อเล็กซานเดอร์ แห่ง รัสเซีย ที่จะนำส่งมอบให้แก่
H.I.H. Taffari Mekonnen พระประมุขแห่งเอธิโอเปีย"

ฟังดูก็เหมือนง่ายๆ...คำว่า จากหลักฐานที่รวบรวมมาได้โดยฉันนั้น..มันเข้าใจง่าย..
และไม่ใช่เรื่องยากอะไร....ส่วนเรื่องที่ว่า...จะนำส่งมอบให้กับประมุขของแผ่นดิน...
นั่น..ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่นิด...เพราะมันหมายถึงระยะเวลาหกเดือนเต็มๆที่ฉันต้องกลายไปเป็นแขกบ้านแขกเมืองของ Emperor Haile Silassie l  of Abyssinia ซึ่งตอนนั้นยังเป็นที่รู้จักในนามของ Ras   (หมายถึง พระราชา หรือ เจ้าชาย ) Taffari Mekonnen

ซึ่งฉันตื่นเต้นกับการเดินทางในครั้งนี้มาก เพราะมันหมายถึงการที่จะได้เปิดหูเปิดตา..ไปไหนไกลๆ
การเดินทางของฉันนั้น..คือการไปที่เมืองมาร์กเซยส์ เพื่อที่จะขึ้นเรือโดยสารล่องไปยัง Port Said
พร้อมกับผู้ที่ทำหน้าที่เป็นเลขานุการหนึ่งคน..
นายเลขานั่น..ได้บอกฉันในยามที่เรือออกจากท่า..ว่า..
"ท่านโบกมือลาชายฝั่งของฝรั่งเศสเสียหนอยซิ เพราะเรากำลังจะเข้าสู่น่านน้ำเสรีแล้ว.."
" เออนะ...ขอบใจ...ถ้าไม่ต้องกลับมาได้ก็เห็นจะดี...". ฉันตอบไปด้วยเสียงที่ออกแนวเด็ดเดี่ยว


พระมหาวิหารแห่งนครเยรูซาเล็ม      

ฉันรู้ดีว่า...เรากำลังจะสู่ฤดูฝนของดินฟ้าอากาศในอาบิสซิเนีย แต่มันก็ดีกว่านั่งทรมานอยู่ในปารีส
เพราะทันทีที่ฉันได้บอกใครต่อใครไปว่า...กำลังจะไปเป็นแขกของ Ras Taffari  เท่านั้นแหละ
อพาร์ตเม้นต์ของฉันกลายเป็นกล่องแม่เหล็กไปทันควัน..
เพราะเหล่าบรรดานักค้าขายทั้งหลายได้มาแปะข้อความทิ้งไว้ให้อย่างไม่มีความเกรงใจ...

อดีตเจ้าของบริษัทขายคาเวียร์จากรัสเซีย อยากจะขอติดตามไปด้วย บอกว่า..อยากจะไปติดต่อขอสัมปทานเลี้ยงปลาสเตอร์เจียนในเขตใกล้ๆกับทะเลแดง

นักวิชาการอยากจะสมัครขอไปทดลองและวิจัยยุงในเอธิโอเปีย เพื่อที่จะนำมาต่อยอดหาทางรักษาโรคไข้เหลือง  

นายธนาคารจากวอลสตรีทรีบเข้ามาประจบประแจงทำทีว่าสนใจในเรื่องของที่สิบสองผืนนั่น..

