dot
dot
เว็บภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน
dot
dot
สมาชิก Webboard/Blog
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletข้อตกลงการเป็นสมาชิก
bulletเว็บบอร์ด-คุยกันหลังฉาก
bulletเว็บบอร์ด-Games ย้อนยุค
bulletเว็บบอร์ด-ชุดจำลองประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-หนังสือประวัติศาสตร์
bulletเว็บบอร์ด-เพลงประวัติศาสตร์
bulletคำถาม/คำตอบ ล่าสุด
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
dot
สงครามโลกครั้งที่ 2
dot
bulletสมรภูมิยุโรป (สัมพันธมิตรVSเยอรมัน-อิตาลี)
bulletสมรภูมิแปซิฟิก-เอเชีย (สัมพันธมิตรVSญี่ปุ่น)
dot
ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อื่นๆ
dot
bulletสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
bulletประวัติศาสตร์ไทย
bulletประวัติศาสตร์อเมริกันยุคเริ่มแรก
bulletสงครามเวียดนามและอินโดจีน
bulletตะวันตกโบราณ (กรีก โรมัน ฯลฯ)
bulletประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
bulletเอเชียโบราณ
bulletประวัติศาสตร์อื่นๆ (ยังไม่แยกหมวดหมู่)
bulletคลิปความรู้จาก YouTube
dot
เรื่องอื่นๆ
dot
bulletบทความเสริมความรู้ทั่วไป
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletผู้จัดทำ
bulletผังเว็บไซต์ (Site Map)
bulletแนวทางการร่วมเขียนบทความ
bulletถาม-ตอบ (FAQs) (โปรดอ่านก่อนตั้งกระทู้หรือสมัครสมาชิก)
bulletร้านค้าออนไลน์
bulletแบ่งปัน Album
dot
ลิงค์ต่างๆ
dot
bulletรวมลิงค์/แลกลิงค์ ที่นี่ครับ
bulletHistory in Film
bulletHistory on Film
bulletFuKDuK TV ช่องประวัติศาสตร์
bulletกองบิน 21 กองพลบิน 2




โหราศาสตร์ยุคไอที


เว็บแลกลิงค์อื่นๆ

ขายเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ราคาส่ง


เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบห้า

หลายแคว้น หลายประเทศต้องถึงแก่การเปลี่ยนแปลงเพราะด้วยเหตุผลที่กล่าวมา..ไม่ต้องดูที่ไหนไกล..ดูอย่างอดีตไกเซอร์ (Wilhelm II)ที่ปัจจุบันต้องไปลี้ภัยอยู่ที่
Doorn ก็แล้วกัน...ที่ทรงอ่านหนังสือพิมพ์ข่าวการเมือง (เยอรมัน)ทีไร  ก็ทรงก่นด่าเหล่าเสนาบดีที่เคยรับใช้ใกล้ชิดถึงความโง่เขลาของพวกเขาเหล่านั้น
เพราะจะว่าไป..กว่าจะทรงทราบและทรงรู้สึกองค์ว่าหลงเชื่อคนผิดได้...มันก็ได้สายไปเสียแล้ว..
พระองค์จะยังคงได้ตรวจแถวทหารในฐานะประมุขของประเทศใน Potsdam ได้ในทุกวันนี้...เพราะพระองค์เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์มากมาย เช่น เป็นนักรบที่ดี
เป็นสถาปนิกที่มีความสามารถ  
หากแต่...เมื่อทรงมีสุนทรพจน์ครั้งใด...นั่นหมายถึง...เยอรมันต้องกลายเป็นประเทศที่มีศัตรูเพิ่มขึ้นทุกครั้ง เพราะใครต่อใครพากันเกลียดชัง ไม่อยากคบค้าด้วย

ส่วนจะว่าไกเซอร์ เก่ง หรือ ดี อย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับความคิดอ่านของผู้ที่ใกล้ชิดที่จะพิจารณา แต่ที่แน่ๆคือ พระองค์ก็เป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง ที่ยามได้พูดเข้าละก้อ
พระองค์จะมีทฤษฎีต่างๆที่เหล่าอัจฉริยะยังต้องยอมแพ้  ยามที่ต้องใช้บทบาทท่าทางละก้อ...ยิ่งกว่าดาราเจ้าบทบาท  
แต่...พระองค์ช่างมีอะไรแปลกให้ผู้คนได้เก็บเอาไปขบคิดบ่อยๆ เช่น...ทรงถลาองค์ลงมาจากพระตำหนักในตอนเช้าตรู่ของฤดูใบไม้ผลิ  เพื่อลงมาตรวจตราความสะอาด
ของระเบียงข้างทางด้วยพระดัชนีในสวมใส่ด้วยถุงพระหัตถ์สีขาว...
ซึ่ง..หลายคนได้คิดไปในทางเดียวกันว่า...หรือพระองค์จะเอาดีทางด้านเป็นหัวหน้าผู้ดูแลความสะอาดของกรุงเบอร์ลินมากกว่าการเป็นพระจักรพรรดิแห่งเยอรมัน

เรื่องความสะดวกสบายและหรูหรานั้น...ไกเซอร์รักและทุ่มเทกับมันมากกว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์ไหนๆ
ส่วนเรื่องความเกลียดชังอังกฤษ...ไม่มีวันเลิกรา  ความคิดที่จะบีบอังกฤษให้บี้แบนไปคามือนั้น ไม่ใช่มาจากความริษยาในแสนยานุภาพของทัพเรือเพียงอย่างเดียว
หากแต่..มันมีส่วนของความ "จงชัง" ในสายญาติในกรุงลอนดอนด้วย
ถ้าไม่ใช่เพราะความริษยา และ ความจงชัง ที่กล่าวมานั้น สงครามโลกคงไม่เกิด หรือ อาจล่าไปอีกหลายสิบปี  ชีวิคนนับล้านๆก็คงไม่ต้องมาสูญเสีย
เพียงแค่ไกเซอร์พร้อมที่จะลดดีกรีในการต่อต้านพระเจ้าเอดเวิร์ดที่เจ็ดลงไปสักนิด...

ไม่ใช่แค่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น...ไกเซอร์ทรงเกลียดทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ผู้มีศักดิ์เป็นน้าแท้ๆ
ขอลำดับสายญาติให้ทราบนะคะ  คือ ว่าสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งอังกฤษ มีพระโอรสและพระธิดาทั้งหมดเก้าพระองค์ ที่มี เจ้าหญิงวิคตอเรีย (Victoria, Princess Royal)
คือพระธิดาองค์โตที่ได้อภิเษกไปกับ Frederick III, German Emperor และมีพระโอรสก็คือไกเซอร์)  
ส่วนเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด คือพระโอรสองค์ที่สองเป็นผู้ทรงตำแหน่งมกุฏราชกุมารแห่งอังกฤษ หรือเป็นที่รู้จักกันในพระนามเล่นว่า Bertie เป็นพระอนุชาของพระมารดาของไกเซอร์

หากแต่ไม่ว่าสมเด็จน้าเบอร์ตี้จะทำอะไร หรือ มีข่าวอย่างไร  ไกเซอร์ก็สามารถค่อนแคะและแดกดันได้ไปหมด...เช่น..
ทรงมีพระพักต์ที่แจ่มใสเริงร่า...
(ไกเซอร์ทรงค่อนว่า...ไม่รู้จะยิ้มอะไรกันหนักหนา...ทุเรศ...)
ทรงยักพระอังสะบ่อยๆ...
(ไกเซอร์ก็นินทาว่า...ทำตัวเหมือนพวกหญิงชราชอบทำกัน..)
ทรงมีกิ๊กสาว..และ เพื่อนสนิท ท่านเซอร์ Thomas Lipton
(ไกเซอร์ก็ปาดให้ว่า...อ้อดี..หนึ่งกษัตริย์ หนึ่งชู้รัก และหนึ่งคนขายของชำ...ช่างดูเหมาะสมและเข้าขากันดี)
ทรงเป็นที่นิยมในหมู่ชาวปารีเชียง...
(ไกเซอร์หยันให้ว่า...ชอบนักนะ ชอบคบค้าสมาคมกับพวกบ้าปฏิวัติ)
ทรงชอบสาวงาม.....
(ไกเซอร์เยาะให้ว่า...น่าจะมีใครไปบอกให้รู้องค์และหัดปลงซะบ้าง..ว่าเป็นปู่เป็นตาคนแล้ว..)
ไกเซอร์หาเรื่องติฉินพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดได้ทุกเรื่องแม้กระทั่งเรื่องรอยกลีบโง้งของพระสนับเพลาที่ทรง (อันเป็นแฟชั่นในตอนนั้น)  ว่า..
"กางเกงนั่นก็ดูดีอยู่หรอก หากว่ามันยังอยู่ในตู้..."
ไกเซอร์ไม่ได้ทรงหยุดคิดแม้แต่นิดเดียวว่า..สมเด็จน้าที่พระองค์จงชังหนักหนา (ด้วยสาเหตุที่แสนหยุมหยิมนั้น) เป็นถึงพระเจ้าแผ่นดินที่มีไพร่ฟ้าประชากรในทั่วโลกกว่าสี่ร้อยห้าสิบล้านคน

 

 

จริงอยู่..ความเกลียดชังเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่มนุษย์ที่จัดว่ามีพิษภัยอย่างที่สุด ที่ทุกคนควรที่จะต้องกำจัดหรือชำระล้างออกไป...
หากแต่ไกเซอร์ทรงเลือกที่จะเก็บมันไว้กับพระองค์จนถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ...
การเปิดฉากศึกสายเลือดกับสมเด็จน้าเบอร์ตี้..., การปลดระวางในมหาอำมาตย์อย่างบิสมาร์ค และ..การประกาศสงครามภาคทะเล (Submarine war)
สามสิ่งนี้...คือ...ความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ของไกเซอร์ และเป็นความหายนะของประเทศเยอรมันรวมไปถึงประชาชน...

