dot
dot
เว็บภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน
dot
dot
สมาชิก Webboard/Blog
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletข้อตกลงการเป็นสมาชิก
bulletเว็บบอร์ด-คุยกันหลังฉาก
bulletเว็บบอร์ด-Games ย้อนยุค
bulletเว็บบอร์ด-ชุดจำลองประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-หนังสือประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-เพลงประวัติศาสตร์
bulletคำถาม/คำตอบ ล่าสุด
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
dot
สงครามโลกครั้งที่ 2
dot
bulletสมรภูมิยุโรป (สัมพันธมิตรVSเยอรมัน-อิตาลี)
bulletสมรภูมิแปซิฟิก-เอเชีย (สัมพันธมิตรVSญี่ปุ่น)
dot
ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อื่นๆ
dot
bulletสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
bulletประวัติศาสตร์ไทย
bulletประวัติศาสตร์อเมริกันยุคเริ่มแรก
bulletสงครามเวียดนามและอินโดจีน
bulletตะวันตกโบราณ (กรีก โรมัน ฯลฯ)
bulletประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
bulletเอเชียโบราณ
bulletประวัติศาสตร์อื่นๆ (ยังไม่แยกหมวดหมู่)
bulletคลิปความรู้จาก YouTube
dot
บทความโดย วิวันดา
dot
bulletฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักรไรค์ซที่สาม
bulletลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์
bulletเลิศเลอวงศา...โรมานอฟ
bulletเชลย
bulletซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์
dot
บทความโดย สัมพันธ์
dot
bulletคนไทยในกองทัพพระราชอาณาจักรลาว
bulletประวัติศาสตร์สงคราม กรีก
bulletกรณีพิพาทอินโดจีนและสงครามมหาเอเชียบูรพา
bulletอยุธยายศล่มแล้ว ลอยสวรรค์ ลงฤา
bulletฮานนิบาล
bulletพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์
bulletไทยกับมหาสงคราม
bulletสงครามเวียดนาม
bulletห้วยโก๋น ๒๕๑๘
bulletการทัพในมลายา
bulletประวัติศาสตร์อื่น ๆ
dot
เรื่องอื่นๆ
dot
bulletบทความเสริมความรู้ทั่วไป
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletผู้จัดทำ
bulletผังเว็บไซต์ (Site Map)
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
bulletถาม-ตอบ (FAQs) (โปรดอ่านก่อนตั้งกระทู้หรือสมัครสมาชิก)
bulletร้านค้าออนไลน์
bulletแบ่งปัน Album
dot
ลิงค์ต่างๆ
dot
bulletHistory on Film
bulletกองบิน 21 กองพลบิน 2
bulletIELTS British Council
bulletIELTS IDP
bulletMUIC




โหราศาสตร์ยุคไอที



เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสอง


ในช่วงของปี 1920's เหล่าแกรนด์ ดุ๊ก พระญาติของฉันที่มีกันอยู่กลุ่มใหญ่นั้น..คงมีเวลาว่างจัด..พวกเขาก็หันมาจัดกันเองตามอาวุโสว่า..ใครควรจะเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ (ลมๆแล้งๆ) ของโรมานอฟ..
ในนั้นก็มีอยู่สามคนด้วยคน..หลานชายของฉัน แกรนด์ ดุ๊ก ซีริล (Cyril) และญาติฉัน แกรนด์ ดุ๊ก นิโคลาส (นิโคลาชา) และ หลานชายอีกคนหนึ่ง
แกรนด์ ดุ๊ก ดิมิทรี
ที่เขาเริ่มจัดวางตำแหน่งให้กับตัวเองอย่างนั้น เพราะทั้งหมด..มีความหวังอย่างแรงกล้าว่า อีกไม่นานโซเวียตก็จะล่มสลายลงไป..ประชาชนก็จะหันมาพิทักษ์ภักดีกับโรมานอฟเหมือนเดิม..
ดังนั้นจึงเตรียมตัวกันไว้ให้พร้อม...

เนื่องจาก..ในยุโรปทั้งหมดมีชาวรัสเซียลี้ภัยหลั่งไหลไปอยู่กันมากมาย..เหล่าแกรนด์ ดุ๊กที่หมายมั่นว่าจะกลับไปเป็นซาร์ก็เลยต้องทำหน้าที่กันแบบวิ่งรอก หน้าที่ที่ว่านั่นก็คือ..ยังคงไปพบปะสังสรรค์..มีการถวายการคำนับ และคงไว้ซึ่งประเพณีเก่าๆเหมือนกับครั้งที่ยังมีอำนาจ
นอกเหนือไปจาก..การประชุมเสวนาปัญหาเรื่องบ้านเมืองกันที่โน่นที่นี่ (ซึ่งหาใช่ในพระราชวังหรือคฤหาสน์ที่ไหนไม่...แต่เป็นการไปพบปะกันตามคาเฟ่ในปารีสมั่ง ลอนดอนมั่งนั่นแหละ..


ภาพ..Grand Duke Cyril Vladimirovich of Russia    


 

        http://youtu.be/29ScRa7AEPA

   

        คลิปนี้่ คือ แกรนด์ ดุ๊ก ซีริล..ในฐานะประมุขของโรมานอฟลี้ภัย กำลังส่งสาสน์ถึงชาวรัสเซียที่อยู่กระจายไปทั่วโลก...


    

        ใครอยากจะเป็นอะไรก็ตามใจ..ระหว่างที่กำลังขับเคี่ยวแย่งชิง "บัลลังก์เจ้าไม่มีศาล"กันระหว่างแกรนด์ ดุ๊ก ซีริล และ แกรนด์ ดุ๊ก นิโคลาชา อดีตแม่ทัพใหญ่นั้น..ต่างฝ่ายก็ต่างมีเสียงสนับสนุนพอสมควร เพราะชาวรัสเซียพลัดถิ่นนั้นมีอยู่มากมายอยู่ทั่วโลก
        ใครชอบใครก็ถือหางเสียงกันไป..

        หากแต่..ฉันต้องมาอารมณ์เสียเอาในเช้าวันหนึ่งจนได้..เพราะอยู่ๆตื่นขึ้นมา..ก็มีข่าวว่า. Nikita ลูกชายของฉันคนหนึ่งเข้าไปอยู่ในรายการแคนดิเดตแย่งบัลลังก์ลมกับเขาด้วย..
        มันจะบ้าอะไรกันหนักหนา..
        ผู้ใหญ่..ญาติๆของเราทั้งสองคนนั่นจะทำอะไร จะหาเสียงกันอย่างไร..ฉันก็ไม่ขอยุ่งด้วย
        แต่นี่..มันมาเกี่ยวข้องกับลูกชายของฉัน..เห็นทีจะอยู่นิ่งไม่ได้..ชายนิกิตา...มีงานทำพอสมควรต่ออัตภาพอยู่ที่ธนาคาร มีครอบครัวที่น่ารัก ชายา Countess Marie Vorontzoff ก็เป็นเพื่อนรัก เป็นแฟนกันมาแต่เด็กๆ อีกทั้งชายนิกิตาก็ไม่มีความทะเยอทะยานที่อยากจะเป็นใหญ่เป็นโต หรือ มีบารมีแต่อย่างใด..
        ฉันจึงโดดเข้าขวางอย่างสุดฤทธิ์..

        จนกลุ่มพวกนกสองหัว (ที่เมื่อก่อนเป็นนักต่อต้าน..แต่ปัจจุบันพอสิ้นชาติขึ้นมาก็กลายมาเป็นพวกจงรักภักดี) รุมกันนินทาว่า..การกระทำของฉันนั้น..ประหลาดนัก..ไม่อยากให้ลูกมียศฐา..ทำเหมือนกับพวกฝักใฝ่ในลัทธิบอลเชวิค

        เออนะ..ถ้าไอ้คำนินทานี้มาจากคนอื่น..ฉันคงเดือดดาลมากทีเดียว..
        แต่มันมาจากปากของไอ้พวกที่มีส่วนทำให้บัลลังก์ต้องล่มลงไป..ฉันถือว่าเป็น "คำชม"

        เพราะอะไรกระนั้นหรือ....เพราะถึงแม้ว่าพวกนี้จะทำให้พี่และน้องของฉันต้องมอดม้วยไปถึงสามคนก็จริง..แต่....โซเวียตก็ได้รักษาอาณาจักรแห่งรัสเซียส่วนใหญ่ได้อย่างมั่นคง..เป็นหนึ่งเดียวกัน จะเรียกตัวเองว่า โซเวียตหรืออะไรก็ตามที..แต่..มันไม่ได้กลายเป็นเหยื่อที่ถูกพวกที่เรียกตัวเองว่า"สัมพันธมิตร" รุมแทะ แบ่งเค้กจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
        และเหลือไว้แต่ซากเดน..