และในขณะเดียวกันก็กระลิ้มกระเหลี่ยขอช่องทางไปทำสัญญาระยะยาวเก้าสิบเก้าปีในขอทำเหมืองเกลือที่ Lake Tsana
(เป็นทะเลสาบที่ใหญ่โตและสมบูรณ์ด้วยพันธ์ปลาหลายชนิด ชาวเมืองจับปลามาได้คราวละมากๆ จึงจำเป็นต้องมีเหมืองเกลือเอาไว้ทำเค็มและปลารมควัน..อันเป็นการลงทุนที่หวังผลเลิศ..วิวันดา)

อันที่จริง...ฉันเองก็ไม่เคยได้ยินเรื่อง ทะเลสาบ ซาน่า มาก่อนเลย...ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่ตรงไหนในโลก แต่..มารู้ว่ามันมีความสำคัญขนาดที่ได้มีการสร้างกระแสตื่นตัวให้กับกลุ่มสามมหาอำนาจที่รวมตัวกันอยู่ในกรุงปารีสที่ส่งตัวแทนมาเตือนฉันว่า.."อย่าเอะอะไปในเรื่องของทะเลสาบ ขอให้เก็บเป็นความลับ"
เพราะว่า...มีคนที่ไม่สมหวังจากวอลสตรีทได้ไปปล่อยข่าวว่า..
การเดินทางของฉันในครั้งนี้..ได้รับการอุปถัมภ์จากบริษัทยักษ์ใหญ่ในมหานครนิวยอร์ค
จนทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสขอให้ฉันทำเอกสารรายงานเกี่ยวกับการเดินทางในครั้งนี้..มันกำลังจะกลายเป็นเรื่องระหว่างชาติไปโน่นแล้ว..
ฉันเลยจำใจต้องงัดเอาสำเนาตราสาสน์ที่เก่าแก่ของกาหลิบ โอมาร์ ที่ได้แสดงถึงเอกสารสิทธิที่ดินในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์มาแสดง
รวมไปถึงเรื่องการที่จะต้องไปเจรจากับกลุ่มลี้ภัยชาว อาร์เมเนียน - คอปต์ ที่ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนนั้นด้วย...

ตอนนี้เรื่องทะเลสาบกลายเป็นเรื่องจิ๊บจ้อย....ทุกคนเริ่มหันมาจับตาที่ฉันกันเป็นจุดเดียว
เพราะนี่มันกำลังจะเป็นเรื่องระหว่างประเทศไปแล้วจริงๆ
ไคลแม๊กซ์ของเรื่อง..ก็ตอนค่ำคืนก่อนที่ฉันจะออกเดินทางนั่นแหละ..ท่านดยุคคนหนึ่ง..ไม่ใช่ใครที่ไหน ญาติห่างๆของฉันเอง..ที่เข้ามายื่นข้อเสนอ..ว่า..ขอให้ฉันรับเป็นตัวกลางในการติดต่อขอทำเขื่อนขนาดใหญ่ที่ทะเลสาบ ซานา เพื่อนำน้ำมาใช้ในการเกษตรปลูกฝ้ายของซูดาน
และสรุปเอาง่ายๆว่า...พวกอาบิสซิเนียนนั้นเป็นคริสเตียน ย่อมต้องช่วยเหลือคริสเตียนด้วยกัน !!!

การเดินทางที่แสนยาวนานและแสนร้อนระอุจากท่าเรือมานั้น..มาต่อด้วยการที่ต้องขึ้นรถไฟขบวนที่จัดมาพิเศษที่สถานี Djibouti ที่ต้องหยุดวิ่งในเวลาที่อาทิตย์ตกดิน เพราะมีโจรทะเลทรายที่ชุกชุม
แต่ฉันคิดว่า...หลุดจากพวกเสือบ้าที่ปารีสมาได้ก็บุญโข...ถึงมาเจอจรเข้โจรทะเลทรายก็คงไม่กระไรนัก