แต่ขอให้เชื่อเถอะว่า...มันเป็นสามสิ่งที่ทำให้ไกเซอร์ทรงมีความความสุขและยินดีในการกระทำครั้งนั้นอย่างที่สุด...
นักการเมืองทั้งหลายต่างก็รู้ดีว่าผลมันจะออกมาอย่างไร
แต่ไม่มีใครบังอาจไปห้ามพระองค์ได้
นั่นคือผลของการที่คนเราได้สะสมความชังไว้มากจนพาประเทศชาติไปสู่ความหายนะ...

หากมันก็ไม่ใช่แต่ความชังเพียงอย่างเดียวที่อาจพาชาติให้มีภัย..."ความรัก" ก็เช่นกัน...ที่ได้สร้างความหายนะให้กับราชวงค์

ความรักในตัวของพระชายา ต่างจากความรักในนางสนม...เพราะฝ่ายหลังนั้นอย่างดีก็แค่เสียเงินทอง แก้วแหวนเพชรนิลจินดา  
แต่ฝ่ายแรกนั้น...อาจถึงขั้น"เสียบัลลังก์"
ตัวอย่างเช่น มาดาม เดอ ปอมปาดัวร์ (Madame de Pompadour) พระสนมเอกของพระเจ้าหลุยส์ที่สิบห้า ที่เป็นหญิงฉลาดปราดเปรื่อง  ใช้เงินอย่างสิ้นเปลือง
ความเสียหายจึงก็มีอยู่แค่นั้น...
ส่วนพระนางมารี อังตัวเนตต์ พระมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่สิบหกนั้น...ได้พาทั้งตัวเองและพระสวามีเข้าสู่กิโยตินพร้อมกับความเกลียดชังของประชาชน

หรือจะเป็นดาราชื่อดัง Gaby Deslys ที่สามารถครองพระทัยของกษัตริย์แห่งโปตุเกสได้ จนถึงขั้นประเคนของขวัญของกำนัลที่เลอค่าให้ในวันที่แรกพบ
แต่ก็ไม่มีประเทศไหนถึงกับล่มจมหรือหายนะไปกับความเจ้าชู้ของผู้นำไปได้

Gaby Deslys

 



เรื่องที่ความรักแห่งศตวรรษที่ยี่สิบที่น่าสลดใจสุดๆนั้น คือเรื่องของจักรพรรดิแห่งรัสเซียและพระมเหสี ในช่วง 1894-1917 ต่างหาก
เพราะจะว่าไป...รัสเซียในยามนั้นสามารถเลี้ยงดูชู้รักของซาร์ (ถ้าคิดจะมี..) นับได้เป็นหมื่นเป็นแสนคน หากแต่..ซาร์ทรงเลือกที่จะเป็นสามีที่แสนประเสริฐและพ่อที่แสนดี

ส่วนใหญ่ในการอภิเษกระหว่างราชวงค์นั้น...พระสวามีแทบไม่ได้สนใจหรือใส่ใจในพระมเหสีเท่าไหร่นัก เพราะการอภิเษกมักเป็นไปตามกลไกของการเมือง หน้าที่ของพระมเหสีคือการที่ต้องมีรัชทายาทให้กับบัลลังก์
แต่ไม่ให้มายุ่งเรื่องเกี่ยวกับการบริหารประเทศและการเมือง  
ตัวอย่าง...เช่น Peter the Great ได้สั่งกักบริเวณพระชายาองค์แรกเพราะความผิดที่บังอาจจัดตั้งหน่วยพลพรรคของตัวเอง..
หรือแม้แต่สังหารพระโอรสที่เหลืออยู่พระองค์เดียวที่เพียงบังอาจไม่เชื่อฟัง
ทรงปล่อยให้พระราชบัลลังก์กลับไปตกอยู่กับพระมเหสีองค์ที่สอง พระนาง Catherine ( Catherine I ในต่อมา)

หรือแม้แต่สมเด็จพระนางคัธรีน องค์จักรพรรดินี (Catherine the Great)เองก็ตาม..ที่ไม่เคยให้ชู้รักของพระนางคนไหนมามีสิทธิออกเสียงหรือวุ่นวายกับการบริหารราชการของพระองค์

Catherine the Great



ฉันไม่ได้มาเล่าเรื่องเพ้อเจ้อหรือยกเมฆ  แต่เป็นเพราะฉันได้เคยใช้เวลานับร้อยๆชั่วโมงในการอ่านไดอะรี่ส่วนตัวของทั้งสองพระองค์ พระเจ้าปีเตอร์มหาราช และ
พระนางคัธรีน ในช่วงร่วมโต๊ะพระกระยาหารกลางวันกับพ่อตาของฉัน (ซาร์ อเล็กซานเดอร์ ที่สาม)
ซึ่งข้อความในเอกสารที่กล่าวมานั้น..ทำให้ฉันได้ประจักษ์ว่า..
ต่อให้เป็นผู้ที่มีสติปัญญาฉลาดปราดเปรื่องเพียงใด ก็ไม่วายตกเป็นเครื่องมือหรือกลไกที่ถูกใช้งานจากคนไกล้ตัวที่รักและไว้ใจอย่างที่สุด  

ดังเช่น...เจ้าหญิงมารีจากเดนมาร์ก (ซารินาพระมารดา) ผู้ซึ่งไม่เคยยกโทษและให้อภัยต่อไกเซอร์ (Wilhelm I)และ Bismarck ได้เลย จากการที่เยอรมันได้เข้าไปรุกรานประเทศของพระองค์เมื่อปี 1866
ดังที่ทรงพร่ำตรัสเสมอว่า...
"พวกเยอรมันจะต้องได้รับบทเรียนที่สาสม" หรือไม่ก้อ.."รัสเซียสมควรที่จะต้องเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศส"  
คำพูดเหล่านี้ที่มาจากพระโอษฐ์ของเจ้าหญิงที่งดงามแสนหวาน เยี่ยงพระนางมารี มันช่างเป็นประหนึ่งคำขอพรจากสรวงสวรรค์...
ที่ทุกครั้ง..พระสวามีจะออกอาการอึดอัดและถอนหายใจ...เพราะมันเป็นการยากที่จะอธิบายให้พระชายาได้ทรงรับความจริงว่า..ไม่ว่าอย่างไรประชากรชาวเดนมาร์ก
ก็ยังมองเห็นเยอรมันนั้นดีกว่าพวกฝรั่งเศส รวมไปถึงจะให้ประชาชนชาวรัสเซียมาเจ็บร้อนแทนให้กับสงครามในปี 1866 ..ก็หาใช่เรื่องไม่...
เพราะประเทศเดนมาร์กอยู่ไหนยังแทบไม่มีใครรู้จักด้วยซ้ำ

"พวกเยอรมันจะต้องได้รับบทเรียนที่สาสม"...ประโยคนี้แทบไม่เคยจางหายไปจากซารินาพระมารดา ที่ตรัสออกมาวันละสามครั้งอย่างน้อย..ตลอดเวลายี่สิบสองปีติดๆกัน
ที่ได้พยายามชี้ชวนให้ททุกคนเห็นว่า มารที่เลวร้ายของยุโรปนั้นคือพวกเยอรมัน (ที่เป็นพระญาติกันนี่แหละ)
สร้างความเบื่อหน่ายให้กับพระสวามีอย่างที่สุด เพียงแต่ไม่กล้าแสดงออก  
ฉันยอมนับถือในความพยายามของซารินาพระมารดาจริงๆ ที่ไม่เคยทรงลดละในความแค้น
ในส่วนของซาร์อเล็กซานเดอร์ พระสวามีนั้นเป็นที่รู้กันดีว่า..ไม่เคยมีด้านที่ใจอ่อน หรือ ลดหย่อนปรานี ลองถ้าเป็นคนอื่นมาบอกให้ทำโน่นทำนี่..รับรองว่าไอ้หมอนั่น
คงไม่มีชีวิตทันรอดูพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้าอย่างแน่นอน

ทุกครั้งที่ได้ยินซารินาพระมารดาเริ่มอารัมภบทในเรื่องนี้...ฉันมั่นใจได้เลยว่า..ต้องได้เห็นอะไรที่สนุกๆอีกแล้ว...
หลายครั้งที่ซาร์มักลุกขึ้นไปจากโต๊ะ  บางทีก็ทรงบิดส้อมจนเป็นรูปน๊อต...แต่ก็ทรงทำได้แค่นั้น..
มันคงจะเป็นกรรมของชาวรัสเซีย..ที่..ซาร์ทรงเป็นพระสวามีที่แสนดีที่ทรงเสน่หาพระชายาราวดวงใจ พร้อมที่จะทรงทำทุกอย่างเพื่อความสุขของเธอ
เพราะมันไม่มีเหตุผลอะไรที่ซาร์ผู้ชาญฉลาดและมองเห็นการณ์ไกล...เข้าไปสนับสนุนรับรองการเป็นภาคีร่วมกับฝรั่งเศสในปี 1888 ที่นำมาถึงการขัดแย้งจนเกิดเป็นสงครามนองเลือดในปี 1914

จะว่าซารินาพระมารดาได้ทรงกระทำการที่พลาดไป...แต่มันก็ได้เกิดขึ้นอีกซ้ำสอง จากซาร์และซารินาองค์ใหม่ (อันเป็นองค์สุดท้าย)
ในสภาพที่ย่ำแย่ของรัสเซียที่มีการจลาจลทั้งในประเทศ....และต้องอยู่ในระหว่างรับมือในการทำศึกนอกประเทศในปี 1917 ที่ซาร์นิโคลาสที่สองต้องพบกับสถานะการณ์ที่วิกฤติอย่างแท้จริง
ซ้ำพระองค์ยังไม่ยอมรับฟังข้อแนะนำหาทางออกจากเหล่าเสนาบดี...หากแต่ทรงนำเรื่องไปปรึกษากันเป็นการภายในกับซารินาพระชายาเพียงคนเดียว
ที่ไม่ว่าข้อแนะนำนั้นจะแย่เพียงใด..ทรงยอมเชื่อฟังและทำตามจนหมดสิ้น...จวบจนต้องมาพบกับจุดจบในสุดท้าย..