        จริงอยู่..ใจหนึ่งนั้น..ฉันเองก็อยากจะฆ่าเลนิน บีบคอทรอตสกี้ ให้มันตายคามือ..
        แต่อีกใจหนึ่ง..ฉันก็ต้องชมเชยในการบริหารจัดการของรัฐบาลในกรุงมอสควา ที่มีนโยบายในการจัดการขั้นเด็ดขาดกับการรุกล้ำดินแดนของพวกโปล์ที่คอยหาโอกาสเล่นงานเราทุกเมื่อ กล่าวคือ..
        เมื่อต้นปี 1920 ในขณะที่บ้านเมืองกำลังระส่ำระสายเพราะการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น..เรามีทั้งการสูญเสีย..มีทั้งศึกเหนือเสือใต้..โปแลนด์ คู่กัดแต่ดึกดำบรรพ์..ก็ได้โอกาส..พยายามแย่งชิงพื้นที่ในชายแดนที่ Kieff ..โดยหมายใจที่จะปิดกั้น ปิดประตูตายของรัสเซียกับโลกตะวันตก..
        เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่พาดหัวในหน้าหนังสือพิมพ์..ที่ใครอ่านก็ได้แต่พากัน"สมเพช"  "ยิ้มเยาะ" รัสเซีย..เพราะเชื่อว่าคงจะช่วยอะไรตัวเองไม่ได้มากนัก..
        บอกตรงๆว่า..เลือดในตัวของฉันมันพลุ่งพล่านไปด้วยโทสะ...นึกภาวนาพระเจ้า เอาใจช่วยกองทัพแดงอย่างสุดใจ..ขาดดิ้น..ไม่ใช่ในฐานะของ แกรนด์ ดุ๊ก แห่ง รัสเซีย
        แต่ในฐานะของ"ทหาร" ที่ได้เคยให้คำสัตย์สาบาน..ปฎิญาณตนว่าจะรักษาดินแดนทุกตารางนิ้วจนกว่าชีวิตจะหาไม่..
        และไม่เท่านั้น..ฉันเป็นหลานปู่..พระจักรพรรดิ์ อเล็กซานเดอร์ ที่หนึ่ง..จอมทัพที่เคยได้ลั่นพระวาจาไว้ว่า.."หากไอ้พวกโปล์บังอาจหือขึ้นมาเมื่อไหร่..ข้าจะนำทัพไปถล่มมันให้ถึงกรุงวอร์ซอว์ให้ราบเป็นหน้ากลอง.."

        พระวาจาสิทธิ์ประโยคนั้นเพียงประโยคเดียวได้สร้างความสงบระหว่างโปแลนด์และรัสเซียต่อมาได้นานถึงเจ็ดสิบสองปี..


        ฉันยังคงจำได้ว่า สมเด็จปู่จะทรงแสดงความยินดี ฮูร่าห์กับทหารหาญเป็นการส่วนพระองค์ทุกครั้งที่เราได้รับชัยชนะผลักดันข้าศึกให้กระเด็นออกไป

        ความรู้สึกยินดีนี้ก็ได้เกิดกับฉันเหมือนกับครั้งเมื่อก่อน ที่ทราบว่ากองทัพแดง นำโดย ผู้บัญชาการ Budenny  ได้นำทัพตีหน้าด่านที่เมือง Pilsudski แถมตามไปลุยต้่อถึงในกรุงวอร์ซอว์ (ตามที่สมเด็จปู่เคยลั่นพระวาจาไว้)
        เพราะไม่ว่ากองทัพจะแดง หรือ เป็นโซเวียต..แต่ทหารของเราไม่ว่าเมื่อก่อน หรือ ปัจจุบัน
        ก็ยังคงรักและหวงแหนแผ่นดินอย่างเหนียวแน่น..ศัตรูหน้าไหนอย่ามาสะเออะเข้ามาเหยียบ

        หลังจากที่ปลาบปลื้มยังไม่เสร็จ..เลขานุการส่วนตัวของฉันได้เสนอความคิดขึ้นมาว่า
        "อย่าทรงลืมนะพะยะค่ะ..ว่า..ถ้ากองทัพแดงแข็งแรงขนาดนั้น..มันก็ยากต่อการที่กองทัพ(สีขาว..หรือ White Army) จะกอบกู้ราชบัลลังก์ให้กลับมาได้"

        นั่้นก็ถูก..ความหวังว่า..ระบบแดงจะต้องถูกทำลาย..คอมมิวนิสต์ต้องล้มเหลวนั้น..
        มันเริ่มสิ้นสลายไปทีละนิด..เพราะ..ความจริงได้ปรากฏให้เห็นแล้วว่า..โซเวียตนั้นโตวันโตคืน..แข็งแรงอย่างไม่มีใครคาดคิด..

        ฉันเอง..ก็สับสนวุ่นวายต่อการตอบคำถามของตัวเองในเรื่องของของความ"จงรัก" "ภักดี" "รัสเซีย" "โซเวียต"..ที่สลับไปมาระหว่าง "จริง" หรือ "ไม่จริง"  "ใช่" หรือ "ไม่ใช่"เพราะสภาพที่ฉันเป็นอยู่..ทั้งในฐานะของ Mr. Alexander Romanoff และ
        อีกฐานะหนึ่ง คือ Grand Duke Alexander of Russia  ในสองสถานะที่ว่า..
        คำตอบนั้น..มันจะต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง..

   
 

        จนเมื่อมาได้ปรึกษาพูดคุยกับพระญาติ(ที่ไร้บัลลังก์เช่นกัน)พระองค์หนึ่ง..ที่ทรงเป็นนักปรัชญา และ คร่ำหวอดอยู่ในการเปลี่ยนแปลงของระบบปกครอง..ถึงความรู้สึกต่างๆที่มีและถ้าพระองค์มาเป็นฉัน..จะทรงทำอย่างไร..ท่านได้ให้คำแนะนำที่ดีว่า..

        "ฟังนะ..ทรงแยกแยะความรู้สึกออกมาก่อน..และทรงตรองดูว่า..ว่า..อะไรที่ข้นกว่า ระหว่าง สายโลหิต หรือ การอยู่รอด (ของบ้านเมืองที่เคยเป็นของเรา) และถ้าพระองค์
        ทรงจำกัดความรักในรัสเซีย..แค่อยู่แต่ในครอบครัวของพระองค์ หาใช่ผืนแผ่นดินทั้งหมด....พระองค์ก็จะทรงมีพระชนม์อยู่ต่อไปด้วยความ"จงชัง" โซเวียตจนถึงวันที่สิ้นลม..
        ถ้าทรงทำพระทัยได้อย่างหม่อมฉัน..ที่คอยคิดและเป็นห่วงบ้านเมืองเสมอ..ไม่ว่ามันจะเป็นสีแดง หรือ ใครปกครองประชาชนอยู่..เพียงแค่ขอให้มันได้อยู่รอดและไม่เป็นข้าทาสของประเทศอื่น..หม่อมฉันก็ดีใจหนักหนา..แถมยังเอาใจช่วยอีกต่างหาก.."

        สามปีก็ได้ผ่านไป..1924 ก็กำลังย่างก้าวเข้ามา..
        ชีวิตฉันที่อยู่ด้วยกำลังทรัพย์ที่ผันมาจากสร้อยมุกของเซเนียบ้าง..จากการขายภาพของ
        Rembrandt บ้าง..จากเครื่องทองหยองบ้างนั้น ได้หมดไปกับค่าโรงแรมการเดินทางไปโน่นนี่

        จนฉันมารู้สึกว่า..น่าจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้วละ..

        แต่คำตอบได้สวนกลับมาว่า..แล้วอะไรล่ะ..ที่พอจะทำได้น่ะ..