มาถึงที่ Addis Ababa ฉันได้พบกับขบวนต้อนรับอย่างเต็มยศ ที่ฉันไม่ได้พบเห็นมาตั้งแต่ 1917
ที่มีขบวนพาเหรด เหล่าดุริยางค์ ทหารตั้งแถวรอรับ และ ท่านนายกรัฐมนตรี แห่งเอธิโอเปีย
ได้ทำการแนะนำตัวด้วยภาษาฝรั่งเศส และท่านว่า..ขอให้ฉันเตรียมตัวรอรับกับสิ่งที่น่าตื่นเต้นและประหลาดใจ...
แค่ประโยคนี้..นายเลขาของฉันก็ปากคอสั่น..เข่าตีกันระริก เพราะ เขาเคยบอกเสมอว่า..
เกลียดนัก ทวีปอาฟริกา..ไม่อยากได้เซอร์ไพรส์อะไรทั้งสิ้น..เขาเตรียมยามาเป็นกระเป๋า..แบบเตรียมพร้อมป้องกันในทุกโรค ทุกสภาวะ
ระหว่างที่เราเดินผ่านแถวทหาร..แบบตรวจแถว..ฉันแอบเห็นนายเลขา..ตบยาเข้าปากอย่างว่องไว

จากนั้น..ฉันก็ได้ยินเสียงเพลงมาร์ชกองทัพแห่งซาร์ดังขึ้น..เหลียวไปดู..กลายเป็นอดีตเหล่านายทหารรัสเซียของเราที่รวมกลุ่มกันมาร่วมบรรเลงเพลงมาร์ช...
และนั่นคือ...สิ่งที่ฉันต้องประหลาดใจ..ที่ท่านนายกรัฐมนตรีว่าไว้จริงๆ..
ท่านนายกฯยิ้มกว้างขวาง
ว่า.."พวกเขามีด้วยกันเจ็ดสิบห้าคน..ที่เข้ามาร่วมในกองทัพของเรา มาช่วยในเรื่องการโยธารถไฟ..ชาวรัสเชี่ยนไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับเราเลย..แถมพระอาจารย์ที่ถวายพระอักษรให้แก่พระจักรพรรดิองค์ก่อน Lidy Lasso  ก็เป็นครูชาวรัสเชี่ยน"

อีตาเลขาของฉันแอบมากระซิบกระซาบว่า..
"สอนวิชาไหนกัน..แต่ก็ไม่น่าประหลาดใจหรอกนะ..เพราะพระจักรพรรดิ ลิดี ลาสโซ*** ก็ทรงรักษาบัลลังก์ไว้ไม่ได้เหมือนกัน.."
ฉันต้องกัดปากตัวเอง..กลั้นหัวเราะจนแทบแย่...


***พระจักรพรรดิ ลิดี ลาสโซ ได้ถูกล้มล้างไปโดยพระราชวงค์ใกล้ชิด....วิวันดา



    

















บทความโดย "วิวันดา"

เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบหก
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบห้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสี่
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสาม
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๙
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๘
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๗
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๖
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๕
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบเอ็ด
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๔
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๓
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบ
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๒
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนเก้า (จบ)
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๑
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ (ปฐมบท)
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนเก้า
เชลย..............ตอนแปด จบบริบูรณ์
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนแปด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนแปด
เชลย..............ตอนเจ็ด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนเจ็ด
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนเจ็ด
เชลย..............ตอนหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบสาม (สมบูรณ์)
เชลย..............ตอนห้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนหก
เชลย..............ตอนสี่
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบสอง
เชลย..............ตอนสาม
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนห้า
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบเอ็ด
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบ
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสี่
เชลย..............ตอนสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบเก้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสาม
เชลย..............ตอนหนึ่ง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบแปด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนห้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบเจ็ด
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนหนึ่ง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบห้า
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนสี่
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบสี่
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบสาม
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนสาม
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบเอ็ด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนสอง
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนหนึ่ง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนเก้า และตอนสิบ
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนแปด
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนเจ็ด
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนห้า
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสี่
ฮิต เล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสาม
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
| WW II Europe | WW II Asia | WW I | Vietnam War | ประวัติศาสตร์ไทย | บทความจากสมาชิก | คุยกันหลังฉาก | บทความทั้งหมด |

สนใจร่วมเขียนบทความในเว็บไซต์ เชิญอ่าน แนวทางการร่วมเขียนบทความ ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์

Custom Search



eXTReMe Tracker