ภาพ   Czar Nicholas II และ ครอบครัว



 

ซึ่งฉันได้เคยเล่ารายละเอียดมาบ้างแล้วถึงเรื่องนี้..แต่..ใครเล่า..ที่อยากจะโยนก้อนหินใส่หมายมุ่งกล่าวโทษหรือประหัตประหารในหญิงที่มีจิตใจไม่ปรกติ หวั่นไหว
โศกเศร้าเพราะลูกชายคนเดียวนั้นอยู่ในภาวะของโรคร้ายที่เสี่ยงตายได้ทุกเมื่อ

แต่ถ้าจะกล่าวโทษละก้อ..มันก็ต้องเป็นความผิดของพี่เมีย (ซาร์ นิโคลาส) ของฉันนั่นแหละ ที่ผิดมหันต์จนประชาชนไม่อาจให้อภัยได้ต่อคำกล่าวของการสละราชบัลลังก์แบบใสซื่อ และ ปราศจากความรับผิดชอบในฐานะประมุขของประเทศ ด้วยคำว่า.."อยากจะไปใช้ชีวิตเป็นคนธรรมดา เป็นครอบครัวพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก"

ใช่...มันฟังดูดี สำหรับคนระดับเจ้าของห้างร้านที่อยากเลิกกิจการ แต่ไม่ใช่ในฐานะซาร์ เพราะมันช่างเป็นการเลวร้าย และ เหลวไหลสิ้นดี
ที่ทรงลืมไปกระมังว่า..มรดกที่ทรงครองอยู่ ปกครองคนนับเป็นร้อยล้าน มันได้ผ่านเส้นทางการต่อสู้มาอย่างเลือดตาแทบกระเด็นของบรรพบุรุษอย่างไร
ทำไมถึงจะมาอ้างง่ายๆว่า...เพื่อขอไปเป็นคนธรรมดา ไปเป็นครอบครัวที่มีลูกเมียพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างสันติสุข

ซาร์นิโคลาสยังประเมินสติปัญญาของประชาราษฎร์ของตัวเองหรูไป...เช่นในหลายสุนทรพจน์ของพระองค์จึงมีแต่คำพูดที่งดงามแต่เข้าใจยาก อย่างเช่น
"ผู้ที่มีความกระจ่างแจ้ง" หรือ "ผู้ที่มีหัวใจราวกับทองคำ" หรือ "ความเป็นอัจฉริยภาพ" ช่างสรรมาแต่สำนวนโวหารเสียจริง..

ในช่วงที่หน้าสิ่วหน้าขวาน ซาร์มักใช้คำแก้ตัวให้ตัวเองว่า..."ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะตัดสินฉันจะดีกว่า"
โอ้..พระเจ้า...ช่างคิดและตรัสมาได้อย่างไรกันนี่?
ซาร์คิดได้อย่างไรว่า ประชาชนที่ว่านั้นมีความสามารถและความรู้ที่จะเข้าใจอะไรต่อมิอะไรง่ายๆอย่างมีเหตุมีผลกระนั้นหรือ?
น่าสงสารเสียจริง...พ่อเจ้าประคุณเอ๋ย!!

ทรงรู้จักประชาชนของพระองค์ดีแค่ไหนกัน  พวกนั้นมันก็มีแค่สติปัญญาของคนที่ขี้ขลาดตาขาว หวังแค่หนีเอาตัวรอด หรือ แห่ตามกันไปเป็นหมู่ก็เท่านั้น
เหล่าพระอาจารย์ที่สอนพระองค์มาล้วนแล้วแต่ถนัดทางด้านประจบสอพลอ สร้างประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาติมาให้ดูสวยหรู จนอ่านแล้วเคลิบเคลิ้มตาม..
ทรงเชื่อจริงๆว่า...นักรบบ้านป่าที่ถูกฆ่าตายไปเป็นเบือสมัยที่นโปเลียนรุกรานเข้ามานั้น...เขาตายเพราะความ "รักชาติ" และ เพื่อ "ปกป้องชาติให้พ้นจากภัยรุกราน"
หรือเพื่อให้ยุโรปพ้นไปจากภัยของนโปเลียน...
ปล่าวเลย...เกลอเอ๋ย...เหล่านักรบบ้านป่า นักรบชาวบ้านในยุคของ 1812 นั้น...ส่วนใหญ่ไม่รู้จักด้วยซ้ำว่า ยุโรปแปลว่าอะไร...  

มิหนำซ้ำพวกเขายังเกลียดชังทหารของชาติเดียวกันมากกว่าพวกฝรั่งเศสด้วยซ้ำไป..
ประชาชนชั้นล่างทั่วๆไป..ไม่ว่าที่ไหน รัสเซีย, อเมริกา, อังกฤษ หรือ อบิสซิเนีย เขาไม่สนใจอะไรไปมากกว่า มีกินให้อิ่มทั้งสามมื้อ กับที่ซุกหัวนอน ไม่มีใครมาสนใจในภาษายากๆ
ที่ฟังแล้วชวนสับสน...
และนี่คือเหตุผลที่นักปลุกระดมมักประสบความสำเร็จในจุดที่รัฐบาลที่บริหารอ่อนด้อย หรือไม่เคยเข้าถึง...
ไม่ใช่ว่านักปลุกระดมมีแผนงานที่ดีกว่า หรือ ได้ผลกว่า  แต่...พวกนี้เข้าใจในความต้องการของพวก"รากหญ้า" ด้วยกัน ว่าต้องการสิ่งที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่คำพูดสวยหรูให้ชวนฝันไปวันๆ
อีกทั้งเป็นที่น่าสนใจที่จะจดจำด้วยว่า...ในแปลนการจัดตั้งและวางนโยบายกำลังของนั้น...พรรคบอลเชวิคให้ความไว้ใจและใช้บริการของอดีตหน่วยสันติบาลของซาร์มาช่วยเป็นกองกำลังและแขนขาให้
เพราะมีความคล่องงานและคล่องตัวเป็นอย่างดี  เพียงแต่เปลี่ยน"ผู้นำ" และผู้สั่งงาน มาเป็นระบอบคอมมิวนิสต์เท่านั้น..

แต่ไม่ว่ามันจะเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนมือไปอย่างไร ก็หาใช่ว่าประชาชนจะอยู่ดีกินดีขึ้น..จริงอย่างที่นโปเลียนเคยกล่าวในสุนทรพจน์อำลาในการหลุดจากอำนาจไว้ว่า
"ตอนที่เราเข้ามา...ประชาชนยากจน..อดอยาก และในขณะที่เราจะจากไปนี้...มันก็ไม่เปลี่ยนแปลง ผิดแผกไปกว่าเดิมเลย..."
คำพูดนี้..เป็นความจริงอย่างที่สุด เพราะมันยังส่งผลมาจนทุกวันนี้ เพราะเปลี่ยนไปจากซาร์...หรือ จากสตาลิน หรือ จากมุสโสลินี...ประชาราษฎร์ก็ยังไม่ได้อยู่ดีกินดีขึ้น..

ทั้งๆที่ศิลปของการครองใจประชาชนนั้น มันก็มีอยู่ง่ายๆ เพียง กล้าหาญให้มากหน่อย  เพิ่มความเมตตา  และ เข้าใจในปัญหาของประชาชน...
ถ้าผู้นำคนไหนไม่เข้าใจในข้อนี้...ข้อกังวลใจอื่นๆมักจะตามมา  อย่างเช่น ซาร์อเล็กซานเดอร์ ที่สาม ได้มีข้อสงสัยในองค์เองดังที่พระองค์เคยปรารภกับฉันในขบวนรถไฟขณะที่
เดินทางไปทางใต้ด้วยกันว่า...
"เราข้องใจจริงๆนะ ว่า ประชาชนเดินดินของเราเนี่ย...เขาเข้าใจในงานของเราหรือไม่...ว่า..มันช่างมากมายและหนักหนาสาหัสนัก"
ฉันก็สนใจอยากรู้เช่นกัน..ได้แต่ถวายการแนะนำว่า น่าที่พระองค์จะลองถามดูด้วยองค์เอง..
เมื่อได้สดับ...ทรงพระสรวลลั่นอย่างพอพระทัย...
พอถึงสถานีต่อไป ที่ประชาชนมายืนรอเข้าแถวถวายพระพร  ทรงเรียกชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่แถวหน้าให้เข้ามาใกล้ๆพระแท่นที่ประทับ
และทรงถามว่า..
"เอ็งอยากจะเป็นซาร์บ้างไหม?"
หมอนั่น...ทำหน้าตื่น เลิ่กลั่ก...อึกอักพูดไม่ถูก
"อ้าว...ว่าไงล่ะ ตอบมาว่า อยากหรือไม่อยากเท่านั้นแหละ.."
"ขอรับ...อยาก ขอรับ"
"เออ..ดี..แล้วถ้าเอ็งเป็นซาร์...อะไรคือสิ่งแรกที่อยากทำ?"
"กระผมจะคว้าเงินห้าร้อยรูเบิ้ล แล้วหนีกลับบ้าน..."  เสียงตอบของชายผู้น่าสงสารนั้นทำให้ทุกคนถึงกับเงียบกริบ..
"เท่านั้นเองรึ...เอ็งไม่รู้หรือไงว่า..เป็นซาร์แล้วมีเงินมากกว่าห้าร้อยรูเบิ้ลหลายพันเท่านะ"
"ขอรับ..ก็คงเป็นเช่นนั้น...แต่กระผม..." ว่าแล้วนายคนนั้นได้หันไปมองเหล่าฝูงชนที่ยืนอยู่ข้างหลังด้วยความตระหนก..ก่อนที่จะกล่าวต่อไปว่า
"แต่กระผมคงไม่สามารถไปสู้รบตบมือกับผู้คน..ใครมาดีมาร้ายก็ไม่รู้...ให้กระผมไปเลี้ยงหมาป่าโซๆทั้งฝูงยังจะง่ายกว่า.."
และนั่นคือ คำตอบ...