        คำว่า "ประเทศอเมริกา" ลอยวนเวียนอยู่ในสมอง..เพราะลูกชายคนหนึ่งของฉันทำงานใน National City Bank  ที่ New York และคำว่าอเมริกานั้น..มันเหมือนกับประกายไฟเล็กที่จุดขึ้นมาสว่างวาบในห้องชีวิตที่มืดมนของเราในขณะนี้..
        ฉันเองรู้สึกอิจฉาลูกชายนิดๆ ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบ และสามัญ..
        แกรนด์ ดัชเชส วิคตอเรีย พระชายาของ แกรนด์ ดุ๊ก ซีริล..ผู้ซึ่งได้ไปเยี่ยมเยือนมหานคร นิวยอร์ค ในฤดูหนาวหนึ่งนั้น..ได้กลับมาเล่าถึงความโอ่อ่า ตระการตา หรูหราของ
        Park Avenueให้ฟัง..และ กล่าวต่อไปว่า..
        "พวกเราน่าจะย้่ายไปอยู่อเมริกากันนะ"

        ทำไมฉันจะรู้จัก นิวยอร์ค หรือ ถนนปาร์ค เล่า..ก็ฉันมันทหารเรือเก่า ที่ท่องมาแล้วรอบโลก..แต่..การที่จะไปอเมริกาอย่างคนสิ้นไร้ไม้ตอกนั้น..มัน่าอนาถใจยิ่งนัก
        ถึงแม้ว่า ฉันอาจจะได้รับเชิญจากเพื่อนเก่าๆ..ก็ตามที..
        แต่ถ้าจะให้ไปแบบอยู่ในความ"อนุเคราะห์" ของคนอื่นนั้น..ฉันทำใจรับไม่ได้..
        ฉันยินดีที่จะซุกหัวอยู่ในห้องแคบๆของโรงแรมที่กรุงปารีสนี่แหละ...รอโอกาสเผื่อว่าจะได้ทางออกได้บ้าง..


        และแล้ว..ก็มีจดหมายถึงฉันจากโคเปนเฮเกน..ซึ่งฉันจะจำวันนี้ไปจนวันตายเชียว
        ใจความมีว่า

        "วันคริสมาสต์กำลังจะมาถึง และมีของขวัญมากมายที่จะต้องแจกจ่าย..ทางกองทุนพระคลังข้างที่ยังไม่ได้ส่งเช๊คมาให้เลย..ลองช่วยดูซิว่า..มันช้าเพราะอะไร?"

        ลงพระนาม..มาเรีย (ซารินาพระมารดา)

        ฉันเอามือขยี้ตาอย่างไม่เชื่อว่านี่มันเป็นความจริง..รีบมองกลับไปดูวันที่ทรงพระอักษร..
        ก็ไม่ผิด..วันที่ 5 ธันว่าคม 1924..มันก็เกือบแปดปีแล้ว..ที่เราอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด ไร้ที่อยู่..พระองค์ยังจะหวังเงินจากกองทุนพระคลังข้างที่จากที่ไหน..พระชนม์ในยามนี้ก็เหยียบแปดสิบ..ทรงอยู่ผ่านมาแล้วถึงสี่ซาร์ สี่แผ่นดิน..ทรงรับไม่ได้กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมาแต่ไหรแต่ไร..
        และที่สำคัญทรงรับไม่ได้ที่เห็นพระเชษฐภคินี พระราชินี อเล็กซานดรา (แห่งอังกฤษ) มีพร้อมและเพิ่มพูนด้วยพระเกียรติยศ สรรเสริญ แล้วพระองค์ที่เป็นสมเด็จพระราชินีในอาณาจักรที่(เคย)ยิ่งใหญ่กว่าอังกฤษหลายเท่านัก จะต้องมา"น้อยหน้า" ทั้งๆที่เราอยู่ในสภาพสาแหรกขาดอย่างนี้..

        ฉันก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายต่อพระองค์อย่างไร..ว่า..สำนักงานกองทุนพระคลังข้างที่ที่ใหญ่โต หรูหรา ที่เซนต์ ปีเตอร์สเบอร์ก นั้น ปัจจุบัน..คือ สมาคมของยุวชนคอมมิวนิสต์ ไปแล้ว..
        เป็นการตัดปัญหา..ฉันได้เขียนเช๊คเงินสดส่งไปถวาย..เท่าที่จะมีกำลังสามารถ และหวังอย่างยิ่งว่า ปีต่อไป 1925 อะไร อะไร มันก็น่าจะดีขึ้น..อย่างน้อยก็ควรจะดีกว่าปีนี้

        หรือ..ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น..พวกเราคงต้องไปนอนกันข้างถนนในปี 1926 แน่ๆ..

 
  

        ในมือของที่สั่นเทาของฉันมีเอกสารอยู่สองสิ่ง..ที่มีระยะเวลาห่างกันถึงสี่สิบสี่ปี..
        อันหนึ่ง..คือ..ภาพของเด็กสาววัยสิบเจ็ดปี ที่มีแววตาสดใส..แต่งงานด้วยอาภรณ์สีเงินระยับ
        ที่พระเศียรมีศิราภรณ์เพชรแวววาว..ใต้ภาพเขียนไว้ว่า..
        แกรนดฺ ดัชเชส อนาตาเซีย พระธิดาองค์ใหญ่ของ แกรนด์ ดุ๊ก มิเกล นิโคเลวิช อุปราชแห่งแคว้นคอเคซัส กำลังจะทรงอภิเษกกับ เฟรเดอริค แกรนด์ ดุ๊ก แห่ง เมคเกลนเบอร์คข-ชไวเรง ถ่ายที่ Tiflis ในปี 1879

        ในอีกมือหนึ่ง..คือ โทรเลขจาก Eze, Alpe-Maritime, France ที่มีข้อความว่า..
        "พระเชษฐ์ภคินีสิ้นพระชนม์เมื่อเช้านี้..จะเสด็จมาถึงเมื่อไหร่ ติดต่อด้วย"

        ฉันคิดถึงพี่สาวขึ้นมาอย่างจับจิต ..ทรงมีหลานยาย หลานย่ามากมาย  มีพระชนม์เพียงแค่หกสิบเอ็ดชันษาเท่านั้น..ฉันไม่ได้คิดถึงท่านในฐานะที่เป็นแกรนด์ ดัชเชส  หากแต่..
        อยากไปเพื่อเด็กสาวสวยที่เป็นพี่สาวของฉันคนนั้นในภาพ..
        แล้วก็สงสัยว่า..ฝรั่งเศสจะทำพิธีอย่างไรที่จะไม่ให้กลายเป็นวิธีของการเมือง เพราะ มกุฏราชกุมารีแห่งเยอรมัน และ  พระราชินีแห่งเดนมาร์ก อาจจะต้องมาเจอกันในงานพิธีฝังพระศพของพระมารดาในครั้งนี้...

        แต่อย่างไรก็ตาม..ท่านก็ได้จากไปแล้ว..ที่ฝังพระศพของพระองค์ก็อยู่พระตำหนักใน
        French Riviera ห่างไปจากสถานคาสิโนที่แสนทรงโปรดไปเพียงไม่กี่ก้าว..
        ใครๆในวงสังคมต่างก็ทราบดีว่า พี่สาวของฉันนั้นป๊อบปูล่าร์ขนาดไหน ทั้งดื่ม ทั้งเล่น ทั้งเต้น..เพราะทรงจากบ้านเกิดเมืองนอนมาตั้งแต่อายุยังน้อย
        ฉันจัดแจงจัดกระเป๋าเตรียมเดินทาง เพื่อที่จะไปคารวะพี่สาวเป็นครั้งสุดท้าย..ด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยว และนี่เป็นครั้งแรกของการพลัดบ้านต่างเมือง..ที่ฉันรู้สึกเหนื่อยหน่ายและท้อแท้ใจ จนไม่สนใจอีกแล้วว่า....วันพรุ่งนี้..จะเป็นอย่างไร..?

ในอพาร์ทเม้นต์ที่ปารีส..
ฉันมองไปที่รูปภาพที่ตั้งอยู่บนโต๊ะในห้องที่พัก..สลับสายตาไปกับโทรเลขที่ถืออยู่ในมือ...
ระยะเวลาของวันที่ที่ลงนั้น..ห่างกันสี่สิบสี่ปี...

ในภาพ..เป็นภาพของหญิงสาวสวย วัยสิบเจ็ด ในเครื่องแต่งกายที่วาววับ อีกทั้งมงกุฏเพชรและใข่มุกที่มีน้ำหนักน่าจะไม่น้อย..
ใต้ภาพเขียนไว้ว่า..แกรนด์ ดัชเชส  อนาสตาเซีย มิเกลโลวินา พระธิดาใน แกรนด์ ดุ๊ก มิเกล นิโคโลวิช พระอุปราชแห่งคอเคซัส คู่อภิเษก กับ  แกรนด์ ดุ๊ก เฟรเดริค แห่ง  เมคเคลนเบอร์ค-ชเวริน  ถ่ายที่ Tiflis 1879



ตรา "ด่วน" ประทับมาบนโทรเลข..กลิ่นหมึกยังอวลติดอยู่บนซอง..น่าจะมาถึงสดๆร้อนๆ มันได้ลงวันที่ 7 เมษายน 1923...จาก Eze, Alpe-Maritimes, France
ในนั้น..มีข้อความว่า
"แกรนด์ ดัชเชส เสด็จสวรรคตเมื่อเช้านี้...แจ้งให้ทราบด้วยว่าจะเสด็จถึงเมื่อไหร่.."