เหล่าพวกพ่อค้่าวาณิชที่ต่างมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า.."การที่จะครองใจประชาชนได้นั้น ประมุขจะต้องมีความเป็นประชาธิปไตยในสิทธิและเสรีภาพ..ดูตัวอย่างได้จาก ปริ้นซ์ ออฟ เวลส์"  (หมายถึง Edward VIII)
ที่ฉันฟังแล้วมีข้อกังขา..ในตัวเปรียบเทียบ เพราะฉันรู้จักผู้ที่ถูกกล่าวถึงเป็นอย่างดี  ไม่ใช่พระองค์องค์เดียว รวมไปถึงอดีตปริ้นซ์ ออฟ เวลส์ ขึ้นไปอีกสามรุ่นโน่น
อันหมายถึง องค์นี้...พระบิดา (George V) และ พระอัยกา (Edward VII) ของพระองค์  
และก็ยังไม่เห็นว่า..เหล่าสุภาพบุรุษชั้นอัครฐานมากด้วยพระยศพระเกียรติเหล่านั้น..มี "ประชาธิปไตย" กับใครเขาได้อย่างไร?
ไม่ใช่เฉพาะกับชนชาวอังกฤษ..ที่เพ้อเจ้อถึงเรื่องประชาธิปไตยในระดับปกครองไปทั่ว

ประเทศอื่นๆก็เหมือนกันที่เจ้านายอยากจะเป็นอย่างที่ประชาชนต้องการ แต่ผลลัพธ์นั้น..มันช่างต่างและสวนทางกันอย่างเห็นได้ชัด...เข้าข่ายโศกนาฏกรรมก็มีเยอะไป..
ถ้าจะดูกันจริงๆ...ฉันต้องยกเอาตัวอย่างมาให้เห็น คือ พระเจ้า Alfonso XIII แห่งสเปน ผู้ซึ่งเชื่อในเรื่องของประชาธิปไตย ทรงงานหนัก ทรงเป็นสุภาพบุรุษอารมณ์ดี ที่มองโลกในแง่บวกเสมอ
ทั้งๆที่แสนดีอย่างนี้...แต่พระองค์ก็ยังต้องพบกับความผิดพลาดเข้าจนได้
ฉันเลยอยากจะยกเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง...ไม่ใช่ในฐานะนักบันทึกประวัติศาสตร์..หากแต่เป็นประสบการณ์ในชีวิตที่ได้พบปะ พูดคุยในฐานะสหาย ซึ่งมันอาจจะเป็นการ
ลำเอียงเข้าข้างบ้าง...หากแต่...ความจริงก็คือความจริง...


ภาพ  King Alfonso XIII of Spain

 

 

วันหนึ่งในปี 1931 ที่ฉันกำลังจะไปเป็นอาคันตุกะร่วมพระกระยาหารกลางวันกับพระเจ้าอัลฟองโซ ที่สิบสาม แห่งสเปน ผู้ที่กำลังตกอยู่ในฐานะลี้ภัยอย่างเดียวกับพวกเรา โรมานอฟ ที่กำลังประสบอยู่
ระหว่างที่กำลังขับรถจากกรุงปารีสไปยังพระราชวัง Fountainbleau ที่ฉันรู้สึกแปลกในใจนิดๆ ว่า....นั่นซินะ ที่ไหนเล่าในฝรั่งเศสถึงจะเหมาะสมกับการได้ไปเจอกับคิงมากกว่าที่ พระราชวังฟาวเตนโบ
เพราะที่นี้..ในวันที่ 11 เมษายน 1814 เป็นที่ที่นโปเลียนได้ยอมประกาศสละบัลลังก์ (เพราะพ่ายศึกในรัสเซียให้กับซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่หนึ่ง) และผู้ที่ขึ้นมาครองราชย์แทนก็คือ พระเจ้าหลุยส์ที่สิบแปด

สถานที่ที่จะไปพบนั้น คือ โรงแรมหรูเลิศ Savoy ที่อดีตคือพระตำหนักหนึ่งตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานของพระราชวังที่มีเนื้อที่กว่าห้าหมื่นเอเคอร์  ที่ล้อมรอบไปด้วยป่ารวมไปถึงสนามกอล์ฟ
เมื่อก้าวย่างเข้าไปในล๊อบบี้ที่โอ่โถง หรูหรา นั้น ฉันก็ได้พบสหายแห่งประวัติศาสตร์เข้าอีกคนหนึ่ง..เขาคนนั้นมานั่งรออยู่แล้ว..คือ Duke de Miranda ผู้ซึ่งเป็นพระสหายคนสนิทของพระเจ้าอัลฟองโซ
อีกทั้งเคยเป็นข้าราชการในสถานทูตสเปนประจำกรุงเซนต์ ปีเตอร์สเบอร์ค  รัสเซีย
เราได้เข้าทักทายกันอย่างสนิทสนม รวมไปถึงการที่ได้รับทราบว่า Marquis de Torres de Mendoza พระสหายคนสนิทอีกคนหนึ่งได้โดยเสด็จมาด้วย
นับว่าดีจัง..ที่พระองค์ได้สามารถพาเพื่อนๆลี้ภัยกันออกมาได้ทั้งโขยง...

เราได้สนทนากันถึงความหลังที่สวยสดงดงามในกรุงเซนต์ ปีเตอร์สเบอร์ค ไปได้สักพักหนึ่ง...แล้วเราสองคนก็ต่างพากันถอนหายใจ...เพราะเขาเกรงไปว่า เราคงไม่มีวันได้กลับไปเหยียบแผ่นดินที่เต็มไปด้วยความสวยงามนั้นอีกแล้ว..
ฉันจึงได้แต่ปลอบไปว่า..."คงไม่เป็นอย่างนั้นหรอกน่า..."
เชื่อว่าเขาคงกำลังสับสนในความเป็น "คนลี้ภัย พลัดบ้านพลัดเมือง" เพราะยังสติยังไม่แก่กล้าเหมือนกับฉัน..ที่จัดว่า...ชาชินกับมันไปซะแล้ว...

เราขึ้นไปข้างบน อันเป็นห้องที่ประทับของพระราชินี (Victoria Eugenie of Spain) ที่ฉันพยายามสรรหาคำทักทายให้ฟังดูดี และ เป็นให้กำลังใจ อย่างที่ไม่เป็นการเว่อร์จนเกินไป...
ซึ่งมันค่อนข้างยากทีเดียวในสถานภาพอย่างนี้...เมื่อพบพระพักต์ ฉันทำได้แค่ก้มศรีษะแสดงความเคารพ..
พระองค์แย้มพระสรวลอย่างพระทัยดี หากแต่พระพักต์ดูไม่สดชื่นเท่าที่ควร...สถานการณ์ที่เลวร้ายของชาติบ้านเมืองในหลายเดือนที่ผ่านมามันได้บั่นทอนความงดงามของพระองค์ให้ด้อยไปอย่างเห็นได้ชัด
หากแต่...ถ้าตัดอะไรที่ร้ายๆออกไป พระองค์ก็ยังคงเป็นเจ้าหญิงที่รื่นเริง งดงามในพระจริยาวัตร สดใส เหมือนเช่นเมื่อครั้งยังเป็น Princess Ena of Battenberg
ซึ่งทำให้ฉันประจักษ์ได้เลยว่า...ทรงเป็นขัตติยะนารีสายเลือดของอังกฤษอย่างแท้จริง..ที่ มั่นคง จงรักภักดี...ที่ทำให้พระองค์ได้ประทับมั่นอย่างไม่หวั่นต่อสิ่งใด

เราทั้งหมดนั่งลง..สนทนากัน..เพราะจะว่าไป เราต่างก็เป็นเครือญาติๆกันทั้งนั้น..พระญาติของพระองค์ ได้อภิเษกกับ หลานสาวของฉัน ที่ปัจจุบันคือ
Lady Milford-Haven แต่..เรื่องสายสาแหรกนั้นไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่พระองค์อยากทรงทราบ..สายพระเนตรมีแววครุ่นคิดที่คงอยากจะถามฉันเต็มที่ว่า...
"ทรงมีประสบการณ์ในการลี้ภัยมานานถึงสิบสี่ปีแล้ว..คงพอทราบหรือพอเดาได้ไหม..ว่า..อะไรจะเกิดขึ้นกับพวกเราต่อไป?"