ฉันยืนนิ่ง..สมองมองไปที่ภาพนั้นและโทรเลขที่มีเวลาต่างกันถึงสี่สิบกว่าปีนั้น..มันเหมือนกับเวลานั้นผ่านไปเหมือนเมื่อวานนี้เอง 
แต่...พี่สาวก็หกสิบเอ็ดเข้าไปแล้ว
เป็นย่าเป็นยายของหลานๆหลายคน..ฉันกำลังคิดไปถึงการไปร่วมในงานพิธีของพี่หญิง..สาวงามที่ปรากฏในภาพตรงหน้า..แต่ก็ยังสงสัยว่า..รัฐบาลฝรั่งเศสจะทำอย่างไร
เพราะว่าลูกสาวของพี่หญิง คือ เจ้าหญิงมกุฏราชกุมารีแห่งเยอรมัน..และ พระราชินีแห่งเดนมาร์ค จะเสด็จมาร่วมในพิธีศพของพระมารดาตามธรรมเนียม
(หมายเหตุ..เนื่องจาก เดนมาร์กและเยอรมัน คือคู่กรณีในเรื่องดินแดนที่ต้องเอาคืนจากเยอรมัน.. จากการแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ตามสนธิสัญญาแวร์ซายส์)

ความคิดคำนึงของฉัน..กลับไปยังบ้านที่ทิฟลิส..ครอบครัวของเราที่อยู่กันอย่างสงบสุขที่คอเคซัส..ที่สมาชิกในครอบครัวของเราต่างล้มหายตายจากกันกันไป..
มีเหลือก็คือ มิเกล..พี่ชายอีกคนหนึ่ง..ที่ได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อังกฤษเมื่อสามสิบกว่าปีมาแล้ว..(เพราะไปแต่งงานกับหญิงที่ไม่มีความเหมาะสม)
ซึ่งฉัน..คิดว่า..เราต่างก็คงจะต่อกันไม่ติด เพราะเขาคงจะกลายเป็นคนชั้นสูงของอังกฤษเต็มตัว..อีกทั้งลูกสาวของเขาสองคน..ที่เป็นถึงพระสหายของเจ้าชายแห่งเวลส์
มกุฏราชกุมาร..สายเลือดของรัสเซียที่มีก็เป็นเพียงเอาไว้เป็นสายวัดของความมี"เชื้อสาย" ให้ผู้คนถอดหมวก ก้มหัวให้เท่านั้น..นอกนั้น..พวกเขาไม่มีความเป็นรัสเซียที่
จะทำให้โรมานอฟนั้นโดดเด่นมาได้อย่างพี่หญิงเลยแม้แต่นิด..

แม้ว่าพี่หญิงจะทรงอภิเษกไปกับเจ้าชายเยอรมันก็ตาม..ท่านก็ทรงใช้ชีวิตอยู่ในวงสังคมชั้นแถวหน้า..ไม่เคยทรงลืมที่จะบอกกับใครๆเสมอว่า..พระองค์คือคอเคเชี่ยน
ไม่เคยทรงลืมบ้าน(วัง) ที่แสนสวยงามของเราที่ทิฟลิส...ทรงเอ็นดูน้องชายที่แสนดื้อ แสนซนอย่างฉันเสมอมา..แม้ว่าเราจะไม่ค่อยได้พบกันเท่าไหร่นัก แต่ทุกครั้งที่เจอ
เราก็คือพี่น้องที่แสนรักใคร่สนิทสนม...
ฉันยังจำได้ดีถึงภาพเก่าๆ ที่ ในค่ำคืนหนึ่ง..ที่เด็กสาวผมสีเข้ม..หน้าตาสะสวย..ปึงปังเดินบุกเข้ามาในห้องเรียน และประกาศก้องว่า.
จะขอเข้ามายอมเรียนกับครูโหดๆกับพวกเรา..มากกว่าที่จะต้องไปแต่งงานกับเจ้าชายเยอรมันบ้าๆนั่น..!!

บัดนี้..พี่หญิง หรือสาวน้อยผู้นั้น..ได้จากฉันไปแล้ว..ร่างของพระองค์ก็คงนอนสงบนิ่งอยู่ในคฤหาสน์ที่ริเวียร่า..ห่างจากคาสิโนไปไม่กี่ก้าว..อันเป็นสถานที่โปรดของท่านหนักหนา
จนใครต่อใครต่างรู้จักท่านดีในฐานะเจ้าหญิงจากต่างแดน

ฉันจัดกระเป๋าเสร็จเรียบร้อย พร้อมเดินทาง..สายตาเหลือบไปมองภาพต่างๆในห้อง..ที่โต๊ะ..ที่เก้าอี้..เครื่องแต่งห้องกระจุกกระจิก..อย่างให้มันขึ้นใจ เพราะของทุกอย่างในที่นี้
รวมไปถึงสถานที่..มันเป็นของพี่หญิงที่รัก..ที่ได้อนุญาตให้ฉันได้ใช้ไว้พักพิงอาศัย..ซึ่ง..มันหมายถึงว่า..ฉันคงไม่ได้กลับมาใช้มันอีกแล้ว..
และนี่คือ การกล่าวอำลาอีกครั้ง..ในสมัยของศตวรรษที่สิบเก้านี่..ที่ฉันได้รู้สึกถึงการหมดอาลัยตายอยากในชีวิตเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ออกนอกบ้านเกิดเมืองนอนมา..
ไม่สนใจอีกแล้ว..ว่า อะไรมันจะเกิดขึ้นกับชีวิต..ฉันจะหาโอกาสให้กับตัวเอง อะไรก็ได้ ถ้าหากว่า..โอกาสนั้นยังมีเหลืออยู่..สำหรับฉัน

ที่ริเวียร่า..ที่แสนงดงามไปด้วยดอกไม้นานาพันธ์ หอมตลบอบอวล  ในพิธีที่พระวิหารนั้น..เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่ต่างเศร้าสร้อยไปกับเสียงบทสวดโทนขรึมๆของรัสเซีย
เหล่าบรรดาแขกที่มียศฐาในเครื่องแต่งกายเต็มยศพร้อมเหรียญตราที่พากันส่งสะท้อนกับแสงเทียนระยับไหววาววับ..

หลังจากพิธีศพ..ฉันก็ได้ไปแวะที่สถานที่ที่พี่หญิงเคยโปรดปรานหนักหนา..มอนติ คาร์โล ที่ฉันไม่เคยได้ไปเหยียบย่างมาตั้งแต่ก่อนสงคราม..
แต่มันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิด..นักการพนันกระเป๋าหนักชาวกรีซ ก็ยังเกาะกลุ่มกันที่โต๊ะรูเลตต์...เหมือนเดิม..

ภายนอกนั้น..ฉันได้เห็นกลุ่มสาวปารีเซียง ที่แต่งกายกันอย่างเอาเป็นเอาตาย..ด้วยเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่มีสีสัน..เดินกันขวักไขว่..บางคนจูงหมาตัวน้อยพันธ์ปักกิ่ง
นวยนาดไปมา..
หรือ..กลุ่มของพวกท่านลอร์ดแก่ๆที่มาโดยการนั่งรถเข็น..ต่างก็จับกลุ่มคยกันที่..ถ้าไม่ใช่เรื่องโรคเก๊าท์ ก็ไม่หนีเรื่องการเมืองและค่าเงินปอนด์
มองไปที่ท่าเรือ..ที่หนาแน่นไปด้วยเรือยอชท์ของพวกเศรษฐีอเมริกัน ที่ต่างก็ใฝ่ฝันกันนักในการที่จะได้มาล่องเรือในทะเลเมติเตอเรเนียน..
นึกๆไป..ก็อิจฉาพวกเขาพอประมาณ..แต่ถ้าเป็นฉัน..มีเรืออย่างนั้น..ฉันไม่เลือกที่จะมาที่นี่อย่างแน่นอน..เพราะยังมีที่อื่นอีกมากมายที่น่าสนใจกว่า


ท่านผู้เขียน...Grand Duke Alexander Mikhailovich of Russia   


ขณะที่จิบเหล้าในมือไป..โดยที่ไม่พยายามฟังเสียงรอบข้างที่ลอยมากระทบหู
ที่ซ้ายมือมุมหนึ่ง ฉันได้เห็นชายผิวคล้ำ ที่ร่างของเขานั้นตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์เพชรพลอยวูบวาบ แว๊บหนึ่ง..เขาคล้ายกับคนที่ฉันเคยรู้จัก อาจจะเป็นพวกพ่อค้าขายเพชรนิลจินดา..
แต่เมื่ออยู่ในสภาพง่อนแง่นทางการเงินอย่างฉัน..ไม่รู้จักกัน เห็นจะดีที่สุด