ฉันมองไปโดยรอบๆห้องที่ทรงพำนัก ที่มีสภาพเป็นห้องเดี่ยว...สังเกตว่ามีเครื่องประดับห้องสวยๆตรงนั้นตรงนี้อยู่หลายชิ้น ที่พระองค์ได้ทรงบอกว่า
"นั่นคือของที่ฉันเอาติดตัวออกมา....มีแค่นั้นแหละ..ที่เอามาได้"
แหม..ประโยคนี้มันช่างคุ้นหูเสียจริง..."เอาติดตัวมาได้แค่นี้"  ที่ฉันเคยได้ยินมานับพันๆเที่ยว..จากปากของเมีย และแม่ยายของฉันเอง
ทรงกล่าวต่อไปว่า...
"เขาให้เรารีบออกมาจากประเทศ...แล้วคณะรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐบอกว่าจะจัดส่งข้าวของทุกอย่างมาให้ทีหลัง"
"คงยาก..กระหม่อม..." ฉันหลุดปากออกไปโดยอัตโนมัติ แล้วก็มาเสียใจในทีหลังว่าไม่ควรพูดเลย อาจเป็นเพราะฉันมักคุ้นกับระบบ.... และคุ้นเคยกับการที่ "ไร้ศาล"นานเกินไปกระมัง
พระพักตร์ของพระราชินีแดงระเรื่อ คล้ายกับจะกรรแสง...ตรัสว่า..
"ฉันได้อ่านและศึกษาในเรื่องของการปฏิวัติในรัสเซียมาพอประมาณ แต่ไม่มีครั้งไหนที่จะเลวร้ายไปกว่าสิ่งที่ได้เกิดขึ้นในเซนต์ ปีเตอร์เบอร์ค  แต่ที่เกิดขึ้นกับเราก็แทบไม่แพ้กัน...ฉันเพิ่งกลับไปจากลอนดอนได้วันเดียว ไปถึงกรุงแมดริดมาในช่วงของบ้านเมืองมีสภาพที่ตึงเครียด ประชาชนที่มาต้อนรับกันจนแน่นสถานีพร้อมช่อดอกไม้ ต่างโห่ร้องด้วยความยินดี...จนทำให้เชื่อว่า...ฉันเป็นบุคคลที่เขารักและบูชาที่สุดในสเปน  แต่แล้ว...มันก็ยังเกิดขึ้นจนได้  ทำไมประชาชนถึงได้เปลี่ยนและแปรพักต์ไปได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้...ฉันไม่เข้าใจเลย"

ทันใดนั้น...ประตูห้องได้ถูกเปิดออก...โดยชายร่างสูงเพรียว ใบหน้ายิ้มแย้ม...ส่งพระสุรเสียงทักทายว่า..
"ดีจริง...ได้พบกับอเล็กซานเดอร์...เราอยู่ในสภาพลงเรือลำเดียวกันแล้วนะ..."  นั่นคือ พระเจ้าอัลฟองโซ แห่งสเปนที่ทรงปราดเข้ามาจับมือทักทายด้วยพระพักตร์ที่สดใส
ฉันเลยต้องผสมผสานเสียงหัวเราะให้เข้ากับบรรยากาศ เพราะไม่มีทางเลือกอย่างอื่น..พระเจ้าอัลฟองโซไม่ใช่คนประเภทที่เชื่อว่าใบหน้าที่บึ้งบูดจะแก้ไขปัญหาได้
อีกทั้งได้ทรงตรัสว่า..
"เธอนั่นแหละ...คือคนที่ฉันอยากคุยด้วยมากที่สุดในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา..เพราะอะไรรู้ไหม...เพราะว่าครอบครัวของฉันกำลังจะเข้าสู่ขบวนการพลัดถิ่น..
ดังนั้น...เราต้องเตรียมตัวกันแต่เนิ่นๆว่า..จะต้องทำอะไรและเตรียมตัวกันอย่างไร...เธอช่วยแนะนำให้หน่อยได้ไหมล่ะ?"

ภาษาฝรั่งเศส คือ ภาษาที่ใช้ในการสนทนาของเรา..ซึ่งพระองค์ได้ใช้สรรพนามเรียกฉันอย่างสนิทสนมเหมือนกับที่ใช้ในสมาชิกครอบครัว..ซึ่งมันทำให้ฉันค่อยสบายใจขึ้น
เราคุยกันในสถานภาพของชายสองคนที่ต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมที่คล้ายๆกัน...ไม่ใช่ในฐานะของคิง กับ แกรนด์ ดุ๊ค



ภาพ..   Queen Victoria Eugenie of Spain
 

 

เราพากันเดินลงมาข้างล่าง...ผ่านห้องโถงของล๊อบบี้  ทรงถามฉันอย่างจริงจังว่า
"อเล็กซานเดอร์  เธอเคยรับประทานอาหารในห้องเล่นบิลเลียดหรือไม่?"
"ในห้องเล่นบิลเลียด...เห็นจะไม่เคยหรอกกระหม่อม..."
ฉันตอบไป พร้อมกับพยายามไล่ไปถึงความหลังเมื่อครั้งไปหมู่เกาะฟิจิ ที่ต้องกินอาหารด้วยมือ แถมยังต้องกินไปพิจารณาในอาหารไปว่าจะมีอะไรที่คล้ายกับหัวใจหรือ
ชิ้นส่วนของมนุษย์หรือไม่ เพราะแม่บ้านนั้นมีท่าทางคล้ายๆกับชาวเผ่ามนุษย์กินคนอยู่ด้วย..แต่ฉันก็ยังนึกไม่ออกว่าจะกินอะไรกันยังไง ตักอาหารด้วยไม้คิวบิลเลียดหรือไง...?
"อย่างงงไปนักเลย...ไม่ได้ยุ่งยากอะไรขนาดนั้น เพียงแต่เราขอให้เขาจัดโต๊ะให้ในห้องเล่นบิลเลียดน่ะ"
สมเด็จพระราชินีได้ตรัสเสริมว่า..
"ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเราไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของเหล่าบรรดาแขกของโรงแรมน่ะ..."
เมื่อไปถึง..จึงได้เห็นว่า..โต๊ะบิลเลียดได้ถูกยกออกไปแล้ว..แต่ตู้วางคิวยังคงตั้งอยู่ที่ตามมุมห้อง กระดานจดแต้มยังมีร่องรอยการขีดเขียนทิ้งไว้
ตรงกลางห้องมีโต๊ะอาหารที่จัดวางเครื่องจานชามไว้อย่างเรียบร้อย เรามีด้วยกันทั้งหมด 15 คน  พระเจ้าอัลฟองโซประทับอยู่ที่ตรงกลางของฝั่งหนึ่งที่มีนางสนองพระโอษฐ์ของสมเด็จพระราชินีขนาบข้างละคน  

สมเด็จพระราชินีประทับอยู่อีกฝั่งตรงข้าม ที่มีฉันนั่งอยู่ทางขวามือ และมกุฏราชกุมาร Prince of Asturias ประทับอยู่ทางซ้ายมือ
แล้วก็ยังมีหนุ่มๆอีกสองคนที่นั่งประชิดกับพระธิดาทั้งสองพระองค์ คือ Infanta Beatriz และ Infanta Maria Christina ที่มีท่าทางหวานแหววใส่กัน จนพอสังเกตได้  ฉันเหลือบตาไปยังสมเด็จพระราชินีประหนึ่งคำถาม
ทรงตรัสว่า..
"ที่เธอเข้าใจนั้นถูกแล้ว...เพราะเรากำลังงานพิธีอันเป็นมงคลซ้อนสองคู่ในอนาคตอันใกล้นี้แหละ.."
เด็กหนุ่มทั้งสองคนนั้น คือ ...พระโอรสของ Infanta Beatrice หรือ Princess Beatrice of Saxe-Coburg and Gotha เท่ากับเป็น"หลานยาย" ของญาติฉัน Duchess of Edinburgh (พระธิดาองค์โตของซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สอง แห่งรัสเซีย)
เท่ากับว่า เราอยู่ในวงวานว่านเครือเดียวกัน...

ฉันเลยได้เล่าให้พวกเด็กๆฟังถึงเรื่องเก่าๆของยายและแม่ของเขาให้ฟัง..ซึ่งแม่ของเขานั้นฉันได้พบเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้วในกรุงลอนดอน  เธอช่างเป็นเด็กที่สวยสดไม่แพ้
พี่สาวทั้งสามคน มีพระนามเล่นว่า "Baby B." สาวทั้งสี่ในครอบครัวนี้ นับว่าเป็นที่หนักใจของกรรมการตัดสินมาก เพราะงามไม่แพ้กัน ไล่ลงมาตั้งแต่
Missy  ที่ปัจจุบันคือ พระชนนี  Marie of Rumania


Ducky  ที่ปัจจุบันคือ พระชายาของ Grand Duke Cyril of Russia

 


Sandra ที่ปัจจุบันคือ  Princess of Hohenlohe-Langenburg
   

    

หนุ่มสาวทั้งสี่มองดูฉันด้วยความประหลาดใจแกมทึ่ง...ที่มีคนมาเล่าเรื่องเก่าๆเมื่อครั้งสมัยที่พระเจ้า เอ็ดเวิร์ด ที่เจ็ด แห่งอังกฤษยังเป็นเด็กหนุ่มที่ดื้อสุดฤทธิ์
พวกเขาขอให้ฉันเล่าถึงตอนที่เข้าเฝ้าสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียผู้ซึ่งเป็นย่าทวดของพวกเขาให้ฟัง ...แต่ฉันไม่ได้ทำตามอย่างที่พวกเขาต้องการเพราะ
ถ้าขืนเล่าไปก็คงไม่จบง่ายๆ อาจจะต้องให้เล่าต่อไปอีกครั้งสมัยพระเจ้าโซโลมอนกันเลยทีเดียว และอีกประการหนึ่ง คือ ฉันไม่อยากผูกขาดการพูดคุยไว้แต่เพียงคนเดียว
อยากให้พวกเขาได้มีโอกาสเป็นฝ่ายเริ่มการสนทนาบ้าง..

การเล่าเรื่องของเมื่อสี่สิบสองปีที่ผ่านมา..ทำเอาทุกคนได้มีสีหน้ารื่นเริงขึ้น
พระเจ้าอัลฟองโซ่และพระราชินีทางพระสรวลบ่อยๆ เพราะในยามนั้น
แม้แต่พระองค์เองยังมีพระชนมายุเพียงสี่ชันษา..ส่วนคนอื่นๆ แม้แต่ ท่านดยุค แห่ง มิรานดา อาจจะยังไม่ทันเกิด หรือ เพิ่งจะออกมาลืมตาดูโลกด้วยซ้ำ

ของหวานที่เป็นสตอว์เบอรี่ส์สดๆราดด้วยครีม..เพิ่งเข้ามาเสริฟ  ทุกคนมีความรู้สึกที่ดีขึ้นมา มีการดื่มถวายพระพร  และฉันได้กล่าวชื่นชมต่อความน่ารัก เรียบร้อยของพระธิดาทั้งสองพร้อมว่าที่คู่หมั้น
พระราชินีได้ทรงตรัสว่า..
"ที่เธอว่ามา..ก็เป็นความจริง เราสองคนรู้สึกภูมิใจต่อลูกทั้งสองมาก เพียงแต่..ประหวั่นใจต่ออนาคตของพวกเขาอย่างที่สุด  คู่รักของเขา..กำลังเพิ่งจะจบวิศวกรรมจากวิทยาลัยในสวิส ต่างพร้อมที่จะทำงานหนักเพื่อสร้างครอบครัว..แต่..ฉันออกเป็นห่วงว่า พวกเขาจะหางานทำได้หรือ ในขณะที่เศรษฐกิจกำลังแย่ไปทุกหนทุกแห่งอย่างนี้...พวกเขาอยากจะไปอเมริกากัน  เราก็ไม่อยากจะห้ามปรามหรือฉุดรั้งไว้  เธอคิดว่าอย่างไรกัน..อเล็กซานเดอร์ ช่วยออกความเห็นหน่อยซิ...เธอเองรู้จักอเมริกาดีกว่าใครๆ"

มาถึงคำถามนี้...ที่ฉันต้องเริ่มไตร่ตรองก่อนที่จะพูดอะไรออกไป...เพราะลูกชายสามคนของฉันที่ไปอยู่อเมริกา..ต่างก็ขวนขวายกันแทบแย่อยู่หลายปีกว่าจะได้งานทำ
เป็นหลักเป็นแหล่ง และฉันเองไม่อยากจะให้ข้อมูลที่ผิดๆไปกับพระองค์ จึงเล่าให้ฟังว่า..
"อย่าทรงคิดว่า อเมริกาจะเป็นดินแดนแห่งความฝันและความสำเร็จ..ลูกชายของกระหม่อมทั้งสาม Demitri และ Vassily ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำอยู่ในนครนิวยอร์ค  ส่วนคนเล็ก Rostislav ทำงานกับบริษัทอาหารสำเร็จรูปที่ชิคาโก.."
เมื่อหลุดคำว่า "ชิคาโก" ออกไป..มันเหมือนกับเป็นคำวิเศษที่หล่นลงไปบนโต๊ะ  เพราะมันได้เรียกความสนใจจากทุกคนให้ฮือฮาขึ้น...คำถามต่างๆถูกส่งขึ้นมาอย่างถี่ยิบ
เช่น..
"ได้เห็นหรือเปล่า...ที่ตอนมีข่าวว่าเขาขว้างระเบืดมือใส่กันในการเลือกตั้งที่ศาล...?"
"รู้จักกับพวกแก๊งสเตอร์ บ้างหรือเปล่า?"
"จริงหรือเปล่าที่ค่าประกันชีวิตในนครชิคาโกนั้นสูงกว่าที่ไหน และต้องจ่ายล่วงหน้าก่อน?"

"เดี๋ยว...หยุดก่อน...หยุด..." พระเจ้าอัลฟองโซทรงขัดขึ้นมา..
"ปล่อยให้ฉันถามอเล็กซานเดอร์ก่อน..ว่า...ข่าวล่าของนายคนนั้นน่ะ เป็นอย่างไรบ้าง..เธอก็รู้ดีนี่นา ว่าฉันหมายถึงใคร...ก็ นายคนนั้นไง ที่เขาเรียกกันว่า
King Alfonso of Chicago น่ะ...จริงหรือเปล่าที่ว่ากันว่านายนี่มีเกาะส่วนตัวอยู่ที่ฟลอริดา  เธอรู้จักเขาไหม เอ๊...ฉันจำได้ว่าเธอไปเที่ยวที่
ปาล์ม บีช บ่อยๆไม่ใช่เหรอ?"


ภาพ  Al Capone  หรือที่รู้จักกันในหมู่มาเฟียว่า King Alfonso of Chicago
 

 

 

เล่นเอาฉันนั่งงงไปพักใหญ่...เพราะเมื่อสักครู่...คนกลุ่มนี้ยังอยู่ในความอึดอัดต่อการเป็นไปในอนาคตข้างหน้า และเศร้าโศกต่อชะตากรรมอยู่แหม็บๆ  แต่ตอนนี้หันมาใส่ใจซักไซร้อย่างเอาเป็นเอาตายในเรื่อง จอมมาเฟียระดับโลก Mr. Al Capone (หรือฉายาว่า... King Alfonso of Chicago) กันไปซะแล้ว..

ฉันเลยกลายเป็นคนที่ซื่อบื้อไปในทันที เพราะไม่รู้เอาเสียเลยว่า แขนงการทำมาหากินของนายอัล คาโปน รวมไปถึงเส้นสายโยงใยกับ  Mr. "Legs" Diamond (หรือ Jack Diamond นักค้าสุราเถื่อนชื่อดัง)
ว่ามันเป็นไปมาอย่างไร...
อีกทั้ง..ดูเหมือนว่าทุกคนจะผิดหวังที่นักเดินทางระดับรองเท้าทองคำอย่างฉัน...ที่ไม่เคยได้ไปร่วมในงานศพที่หรูหรา"ชิคาโกสไตล์"

จนฉันต้องถามพระเจ้าอัลฟองโซว่า..
"กระหม่อมไม่เข้าใจว่า..พระองค์ทรงหาเวลาที่ไหนในการสนใจอ่านเรื่องของนักเลงเหล่านี้พะยะค่ะ"
"แหม..เธอก้อ...คิดอย่างนั้นได้ไง..เขาออกโด่งดัง ใครๆก็ต้องรู้จักเขาทั้งนั้นแหละ..นี่อย่างว่างั้นว่างี้เลย...ฉันยังตัดข่าวเขาเก็บไว้ด้วยนะ.."
คำตอบของพระองค์เล่นเอาเด็กๆหัวเราะกันเกรียว...ซึ่งฉันต้องขอชมเชยในพระอารมณ์ขันที่ทรงพยายามหาทริคมาสร้างความรื่นเริง..เพราะในมื้อนี้...คือ...การเลี้ยงฉลองวันประสูติของพระธิดา

ในที่สุด..เราได้มีทรอปิคสำหรับการสนทนาต่อในเรื่องของชิคาโก  และได้เปรียบเทียบระหว่างรัฐบาลอเมริกันกับกลุ่มแก๊งมาเฟีย ว่าใครกันแน่ที่ได้สร้างความ
ลำบากใจให้กับรัฐบาลอิตาลีมากกว่ากัน..

หลังจากรายการรับน้ำชา กาแฟ..และการพักออกไปทำธุระส่วนตัว...เรากลับมานั่งประจำที่  พระราชินีได้ให้คริสตินาไปหยิบบุหรี่รัสเซียมาให้
ฉันเตรียมตัวปฏิเสธ เพราะไม่อย่างให้ท่านต้องมายุ่งยาก  แต่พระองค์ทรงส่งให้ เพราะทรงจำได้อีกทั้งตรัสว่า
"อเล็กซานเดอร์ ชอบบุหรี่รัสเซีย ฉันจำได้ และรู้สึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสทำอาหารรัสเซีย..อย่างน้อยก็ยังมีบุหรี่ของโปรดถวาย..."
พระองค์ช่างเป็นเจ้าภาพที่แสนดีเสียจริงๆ

ในการสนทนาระหว่างเรา พระเจ้าอัลฟองโซได้ตรัสขึ้นว่า..
"เขาว่า..เดี๋ยวนี้มีชาวรัสเชี่ยนอยู่แน่นหนามากในปารีส..ต่างมีธุรกิจกันมากมาย เช่น ร้านค้า โรงหนัง แม้กระทั่งคนขับแท๊กซี่..รวมไปถึงการเปิดร้านอาหาร
แปลกจริงๆ...ทำไมชอบเลือกที่จะเปิดร้านอาหารกันนะ...คิดดูนะ..เมื่อก่อนสมัยที่ชาวฝรั่งเศสที่มีวิชาความรู้ที่ได้ลี้ภัยออกไปที่อื่นในช่วงของสงครามกลางเมือง
หรือช่วงที่ฝรั่งเศสอยู่ในการปกครองของนโปเลียน  คนเหล่านั้นมักไปเป็นครูสอนภาษาให้ในโรงเรียน หรือ บ้านพวกผู้ลากมากดีในอังกฤษมั่ง เยอรมันมั่ง รัสเชี่ยนมั่ง
ไม่ค่อยเห็นเขาสนใจไปเปิดร้านอาหารให้มันยุ่งยาก ...เพราะอะไรชาวรัสเชี่ยนที่เข้ามานี่..ถึงเลือกที่จะเปิดร้านอาหารกัน หรือเขาคิดว่ามันง่ายกว่าอย่างอื่น
หรือเธอว่าไง?"
"ในกลุ่มพวกที่มีปัญญาลี้ภัยมาถึงที่นี่ได้  แต่ละคนก็มีหลักการของตัวเองกระหม่อม...ยกตัวอย่าง..อย่างคนที่เคยอุปถัมภ์โรงละคร ชอบละคร  พอมาถึงนี่ ก็คิดอยากจะเขียนบทละครขาย
หรือคนที่เคยนั่งกินแต่ร้านอาหารหรูๆ พอมีความรู้ในเรื่องอาหารการกิน เรื่องไวน์ เรื่องการให้บริการ ก็อยากจะเปิดร้านอาหาร เพราะมันเป็นความคุ้นเคยและความถนัดน่ะกระหม่อม"
ทรงพยักพระพักต์ตามอย่างพอเข้าพระทัย...เพราะในความคิดของพระองค์คงทรงเป็นห่วงไปถึงชาวสเปนิชที่"ลี้ภัย" มาอยู่ในฝรั่งเศสที่มีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน

เราสองคนหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ..และกำลังที่จะคุยกันต่อถึงเรื่องการเมือง...แต่เมื่อเหลือบไปเห็นสองคู่ชู้ชื่นที่นั่งหน้าแห้งๆกันอยู่...ก็พอเข้าใจ เพราะเด็กๆคงไม่สนุก
กับเรื่องที่เข้าใจยาก อีกทั้งมันจะกินเวลานานอีกนับชั่วโมงที่เขาจะต้องมาแกร่วฟัง..เนื่องจากตามมารยาทแล้ว...ใครจะลุกขึ้นจากโต๊ะไปก่อนพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้
พระราชินีทรงหันไปทางพระสวามีเพื่อขอสัญญาณ..
เราจึงลุกขึ้นจากโต๊ะ...เด็กๆรีบออกจากห้องพากันไปเดินในสวนอย่างเร็วรี่...

 



พระเจ้าอัลฟองโซชวนฉันไปคุยต่อในห้องทรงพระอักษร..ที่เป็นห้องมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ดูแน่น...โต๊ะที่นำมาตั้งทำงานนั้น ตัวมโหฬาร รวมไปถึงเก้าอี้มีพนักหลายๆตัวในนั้นด้วย
เชื่อว่า...ไม่มีอะไรสักอย่างที่เป็นของพระองค์  เพราะมันดูบ้านๆไปกว่าที่จะเป็นของหลวง..
มาถึงตอนนี้...เราได้คุยกันแบบชนชั้นปกครอง...อ้อ...ไม่ใช่ซิ...สำหรับพระองค์แล้ว..คือ ชายชาตรีที่ยิ่งใหญ่..

ทรงเริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นแบบขำๆ....ว่า
"ไม่นานมานี้..มีเจ้าของสำนักพิมพ์ชาวอเมริกันคนหนึ่งมาเสนออะไรแปลกให้ฉัน..เขาเสนอจะจ่ายให้ฉันหนึ่งหมื่นเหรียญ สำหรับข้อเขียนอะไรก็ได้จากฉัน
ที่อย่างน้อยจะต้องมีหนึ่งพันคำ...ฉันได้ปฏิเสธไป เพราะว่ามันออกจะพิลึกๆไปหน่อย แต่ความจริงจะว่าไป...ฉันไม่รู้จะเขียนอะไร หรือหาเรื่องอะไรมาเขียนให้เขาตั้งพันคำ
เพราะในช่วงนั้น..ในสมองของฉันมันไม่ได้คำศัพท์อะไรหลงเหลืออยู่แล้ว...มีเหลืออยู่เพียงคำเดียว ที่ฉันขายไม่ได้..และไม่ยอมขายด้วย นั่นคือ คำว่า SPAIN
อย่างอื่น..ฉันไม่สนใจเลย นอกจาก ประเทศสเปนและความสุขในอนาคตของประชาชนเท่านั้น"

จากนั้นพระองค์ทรงนิ่งไประยะหนึ่ง..ก่อนที่จะกล่าวต่อในข้อความสำคัญว่า..
"ในวินาทีที่ฉันได้ย่างเท้าเข้ามานี่...ฉันได้บอกกับรัฐบาลฝรั่งเศสไปว่า..ฉันไม่ใช่จอมบงการ และจะไม่สร้างปัญหาใดๆให้กับรัฐบาลสเปนในปัจจุบัน
ถ้าหากประชาชนเขายังต้องการให้ฉันกลับไปไม่ว่าเดี๋ยวนี้หรือในอนาคต  ฉันก็จะกลับไปรับใช้ชาติ ประชาชน เหมือนอย่างที่เคยกระทำมาตั้งแต่เมื่ออายุสิบหก
แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชนที่สามารถเปล่งออกมาได้อย่างเสรี  ดังนั้นฉันจึงย้ำไปให้เขาเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า ฉันคือคิง ไม่ใช่จอมบงการ
หรือจอมวางแผน  แต่นโยบายของรัฐบาลสาธารณรัฐอย่างเช่นในปัจจุบันคงไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าใจหรือให้เสรีภาพได้อย่างที่คิด...แต่ก็เอาเถอะ
ถ้าหากว่าประชาชนชาวสแปนิชมีความสุขกับการปกครองในครั้งนี้มากกว่าที่เคยเป็นมา...ฉันนี่แหละ...จะขอแสดงความยินดีกับพวกเขาอย่างหมดใจ.."

ฉันนั่งนิ่งเงียบ..เพราะจะไปตอบอะไรได้กับข้อความที่ลึกซึ้งและกินใจได้ขนาดนี้...
ทรงอ่านได้ทะลุปรุโปร่งว่า..ฉันกำลังคิดอะไร และคิดถึงใครอยู่ (ที่เคยตกอยู่ในสถานะเดียวกัน แต่ นิกกี้นั้น...มีสเกลของประชากรที่ใหญ่กว่า )
"ฉันไม่อยากที่จะดูเป็นเจ้าบทบาทไปหน่อยหรอกนะ...แต่เรื่องนี้มันทำใจรับได้ยาก หวังว่าเธอคงเข้าใจ..เพราะในสภาพอย่างฉันที่ผ่านมาในการครองราชย์สามสิบปี
มันก็เหมือนกับคนที่ยืนบนเชือกเส้นเดียวและพยายามที่จะเลี้ยงตัวไม่ให้ตกลงมา.."

อีกทั้งทรงทราบด้วยว่า..ฉันจะนำเรื่องของเราที่พบปะกันไปเขียนในหนังสือ (เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้ชาวอเมริกันอ่าน) ทรงตรัสว่า..
"ฉันยินดีและอนุญาตให้เธอเขียนเรื่องของฉัน และข้อความที่เราได้คุยกัน..แต่ อเล็กซานเดอร์ ฉันขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม...สัญญานะ ว่า เธอจะต้องไม่เขียนแบบป้อยอ
หรือเข้าข้างฉัน..เธอจะต้องวิจารณ์ฉันไปด้วยในทุกด้าน..."

และทรงย้ำอีกครั้งราวกับเป็นคำสั่งว่า..."Tu dois me critiquer!!"



ในช่วงของพระกระยากลางวันที่ผ่านมา..ดูเหมือนว่าฉันจะเป็นคนผู้ขาดการสนทนาอยู่ผู้เดียว เพราะใครต่อใครทราบดีว่า..ในพระทัยของพระเจ้าอัลฟองโซนั้นคงมีแต่ความหมองเศร้า..จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาที่เป็นเหตุต้องพลัดบ้านพลัดเมือง...
แต่ขณะนี้เราอยู่กันสองคน...ซึ่งฉันได้เตรียมตัวต่อการที่จะถามในคำถามสั้นๆ แต่รู้ดีว่า มันลึกซึ้ง  กินใจ อีกทั้งเป็นเรื่องยาว...ว่า
"แล้วมันเกิดขึ้นได้อย่างไร...มันช่างรวดเร็ว อีกทั้งเกินความคาดคิดของใครๆ เพราะเราต่างทราบกันดีว่า พระองค์ทรงเป็นที่รัก..ชื่นชอบและป๊อปปูล่าร์ที่สุดในสเปน"

เหมือนจะทรงทราบว่าฉันจะถามอะไร เพราะคำตอบทั้งหมดนั้น...ท่านเตรียมไว้แล้ว..
"การปฏิวัติครั้งสุดท้ายนั่น...มันเป็นเรื่องที่ใครก็ขบไม่แตกถ้าหากว่าเขาไม่ได้มาอยู่กับฉันตลอดสามสิบปีในการครองราชย์  ความยุ่งยากทั้งหลายแหล่ในสเปนนั้น มันมีมาก่อนฉันเกิดมาในโลกนี้เสียอีก  ทุกอย่างมันต่อเนื่องมาจนฉันเกิด จนแม้กระทั่งก้าวแรกที่เดิน ซึ่งฉันไม่มีทางเลือกอื่นใด..."
คำพูดของพระองค์นั้น..ฉันรู้สึกคุ้นยังไงบอกไม่ถูก...จนชักสงสัยว่า หรือนี่ฉันอยู่ที่ Czarskoie-Selo กับซาร์นิโคลาสในปี  1917  หรือ อยู่ที่ Fountainbleau กับพระเจ้าอัลฟองโซ ที่สิบสาม ในปี 1931 กันแน่?