แต่ก็ช้าไป..เพราะเขาคนนั้นได้ก้มศรีษะ..ส่งคารวะมาให้..พร้อมกับเยื้องกายตรงหน้าฉัน
"ไม่ทราบว่า ฝ่าพระบาทจะเห็นเป็นการรบกวนหรือไม่..ถ้ากระหม่อมจะขอเวลาสักสองสามนาที"
"ถ้าเป็นแค่เวลาที่ว่า..ฉันพอมี แต่ถ้าจะเป็นอย่างอื่นก็คงไม่สะดวก..คุณอาจจะไม่เชื่อ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ"
"โอ..เรื่องโชคชะตานั่นเป็นเรื่องของสวรรค์ พระเจ้าท่านลิขิตหรอกกระหม่อม"
"แหม..แต่ฉันเชื่อว่า อาชีพของคุณ พระเจ้าท่านคงลิขิตเช๊คเงินสดมาให้ไม่ยากนัก"
"อาชีพของกระหม่อม..มักไม่ค่อยเชื่อในเรื่องเช๊คนัก..."

สรุปว่า..ฉันยอมแพ้..จนต้องบอกว่า...
"นั่งลงซิ..ธุระของคุณมันเกี่ยวกับอะไร..จะขายมรกต หรือ ทับทิม?"
เขาคนนั้น กวาดสายตาไปโดยรอบข้าง ก่อนที่จะส่ายหัวและตอบว่า
"กระหม่อมคงจะพูดในที่นี้ไม่ได้..หากฝ่าพระบาทจะกรุณา..ขอเป็นที่ส่วนตัวได้หรือไม่พะยะค่ะ"
ท่าทีที่เห็น..นายคนนี้ออกจะจริงจัง...และฉันไม่อยากให้เขาเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ จึงรีบตัดบทไปว่า..
"นี่คุณ..ฉันมาเที่ยวที่มอนติ คาร์โล เพียงชั่วครู่ ชั่วยามเท่านั้น...ไม่มีที่พักที่นี่ ฉันจะเดินทางกลับไปที่ Eze ในเย็นวันนี้แหละ"
นายนั่นหน้าจจ๋อยไปถนัดใจ..แต่ก็กล่าวต่อไปว่า..
"งั้น..จะเป็นการอหังการ์ของกระหม่อมไปไหม.หากว่า..จะขอให้ฝ่าพระบาทไปสนทนาเป็นการส่วนตัวที่ Hotel de Paris ที่กระหม่อมพักอยู่"
" นี่...ฟังนะ..จะบอกให้ตรงๆว่า..มันเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ทั้งของนายและของฉัน เพราะไม่ว่านายจะขายอะไร..ฉันก็ไม่มีปัญญาซื้อทั้งนั้น..เข้าใจแจ่มแจ้งหรือยัง?"
"อ้า.กระหม่อมเข้าใจแล้วพะยะค่ะ...เข้าใจว่า..ฝ่าพระบาทเห็นว่ากระหม่อมเป็นพ่อค้าขายเพชรพลอย....มิได้กระหม่อม หม่อมฉันชื่อว่า..Abuna Matheos และคิดว่าฝ่าพระบาทจำหม่อมฉันได้ตั้งแต่ตอนที่ถวายคำนับให้"


ชื่อนี้..Abuna Matheos  ไม่คุ้นหูเลย..

" เสียใจจริงๆ คุณมาเธียส เราอาจเคยพบกันมานานมากแล้ว..ฉันจำไม่ได้จริงๆ เราเคยพบกันครั้งสุดท้ายที่ไหนหรือ?"
"เมื่อยี่สิบเอ็ดปีที่แล้วกระหม่อม..ปี 1902 กระหม่อมได้ร่วมในโต๊ะเสวยอาหารกลางวันที่พระราชวังในเซนต์ ปีเตอร์สเบอร์ก
"งั้น..หลังจากนั้นคุณเคยกลับไปที่รัสเซียอีกหรือไม่?" ปากก็ถามไป..ส่วนในใจฉันพยายามคิดว่า.นายคนนี้มีเชื้อชาติอะไรแน่..
"เผอิญจริงๆกระหม่อม..ในช่วงกระหม่อมกำลังจะเดินทางกลับไปราชการที่ เซนต์ ปีเตอร์สเบอร์ก อยู่นั้น ก็พอดีเกิดสงครามขึ้น กระหม่อมก็เลยต้องติดแหง็กอยู่ที่ Djibouti  เลยไม่ได้มีโอกาสเข้่าเฝ้าซาร์...ไม่ได้ถวายสาส์นจากเหนือหัวของกระหม่อม  Negus Lidy Lasso...."

ฉันตกตะลึงพรึงเพริดไปชั่วขณะจิต..ทันทีที่ได้ยินพระนามเล่นของ พระจักรพรรดิ์แห่งอาบิสซิเนีย ( Emperor Negus Mikael of Wollo of Abyssinia) 
เพราะบัดนี้ ฉันได้ประจักษ์แล้วว่า
ไอ้คนที่ฉันคิดว่าเป็นนายหน้าขายเพชร ขายทับทิมคนนี้...แท้จริงแล้วคือ...
เสนาบดีแห่งเอธิโอเปีย..ที่ฉันเคยแนะนำให้รู้จักกับซาร์ในงานของกระทรวงต่างประเทศของเราที่ได้จัดขึ้น..

จากนั้น...คำขอโทษขอโพยจากปากฉันก็โรยออกมาเป็นกระบุงโกย..
เราสองคนคุยกันอย่างสนุกสนานตลอดทางที่พากันเดินกลับไปยัง Hotel de Paris ของเขา
คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ที่สังเกตเห็นเราสองคนคุยกันอย่างชิดเชื้อ และจากท่าทางแล้ว..ก็คงเชื่อเช่นกันว่า..ฉันกำลังจะซื้อเพชร..!!!


เราใช้เวลาคุยกันนานถึงสามชั่วโมง...ที่นายอบูนา มาเธียส คนนี้ได้ทำให้ฉันประจักษ์ว่า เขาเป็นนักโน้มน้าวจิตใจที่เก่งกาจยิ่ง..นอกเหนือไปจากการเป็นคู่สนทนาที่ดี ทั้งการถามและตอบ

ฉันยังรักษาตำแหน่งผู้ฟังที่ดีเช่นเดิม และจากการคุยกันในวันนั้น...ถึงเรื่องอดีตที่ผ่านมา
นายอบูนา ยังได้ติดตามเสนอ"งานที่สำคัญยิ่ง" ให้กับฉัน..ซึ่งเขาได้ใช้เวลาในการณ์นี้หลายอาทิตย์พอควร...เรื่องของเร่ื่องคือ...

เขาบอกว่า...งานนี้จะเป็นใครอื่นทำไม่ได้เลย...นอกจากฉันคนเดียว...ที่จะสามารถโน้มน้าวให้
กลุ่ม Armenians และ กลุ่ม Copts ( อียิปต์ดั้งเดิมที่นับถือศาสนาคริสต์ ที่มีถิ่นฐานอยู่ใน
ปาเลสไตน์) ให้มีการก่อตั้ง Convent Dar-es-Sultan  และ โบสถ์เล็กๆอีกสองสามแห่ง
ในเขตที่ใกล้ๆกับพระมหาวิหาร The Great Church of the Holy Sepulchre
และที่เขากล่าวมานี้..ฉันได้กลายมาเป็นคนที่โง่งั่งไปอย่างถนัดใจ
เพราะไม่มีความรู้เรื่องของกลุ่มอาร์เมเนียน หรือ กลุ่มคอปต์ เอาเสียเลย...
แล้วไหนจะพวกอาบิสซิเนียนที่อยู่ในเยรูซาเล็ม..นั่นก็อีกด้วย....

แต่ความรู้ใหม่ที่ได้มา..นั่นก็คือ..

ฉันเพิ่งรู้ว่า..รัฐบาลของซาร์ได้ใช้เวลากว่าห้าปี และเงินอีกจำนวนนับล้านๆปอนด์ ในการพลิกแผ่นดินในตุรกีเพื่อที่จะหาหลักฐานและเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสิทธิอันพึงได้ของเอธิโอเปีย (ในชื่อเดิม คือ อาบิสซิเนีย )ในการณ์นี้
"รัฐบาลของซาร์ ได้ประสบความสำเร็จ แม้กระทั่งพระราชตราสาสน์ฉบับดั้งเดิม ที่ได้
พระเจ้ากาหลิบโอมาร์ได้ทรงลงพระนามในปี ค.ศ. 636  ก็ยังหาเจอด้วยเหมือนกัน" นายอบูนาเล่ามาด้วยความตื่นเต้น...
แต่..ฉันไม่ได้รู้จึกยินดีอะไรด้วยหนักหนา เพราะไม่เข้าใจว่า..ทำไมรัสเซียถึงเอาภาษีราษฎรไปลงทุนอะไรกับชนเผ่าพวกนี้...เมื่อคิดอย่างไร...ฉันก็ได้พูดออกไปเช่นนั้น..

นายนั่นถึงกับยกมือขึ้นฟ้า ด้วยความขัดใจเล็กๆ เขาเฉลยมาว่า..
"ก่อนอื่น..ขอฝ่าพระบาทเข้าพระทัยให้ชัดเจนก่อนว่า..ทุนรอนในการดำเนินงานครั้งนั้น..ไม่ได้เอามาจากรัฐบาลของพระองค์โดยตรง..หากแต่เป็นเงินอุดหนุนส่วนพระองค์ของ
แกรนด์ ดัชเชส อลิซาเบธ พระญาติของพระองค์ล้วนๆ และทรงอย่าลืมว่า...ตอนนั้น อาบิสซิเนีย กำลังจะได้ครอบครองที่ดินสิบสองผืนในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ โดยคณะสงฆ์ออโธดอกซ์ของรัสเซียได้ขอมีส่วนเอี่ยวด้วยสองผืน ในการที่จะสร้างโบสถ์ออโธดอกซ์เช่นกัน..ไม่ได้ให้มาฟรีๆนะฝ่าพระบาท..."

 



หมายเหตุ...Ella  หรือ Grand Duchess Elizabeth Feodorovna of Russia / Princess Elisabeth of Hesse and by Rhine
คือพี่สาวของซารินา อเล็กซานดรา  ผู้ซึ่งอภิเษกกับ แกรนด์ ดุ๊ก เซอเก พระโอรสของ ซาร์อเล็กซานเดอร์ ที่สอง มีศักดิ์ เป็น อาของซาร์นิโคลาส...ต่อมา แกรนด์ ดุ๊ก เซอเก ถูกลอบสังหารด้วยระเบิด เอลล่าจึงได้ผันตัวมาเป็นผู้ทรงศีล และอุทิศตัวเพื่อสังคมสงเคราะห์ จนถูกสังหารหมู่พร้อมกับเหล่าพี่ชายและน้องชายของท่านผู้เขียน ด้วยฝีมือของบอลเชวิค....วิวันดา

http://youtu.be/-CuxDWLfzQY  (สนใจเชิญชมได้ค่ะ)

เรื่องเงินสนับสนุนแบบทุ่มเทเพื่อการสนับสนุนพระศาสนาของเอลล่านั้น...ฉันพอเข้าใจ..
เพราะเชื่อว่าเธอคงเห็นใจและเข้าใจในความรู้สึกของชนพวกนี้ในการที่อยากจะเชิดชูและทำนุบำรุงในศาสนา
แต่โอกาสของพวกเขานั้นช่างถูกจำกัดอย่างไม่เป็นธรรม

แต่สำหรับแกรนด์ ดุ๊ก ร่อนเร่อย่างฉันที่จะต้องมาเรียนรู้ในวัตถุประสงค์ของเธอมาเอาตอนในปี 1923  เนี่ยนะ...
ฉันก็คงต้องเรียนรู้อีกมากมายนัก เริ่มมาจาก ทำความรู้จักและเข้าใจพวกอาบิสซิเนียน ก่อนเลย..
พวกเขาเชื่อว่า ต้นตระกูลของเขาคือพระนางชีบา ( Queen of Sheba) ที่เผลอไผลไปท้องกับ
King Solomon (พระโอรสของ King David แห่ง เยรูซาเล็ม) ที่แวะเสด็จมาเยี่ยมเพียงไม่กี่คืน

ฉันเองก็ต้องรีบทำความเข้าใจก่อนที่นายอบูนาและเจ้านายของเขาจะเข้าไปผิดไปใหญ่โตว่า ฉันมีเส้นสายสัมพันธ์อะไรที่แน่นแฟ้นกับชาวอาร์เมเนียน หรือ ชาวคอปต์ อะไรที่เขากล่าวมา...ว่า
"ถ้าหากว่าเป็นเมื่อเจ็ดปีก่อนนะ..ฉันอาจจะช่วยคุณได้ในเรื่องที่จะเจรจาให้...แต่..ตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว...เสียงของฉันคงไม่มีน้ำหนักอะไร"

นายอบูนา..เดินไปที่เปิดลิ้นชักที่โต๊ะทำงานและดึงเอกสารมาวางที่ตรงหน้าฉันแผ่นหนึ่ง พร้อมกล่าวว่า..
"นี่คือเอกสารที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ...จากต้นฉบับเดิม เขียนโดย พระเจ้า Ras Ali ของเรา
ถึงสมเด็จพระนางเจ้าพระราชินีวิคตอเรีย เมื่อปี 1852  ขอเชิญฝ่าพระบาททรงทอดพระเนตร"

ข้อความในนั้น..น่าสนใจทีเดียว

"จากพระผู้ทรงธรรม์ผู้ปารวณาตัวรับใช้พระผู้เป็นเจ้า, อาลี  ถึง  สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ

พระองค์ทรงพระสำราญราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์หรือไม่..อย่างไร?
กระหม่อมอยากจะส่งไมตรีจิตมาถวายกับพระองค์ หวังในพระทัยว่าคงจะมีพระเมตตา
อยากให้พระองค์ได้เข้าพระทัยว่า..ในขณะที่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินอื่นๆทรงกำลังเพิ่มพูนไปด้วยทรัพย์ศฤงคารอันที่จะเป็นมรดกตกทอดสืบไปนั้น..กระหม่อมกลับเป็นฝ่ายตรงกันข้าม..เพราะทรัพย์สินของพวกเราชาวอาบิสซิเนียนในนครเยรูซาเล็มกำลังจะถูกเชือดเฉือนออกไป..

บัดนี้..กระหม่อมได้มาขอร้องทุกข์กับพระองค์ และหวังเป็นอย่างิ่งว่าพระองค์จะทรงพิจารณาให้ความเป็นธรรมในเรื่องนี้ได้ด้วยพระบารมีที่แผ่ไพศาลกว้างไกล..
ขอทางโปรดให้คำตอบกับกระหม่อมด้วยเถิด...ไม่ว่าพระองค์มีพระประสงค์ในสื่งใด กระหม่อมจักหามาทูลเกล้าถวายได้ทั้งนั้น..."

" แล้วสมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้ทรงช่วยเหลือได้หรือไม่?".
ฉันถามไปเพราะอยากรู้เต็มที่ เพราะเช่ื่อว่าสมเด็จฯท่านคงจะเห็นเป็นเรื่องขำมากกว่า
" ช่วยซิ.."
"แล้วไง?"
"แต่พวกอาร์เมเนียนมันไม่คืนให้..."
"อ้าว...ขนาดสมเด็จฯ ท่านทรงช่วยแล้วยังไม่สำเร็จ..แล้วแกรนด์ ดุ๊ก อย่างฉันจะไปมีน้ำยาอะไร?"
นายอบูน่า ทำท่าเหมือนอยากจะบอกอะไรกับฉันสักอย่าง.....แต่มีท่าทีที่ชั่งใจ...
ซึ่งฉันไม่ชอบการอ้ำๆอึ้งๆครึ่งๆกลางๆ แบบนี้ เลยลุกขึ้นคว้าหมวกมาสวม พร้อมกับกล่าวคำอำลา
เล่นเอานายนั่นโพล่งขึ้นมาว่า..
"เรามีเอกสารยืนยันในสิทธิฉบับของจริง...แต่มันอยู่ในมือเสนาบดีรัสเซี่ยนคนหนึ่ง ที่อยู่ใน
คอนสแตนติโนโปล กระหม่อม"
ฉันยังยืนนิ่ง..
"ท่านคนนี้..ไม่ยอมอบเอกสารให้กับใครทั้งนั้น..นอกจากเชื้อไขของโรมานอฟ ที่เป็นพระญาติพระวงค์ที่ใกล้ชิดของซาร์เท่านั้น...เพราะด้วยเหตุผลที่ว่า...กว่าจะได้เอกสารนั้นมา ก็เพราะจากเงินสนับสนุนของแกรนด์ ดัชเชส เอลล่า..ที่ได้ให้ไป..ดังนั้นผู้ที่สมควรจะได้มรดกชิ้นนี้ไป..ก็สมควรที่จะต้องเป็นพระญาติในสายโรมานอฟเท่านั้น..กระหม่อม"
ฉันก็ยังคงยืนยิ่งเช่นเดิม....ส่วนเขาก็เงียบไป..