ภาพ  Hotel Savoy, Fountainbleau



พระองค์ทรงเปลี่ยนพระอิริยาบท และ มีแย้มพระสรวลนิดๆ  ซึ่งฉันไม่แปลกใจ เพราะพวกเจ้าพวกนายเนี่ย..เขาเปลี่ยนสีหน้ากันได้รวดเร็วอย่างนี้แหละ
จากนั้นพระองค์ได้ย้อนความของบรรพบุรุษเชื้อสายจาก Holy Roman Empire มาถึงพระองค์ที่เป็น หน่อเนื้อของ Hapsburg และ Bourbon
พระชนมายุเพียงสี่สิบห้า เมื่อเทียบกับฉันที่แก่กว่าถึงยี่สิบปีนั้น... แต่ในเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา...ฉันกลายเป็นชั้นอนุบาลเมื่อเทียบกับพระองค์เลยทีเดียว
พระเจ้าอัลฟองโซ..ถ้าจะว่าไปแล้ว..ทรงประสูติมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อประเทศที่ยิ่งใหญ่เกินตัว...
ทรงเล่าไปเรื่อยๆ...มีหยุดบ้างต่อการวิพากษ์และวิจารณ์คนและประเทศที่เกี่ยวข้องด้วยอารมณ์ขันแบบแห้งๆ หรือ อดีตอื่นๆที่ไม่มีอีกแล้วในปัจจุบัน..
รวมไปถึงเรื่องของนโปเลียน...และเรื่องของพระองค์คือ..

พระบิดา...พระเจ้าอัลฟองโซที่สิบสอง..ทรงสิ้นพระชนม์อย่างกระทันหันเพียงพระชนมายุแค่ 28 ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 1885 โดยไม่มีรัชทายาทให้ประจักษ์
เพราะพระมารดายังทรงครรภ์ ที่ไม่มีใครทราบว่า พระทารกจะเป็นเพศชาย หรือ หญิง...ทุกคนต่างเฝ้ารอคอยในคำตอบ เพราะมันเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของประเทศครั้งใหญ่
ถ้าเป็นพระธิดา หมายความว่า บัลลังก์นั้นจะต้องตกไปอยู่ในสายของทายาท Don Carlos (Don Carlos, the Prince of Viana) ที่สองฝั่งนี้ไม่ลงรอยกันมาตั้งแต่สมัย ควีน อิสซาเบลล่า ที่สอง ครั้ง ปี 1833

ในวันที่ 17 พฤษภาคม 1886  คือวันที่ทุกคนในประเทศต่างรอฟังข่าวจากพระราชวัง..ถึงประสูติกาลของพระราชินีอย่างใจจดใจจ่อ...
นายกรัฐมนตรี Senor Sagasta รวมไปถึงผู้นำของบรรดาฝ่ายค้านในรัฐบาล Senor Canovas del Castillo ต่างพากันเดินให้วุ่นในเขตพระตำหนัก ต่างซุบซิบภาวนาถึงความปรารถนาที่อยากให้ประสูติกาลเป็นพระโอรส...

เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงๆ ..หากมันเหมือนเวลาที่ยาวนานราวนิจนิรันดร์แห่งการรอคอย...ในที่สุด...นางพระกำนัลอาวุโสได้เปิดประตูห้องพระประสูติออก...เดินมาหยุดที่ธรณีประตู ในมือของนางพระกำนัลนั้นมีถาดเงิน
ที่บุคลุมด้วยผ้าชีฟอง  ท่านนายก Senor Sagasta ได้เดินไปเปิดผ้าคลุมออกดู และได้หันมาทางกลุ่มผู้ที่เฝ้าคอย พร้อมกับประกาศก้องด้วยเสียงแห่งชัยชนะว่า
"Viva el Rel!!!" (ขอให้พระเจ้าแผ่นดินทรงพระเจริญ)

ซึ่งได้รับเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีของประชาชนไปในทุกถนนของกรุงมาดริด  รัฐบาลได้เตรียมการเถลิงพระยศ และ พระนามว่า..
"Alfonso XIII, by the Grace of God and the Constitution, the Catholic King of Spain."

ทรงเล่าต่อว่า...

"ก็มีเรื่องเล่าทางหลังฉากในการเกิดของฉันนะว่า...ฉันนอนนิ่งเชียวในยามที่ท่านนายก ซินอร์ ซากัสต้า...เข้ามาอุ้ม...แต่พอท่านซินอร์ คาโนวาส เดล คัสตีย์โล เข้ามาอุ้ม
ฉันร้องซะลั่นเชียว...มันเหมือนกับเป็นสัญชาติญาณของทารกน่ะ ว่า...ใครดีใครไม่ดี...อย่างไรก็ตาม ฉันเป็นพระเจ้าแผ่นดินมาตั้งแต่เกิด ถือว่าเป็นกษัตริย์ที่มีอายุน้อยที่สุด
ในประวัติศาสตร์ของโลกสากลเลยทีเดียว อ้อ...ถ้าจะเทียบได้ก็เป็น พระเจ้า Jean ที่หนึ่ง แห่งฝรั่งเศสที่เป็นกษัตริย์แต่เกิดเช่นกัน หากแต่พระองค์ได้ครองราชย์เพียงห้าวันเท่านั้น..."

นั่นซิ..เป็นพระเจ้าแผ่นดินตั้งแต่เกิดมาได้หกสิบวินาที...แค่คิดก็เย็นยะเยือกไปแล้ว..เพราะมันไม่ใช่เรื่อง่ายๆในการครองบัลลังก์..ไม่ว่าจะมีอายุเท่าไหร่ก็เถอะ
แต่อย่างน้อยถ้าเป็นแค่รัชทายาท..ก็ยังมีโอกาสได้ใช้ชีวิตในวัยเยาว์บ้าง..
แต่พระเจ้าอัลฟองโซที่ประทับข้างหน้าฉันนี้...ต้องมาแบกภาระตั้งแต่ก่อนเดินได้
เมื่อพระชนมายุได้สิบเอ็ดเดือน  ต้องถูกนำพระองค์ไปเป็นประธานเปิดสภา...เมื่อมาถึงสองขวบ..ทรงไปเปิดงานแสดงศิลปที่บาเซโลน่า และ ทรงมีงานเลี้ยงรับรองเป็นงานแรก  ทั้งๆที่มีพระมารดา (Maria Christina of Austria) ได้ทำหน้าที่เป็นสมเด็จรีเยนท์แทนให้จนพระองค์มีพระชนมายุถึงสิบหก
แต่ประชาชนต้องการที่จะเห็นองค์พระยุวกษัตริย์ในทุกโอกาส

ที่น่าขำ..คือ เมื่อพระชันษาได้สามขวบ..ระหว่างที่ทรงประทับรอคณะผู้แทนบนพระแท่นที่ประทับ...เกิดทรงเบื่อหน่ายขึ้นมา เมื่อพระพี่เลี้ยงเผลอไปนิดเดียว จึงปีนป่าย
ไต่ลงมาจากพระที่แล้วไปนั่งพระพักต์เหรอ..ขี่อยู่บนรูปปั้นตัวสิงห์ที่ประทับอยู่ข้างๆ....
ทรงว่า..
"เห็นไหมเล่า....ขนาดเป็นเด็กๆนะนั่น..ฉันยังรู้เลยว่าไปนั่งบนหลังสิงโตนั้นมันง่ายกว่าการนั่งบนบัลลังก์"


ภาพ Maria Christina of Austria
 




บทความโดย "วิวันดา"

เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบหก
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสี่
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสาม
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบสอง
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๙
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๘
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๗
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๖
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๕
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบเอ็ด
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๔
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๓
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสิบ
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๒
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนเก้า (จบ)
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ ๑
ซูคอฟ...ยอดขุนพลผู้ดับฝันของฮิตเล่อร์ (ปฐมบท)
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนเก้า
เชลย..............ตอนแปด จบบริบูรณ์
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนแปด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนแปด
เชลย..............ตอนเจ็ด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนเจ็ด
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนเจ็ด
เชลย..............ตอนหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบสาม (สมบูรณ์)
เชลย..............ตอนห้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนหก
เชลย..............ตอนสี่
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบสอง
เชลย..............ตอนสาม
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนห้า
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบเอ็ด
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนยี่สิบ
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสี่
เชลย..............ตอนสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบเก้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสาม
เชลย..............ตอนหนึ่ง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบแปด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนห้า
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบเจ็ด
เลิศเลอวงศา...โรมานอฟ ตอนหนึ่ง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบห้า
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนสี่
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบสี่
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบสาม
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนสาม
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบเอ็ด
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนสอง
ลอดลายรั้ว.....วินด์เซอร์ ตอนหนึ่ง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนเก้า และตอนสิบ
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนแปด
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนเจ็ด
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนหก
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนห้า
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสี่
ฮิต เล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสาม
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสอง
ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม



1

ความคิดเห็นที่ 1 (102158)
avatar
คนเล่าเรื่อง

อ่านแล้ว ก็ให้รู้สึกเข้าใจเรื่องราวที่ลึกซึ้งขึ้นของการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้มากขึ้น แล้วก็ปลงไปกับคำว่า "ริษยา" อันเป็นบาปข้อหนึ่งของมนุษย์ที่ไม่ก้าวพ้นไปได้เลยไม่ว่าจะเป็นฐานันดรใดและยุคใด

พิจารณาดูแล้ว  ปรากฎการณ์การเมืองในประเทศสารขัณฑ์ก็มีเหตุอย่างหนึ่งจากความริษยาที่เกิดขึ้นจากฝ่ายหนึ่งต่ออีกฝ่ายหนึ่ง แล้วก็กลายเป็นเรื่องเป็นราว ความขัดแย้งที่วุ่นวายและเดือดร้อนกันอยู่ทุกวันนี้ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น คนเล่าเรื่อง ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-12-15 14:34:37 IP : 202.28.78.24



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
| WW II Europe | WW II Asia | WW I | Vietnam War | ประวัติศาสตร์ไทย | บทความจากสมาชิก | คุยกันหลังฉาก | บทความทั้งหมด |

สนใจร่วมเขียนบทความในเว็บไซต์ เชิญอ่าน แนวทางการร่วมเขียนบทความ ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์

Custom Search



eXTReMe Tracker