ฉันก็เลยก้าวเท้าออกเดิน...
นายอบูน่า รีบเอากระดาษแผ่นนั้น..สำเนาจดหมายฉบับภาษาอังกฤษจากเหนือหัวของเขาที่เขียนถึงสมเด็จพระนางวิคตอเรีย..มายื่นให้ฉันดูและชี้ไปตรงประโยคสุดท้าย..ที่เขียนไว้ว่า..
" ไม่ว่าพระองค์มีพระประสงค์ในสื่งใด  เกล้ากระหม่อมจักหามาทูลถวายได้ทั้งนั้น..."

ฉันมองนายนี่ด้วยสายตาดูแคลน...
มันได้ทำให้ฉันรู้จักแขยงนายนี่เป็นกำลัง..สมคงทำธุรกิจกับพวกนักการเมืองตะวันออกที่ชอบติดสินบนจนเป็นนิสัยไปแล้ว..
เพราะดูท่าเขาเหมือนกับจะรอที่จะให้ฉันกล่าวเป็นตัวเลขออกมาให้ได้.สำหรับการที่จะวิ่งติดต่อเอาพื้นที่สิบสองกะแบะมือในเยรูซาเล็มมาให้

"เออ..อากาศที่นี่มันทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้เลยนะ..."  ฉันเปรยขึ้นมาลอยๆ ทิ้งไว้แค่นั้น..
จากนั้นก็เดินออกมาอย่างไม่ใยดี..
นายอบูน่ารีบเดินแซงออกมาขวางตรงหน้า.. ทันกันที่หน้าประตูประตูด้านนอกพอดี
เขาหันมาประจันหน้ากับฉัน..นิ่งไปชั่วอึดใจ...
จากนั้น...เขาได้ทรุดตัวฮวบลงไปคุกเข่าอ้อนวอนอย่างละล่ำละลักอยู่ตรงหน้า..
ภาษาฝรั่งเศสที่เขาเคยพิถีพิถันนัก คราวนี้กลับฟังไม่ได้ใจความเอาสียจริงๆ

แต่..จะว่าไปก็ดูขำหยอกเสียเมื่อไหร่ ที่ชายผิวสีร่างใหญ่ แต่งตัวประดับปรดาไปด้วยเครื่องเพชรเครื่องทองมาก้มคุกเข่าให้กับชายแปลกหน้าอย่างปะหลก ปะหลก จนเป็นที่น่าประหลาดใจต่อบรรดาแขกเหรื่อของโรงแรมที่สัญจรผ่านไปมา...
ตอนนี้ เขาคงไดรับบทเรียนไปใหม่หนึ่งบท ว่า.
"สำหรับคนบางคน บางจำพวก...ศักดิ์ศรีนั้น..ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน"

แต่...เมื่อฉันได้มาคิดอีกที...เขาก็ไม่ผิดที่จะคิดเช่นนั้น
เพราะ..แม้แต่รัฐบาลของซาร์ยังขอมีส่วนแบ่งในที่ดินนั้นด้วยสองผืน..จากการเอลล่าได้ให้เงินสนับสนุนไป...แล้ว..ทำไมเขาจะมาเสนอส่วนแบ่งให้กับแกรนด์ ดุ๊ก ตกยากอย่างฉันไม่ได้เล่า?

เมื่อคิดได้...ฉันก็รู้สึกสงสารเขาอย่างจับจิต..รีบก้มไปประคองให้ลุกขึ้นมา..จัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางเรียบร้อย...
เอาเป็นว่า...ฉันเห็นใจในความพยายามของเขาในครั้งนี้...จะช่วยเท่าที่จะทำได้

แล้วเราก็ไปนั่งคุยกันต่อ..ว่า...จะเอาอย่างไร..จะหาช่องทางเข้าเจรจากับกลุ่มอาร์เมเนียนได้อย่างไร?

บางทีนะ...ฉันเองก็สงสัยเหมือนกันว่า..นี่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนจริงๆหรือนี่...
ถ้าหากว่า..ฉันได้บังเอิญไปอ่านเรื่องนี้ในพล๊อตของนิยาย รับรองว่าฉันเป็นได้เขียนจดหมายไปก่นนักประพันธ์คนนั้นแน่ๆ ว่าเขียนเรื่องเหลวไหลอย่างนี้มาได้อย่างไรกัน...?

แต่...บัดนี้..เอกสารที่เกี่ยวกับธุระของอาบิสซิเนียนั้นมาเป็นกล่องใหญ่หลายกล่องด้วยกัน
สุมกองอยู่ในอพาร์ตเม้นต์ของฉันที่ปารีสเรียบร้อยแล้ว...

สรุปว่า...นี่คือเรื่องจริง...ฉันไม่ได้เพ้อเจ้อหรือฝันไป...เพราะนี่คือผลจากฉันที่ได้ไปพบกับท่านผู้นั้นที่คอนสแตนติโนโปล..จนได้สิ่งที่จักรพรรดิ์แห่งอาบิสซิเนียต้องการมาอยู่ในครอบครอง 
ที่ในกล่องเต็มไปด้วยพระราชสาสน์ตีตราจากกาหลิบ จากจักรพรรดิ์... จากพระสังฆราช
หรือแม้กระทั่ง จากแกรนด์ วิเซียร์(เสนาบดีชั้นผู้ใหญ่) ทั้งหมดทั้งมวล คือข้อเขียนที่แสดงถึงสิทธิในพื้นที่สิบสองผืนในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ ที่อยู่ติดกับพระมหาวิหาร

หลังจากที่เอกสารครบ...มีการติดต่อในทุกฝ่าย...การดำเนินเรื่องได้ดำเนินไปตามขั้นตอน
จนเราได้จัดการวิ่งเต้นในการติดต่อและรายงานไปที่ องค์กร League of Nation ( United Nation ในปัจจุบัน) ให้รับทราบและพิจารณา ผ่านทางนักวิชาการ Dr. Nolde (ปารีส) และ
Dr. Charles de Visher (บรัสเซล) ที่ได้เขียนรายงานไปอย่างเพียบด้วยข้อมูล
ตบท้ายด้วยว่า...
"จากหลักฐานที่รวบรวมมาโดย แกรนด์ ดุ๊ก อเล็กซานเดอร์ แห่ง รัสเซีย ที่จะนำส่งมอบให้แก่
H.I.H. Taffari Mekonnen พระประมุขแห่งเอธิโอเปีย"

ฟังดูก็เหมือนง่ายๆ...คำว่า จากหลักฐานที่รวบรวมมาได้โดยฉันนั้น..มันเข้าใจง่าย..
และไม่ใช่เรื่องยากอะไร....ส่วนเรื่องที่ว่า...จะนำส่งมอบให้กับประมุขของแผ่นดิน...
นั่น..ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่นิด...เพราะมันหมายถึงระยะเวลาหกเดือนเต็มๆที่ฉันต้องกลายไปเป็นแขกบ้านแขกเมืองของ Emperor Haile Silassie l  of Abyssinia ซึ่งตอนนั้นยังเป็นที่รู้จักในนามของ Ras   (หมายถึง พระราชา หรือ เจ้าชาย ) Taffari Mekonnen

ซึ่งฉันตื่นเต้นกับการเดินทางในครั้งนี้มาก เพราะมันหมายถึงการที่จะได้เปิดหูเปิดตา..ไปไหนไกลๆ
การเดินทางของฉันนั้น..คือการไปที่เมืองมาร์กเซยส์ เพื่อที่จะขึ้นเรือโดยสารล่องไปยัง Port Said
พร้อมกับผู้ที่ทำหน้าที่เป็นเลขานุการหนึ่งคน..
นายเลขานั่น..ได้บอกฉันในยามที่เรือออกจากท่า..ว่า..
"ท่านโบกมือลาชายฝั่งของฝรั่งเศสเสียหนอยซิ เพราะเรากำลังจะเข้าสู่น่านน้ำเสรีแล้ว.."
" เออนะ...ขอบใจ...ถ้าไม่ต้องกลับมาได้ก็เห็นจะดี...". ฉันตอบไปด้วยเสียงที่ออกแนวเด็ดเดี่ยว


พระมหาวิหารแห่งนครเยรูซาเล็ม      

ฉันรู้ดีว่า...เรากำลังจะสู่ฤดูฝนของดินฟ้าอากาศในอาบิสซิเนีย แต่มันก็ดีกว่านั่งทรมานอยู่ในปารีส
เพราะทันทีที่ฉันได้บอกใครต่อใครไปว่า...กำลังจะไปเป็นแขกของ Ras Taffari  เท่านั้นแหละ
อพาร์ตเม้นต์ของฉันกลายเป็นกล่องแม่เหล็กไปทันควัน..
เพราะเหล่าบรรดานักค้าขายทั้งหลายได้มาแปะข้อความทิ้งไว้ให้อย่างไม่มีความเกรงใจ...

อดีตเจ้าของบริษัทขายคาเวียร์จากรัสเซีย อยากจะขอติดตามไปด้วย บอกว่า..อยากจะไปติดต่อขอสัมปทานเลี้ยงปลาสเตอร์เจียนในเขตใกล้ๆกับทะเลแดง

นักวิชาการอยากจะสมัครขอไปทดลองและวิจัยยุงในเอธิโอเปีย เพื่อที่จะนำมาต่อยอดหาทางรักษาโรคไข้เหลือง  

นายธนาคารจากวอลสตรีทรีบเข้ามาประจบประแจงทำทีว่าสนใจในเรื่องของที่สิบสองผืนนั่น..

และในขณะเดียวกันก็กระลิ้มกระเหลี่ยขอช่องทางไปทำสัญญาระยะยาวเก้าสิบเก้าปีในขอทำเหมืองเกลือที่ Lake Tsana
(เป็นทะเลสาบที่ใหญ่โตและสมบูรณ์ด้วยพันธ์ปลาหลายชนิด ชาวเมืองจับปลามาได้คราวละมากๆ จึงจำเป็นต้องมีเหมืองเกลือเอาไว้ทำเค็มและปลารมควัน..อันเป็นการลงทุนที่หวังผลเลิศ..วิวันดา)

อันที่จริง...ฉันเองก็ไม่เคยได้ยินเรื่อง ทะเลสาบ ซาน่า มาก่อนเลย...ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่ตรงไหนในโลก แต่..มารู้ว่ามันมีความสำคัญขนาดที่ได้มีการสร้างกระแสตื่นตัวให้กับกลุ่มสามมหาอำนาจที่รวมตัวกันอยู่ในกรุงปารีสที่ส่งตัวแทนมาเตือนฉันว่า.."อย่าเอะอะไปในเรื่องของทะเลสาบ ขอให้เก็บเป็นความลับ"
เพราะว่า...มีคนที่ไม่สมหวังจากวอลสตรีทได้ไปปล่อยข่าวว่า..
การเดินทางของฉันในครั้งนี้..ได้รับการอุปถัมภ์จากบริษัทยักษ์ใหญ่ในมหานครนิวยอร์ค
จนทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสขอให้ฉันทำเอกสารรายงานเกี่ยวกับการเดินทางในครั้งนี้..มันกำลังจะกลายเป็นเรื่องระหว่างชาติไปโน่นแล้ว..
ฉันเลยจำใจต้องงัดเอาสำเนาตราสาสน์ที่เก่าแก่ของกาหลิบ โอมาร์ ที่ได้แสดงถึงเอกสารสิทธิที่ดินในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์มาแสดง
รวมไปถึงเรื่องการที่จะต้องไปเจรจากับกลุ่มลี้ภัยชาว อาร์เมเนียน - คอปต์ ที่ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนนั้นด้วย...

ตอนนี้เรื่องทะเลสาบกลายเป็นเรื่องจิ๊บจ้อย....ทุกคนเริ่มหันมาจับตาที่ฉันกันเป็นจุดเดียว
เพราะนี่มันกำลังจะเป็นเรื่องระหว่างประเทศไปแล้วจริงๆ
ไคลแม๊กซ์ของเรื่อง..ก็ตอนค่ำคืนก่อนที่ฉันจะออกเดินทางนั่นแหละ..ท่านดยุคคนหนึ่ง..ไม่ใช่ใครที่ไหน ญาติห่างๆของฉันเอง..ที่เข้ามายื่นข้อเสนอ..ว่า..ขอให้ฉันรับเป็นตัวกลางในการติดต่อขอทำเขื่อนขนาดใหญ่ที่ทะเลสาบ ซานา เพื่อนำน้ำมาใช้ในการเกษตรปลูกฝ้ายของซูดาน
และสรุปเอาง่ายๆว่า...พวกอาบิสซิเนียนนั้นเป็นคริสเตียน ย่อมต้องช่วยเหลือคริสเตียนด้วยกัน !!!

การเดินทางที่แสนยาวนานและแสนร้อนระอุจากท่าเรือมานั้น..มาต่อด้วยการที่ต้องขึ้นรถไฟขบวนที่จัดมาพิเศษที่สถานี Djibouti ที่ต้องหยุดวิ่งในเวลาที่อาทิตย์ตกดิน เพราะมีโจรทะเลทรายที่ชุกชุม
แต่ฉันคิดว่า...หลุดจากพวกเสือบ้าที่ปารีสมาได้ก็บุญโข...ถึงมาเจอจรเข้โจรทะเลทรายก็คงไม่กระไรนัก

มาถึงที่ Addis Ababa ฉันได้พบกับขบวนต้อนรับอย่างเต็มยศ ที่ฉันไม่ได้พบเห็นมาตั้งแต่ 1917
ที่มีขบวนพาเหรด เหล่าดุริยางค์ ทหารตั้งแถวรอรับ และ ท่านนายกรัฐมนตรี แห่งเอธิโอเปีย
ได้ทำการแนะนำตัวด้วยภาษาฝรั่งเศส และท่านว่า..ขอให้ฉันเตรียมตัวรอรับกับสิ่งที่น่าตื่นเต้นและประหลาดใจ...
แค่ประโยคนี้..นายเลขาของฉันก็ปากคอสั่น..เข่าตีกันระริก เพราะ เขาเคยบอกเสมอว่า..
เกลียดนัก ทวีปอาฟริกา..ไม่อยากได้เซอร์ไพรส์อะไรทั้งสิ้น..เขาเตรียมยามาเป็นกระเป๋า..แบบเตรียมพร้อมป้องกันในทุกโรค ทุกสภาวะ
ระหว่างที่เราเดินผ่านแถวทหาร..แบบตรวจแถว..ฉันแอบเห็นนายเลขา..ตบยาเข้าปากอย่างว่องไว

จากนั้น..ฉันก็ได้ยินเสียงเพลงมาร์ชกองทัพแห่งซาร์ดังขึ้น..เหลียวไปดู..กลายเป็นอดีตเหล่านายทหารรัสเซียของเราที่รวมกลุ่มกันมาร่วมบรรเลงเพลงมาร์ช...
และนั่นคือ...สิ่งที่ฉันต้องประหลาดใจ..ที่ท่านนายกรัฐมนตรีว่าไว้จริงๆ..
ท่านนายกฯยิ้มกว้างขวาง
ว่า.."พวกเขามีด้วยกันเจ็ดสิบห้าคน..ที่เข้ามาร่วมในกองทัพของเรา มาช่วยในเรื่องการโยธารถไฟ..ชาวรัสเชี่ยนไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับเราเลย..แถมพระอาจารย์ที่ถวายพระอักษรให้แก่พระจักรพรรดิองค์ก่อน Lidy Lasso  ก็เป็นครูชาวรัสเชี่ยน"

อีตาเลขาของฉันแอบมากระซิบกระซาบว่า..
"สอนวิชาไหนกัน..แต่ก็ไม่น่าประหลาดใจหรอกนะ..เพราะพระจักรพรรดิ ลิดี ลาสโซ*** ก็ทรงรักษาบัลลังก์ไว้ไม่ได้เหมือนกัน.."
ฉันต้องกัดปากตัวเอง..กลั้นหัวเราะจนแทบแย่...


***พระจักรพรรดิ ลิดี ลาสโซ ได้ถูกล้มล้างไปโดยพระราชวงค์ใกล้ชิด....วิวันดา



    

















เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ โดย วิวันดา

เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบหก
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบห้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสี่
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสาม
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบเอ็ด
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบ
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนเก้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนแปด
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนเจ็ด
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนหก
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนห้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสี่
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสาม
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสอง
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนหนึ่ง



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
| WW II Europe | WW II Asia | WW I | Vietnam War | ประวัติศาสตร์ไทย | บทความจากสมาชิก | คุยกันหลังฉาก | บทความทั้งหมด |

สนใจร่วมเขียนบทความในเว็บไซต์ เชิญอ่าน แนวทางการร่วมเขียนบทความ ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์

Custom Search



eXTReMe Tracker